การยึดมั่นในสิ่งใด ย่อมนำไปสู่ทุกข์ได้ทั้งนั้น เพราะการรู้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือมั่น หรือก็คือ ว่างจากการยึดมั่น บางครั้ง เราก็ปรุงแต่งจิตให้เป็นการยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นไปเสียได้
การว่างจากความยึดมั่นนี้ มักมีผู้เข้าใจว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องไม่ยึดถือในทุกๆสิ่ง ทว่าในความเป็นจริง ตราบที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ แม้เราจะรู้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือมั่น เราก็ยังไม่สามารถจะไม่มีสิ่งที่ยึดถือ หรือ ตัดความยึดมั่นลงได้ หากการปฏิบัติจะช่วยให้เราจะค่อยๆยึดน้อยลงเรื่อยๆ เราจึงว่างมากขึ้นตามลำดับ แต่ก็เป็นความว่างลักษณะที่ว่า ว่างจากสิ่งหนึ่ง ก็ไปยึดอีกสิ่งหนึ่ง อันเป็นการยึดที่ทำให้กิเลสเบาบางลง จนกระทั่งหมดความยึดได้ในที่สุด
เช่น หากเราตริตรึกถึงใครขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยความศรัทธา รัก ชัง สังเวช ก็คือเรายังมีบุคคลนั้นเป็นที่ยึดถืออยู่ ดังที่ผู้ศึกษาพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้า เป็นที่ระลึก ที่พึ่ง ที่ศรัทธา เมื่อยึดด้วยศรัทธา จึงปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ ต่อเมื่อได้เป็นพระอรหันต์แล้ว จึงเป็น อสทฺธ หรือ ไม่มีศรัทธา คือ ผู้ที่ไม่มีความเชื่ออันมีผู้อื่นเป็นปัจจัยเพราะสามารถรู้แจ้งธรรมทั้งหมดได้ด้วยตนเองแล้ว แต่ก่อนที่จะปฏิบัติจนถึงการเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความยึดในสิ่งทั้งปวง หรือ ว่างจากการยึดในสิ่งทั้งปวงด้วยปัญญา เราล้วนยังมีความยึดถืออยู่

เพียงแต่ เป็นการยึดเพื่อนำมาพิจารณาให้เกิดการละวาง ไม่ใช่ยึดด้วยความเป็นตัวกู ของกู การปฏิบัติจึงเป็นไปในลักษณะ ยึดสิ่งหนึ่ง เพื่อปล่อยอีกสิ่งหนึ่ง เช่น ยึดมั่นในความดี เพื่อละวางความชั่ว ยึดความสงบหรือความว่างในบางอย่างเพื่อปล่อยวางความดี เป็นต้น จนกระทั่งสามารถเข้าถึงว่างที่ปราศจากความยึดได้อย่างแท้จริง
การที่จะเข้าถึงความว่างเพื่อปล่อยวางในทุกสิ่งจึงจัดเป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกเป็นขั้นๆมาตามลำดับ ไม่ใช่เพียงการรู้ด้วยสัญญาว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดถือมั่น แล้วก็ ยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น ซึ่งการยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นนี้ เป็นการเพิ่มพูนโมหะ อันมีอวิชชาเป็นรากเหง้า
หลวงพ่อ ชา สุภทฺโท ได้อธิบายถึงการยึดมั่นให้เราเข้าใจได้ง่ายๆไว้ดังนี้
ในทางพุทธศาสนาท่านว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่น แต่เราฟังไม่จบไม่ตลอด ที่ว่าอย่าไปยึดมั่นถือ มั่นนั้นคือว่าท่านให้ยึดอยู่แต่อย่าให้มั่น เช่นอย่างนี้ อย่างไฟฉายนี่นะ นี่คืออะไร ไปยึดมันมาแล้วก็ดู พอรู้ว่าเป็นไฟฉายแล้วก็วางมัน อย่าไปมั่น ยึดแบบนี้ ถ้าหากว่าเราไม่ยึด เราจะทำได้ไหม จะเดินจงกรมก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็ไม่ได้ ต้องยึดเสียก่อน ครั้งแรกจะว่ามันเป็นตัณหาก็ได้ แต่ว่าต่อไป มันเป็นบารมี
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) นอกเหตุเหนือผล หน้า ๑๔๐-๑๔๑
นั่นคือก่อนจะปล่อย ต้องยึดด้วยปัญญาก่อน แล้วจึงปล่อย ซึ่งการปล่อยก็ต้องปล่อยด้วยปัญญาอีกเช่นกัน
"ฉะนั้น ในขั้นนี้จึงเรียกว่าเป็นปัญญาในส่วนผล ปัญญาส่วนเหตุนั้น ต้องจับต้องยึดเอานามรูปขึ้นมาตรวจค้น คือไม่ปล่อย และก็ไม่หยุดการปรุงแต่ง คือต้องปรุงแต่งการพิจารณา แปลว่า ไม่มีอุเบกขาในเรื่องนี้ เป็นปัญญาในส่วนเหตุ ครั้นได้เห็นแล้ว ได้รู้แล้ว เป็นปัญญาในส่วนผล ก็ปล่อยได้ หยุดได้ ดั่งนี้คืออุเบกขา เป็นอุเบกขาทางปัญญาหรือในปัญญา"
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฒฺฑโน) ธรรมกถาในการอบรมกรรมฐาน (พิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๓๘) หน้า ๔๐
การไม่ยึดมั่น จึงหมายถึงการ ยึด แต่ไม่มั่น จากนั้นปล่อย ด้วยอาการอย่างนี้
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๖ พี่ณัฐรดาและครอบครัวค่ะ ^^
ขอบคุร อ.เหมียวสำหรับพรปีใหม่ค่ะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะคุณพี่ณัฐรดา
ขอให้คุณพี่สุข สงบ เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปนะคะ
;)
เข้าใจ ไม่ง่าย นะคะพี่ตุ๊กตา
ตอนนี้น้องกำลังฝึกเดินจงกรมค่ะ
Happy Ba ค่ะ
ขอบคุณคติธรรมนำตนประสบผลประเสริฐพรเช่นนี้ และสวัสดีปีใหม่ค่ะ..
สวัสดีค่ะคุณณัฐรดา มาด้วยความคิดถึงค่ะ อ่านบันทึกก็สุขใจไปกับคติธรรมที่สอนให้ยึดมั่นในความคิดดี
เป็นการยึดเพื่อนำมาพิจารณาให้เกิดการละวาง
มาอ่านอีกครั้งและอีกครั้ง...ค่ะ ขอบคุณพี่ตุ๊กตามาก ๆ