สรุปบทเรียน Community participation
ผู้บรรยาย : ผศ.ดร.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์
ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของโรคและปัญหาสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อและอุบัติเหตุมีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องสาเหตุของกลุ่มโรคไม่ติดต่อมีลักษณะไม่ชัดเจนเหมือนกับสาเหตุของกลุ่มโรคติดต่อ ปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อและอุบัติเหตุมีหลายอย่าง โดยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม สิ่งแวดล้อม กฎหมาย วัฒนธรรม และวิถีชีวิตและคุณค่าในสังคม ประการสำคัญกลุ่มโรคไม่ติดต่อซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังมักจะนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพและพิการในระยะยาว การนำแนวคิดการพัฒนาสุขภาพชุมชนหรือการสาธารณสุขเป็นวิทยาศาสตร์และศิลปะแห่งการป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ประชาชนที่อยู่รวมกันในชุมชนมีสภาพของร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ และอยู่ในสังคมที่ดี ทั้งนี้งานด้านสุขภาพชุมชนจะสำเร็จได้ด้วยการยอมรับและความร่วมมือของประชาชนในชุมชนทุกขั้นตอนของกิจกรรม รวมถึงการเปลี่ยนกระบวนการบริการสุขภาพจาก ตั้งรับไปสู่เชิงรุกมากขึ้นซึ่งไม่ได้หมายถึงมิติการบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค แต่หมายถึงการเข้าถึงผู้ป่วยโดยระบบบริการที่มุ่งเข้าสู่ชุมชน ถึงประตูบ้าน ถึงผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งการดำเนินงานจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานด้านสุขภาพ องค์กรท้องถิ่นและประชาชนในชุมชน
สุขภาพชุมชน (Community Health) จึงเป็นการดูแลชุมชน รักษาชุมชนไม่ให้เป็นอันตรายต่อบุคคลที่อยู่ในชุมชนนั้นซึ่งเป็นหน้าที่ของคนทุกคนในชุมชน เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าสุขภาพชุมชนดีก็จะทำให้คนในชุมชนมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคน้อยลงด้วย สุขภาพชุมชนจึงเป็นระบบร่วมของความเป็นสาธารณสุขและความเป็นชุมชน ที่ต้องร่วมกัน สร้างสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข สร้างชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะ มีชีวิตอยู่อย่าง ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บที่ป้องกันได้ มีสุขภาพจิตที่เบิกบานแจ่มใส มีสังคมที่เกื้อกูลกัน และมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่หนุนเสริมการมีคุณธรรม และอยู่ในวิถีของการเป็นศาสนิกชนที่ดี สุขภาพที่ดีมิอาจเกิดได้อย่างโดดเดียวเฉพาะตนแต่ต้องเกิดเป็นสุขภาพของชุมชนหรือสังคมทั้งมวล การมองเรื่องระบบสุขภาพชุมชนจะมีพลังต่อเมื่อทุกฝ่าย มีเป้าหมายร่วมกัน รวมถึงผสมผสานความเชื่อสู่การปฏิบัติเพื่อการมีสุขภาพดีทั้งกาย จิต สังคมและวิญญาณ
กระบวนการวิเคราะห์บริบทและแก้ไขปัญหาโดยประชาชนมีส่วนร่วม
การวิเคราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis) เป็นขั้นตอนเริ่มต้นการระดมความคิดเห็นให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ และ บริบทแวดล้อม นำไปสู่การแก้ปัญหา และพัฒนาชุมชน
1. ประชาชน หรือ มุมมองเชิงคุณค่า (Valuation Perspective) สิ่งที่ดีงาม และเป็นความภาคภูมิใจ ในชุมชนมีอะไรบ้าง(สถานที่ วัฒนธรรม/วิถีชีวิต ,ภูมิปัญญาท้องถิ่น, บุคคล) ผลงานที่ชุมชนช่วยกันสร้างหรือทำมาแล้วเราประทับใจมีอะไรบ้าง(ผลงานของกลุ่มต่างๆ,กลุ่ม อสม.,กลุ่มเยาวชน,กลุ่มผู้สูงอายุ,ผู้นำชุมชนชุมชน เป็นต้น) ความต้องการหรือสิ่งที่อยากเห็นอยากให้เป็นอยากให้เกิดในชุมชน
2. ภาคี หรือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Perspective) หมายถึง พันธมิตร ภาคส่วนต่างๆ หรือ เพื่อน ที่ทำงานร่วมกันในชุมชน มีใครบ้าง ทำอะไรหรือแสดงบทบาทอย่างไร สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคต อีก 3- 5 ปี ข้างหน้า องค์กร หน่วยงาน กลุ่ม กองทุน ที่เกี่ยวข้องกับเราคือใครบ้างและได้แสดงบทบาท สิ่งที่อยากเห็นหรืออยากให้ภาคีแต่ละภาคส่วนแสดงบทบาทอย่างไร
3. รากฐาน หรือ มุมมองการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and DevelopmentPerspective) หมายถึง พื้นฐานขององค์กร ประกอบด้วยสิ่งสำคัญหลัก 3 ประการ คือ คน ข้อมูล และรูปร่างของหน่วยงาน หรือองค์กร อาทิ การเรียนรู้ของคน ข้อมูลในการทำงานหรือองค์กร ได้แก่สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อม เช่น เรื่องของทีมงานหรือคนทำงาน อันได้แก่บุคลากรแกนนำ มีความรู้ ความเข้าใจและทักษะ จิตสำนึกคุณธรรมและบรรยากาศในการทำงาน ทีมงานเป็นอย่างไรและเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานร่วมกันหรือไม่อย่างไร จะได้ข้อมูลมาจากไหนและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
4. กระบวนการหรือมุมมองเชิงการบริหารจัดการ (Management Perspective) หมายถึง กระบวนการขององค์กร ชุมชน หรือท้องถิ่นที่จะจัดการสิ่งต่างๆให้เกิดขึ้น หรือการบริหารจัดการขององค์กร ชุมชน ท้องถิ่นที่จะทำให้ภาคีเครือข่ายแสดงบทบาท ได้แก่ การพัฒนากระบวนการบริหารจัดการที่สำคัญ กลไกการบริหารงานที่ดี โปร่งใส ระบบการสื่อสารที่เข้าถึงทุกครอบครัวรวมถึงนวัตกรรมและการจัดการความรู้
