ไปหนองคาย...อย่าลืมแวะไปดูไหมดาหลา

วิโรจน์ แก้วเรือง1/

               

 

 

            ไหมดาหลา” ถามใครเขาก็ไม่รู้จัก มีเพียงบางท่านเท่านั้นที่เคยได้ยินมาบ้าง เมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไหมดาหลาในงาน“เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ โดยมี นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น และนายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมหม่อนไหม ถวายรายงานให้พระองค์ทรงทราบถึงความเป็นมาของไหมพันธุ์นี้

 

 

 

 

ความเป็นมาของไหมดาหลา

                 “ดาหลา” (Torch  Ginger: Etlingera elatior (Jack) R.M. Smith) เป็นพืชล้มลุกประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวอยู่ในวงศ์Zingiberaceae เช่นเดียวกับขิงและข่า ชอบสภาพดินที่มีความชุ่มชื้น ปลูกมากทางภาคใต้ของไทย เป็นไม้ตัดดอก นอกจากนั้นหน่ออ่อนและดอกยังใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก ประกอบอาหารอื่นๆ ได้อีกด้วย

                 กระทั่งในต้นปี พ.ศ. 2552 นายสุชาติ จุลพูล ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯหนองคาย สังกัด สถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ปัจจุบันคือกรมหม่อนไหม) ได้ขอต้นกล้าดาหลาเพาะเมล็ดลูกผสมระหว่าง ดาหลาแดงกับดาหลาขาวป่านราธิวาส จากนายสุธาชีพ  ศุภเกษร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเลย(ภูเรือ) ซึ่งเป็นนักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคายในขณะนั้น ตามคำแนะนำของ นายวิทยวัฒน์ กุญชร ณ อยุธยา อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยหม่อนไหม นำมาปลูกบริเวณรอบสระน้ำขนาดใหญ่ในศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯหนองคาย ครั้งแรกจำนวน 258 ต้น เพื่อการปรับปรุงภูมิทัศน์และได้ศึกษาคัดเลือกพันธุ์ดอกที่สวยงามไปด้วย ต้นดาหลามีการเจริญเติบโตดีเช่นเดียวกับการปลูกในภาคใต้ และเริ่มออกดอกในปี พ.ศ. 2553 ลักษณะดอกสวยงามมีความหลากหลายทั้งรูปทรงและสีสัน

 

 

 

                 อากาศที่ร้อนจัดของวันที่ 7 เมษายน 2554  นายพิทยา  กุศล  ผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคาย ออกไปเดินชมความงามของดอกดาหลา คลายความร้อน พบหนอนชนิดหนึ่งเข้ามากินใบดาหลาที่ปลูกไว้ จึงได้ใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช กำจัดหนอนชนิดนี้ โดยคาดไม่ถึงว่าจะเป็นไหมป่าชนิดหนึ่ง แต่โชคดีที่หนอนดังกล่าวตายไม่หมดจึงเหลือเข้าทำรัง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 จำนวน 7 รัง  ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคาย เห็นว่ารังของหนอนผีเสื้อชนิดนี้น่าสนใจ จึงมอบให้นายพิทยา กุศล  ผู้ดูแลศูนย์เรียนรู้ ศึกษาวิธีการขยายพันธุ์ การเลี้ยงตัวหนอน จดบันทึกข้อมูลวงจรชีวิตของไหมป่าชนิดนี้  ขณะเดียวกันได้รายงานต่อ นายประทีป มีศิลป์  รองอธิบดีกรมหม่อนไหม เพื่อขอคำแนะนำ จึงได้ศึกษาวงจรชีวิตของดักแด้ ผีเสื้อ และการวางไข่ ท่านได้ขอความร่วมมือจาก ผศ.ชาญชัย  ถาวรอนุกูลกิจ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ให้ช่วยจำแนกผีเสื้อชนิดนี้และค้นคว้ารายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

 

                   ลการค้นคว้าวิจัยร่วมกันพบว่า ไหมที่มากินใบดาหลาเป็นไหมป่าฟาการ่า (Fagara silkworm,Attacus atlas Linn.) มีอยู่ตามธรรมชาติปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี ในระยะที่เป็นหนอนและผีเสื้อจะมีขนาดใหญ่มากเมื่อทำรัง เส้นใยมีความเหนียวมากเช่นกัน พบไหมชนิดนี้มากในบริเวณรอยต่อภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ไหมป่าชนิดนี้มีวงจรชีวิต 60-65 วัน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล กินพืชอาหารได้หลายชนิดแต่ยังไม่มีรายงานการกินใบดาหลาและการนำมาใช้ประโยชน์ด้านการทอผ้า พร้อมทั้งมีการทดลองนำรังไหมไปสาวเป็นเส้นด้วยเครื่องสาวไหม ซึ่งเครื่องสาวนี้ใช้สำหรับสาวเส้นไหม รังเสียหรือรังไหมที่ถูกตัดรังแล้ว พบว่าสาวเป็นเส้นได้ดีมีแนวโน้มที่จะใช้เป็นประโยชน์ต่อไปได้ จึงขยายการเลี้ยงให้มากขึ้น แล้วนำไปทอเป็นผืนผ้าไหมดาหลาผืนแรก เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งพบว่าผ้าไหมที่ทอแล้วมีลวดลายสีสันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันเกิดจากเส้นไหม  แม้ไม่มีการย้อมสี อีกทั้งยังมิเคยมีผู้ใดนำรังไหมดาหลามาสาวเป็นเส้นแล้วทอเป็นผืนผ้าที่สมบูรณ์เช่นนี้มาก่อน


 

 

 

 

 

ลักษณะเฉพาะของไหมดาหลาคือ

 

1.  สีของเส้นไหมที่สาวได้มีสีคงตัวไม่เปลี่ยนจากสีเดิมแม้จะลอกกาวชั้นนอกออกแล้วก็ตาม

2.  ในการสาวไหมชนิดนี้ ไม่ต้องต้มรังไหม จึงไม่ต้องฆ่าดักแด้สามารถปล่อยให้เป็นผีเสื้อเพื่อขยายพันธุ์ต่อไปได้

3.  เป็นแนวทางในการผลิตเส้นใยธรรมชาติจากแมลงที่ไม่ใช่ไหมซึ่งกินใบหม่อนเป็นอาหาร และมีศักยภาพสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เพิ่มมูลค่าในการผลิตผ้าไหมของไทยในอนาค

 

ลักษณะอันโดดเด่นของไหมดาหลา

 

 

1.  เป็นผีเสื้อกลางคืนที่มีความสวยงามเป็น 1 ใน 10 ของโลก

 

2. เป็นผีเสื้อกลางคืนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 1 ใน 10 ของโลก เมื่อแผ่ปีกกว้างเต็มที่จะมีความยาว 25-30 เซนติเมตร

3.  กินพืชอาหารได้หลากหลายชนิด (ตารางที่ 2)

 

 

 

4.  สีของรังไหมเปลี่ยนแปลงไปตามชนิดของพันธุ์ดาหลาและพืชอาหาร เพื่อถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเส้นใยธรรมชาติชนิดใหม่จากดาหลาที่คณะผู้วิจัยสามารถพัฒนานำมาใช้ประโยชน์จนครบกระบวนการผลิตถึงการทอเป็นผืนผ้าได้เป็นคณะแรกในโลก และยังเป็นอีกหนึ่งในความหลากหลายทางชีวภาพด้ว

 

 

 

                  เนื่องจากเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลก และในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญานาม “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” ในการนี้ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำผ้าไหมดาหลาที่ทอขึ้นมาใหม่เป็นพิเศษซึ่งออกแบบการทอโดย   อ.เผ่าทอง  ทองเจือ และทีมงาน ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555


             ดังนั้น ไหมดาหลาจึงเป็นนวัตกรรมด้านเส้นใยธรรมชาติจากผีเสื้อที่แสนสวยงาม อันเกิดจากการพัฒนาของทีมนักวิจัยไทย จนได้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมดาหลาชิ้นแรกของโลก แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยอีกมาก ตั้งแต่การรักษาความแข็งแรงของพันธุ์ การเลี้ยงเชิงพาณิชย์ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งสิ่งทอ เวชสำอาง และการแพทย์ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 3 ปี จึงจะได้คำตอบว่าการผลิตไหมดาหลาเพื่อเป็นอาชีพจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

                   เมื่อทราบความเป็นมาเป็นไปของไหมดาหลาแล้ว เราจะไปดูกระบวนการเลี้ยงไหมและการทอผ้าไหมพันธุ์ดังกล่าวได้ที่ไหนและอย่างไร เรามาตั้งต้นกันที่จังหวัดหนองคายเลยนะครับ ไหมดาหลายังคงมีการเลี้ยงและศึกษาวิจัย ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯหนองคาย หรือเรียกง่ายๆ ว่าศูนย์ไหมหนองคาย ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านโคกสว่าง หมู่ 11 ตำบลเหล่าต่างคำ อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 43120 โทรศัพท์ 042-436812,  e-mail : [email protected] การเดินทางใช้ทางหลวงระหว่างจังหวัดหนองคายกับจังหวัดบึงกาฬ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดหนองคาย 30 กิโลเมตร เมื่อถึงบ้านหมากก่องกิโลเมตรที่ 22-23 เลี้ยวขวาไปยังศูนย์ไหมหนองคาย ผ่านบ้านนาเมย และบ้านโคกสว่าง ผ่านเรือกสวนไร่นาอันเขียวขจีของชาวบ้าน อีกไม่นานก็ถึงศูนย์ไหมหนองคาย รับรองไม่ผิดหวังเพราะสภาพที่ตั้งแห่งนี้มีสภาพเหมือนรีสอร์ทมากกว่า


              ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯหนองคาย มีพื้นที่กว้างขวางมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ผู้ที่มาเยือนนอกจากจะเพลิดเพลินกับธรรมชาติตั้งแต่เช้าจรดเย็นแล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านรอบๆศูนย์ฯ ทั้งการทำการเกษตร และการประมง ตลอดจนได้เรียนรู้การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อมเส้นไหม และการทอผ้าไหม อีกทั้งที่นี่ยังมีสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ในกระบวนการทำผ้าไหมจำนวนมากจากฝีมือ นายสุชาติ จุลพูล ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคาย ซึ่งยินดีต้อนรับทุกท่าน แล้วพบกันครับ

 

ที่มา : น.ส.พ.กสิกร ปีที่ 85 ฉบับที่ 6 (พ.ย.-ธ.ค.55) เขียนโดย วิโรจน์  แก้วเรือง