ERM บูรณาการกับการบริหารมูลค่ากิจการอย่างไร

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

[email protected]

ความล้มเหลวของผลดำเนินงานของกิจการที่เกิดขึ้นอยู่ในโลกธุรกิจ ยังคงสะท้อนปัญหาของการบริหารมูลค่าของกิจการ และกระทบต่อความเชื่อมั่น ความไว้วางใจที่ผู้ที่เกี่ยวข้องมีต่อกิจการให้เสื่อมถอยลงไปแทนที่จะพัฒนาและเพิ่มพูนมากขึ้น

ส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบริหารมูลค่าของกิจการ (Value Management) ก็คือการบริหารความเสี่ยงของกิจการ ซึ่ง

(1)  ไม่ได้ใช้มูลค่าของกิจการเป็นฐานในการกำหนดนโยบายความเสี่ยง กลยุทธ์ความเสี่ยง และทำกิจกรรมการบริหารความเสี่ยง

(2)  ไม่ได้ดำเนินการครอบคลุมทุกธุรกรรมหลักในองค์กร ที่เป็นตัวขับเคลื่อนคุณค่าของกิจการ

ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงบนแนวคิดของ ERM ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจนกระทั่งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตหลายแห่ง ตัดสินใจเพิ่มเงื่อนไขในการประเมินประสิทธิผลของการบริหารความเสี่ยงบนแนวคิด ERM ในการกำหนดเรตติ้งของกิจการ และถือว่าการบริหารความเสี่ยงตามแนวคิด ERM เป็นความรับผิดชอบของผู้บริหารกิจการและคณะกรรมการบริษัท ซึ่งต้องเป็นผู้ตอบประเด็นเหล่านี้เอง

นอกจากแรงกดดันที่มาจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตชั้นนำของโลกแล้ว นักลงทุนสถาบันในตลาดทุนยังคงมีความเชื่อใหม่เกิดขึ้นว่า การบริหารความเสี่ยงของบรรดาบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังถือว่าล้มเหลวในภาพรวม และไม่ได้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ไม่มีส่วนในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่กิจการ

ยิ่งกว่านั้นหน่วยกำกับดูแงกิจการยังเริ่มให้ความเห็นว่า การตัดสินใจวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจของกิจการ อิงจาก “ผลตอบแทนที่คาดหวัง” โดยละเลยหรือให้ความสำคัญน้อยมากกับอิทธิพลหรือผลกระทบของความเสี่ยงที่ลดมูลค่าของกิจการ แทนที่จะปกป้องหรือธำรงรักษามูลค่าของกิจการ

ประเด็นที่กิจการควรจะพิจารณาให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นโดยเร่งด่วนคือการทำให้เกิดความมั่นใจได้อย่างเพียงพอว่า
การบริหารความเสี่ยงจะพัฒนาสู่แนวทาง ERM จริงและบูรณาการกับการบริหารมูลค่าของกิจการ

ประการที่ 1

กิจการควรจะรีบเร่งลดจุดอ่อนของการออกแบบระบบการบริหารความเสี่ยงของกิจการให้แน่ใจว่า มีองค์ประกอบอย่างเพียงพอในการทำให้องค์กรดำเนินงานอยู่บนแนวคิด ERM

ประการที่ 2

กิจการควรจะเร่งลดจุดอ่อนของการเชื่อมโยงกระบวนการด้านการวางแผนกลยุทธ์กับกรอบแนวทางปฏิบัติด้านการบริหารความเสี่ยงตามแนวคิด ERM ให้เป็นกระบวนการที่เพียงพอในการนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย

ประการที่ 3

กิจการควรจะปรับแนวคิดของการประเมินผลการดำเนินงานของกิจการ จากการพิจารณาบนตัวเลขที่เป็นตัวเงิน
หรือเชิงปริมาณ สู่การประเมินผลการดำเนินงานหลังจากปรับด้วยต้นทุนความเสี่ยง (Risk-Adjusted) แทน  เพื่อสะท้อนถึงความคุ้มค่าของการแบกรับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลดำเนินงานที่ทำการประเมินผล

ด้วยวิธีการประเมินผลแบบนี้ กิจการอาจจะพบว่าการดำเนินงานบางส่วนของกิจการให้ผลตอบแทนสุทธิต่ำมาก
หรือสร้างผลตอบแทนช้า และอาจจะมีต้นทุนของการดำเนินงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหรือค่าเฉลี่ยในอดีตของกิจการเอง

ประการที่ 4

บทบาทของการบริหารความเสี่ยงควรจะเปลี่ยนจากการเริ่มต้นเมื่อกิจการได้ตัดสินใจกำหนดแผนงานหรือกลยุทธ์ ทางธุรกิจแล้ว มาเป็นการดำเนินกระบวนการบริหารความเสี่ยงก่อน และใช้ข้อมูลความเสี่ยงไปเป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานและการตัดสิทนใจกำหนดแผนงานหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจของกิจการ

ประการที่ 5

การนำเอา ERM ไปบูรณาการกับการบริหารมูลค่าของกิจการอาจจะต้องมาจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการกำกับดูแล (Governance) ให้มีกรอบแนวทางปฏิบัติใหม่ที่สอดคล้องกัน โดยครอบคลุมตั้งแต่บทบาทและความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท ที่ปรึกษาจากภายนอก ลงไปถึงผู้บริหารระดับสูงของกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการบริหารความเสี่ยงจะเปลี่ยนไปอยู่ในส่วนการวางกลยุทธ์แทนที่จะเกิดตามหลังกลยุทธ์ที่ไม่ได้ใช้ความเสี่ยงเป็นฐาน (Risk-Based)

ประการที่ 6

การที่กิจการจะยอมรับกระบวนการกำกับดูแลกิจการที่เกิดก่อนการตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์ได้ กิจการจะต้องมีความเข้มแข็งของการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เรียกว่า “Loss Data” เพื่อนำเอามาเป็นหลักฐานยืนยันและอ้างอิงในการเรียนรู้บทเรียนที่มีค่าในการปรับการตัดสินใจด้านกลยุทธ์ต่อไป

นอกเหนือจาก Loss Data แล้วกิจการอาจจะจำเป็นต้องใช้การวิเคราะห์ด้วย Scenario Analysis เพื่อการตั้งสมมติฐานเพิ่มเติมให้เพียงพอในการปรับกรอบแนวทางปฏิบัติด้านการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจระดับองค์กร

ประการที่ 7

Loss Data ในกรณีนี้ควรจะรวมถึงสถานการณ์ที่มีการผันผวน(Volatility)ของการดำเนินงานที่ผิดปกติอย่างมีนัย คัญซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานของกิจการลักษณะหนึ่ง และควรจะรวมเอาธุรกรรมทั้งหมดที่กิจการได้ดำเนินการ ส่วนที่ปฏิเสธและไม่ปรากฏเป็นรายการในงบการเงิน ตลอดจนส่วนที่กลุ่มเป้าหมายไม่อาจจะเข้าถึงกิจการได้ ทำให้เสียโอกาสที่จะทำธุรกิจกับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ