สวัสดีครับวันนี้ได้ย้อนมองเส้นทางเดินที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 12 ม.ค. 2556 เวลาประมาณ 13.00 น. ผมเดินทางจากบ้านพักในตัวเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งหน้าเลาะเลียบริมทะเลฝั่งอ่าวไทยไปถึงบ้านพักริมทะเลฝั่งอ่าวไทยในเขตเมืองหัวไทร แล้วรับบริจาคที่ครอบครัวผมและมวลญาติร่วมทำบุญเป็นข้าวต้มมัดประมาณ 100 กว่าชิ้นบวกกับขนมและผลส้มจีนลูกเล็กหลายกิโลเพื่อนำไปทำบุญในการเดินทางครั้งนี้ที่ผมจะนำพาไปเยือนแดนดินถิ่นอีสานพูดจาภาษาลาว ด้วยพระนิสิตและฆราวาสผู้ลงเรียนวิชาศึกษางานสำคัญทางพระพุทธศาสนา ระดับ ป. โท ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช โดยมวลนิสิตประมาณ 40 รูป/ คน มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าต้องการไปศึกษาดูงานวิถีพุทธวัฒนธรรมอีสาน ตามโครงการประกอบรายวิชานี้ ที่ผมเป็นอาจารย์สอนประจำวิชา เรากำหนดเดินทางไปวันที่ 12 – 17 ม.ค. 2556 ในเวลา 16.00 น. ล้อหมุนที่หน้ามหาวิทยาลัย ในเมืองนครศรีธรรมราช
เริ่มต้นภาพ ณ ม.มจร. วังน้อย พระฉันภัตตาหารเช้า
เมื่อถึงเวลาเราไปกันทั้งหมดในรถคันนี้มี 38 รูป/คน นิสิตที่ขาดไปไม่ได้เนื่องจากติดภารกิจสำคัญในจำนวนนี้มีพระรูปหนึ่งติดงานเทศน์ต้องขึ้นเครื่องบินจากเมืองปักษ์ใต้ไปลงดอนเมืองแล้วต่อเครื่องบินไปลงสนามบินปลายทางที่สนามบินเมืองนครพนมเพื่อร่วมเดินทางไปกับเพื่อน
ๆ ด้วย
ริมระเบียงใน ม. มจร. วังน้อย
สำหรับการเดินทางของคณะเราผมให้ยกกิจกรรมของวัดขึ้นมาไว้บนรถทัวร์สองชั้นคันนี้และยกห้องเรียนขึ้นมาไว้ในรถเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย นั้นคือการเริ่มต้นด้วยการทำวัตรสวดพระพุทธมนต์ท่องคาถาสำคัญ ๆ ในทางพระพุทธศาสนาพร้อมทำสมาธิภาวนาแผ่เมตตาธรรมค้ำจุนโลกแด่สรรพสัตว์ทั้งมวล ผมในฐานะผู้นำทางย้ำว่าเราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังเกตจำจดวิเคราะห์แสดงออกออกในทางสร้างสรรค์ เพราะมวลนิสิตเราล้วนเป็นว่าที่มหาบัณฑิตทั้งนั้น การเดินทางคราวครั้งนี้นอกจากเราไปแสวงหาความรู้แล้วเรายังเผยแผ่หลักสัจธรรมแห่งพุทธด้วย รถวิ่งไปเรื่อย ๆ นานเท่าไหร่แล้วเราเห็นอรุญรุ่ง ณ ท้องทุ่งนาแถวเมืองบางบัวทองก่อนเข้าไปแวะพักอาบน้ำล้างหน้าที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ข้างริมน้ำลำตะคลอง ไปทานปลาเผา
ต่อมาในเวลา 8 โมงครึ่ง เราเดินทางจาก ม. มจร. วังน้อย
มุ่งตรงสู่สระบุรีเลี้ยวขวานั้นคือการเข้าสู่ประตูภาคอีสานในเช้าวันอาทิตย์ที่ 13 ม.ค. 2556
เราไปแวะฉันภัตตาหารเพล ณ ร้านอาหารริมท้องทุ่งน้ำลำตะคลอง ต่อจากนั้นคณะเรามุ่งตรงไปยังพื้นที่นครพนมอันเป็นที่พักค้างแรมคืนแรก
ตรงใช้เส้นทางเมืองย่าโมไปเขตเมืองขอนแก่นเข้าเขตเมืองอุดรธานีแล้วเลี้ยวขวาตรงไปยังเมืองสกลนครก่อนเลี้ยวซ้ายตรงไปยังเมืองนครพนม และก่อนถึงเมืองนครพนมราวสิบกิโลได้
จะถึงทางแยกด้านซ้ายตรงป้ายมหาวิทยาลัยนครพนมเรารับเพื่อนเราที่เดินทางโดยเครื่องบิน ผมให้พี่ชายนำรถไปรับและพี่ชายได้ขับรถนำทางเข้าสู่หมู่บ้านสะพัง ต. รามราช
อ. ท่าอุเทน จ. นครพนม
คณะเราไปถึงที่พักภายในวัดโพธิ์ชัย
บ้านสะพังราวเกือบ 4 ทุ่ม ชาวบ้านยังคงรอรับเราทั้งหมู่บ้านสร้างความประทับใจแด่ผู้ไปเยือนเป็นอย่างมาก ณ
ที่นั้นชาวบ้านทำพิธีบายศรีสู่ขวัญตามประเพณีท้องถิ่นด้วยท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอย่างมีความสุข
พระสงฆ์ฉันเพลและให้พรเจ้าภาพ
บายศรีสู่ขวัญที่บ้านสพัง
ญาติ ๆ ชาวบ้านสะพัง
การคุยกันนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ด้วยความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง พอรุ่งเช้าเราได้ร่วมรับประทานข้าวจี่ทาไข่กิจกรรมนี้เริ่มตีห้าก่อนหัวรุ่งสนุกตื่นเต้นแปลกใหม่เร้าใจคนพึ่งพบเจอได้ความประทับใจไม่รู้ลืมและคณะเราอำลาชาวบ้านสะพังเดินทางไปประมาณ
10 กิโลโดยพี่ชายผมคือคุณวิชัยขับรถนำทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง ณ สะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ที่พึ่งเปิดบริการเป็นสะพานใหม่ใกล้บ้านสะพังนั้นเองอยู่ในเขตเมืองนครพนม
เป็นอันว่าในวันจันทร์ที่ 14 ม.ค. 2556 เวลา
7
โมงครึ่งเรามาทำบัตรผ่านไปชมวิถีพุทธวัฒนธรรมในเมืองลาวแถว อำเภอท่าแขก จังหวัดคำม่วน
คณะเราไปยังถ้ำนางแอ่นเป็นแห่งแรกป่าไม้ยังคงอุดมสมบูรณ์เข้าไปชมภายในถ้ำที่ไกด์นำเที่ยวผูกเรื่องเป็นนิทานฟังเพลินเจริญใจมาก
และรู้สึกอบอุ่นเหมือนหวนกลับเข้าไปอยู่ในวงมวลญาติของตนเองที่เราจากมานานแสนนาน
ต่อมาคณะเราไปรับประทานอาหารเพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ที่
ขณะฉันเพลมีดนตรีลาวและดาวเต้นร้องรำให้เพลิดเพลินด้วย อย่างเพลงกุหลาบปากซัน มวลนิสิตฝากตังค์ประมาณคนละ สองพันห้าร้อยกีบมีห้าคนยื่นมาให้ผมนำไปมอบให้สาวลาวดาวเต้นเหล่านั้น
ผมเลยสร้างบรรยากาศเต้นรำสนุกสนานไปกับดาวเต้นเพื่อให้งานมันครึกครื้นสนุกบรรยากาศผูกพันเป็นกันเองในความเป็นพี่เป็นน้องระหว่างไทยกับลาว น้องสาวลาวเหล่านั้นเขาเรียกผมว่า..อ้าย..กินใจในภาษาคำจาที่ม่วน
ๆ ดีแท้
พี่ชายแท้ ๆ ของผมเอง
ต่อมาเราไปกราบไหว้พระธาตุศรีโคตรบูรณ์ (
ทางฝั่งลาวเรียกว่า พระทาดสีโคดตะบอง )
มีวรรณกรรมเกี่ยวกับท้าวศรีโคตรบูรณ์ด้วยละ
พระธาตุนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งโขงมองข้ามมาเห็นเมืองนครพนมได้ชัดเจน แต่ถ้าจะให้ตรงเมืองนครพนมจริง ๆ
ต้องมาที่ท่าแขกแถวตลาดสินสมบูรณ์อันเป็นที่ละลายทรัพย์
ผมชอบใจเครื่องเงินเป็นเข็มขัดนาคเวลาจะบวชเป็นพระจะมีเข็มขัดเอวเป็นเงินเป็นนาคอย่างนี้ คนขายบอกว่ามีเส้นเดียวของแท้ราคาเส้นละ
หนึ่งหมื่นห้าพันบาท
สุดท้ายผมตัดสินใจไม่เอาด้วยเกรงว่า..ลาวจะต้มลาว...อิ อิ อิ
น้องสาวคุณพ่อกำลังผูกแขนรับขวัญให้พี่ชายผม
ต่อมาเราไปชมกำแพงยักษ์
ไม่มีใครนอกจากยักษ์เท่านั้นที่สร้างไว้ก็เป็นที่อัศจรรย์ใจแด่พวกเราเป็นอย่างมาก
มองเห็นเป็นกำแพงหินยาวเหยียดสูงเทียมปลายยอดไม้ป่าเลยครับเป็นลักษณะกำแพงยาวเขาว่าประมาณ
300 กว่ากิโล ที่เห็นยังไม่ถูกทำลายแต่บางส่วนถูกทำลายไปแล้ว
เมื่อขึ้นรถแล้วเราได้รับความรู้จากนางน้อย
ยังสาวอยูนะแต่ทางลาวเรียกว่านางนำหน้าชื่อเธอว่าหมู่บ้านเธออยู่แถบนั้นมีวัดไม่มีพระสงฆ์อยากทำบุญหาพ่อที่เสียไปแล้วต้องไปนิมนต์พระสงฆ์ในเมือง
ตรงซอกเขานั้นมีถ้ำพระ ทางเข้าไปได้ทีละคนพอไปถึงมีพระที่บรรพบุรุษนำไปเก็บซ่อนไว้ในสมัยสงคราม จำนวนพระอยู่ที่นั้น 229 รูปมีแต่พระพุทธรูปสวยงามทั้งนั้นละ
ต่อมาก็ได้เวลาประมาณ 16.00 น.
เราเดินทางข้ามมายังฝั่งประเทศไทยตามเดิมเสร็จสิ้นภาระกิจการเที่ยวชมวิถีพุทธวัฒนธรรมในลาวแต่เพียงเท่านี้.
.. เสมือนได้ไปเที่ยว...กับ ท่านยูมิ
ขอบคุณมากๆ นะคะ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ..หากมีภาพประกอบด้วยจะน่าสนใจมากขึ้นนะคะ..(รบกวนมากไปหรือเปล่า??)
สวัสดีครับ Dr. Ple
ดีครับได้ไปเที่ยวด้วยกันนะครับ
สวัสดีครับคุณพี่ใหญ่ของเราชาว โกทูโนว์
พึ่งจะมีเวลาเติมภาพ และหาตัวขยายตัวหนังสือให้โต ๆ ไม่พบซะแล้ว อิ อิ อิ