สู้นะลูก

  เด็กหนุ่มมุสลิมกำลังมีอนาคต 26 ปี เข้ารับการรักษาด้วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว ตั้งแต่ 8 ธันวาคม 2555 ระหว่างรอให้ร่างกายพร้อมรับยาเคมีบำบัด กลับต้องติดเชื้อแบคทีเรียในปอดจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและย้ายเข้า ICU เสียก่อน หนุ่มน้อยได้รับการรักษาจนกระทั่งถอดท่อช่วยหายใจได้ภายใน 3 วัน

  ใน 3 วัน ที่คาท่อช่วยหายใจเขาพยายามเขียนจดหมายถึงญาติ เพื่อนๆ เสมอ ว่าเขารักและคิดถึงทุกคน มีพี่สาวเป็นผู้เฝ้าอย่างใกล้ชิดและคอยถ่ายทอดความรู้สึกของน้องชายให้ทุกคนได้รับรู้ และพี่สาวคนนี้คอยอาบน้ำ เช็ดตัว ป้อนข้าวให้เขามาตลอดเวลาที่นอนรอรับยาเคมีบำบัด ในความรู้สึกของทุกคนทุกอย่างผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย แต่ใครจะรู้ว่าเขากลัวห้อง ICU ฝังลึกในจิตใจ ความกลัวนั้นเกิดจากการคาท่อช่วยหายใจ ความเจ็บปวดและการต้องถูกแยกออกจากครอบครัวอันเป็นที่รัก ทั้ง ป่ะ (พ่อ) มะ (แม่) และพี่สาว พี่ชาย นั่นเอง

  เมื่อเขาต้องย้ายกลับไปพักฟื้นที่ตึกสามัญ ซึ่งแยกเป็นห้องๆ มี ป่ะ มะ พี่ชาย และพี่สาวเฝ้าได้ตลอดเวลา แต่ผู้ที่คอยช่วยทำกิจกรรมส่วนตัวมากที่สุด คือ พี่สาว ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า “น้องชายบอกว่า เขากลัวห้อง ICU เขาจะไม่เข้ารักษาที่นั่นอีกแล้ว เขากลัว พูดแล้วก็พยายามกอดพี่สาวไว้ ร้องไห้ ยังพูดต่ออีกว่า เขาเจ็บ ทรมานเหลือเกิน อยากให้หยุดการรักษาแล้ว” แต่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยได้รู้ถึงหูของ ป่ะ เลย พี่สาวไม่กล้าเล่าให้พ่อฟัง เพราะกลัวพ่อเสียกำลังใจ สองพี่น้องมักกอดกันแล้ว ร้องไห้อยู่บ่อยๆ

  วันที่เขารอมาถึง เขาได้รับยาเคมีบำบัดครั้งแรก ทุกอย่างกำลังจะผ่านไป แต่ทิ้งร่องรอยไว้ เขามีอาการคลื่นไส้ รับประทานอาหารได้น้อย ผมร่วง แต่มีครอบครัวคอยช่วยกันประคับประคองเป็นอย่างดี แต่วันที่เด็กหนุ่มกลัวกำลังมาถึงแล้ว ไข้ขึ้นสูงมาก ความดันโลหิตเริ่มตกลงมาอย่างน่าเป็นห่วง คุณหมอบอกเขาว่า ต้องย้ายเข้าห้อง ICU นะ เขาต่อรอง ขอให้คุณหมอรักษาเขาที่นี่ เขากลัว กลัวเจ็บ กลัวทรมาน คุณหมอใจดีเข้าใจเขาทุกอย่าง ให้การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อและเพิ่มน้ำเกลือให้เขา แต่วันต่อมาหัวใจของเด็กหนุ่มเริ่มล้าและยอมแพ้ หยุดเต้นอย่างกะทันหัน วินาทีนั้นเกิดขึ้นโดยไม่มีใครได้เตรียมตัว ไม่ว่าพี่สาวหรือเขา ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ทั้งกู้ชีพและใส่ท่อช่วยหายใจ ย้ายเข้าห้อง ICU ไม่มีใครได้เล่าหรือถ่ายทอดความต้องการของเด็กหนุ่มได้ทัน

  ที่ห้อง ICU เขามีท่อช่วยหายใจที่มีเลือดไหลออกจากท่อตลอดเวลา ทางจมูกมีเลือดไหลซึมต้องใช้ผ้าก๊อสปิดไว้ ที่คอมีสายให้ยาหลายชนิด ที่หน้าอกเป็นสายที่ให้ยาเคมีบำบัดเดิม ที่ขาหนีบมีสายวัดความดัน และท่อระบายปัสสาวะ เขาดิ้นสุดชีวิตเหมือนจะบอกอะไรบางอย่างให้ทุกคนได้รับรู้ จากดวงตาที่เบิกโพรง บอกให้รู้ว่าทรมานเหลือเกิน ตลอด 1 คืนเขาเป็นอยู่ในสภาพนี้ตลอดเวลา

  เช้าวันใหม่ ทุกคนคาดหวังว่าเขาจะดีขึ้น แต่ทุกอย่างเป็นไปในทางตรงข้าม คุณหมอเพิ่มยากระตุ้นความดันให้อย่างเต็มที่ โดยใช้ยาถึงสามชนิดด้วยกัน แต่ความดันต่ำเหลือเกิน เลือดเริ่มเป็นกรดมากขึ้น เกร็ดลดต่ำลงทุกขณะ ในทางการแพทย์ทุกคนเริ่มถอย จึงคุยกับครอบครัว ป่ะ มะ และพี่ชายลงความเห็นว่า ต้องสู้ต่อไป ถ้าหัวใจหยุดเต้นต้องกู้ชีพอีก คุณหมอพยายามอธิบายด้วยวิธีต่างๆ นานา แต่ครอบครัวตัดสินใจเหมือนเดิม

  ฉันนั่งฟังเพื่อจับประเด็น ขณะนั้นพี่สาวร้องไห้ตลอดเวลาที่ฟังคุณหมอพูด พี่ชาย ป่ะ มะ มีดวงตาเป็นประกายแห่งความหวังว่าลูก และน้องต้องปลอดภัย คุณหมอจากไปแล้ว เพื่อไปดูแลคนอื่น ฉันหันไปถามพี่สาวว่า น้องชายได้สั่งอะไรไว้บ้างหรือไม่ เหมือนเปิดก๊อกให้พี่สาวได้พูดสิ่งที่ทับถมอยู่ในใจ เธอพรั่งพรูสิ่งที่น้องชายรู้สึก และต้องการออกมาอย่างไม่ยั้ง “น้องบอกว่าให้พอแล้ว เขาทรมาน เขาเจ็บ” แต่ทุกคนในบ้านเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอพยายามบอก ฉันเห็นท่าทีของ ป่ะ มะ และพี่ชายแล้ว จึงตัดสินใจชวนทุกคนมาที่เตียง ทุกคนเห็นสภาพของเขาแล้วพูดตรงกันว่า “ต้องสู้นะ ต้องสู้ ป่ะชำมือกำหมัดให้เขาดูว่า ต้องสู้นะ” เขาดิ้นมากขึ้น ส่ายหัวไปมา พี่สาวยิ่งสะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงอธิบายท่อทุกท่อ สายทุกสาย และอากับกิริยา ของเขาให้พี่ชาย ป่ะ มะ ฟังอย่างช้าๆ ระหว่างที่ฉันพูด เขาเริ่มลดความแรงของการดิ้นลง เหมือนมาถูกทางแล้ว ฉันกระซิบบอกตัวเองในใจ พี่สาวหันมายิ้มน้อยๆ เหมือนขอบคุณฉัน

  ทุกคนเริ่มลดคำว่าสู้ลง ฉันจึงรุกต่อว่า เรามากล่าวดูอา หรือสวดคัมภีร์กันไหม พูดไม่ทันจบ ทุกคนเริ่มสวดดูอา กล่าวคำพูดตามวิถีมุสลิม เขาเริ่มนิ่ง ไม่ดิ้น เหมือนตั้งใจฟังสิ่งที่ ป่ะ และพี่ชาย ช่วยกันสวด ส่วนมะทนดูลูกไม่ไหว ขอออกไปนั่งข้างนอก ฉันกั้นม่าน จัดให้เกิดความเป็นส่วนตัวมากที่สุด ระหว่างนี้มีญาติมาเยี่ยม ร่วมห้าสิบคน ทุกคนช่วยกันสวดตามคัมภีร์ พ่อและพี่ชายตัดสินใจว่าถ้าหัวใจหยุดเต้นอยากลองขอกดหน้าอกดูว่าตอบสนองหรือไม่ ส่วนพี่สาวบอกว่าทรมาน ความขัดแย้งเริ่มเกิดอีกรอบ ญาติบางส่วนจะเอากลับบ้าน บางส่วนให้อยู่ที่นี่ ต้องจัดประชุมอีกครั้ง คุณหมอเป็นประธาน ครั้งนี้พูดคุยได้บทสรุปว่า ไม่กดหน้าอกแล้ว และขอให้เขาได้จากไปอย่างสงบที่นี่ ที่ที่เขากลัวมากที่สุด แล้วเขาก็ได้จากไปอย่างสงบท่ามกลางเสียงสวดตามวิถีมุสลิมและญาติร่วมห้าสิบคน เวลา 12.09 น.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน nurse_ICU_psu



ความเห็น (1)

เป็นบันทึกที่อ่านแล้วให้ความรู้สึกร่วม

ญาติผู้ป่วยบางท่านจะดูแลรักษาให้ถึงที่สุด

แต่ตามวิถีมุสลิมการได้กลับมาอยู่บ้านได้ช่วยกัน ดุอา อ่านยาซีน ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

แต่คนไข้รายนี้ เขาคงเจ็บปวดมาก ยากแก่การตัดสินใจกลับบ้าน

ขอบคุณบันทึกนี้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้

เคยเข้าไอซียูที่ มอ.เมื่อครั้งผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้งเมื่อหลายปีก่อน