ดินแถวบ้านผม     ที่บ้านห้วยส้ม ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง เชียงใหม่ มีลักษณะร่วยซุยและเป็นทรายเม็ดละเอียด   เมื่อหน้าแล้งดินก็จะแข็งเหมือนดินดาน ต้นไม้ใบหญ้าจะร่วงโรยและทิ้งใบ แต่พอในช่วงฤดูฝนและเมื่อมีน้ำหน้าดินมาก ดินก็จะเละและอ่อนตัวเป็นเลน หญ้าและต้นไม้เล็กๆจะเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว หน้าดินไม่มีแรงยึด ต้นไม้ยืนต้นที่ชำใหม่และต้นไม้ที่รากไม่ลึกจะล้มเสียหายอย่างง่ายดาย ลักษณะดินจึงเหมาะสำหรับปลูกข้าวและพืชผักตามฤดูกาลกับทำสวนผลไม้ที่มีรากหยั่งลึกลงดิน ในหน้าแล้งและนอกฤดูฝน ต้นไม้เล็กๆ ไม้ที่รากสั้นๆ และพืชผัก ก็จะดูแลลำบาก รดน้ำกันไม่หวาดไม่ไหว 

ระหว่างที่ต้องเดินรดน้ำพรวนดินให้กับต้นไม้ แข่งกับความแห้งแล้ง ประคับประคองต้นไม้ใบหญ้ากับพืชผักในบ้านให้ฝ่าความแห้งแล้งไปให้ถึงหน้าฝนอีกครั้งในอีก ๔-๕ เดือนข้างหน้าโน้นให้ได้ อีกทั้งหลายครั้งก็แลเห็นในรายละเอียดระหว่างรดน้ำพรวนดินไปด้วยว่าต้นไม้ พืชผัก และไม้ยืนต้นหลายอย่างที่เพิ่งนำมาปลูกลงดินและยังยืนต้นไม่แข็งแรงดี ต้องเหี่ยวแห้งตายไปหลายแห่งจนทำให้จิตใจห่อเหี่ยวไปด้วยนั้น เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา หลังกลับจากไปเป็นทีมประเมินและสังเคราะห์บทเรียน เพื่อพัฒนารูปแบบและข้อเสนอแนะเครือข่ายโรงพยาบาลสร้างสุขที่ตากและแม่ฮ่องสอน ก็ได้รับฟังเรื่องราวถ่ายทอดความประทับใจของทีมวิจัยจากการได้ไปเยี่ยมคารวะบ้านของ 'พี่สันโดษ' ฉายา 'คนบ้าแห่งเมืองปาย' เพื่อนหมอติ๊ก แพทย์หญิงวลัยรัตน์ ไชยฟู ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปางมะผ้า รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเป็นผู้เข้าศึกษาหลักสูตรพัฒนาเครือข่ายผู้นำสร้างสุขภาวะแนวใหม่ (คสน) ของ สสส ซึ่งมีเรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่าง และ ๑ ในนั้นก็เป็นเรื่องการใช้ขวดใส่น้ำแล้วนำไปคว่ำทิ้งไว้ตามโคนต้นไม้ในอาณาบริเวณบ้าน ทำให้น้ำไหลซึมลงดินให้ความชุ่มชื้นแก่ต้นไม้ได้ขวดละ ๑ วัน

ตัวอย่างของเรื่องเล็กๆแต่มาในจังหวะที่พอดีกับความต้องการ ก็ทำให้ผมเกิดความคิดในการอยากลองทำดูไปด้วย แต่การเปิดฝาขวดใส่น้ำแล้วคว่ำลง แล้วให้น้ำต้นไม้ได้ ๑ วันนั้น เป็นโจทย์ของผมว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้ได้สักสัปดาห์หนึ่งหรือมากกว่า เลยต้องขอลองดูและน่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาการดูแลต้นไม้ขนาดเล็กและพืชผักได้ดีกับสภาพดินอย่างนี้ได้ ผมกับภรรยาเลยเดินรวบรวมสารพัดขวดพลาสติกที่ทิ้งขว้างเป็นขยะแล้วมาหาวิธีทำแหล่งให้น้ำที่โคนต้นไม้และพืชผัก

แทนการเปิดฝาขวด ซึ่งจะทำให้น้ำไหลเร็วและซึมสูญเสียลงดินไป ก็นึกถึงวิธีทำให้ขวดน้ำทำหน้าที่สัก ๒ อย่างที่โคนต้นไม้และพืชผัก กล่าวคือ ประการแรก ให้น้ำในขวดสร้างความเย็นกระจายสู่ดินเพื่อดึงความชื้นโดยรอบไว้ให้ต้นไม้ และประการที่สอง ให้มีน้ำไหลซึมออกจากขวดเลี้ยงต้นไม้โดยตรงผ่านรากฝอยโดยตรงให้มากกว่าการไหลซึมผ่านลงดิน ดังนั้น ผมจึงใช้วิธีปิดฝาขวดและใช้ตะปูปลายแหลมเล็กๆเจาะที่คอขวด ๒ ข้าง ดังภาพ

                                      

เมื่อทดลองดูแล้ว ก็พบว่าน้ำหยดซึมออกมาทีละนิด เห็นฟองอากาศผุดครั้งละประมาณ ๑ ครั้งต่อ ๑ นาที คะเนดูแล้ว ประมาณ ๒๐ ครั้งจึงจะได้สัก ๑ CC ซึ่งเกินพอที่จะทำให้น้ำในขวดปริมาณกว่า ๑ ลิตรไหลซึมในอัตรานี้ได้ตลอด ๑ สัปดาห์ นอกจากจะช่วยให้ดูแลต้นไม้ได้ทั่วถึงเท่าเทียมกับความร้อนแล้งตามสภาพดินดังกล่าวข้างต้นได้แล้ว เมื่อผมไม่อยู่บ้าน ต้องไปบรรยายและไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน ก็จะช่วยลดภาระให้กับแม่บ้านได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

                                        

                                       

                                       

                                       

                                       

                                       

                                       

ผมและภรรยาเลยช่วยกันทำเท่าทีมีขวดเปล่าให้เก็บมาทำ ตอนนี้เลยได้ประโยชน์ในคราเดียวกันหลายต่อเลยละครับ อันดับแรก ปัญหาความเป็นขยะของขวดเปล่าก็หมดไป [ คลิ๊กอ่านวิธีคิดเกี่ยวกับความเป็นขยะกับพัฒนาการของสังคมมนุษย์ http://www.gotoknow.org/posts/379917 ]  อันดับต่อมา ก็ช่วยดูแลต้นไม้ได้อย่างทั่วถึง อันดับต่อมาอีก ก็ช่วยลดการใช้น้ำและการใช้การลงมือทำกิจกรรมวนเวียนบนวงจรเดิมเป็นระยะเวลากว่า ๑ ฤดูกาล หรืออีกกว่า ๔-๕ เดือนข้างหน้า ลงไปได้เป็นอย่างมาก ทำให้มีความพอเพียงและมีความสามารถในการพึ่งตนเองทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นมากยิ่งๆชึ้น 

                                        

                                        

ขอเรียกว่า 'ชลประทานน้ำขวด' ก็แล้วกันครับ ผมกับภรรยานอกจากทำชลประทานน้ำขวดแบบนี้ให้กับต้นไม้และพืชผักในบ้านของเราได้แล้ว ก็พอจะเจียดไปทำให้ต้นไม้บนริมถนนสาธารณะของหมู่บ้านของเราซึ่งตลอดหน้าแล้งนี้ก็คงคงยากเช่นกันที่จะหาใครมาดูแลให้ทั่วถึงได้ไหว ชลประทานน้ำขวดนี่แหละกระมังที่พอจะช่วยได้

ก็เป็นแนวคิดหนึ่ง ที่วิธีที่ได้มานั้น ผมได้จากการได้พานพบความริเริ่มดีๆของผู้คนผ่านการทำงานด้วยกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อม กล่าวได้ว่าการได้ทำงานร่วมกันของผู้คนเป็นปัจจัยเงื่อนไขให้เข้าถึงความรู้และตัวปัญญาปฏิบัติที่อยู่กับวิถีดำเนินชีวิตของกันและกันในลักษณะอย่างนี้ เป็นการได้สติปัญญาและความบันดาลใจที่หนุนเนื่องมากับการได้นอบน้อมสู่กันและร่วมมือกันทำสิ่งดีๆให้กับสังคมทีละเล็กละน้อยของคนตัวเล็กๆในวิถีชาวบ้านและในวิถีของคนทำงานทั่วๆไป ซึ่งก็มีกระบวนการเลือกสรรและวัฒนธรรมการแบ่งปันสิ่งดีให้กัน ที่งดงามน่าประทับใจอีกแบบหนึ่ง