"กิเลส" มีไว้เพื่ออะไร
คำถามนี้ผมตั้งข้อสงสัยมานานมาก ตั้งแต่สมัยเด็กๆ
ที่เริ่มอ่านหนังสือธรรมะ ในกองหนังสือของพ่อที่บ้านนอก แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักที
ว่า.....ทำไมคนจึงต้องมี “กิเลส”
เพราะทุกตำราธรรมะที่ผมอ่านมา ก็มีแต่สอนให้ควบคุมและหรือกำจัดกิเลสอย่างเดียว
และเน้นว่า ใครก็ตามที่มีกิเลสนั้น กิเลสจะทำร้ายให้ชีวิตของเขาตกต่ำอยู่ตลอดเวลา
จนถึงระดับที่เปรียบเปรยไปว่า “กิเลส” เลวกว่า “หมา” เพราะหมาที่เราเลี้ยงไว้นั้นจะไม่กัดเจ้าของ แต่กิเลสจะกัดเจ้าของตลอดเวลา ทำให้เจ้าของ “เป็นทุกข์” ตลอดเวลา ไม่มีวันพ้นทุกข์ได้เลย
และเป็นเหตุให้ คน (ที่มีกิเลส) มีชีวิตที่ต่ำกว่า “สัตว์” อื่นๆ เพราะสัตว์เหล่านั้นมีชีวิตที่ปราศจาก “กิเลส”
ผมงงมาตลอด อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ
ถามใครก็ไม่มีคำตอบ อย่างมากก็มีแต่ว่า “เป็นธรรมชาติของคน”
แม้แต่ในหนังสือตำราทุกเล่มที่ผมศึกษาธรรมะมานาน ก็ไม่ชี้ชัดว่า “กิเลส” มีไว้เพื่ออะไรกันแน่
เมื่อวานไปฟังคำสอนของท่าน ป.อ. ปยุตโต ในเรื่องประวัติพระพุทธศาสนา
และปรัชญาของโลก มีอยู่คำหนึ่ง ท่านพูดถึง “เวไนยสัตว์” ว่าหมายถึง และคืออย่างไร
ท่านพูดว่า “กิเลส” มีไว้ให้คนเอาตัวรอด
ก่อนที่คนจะมีปัญญานำทางชีวืต
ผมก็เลยเพิ่งนึกเชื่อมโยงกับความรู้ที่ผมเรียนมาจาก
วิชาชีววิทยาเบื้องต้น และทำให้เข้าใจมากขึ้นจากที่เคยเรียนมา
ว่า
สรรพสิ่งที่มีชีวิตนั้น มีกลไกเพื่อเอาตัวรอด
และรักษาเผ่าพันธุ์ไว้ได้
พืช ใช้กลไกทาง "ชีวเคมี" และ "การพัฒนาการ" ตามเงื่อนไขของสภาพแวดล้อม
สัตว์ ใช้กลไกของ "ชีวเคมี" "สัญชาตญาณ" และ "การเรียนรู้" ตามระดับที่มี
คน ใช้กลไกของ "ชีวเคมี" สัญชาตญาณ" "กิเลส" "การเรียนรู้" และ "ปัญญา"
จึงสรุปได้ว่า "กิเลส" ของคนมีไว้เพื่อเอาตัวรอด ก่อนที่จะมี "การเรียนรู้" และ
"ปัญญา" ตามความหมายของ “เวไนยสัตว์” หรือ สัตว์ที่ฝึกได้
ผมจึงเพิ่งเข้าใจ ที่พระท่านกล่าวว่า "เวไนยสัตว์" หรือสัตว์ที่สอนได้ หมายถึงตรงนี้เอง
สัตว์ที่ฝีกฝนตนเองได้ หรือ สอนได้ ก็คือ สัตว์ที่สามารถเรียนรู้ พอที่จะใช้ "ปัญญา" ในการเอาตัวให้รอด
แทนการใช้ "กิเลส" ผสมกับระบบการเอาตัวรอดแบบพื้นฐาน ของ "อเวไนยสัตว์"
แต่ถ้าคนที่ยังไม่ฝึกฝนตนเอง ยังไม่ใช้ปัญญานำทางในการใช้ชีวิต
หรือยิ่งแย่ไปกว่านั้น ก็คือการนำปัญญาไปรับใช้กิเลส ก็จะทำให้เขามีชีวิตที่ “ต่ำ” กว่าสัตว์ ก็เพราะ “กิเลส” นำทางนี่เอง
แต่ถ้าเขามีปัญญาพอใช้ ใช้ปัญญานำทาง
อย่างอื่นจะมีบ้างก็จะยังไม่เป็นปัญหาใหญ่
จนกระทั่งถึงระดับหลุดพ้น ก็คือใช้ชีวิตด้วยปัญญา
ผสมกับระบบกลไกของธรรมชาติที่ปราศจากกิเลส ก็คือระดับของความหลุดพ้น
ในระดับพระอรหันต์
ดังนั้นระดับปัญญาที่มีของคน ก็จะทำให้เกิดประเภทของ "กรรม" และผลของกรรม ที่จะเกิดขึ้นจากคนและสัตว์ต่างๆเหล่านี้
ซึ่งในที่สุด "กรรม"
จึงเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ก็เพราะระดับการใช้ “ปัญญา”นี่เอง
ดังนั้น เมื่อเกิดเป็น “คน” เราจึงเกิดมาพร้อมกับระบบของธรรมชาติ สัญชาตญาณ และ กิเลส
ที่จะเอาตัวรอดในเบื้องต้น
ต่อจากนั้น “เวไนยสัตว์” ก็จะต้องเดินทางต่อ จากการใช้
"กิเลส" จนถึงการใช้ "ปัญญา" มาผสมผสาน
เบื้องแรกๆ ของการพัฒนา และการศึกษา ก็อาจแค่
· นำปัญญามารับใช้กิเลส
· ต่อไปก็อาจนำกิเลสไปรับใช้ปัญญา
ท้ายๆก็
· นำปัญญามาคุม “กิเลส”
· จนกระทั่งนำปัญญาไปกำจัดกิเลส ให้ชีวิตตัวเองสูงขึ้น
ใครจะไปได้แค่ไหน ก็อยู่ที่ "ระดับการเรียนรู้"
และ "การฝึกฝน" ของสัตว์นั้นๆ
ผมอุตส่าห์ตั้งใจเรียน และศึกษาธรรมะมาตั้งนาน
เกือบตลอดชีวิต ก็เพิ่งเข้าใจ “กิเลส” ได้แค่นี้ ในวันนี้เอง ครับ
I understand กิเลศ from a Pali-English Dictionary :
Kilesa (and klesa) [from kilissati] 1. stain, soil, impurity, fig. affliction; in a moral sense, depravity, lust. Its occurrence in the Piṭakas is rare; in later works, very frequent, where it is approx. tantamount to our terms lower, or unregenerate nature, sinful desires, vices passions.
kilesa also occurs in a series explanatory of taṇhā, in the stereotype combn of t., diṭṭhi, kilesa "clinging to existence, false ideas and lust" (see Nd2 s. v. taṇhā v.). -- 4. In the same function it stands with rāga, viz rāga dosa moha kilesa, i. e. sensuality, bewilderment and lust (see Nd2 s. v. rāga ii.)...
As you say there is no explanation of the origin or purpose of 'kilesa' or why people are born with it. It seems that the definition associated with clinging to existence (self preservation), false ideas (self excuses/self image) and lust (desire for self-satisfaction) may be the one you see kilesa is about. Is there a basis for that interpretation?
I highlighted a point in italic and blue that says kilesa is rarely mentioned in "the tipitaka" but expounded in the commentaries and latter works. Does this mean the Buddha did not given enough attention to kilesa but the latter followers did (wonder and try to explain -- as you did)?
ผมคิดว่า กิเลสน่าจะเกิดขึ้นอย่างมีวัตถุประสงค์ครับ เพราะคนนั้น ด้อยความสามารถไปแทบทุกเรื่อง ถ้าไม่มีกิเลสนำทาง อาจจะสูญพันธุ์ง่ายๆ ลองไปฟังการบรรยายของท่าน ป.อ. ปยุตโต ดูครับ ท่านอธิบายไว้ชัดเจนครับ
ขอบคุณมากครับอาจารย์
เจริญพร อาจารย์....
ตั้งแต่เป็นสมภาร เรื่องขีดเขียนก็หายไป บังเอิญวันนี้ เจอบล็อกอาจารย์จึงเข้ามาเยี่ยม....
ใคร่จะคุยกับอาจารย์มากมาย แต่ใช่ว่าจะทำลายกิเลสได้ (แต่อาจเพิ่มกิเลส นั่นไม่แน่ !)
รู้สึกปลื้มที่อาจารย์ยังเขียนบันทึกอยู่ นั่นแหละ ! คือความคิดถึงที่ฝากไว้
เจริญพร
ครับท่าน ผมก็คิดถึงท่านในฐานะที่พึ่งทางหลักธรรมครับ ตอนนี้ผมก็ท่องเวบหาคำตอบ ได้ความรู้ใหม่ทุกวัน แสดงว่าฐานความรู้ผมต่ำจริงๆ อะไรก็เป็นความรู้ใหม่ทั้งนั้น
ยิ่งค้นคว้ายิ่งรู้ว่าตัวเองไม่รู้ครับท่าน
ผมเริ่มอิจฉา(แบบไม่ริษยา) นักบวชทั้งหลาย ที่ท่านมีโอกาสมากกว่าผมครับ ผมยังเป็นปุถุชนที่ยัง "หนา" ไปด้วยกิเลส ก็คงได้ประมาณนี้แหละครับ
ขอบพระคุณท่านมากที่มาเยื่ยมครับ
ผมอ่านตอนต้นๆแล้วคิดในใจว่า
ท่านรู้พระเครื่องมากจริง แต่ธรรมะรู้น้อยมาก
แต่พออ่านจนจบ
ผมกลับคิดว่าท่านรู้มากทั้งพระเครื่องและธรรมะ
งง ช่วยขยายความด้วยครับ อะไรที่ท่านคิดว่าผมรู้น้อย หรือรู้มาก
ผมจะได้พัฒนาตัวเองได้ครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ตามที่ผมเขียน หากท่านอ่านซํ้าจะเห็นความหมายว่า
"เบื้องต้นผมไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจสิ่งที่ท่านอรัมภบท
แต่เมื่ออ่านจบแล้วจึงเข้าใจ
ว่าท่านนั้นรู้ซึ้งทั้งพระเครื่องและธรรมะ"
ความไม่เข้าใจในเบื้องต้น และความเข้าใจในเบื้องปลาย
เกิดขึ้นจากตัวผมเอง
จึงไม่มีข้อแนะนําอะไรที่จะแนะนําไปพัฒนาตนเองสําหรับท่าน
(แต่มีคําแนะนําสําหรับตัวผมเอง ว่าควรเข้าใจอะไรได้เร็วกว่านี้
และเขียนอะไรที่มีความหมายตามต้องการของตนได้ชัดเจนกว่านี้)
ผมขอส่งความหมายของ "กิเลส" เข้าประกวดนะครับ
กิเลส คือ
1. บ่อเกิดของความคิดหรือการกระทำอันเป็นอกุศล
2. ยางเหนียวที่ห่อหุ้มดวงจิต บดบังปัญญาของสรรพสัตว์ ให้ติดยึดมั่นอยู่ในวัฏสงสาร
โอว!!! ผมว่าคมใช้ได้ มั๊ยครับอาจารย์
ท่านอาจารย์บอกว่าไม่ได้มีงานประกวดสักหน่อย
ด้วยความเคารพอาจารย์แสวงครับ