ข่าวว่ากระทรวงคมนาคมจะนำเสนอ ครม. อนุมัติการจัดซื้อรถเมล์เกือบ 4000 คัน เพื่อการขนส่งมวลชนกรุงเทพ ...ราคาคันละ 3-4 ล้าน... ร้อน-เย็น ข่าวส่วนใหญ่เน้นไปที่คำว่า ngv (รถที่ใช้เชื้อเพลิงเป็แก๊สธรรมชาติ ซึ่งว่ากันว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม)
ผมถามแบบย้อนศรหน่อยว่าทำไมต้อง ngv ...เอารถดีเซลธรรมดาไม่ได้หรือ มันถูกกว่ากันตั้งมากมาย ซึ่งจะทำให้ค่าโดยสารถูกลงมาด้วย
คนไทยเราเห่ออะไรตามฝรั่งกันหมด ไม่เว้นแม้สิ่งแวดล้อม โหย..เห่อกันจัง แต่หันไปดูรอบบ้านตัวเองสิ เห็นมีแต่ขยะตรึมไปหมด น้ำขังเน่าริมถนน ฝุ่นคลุ้งเต็มถนน (แม้ริมถนนปูนในกทม. ก็ตาม) อาหารแผงลอยก็เต็มไปด้วยสารพิษ ผงชูรส ....... แล้วกระแดะจะมาใช้รถเมล์เอ็นจีวีให้แพงไปทำไมกัน ทั้งที่มันเป็นระบบขนส่งมวลชนที่คนเป็นร้อยอัดกระป๋องกันเข้าไป ..... ถ้าคิดเป็นมลภาวะต่อหัวประชากรแล้วมันน้อยมากกว่าคนขับรถยนต์ส่วนตัวนับร้อยเท่าอยู่แล้ว
เช่น รถส่วนตัวนั่งหนึ่งคน ใช้เครื่องยนต์ 150 แรงม้า รถเมล์ 200 คน ใช้เครื่องยนต์ 300 แรงม้า แบบนี้มันเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ว่า รถเมล์สร้างมลพิษ 1.5 หน่วยต่อหัว ในขณะที่รถส่วนตัวใช้ 150 หน่วยต่อหัว ..... นี่มันลดไป 100 เท่าแล้วนะ
แล้วคุณไปทำเป็นรถ ngv ผมถามว่ามันช่วยลดมลภาวะ กทม. กี่เปอร์เซ็นต์ ผมประเมินได้เลยว่า ไม่น่าเกิน 0.1% เพราะ 99.9% ของมลพิษมันมาจากรถส่วนตัว มอไซค์ บรรทุก ต่อให้คุณเอาคนนั่งรถเมล์ไปถีบจักรยานหมด มลพิษมันก็ไม่ลดมากหรอก อย่าว่าแต่หันมาใช้ ngv เลย
แล้วถามว่ามันคุ้มกันไหมกับราคารถที่แพงขึ้น และค่าโดยสารที่จะแพงขึ้นอีก 5% (ผมเดา)
คุณกระแดะ ลดมลพิษได้ 0.1% แต่ค่าโดยสารแพงขึ้น 5% นี่มันเท่ากับว่าเอาเงินคนจนมาช่วยพิทักษ์สิ่งแวดล้อมให้คนรวย (เพราะคนจนนั้นปกติแล้วไม่ค่อยสนใจสุขภาพเท่าคนรวยหรอก)
แล้วอย่าลืมด้วยว่าค่าบำรุงรักษารถเอ็นจีวีจะมากขึ้นกว่าปกติด้วย อายุการใช้งานของรถก็จะลดลงเพราะ ngv มีความหล่อลื่นน้อยกว่าน้ำมันดีเซล
ส่วนการประหยัดน้ำมันที่ว่ามากขึ้นนั้น ก็ไม่มากหรอกครับ ถ้าคิดต่อหัวผู้โดยสาร เช่นอ้างว่าประหยัดค่าน้ำมันได้ปีละ ๒๐๐ ล้านบาท ผมถามว่าถ้าคิดต่อหัวผู้โดยสารทั้งปีจะประหยัดเท่าไร ผมว่าไม่ถึงหนึ่งสลึงต่อหัว
เพราะสี่พันคัน วิ่งรับส่งคนประมาณ 4 ล้านคนต่อวัน (คันละหนึ่งพันคนต่อวัน) ไปกลับหน้าเดิมก็ 2 ล้านคน เอาไปหาร ๒๐๐ ล้าน เท่ากับว่าประหยัดไปได้คนละ ประมาณ 100 บาท ต่อหัวต่อปี หรือวันละประมาณ ๓๐ สตางค์ต่อคน
ถ้าคุณใช้รถดีเซลธรรมดา ค่ารถอาจถูกลงคันละ 3 แสน 4000 คันก็ 1200 ล้าน คุณก็ประหยัดงบลงทุนไปได้มหาศาล
แต่ที่น่าถามคือในขณะที่ประหยัดค่าน้ำมันได้ตั้ง ๒๐๐ ล้านแล้วมาขึ้นราคารถทำไม คำตอบมีอยู่แล้วครับ ว่า ngv มันสร้างภาพได้อักโข อ้างว่าจำเป็นต้องโละของเก่าทิ้ง แล้วมาซื้อของใหม่ จากบริษัทต่างชาติอีกต่างหาก เพราะของไทยเรามีแต่เป็นเครื่องดีเซลที่โลวเทค
อีสิ่งที่เตะตาผมมานานคือการเรียกขานรถเมล์ ว่า รถร้อน รถเย็น...ผมว่ามันฟังดูไม่ดีเลย ทำให้ดูเหมือนว่าคนจนต้องทนร้อน (ตกนรก) ส่วนพวกสื่อบ้าจี้งี่ง่าวก็เรียกขานตามกันเป็นแถว ...ทำไมไม่เรียกรถไพร่ รถอำมาตย์ กันให้รู้แล้วรอดไปเลยล่ะ .... ส่วนผมเสนอให้เรียกว่า รถประหยัด รถฟุ้งเฟ้อ หรือ ไม่ก็ รถอนุรักษ์ รถมลพิษ (เพราะรถไม่มีแอร์ประหยัดพลังงานกว่า ก็เลยมีมลพิษน้อยกว่าด้วย)
ผมคะเนว่าค่าติดแอร์มันประมาณ 10% ของราคารถเท่านั้นเอง เช่น รถโตต้าวิออสราคาขายคันละ 5 แสน 5 ราคาต้นทุนน่าจะประมาณ 5 แสน (กำไร 5 หมื่น) .....ต้นทุนค่าแอร์น่าประมาณ 5 หมื่นบาท ส่วนเครื่องยนต์น่าจะสัก 1 แสน 5 (30%) ระบบส่งกำลังสัก 10 ที่เหลือเครื่องล่างตัวถัง ระบบเบรก ไฟฟ้าอีก 50
ส่วนค่าพลังงานในการขับแอร์ก็น่าประมาณ 10% ของค่าน้ำมันรถ
ดังนั้นค่าโดยสารรถอำมาตย์ควรแพงกว่ารถไพร่เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เช่น รถไพร่เก็บ 5 บาท รถอำมาตย์ควรเก็บ 5 บาท 50 สตังค์ ก็กำไรเหลือเฟือแล้ว แต่วันนี้เห็นว่ามันเก็บเพิ่มตั้งสองสามเท่า (จะหากินบนเหงื่อไพร่ที่ทนร้อนไม่ไหวกันไปถึงไหน)
กลับมาเรื่องราคารถ 3 ล้าน (รถประหยัด) กับ 4 ล้าน (รถแพง) มันแพงกว่ากันตั้งประมาณ 35% เลยนะ เพียงแค่ติดแอร์เนี่ยนะ
ถ้าว่าตามทฤษฎี 10% ที่ผมเสนอมา รถเย็นมันน่ามีราคาเพียง 3.3 ล้านเท่านั้นนะ (ถ้าไม่มีอะไรหรูหรากว่ากันมากไปกว่าแอร์) อีกทั้งรถพวกนี้ไม่ต้องไปทำเบาะให้นุ่มนิ่มอะไรหรอกครับ มันนั่งแค่ชั่วครู่ยาม ไม่ใช่รถวิ่งเชียงใหม่-กัวลาลัมเปอร์ สักหน่อย ....
ดังนั้นทำเป็นเบาะถูกๆแบบเปลถักยังได้เลย จะได้ระบายอากาศใต้ก้น ทำให้เย็นสบาย ดีกว่าเหงื่อออกจนร้อนตูดเปียกด้วยเบาะนิ่ม นอกจากนี้รถเมล์ก็จะมีนน.เบาลง ทำให้ประหยัดน้ำมัน ราคารถก็ถูกลงด้วย จะไปเอามาตรฐานยูรงยูโรอะไรกันหนักหนา
ถ้าทำแบบดังว่า รถไพร่ราคาเพียง ๒ ล้าน รถอำมาตย์ ๒.๒ ล้าน เท่านั้น
ประเด็นต่อมาคือ มีความรักชาติกันบ้างไหม เรื่องนี้เป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมรถบัสไทย ทำไมไม่กำหนดไปว่าบริษัทที่จะประมูลต้องเป็นบริษัทไทยเท่านั้น หรือ มีฐานผลิตในประเทศไทย เพราะทุกวันนี้ไทยเรามีโรงงานต่อรถบัสดีๆ อยู่หลายแห่งเช่น โคราช ราชบุรี เป็นต้น
ที่โครงการรถคันแรกยังกำหนดเลยว่า ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
ว่าไปแล้วพวกรถหน่วยราชการ พลเรือน ทหาร นั้นก็น่ามีนโยบายให้ใช้รถต่อในประเทศเท่านั้น นอกจากไม่เสียดุลการค้าแล้ว ยังเป็นการสร้างงานให้คนไทย งานดีๆ มีเงินเดือนแพงๆ ไม่ใช่ต้องไปต่างประเทศ ไปทำงานกุลีไปรับจ้างขนอิฐปูนรับใช้แขกอาหรับโน่น
...คนถางทาง (๘ มค. ๕๕)
It seems like another project that kills the livelihood and any innovative chance of Thailand's engineers and engineering workshops around the country.
Can't we pull together and see what are really the problems and how we can solve the problems -- our ways using our own ingenuity and skill resources? We can support our fellow Thais and move our society one step ahead by using all-Thai solutions that meet or exceed international standards.
ัyes sir ท่าน sr แต่นักการเมืองไทยเขาแคบ คิดได้แ่ต่ค่าหัวคิวกระมัง หัวคิวก็กินไป แ่ต่คิดถึงชาติบ้านเมืองบ้างก็ดีนะ คนมีงานทำ วิศวกรได้คิดค้นพัฒนา อีกหน่อย เอาไปขายอาเซียนก็ยังได้
ใช้ของต่างชาติ จะcoverหัวคิวมากกว่าในไทยหรือเปล่าครับ
ค่านิยมใช้ของนอก ดีกว่าของไทยครับท่าน SR
มีมั้ยครับที่ส่งเสริมและสร้างความภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย ใช้ของไทย