ค่ายแห่งการเรียนรู้สู่ความเป็นแพทย์ที่มั่่นใจ


หมายเลขบันทึก: 514387เขียนเมื่อ 28 ธันวาคม 2012 23:36 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 ธันวาคม 2012 23:36 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (6)

ขออนุญาตเอามาลงแบบอ่านได้เลยให้ด้วยนะคะ อ่านสนุกดีค่ะ

ค่ายแห่งการเรียนรู้...สู่การเป็นแพทย์ที่มั่นใจ

  และแล้วก็ถึงวันที่ได้ออกค่าย ... ค่ายสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาแพทย์ ค่ายออกตรวจชุมชน ที่เป็นที่กล่าวขวัญของเพื่อนๆ PI (แพทย์พระบรมราชชนก นครราชสีมา)  ถามใครก็มีแต่คนชื่นชม เพื่อนๆของพวกเราหลายคนเป็นขาประจำของค่ายนี้ ไปทุกครั้ง ...จนดูเหมือนวันสำคัญพิเศษ วันแห่งการรวมตัวร่วมใจกันเพื่อทำสิ่งดีๆของเพื่อนๆ PI ยังไงยังงั้น บางคนถึงขนาดต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเดือนแลกเวรเพื่อที่จะไปค่ายนี้ให้ได้ (Extern และintern ที่โคราชอยู่เวรถี่มาก ประมาณ 12 ครั้งต่อเดือน)ต่อมช่างสงสัยของบอยก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า “เอ อะไรกัน ค่ายนี้ต้องมีอะไรดีสักอย่างแน่ๆ ถึงได้มีเพื่อนๆนศพ.ทั้งรุ่นเดียวกัน รุ่นน้อง รวมถึง Intern มาเข้าร่วมค่ายแห่งนี้”  ขณะที่กำลังสงสัยมีความสนใจอยากไปค่าย บอยกลับมีความกังวลแทรกขึ้นมาในใจว่า “พวกเราความรู้ระดับ นศพ. จะไปช่วยออกตรวจได้จริงหรือ ?”“สำหรับตัวบอยที่อยู่ปี 6 เองยังไม่ค่อยมั่นใจเลย...ว่าจะไปช่วยอะไรเขาได้ไหม เพราะเคยออกตรวจ OPD นับครั้งได้เลย เอ...แล้วน้องๆปี 2,3,4,5 ล่ะ ???”

  “อืม... แต่ก็เอาเหอะนะ ถึงแม้ครั้งนี้อาจจะไม่ค่อยได้ช่วยมากเท่าไร แต่อย่างน้อยก็ได้ไปดู ไปเรียนรู้ เพื่อจะได้ไปช่วยครั้งหน้าก็แล้วกัน”บอยกล่าวปลอบใจตัวเอง

  สำหรับเรื่องความไม่มั่นใจ บอยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายคนต้องยอมรับ เนื่องจากเวลา 2 ปีที่เรียนระดับ clinic อยู่ในโรงเรียนแพทย์ไม่ค่อยได้เจอผู้ป่วยที่หลากหลายนัก case ส่วนใหญ่เป็นระดับ tertiary care มีความซับซ้อน ยากและลึกเกินไปจนจับประเด็นสำคัญที่ต้องรู้ไม่ถูก ทำให้เรื่องของ skill ในการตรวจ commondisease รวมไปถึงผู้ป่วยที่เป็น unknown case สำหรับนักศึกษาแพทย์มีค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลมหาราช และถึงแม้ว่าเราจะเรียนด้านความรู้ทางทฤษฎีลึก...ลึกมากไปถึงระดับ molecule จากระดับศาสตราจารย์ อาจารย์แพทย์แนวหน้าระดับประเทศที่ เรียกได้ว่าเข้มข้นไม่แพ้ที่อื่นๆ แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ความรู้เหล่านั้นค่อยๆหายไปตามกาลเวลา เนื่องจากเราไม่มีโอกาสนำความรู้ไปใช้ฝึกปฏิบัติจริง จนดูเหมือนว่าพวกเราไม่มีความรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นของจริง สิ่งที่แพทย์ที่จะจบออกไปต้องรู้และแม่นอย่างถึงที่สุด ซึ่งทางรามาก็ได้แก้ปัญหาได้อย่างดีมากแล้วคือ การให้ extern ออกไปต่างจังหวัด 6 เดือน แต่สำหรับผมและเพื่อนๆหลายๆคนแล้ว ต่างเห็นตรงกันว่ายังน้อยไป ...สำหรับทักษะและความรู้ที่จะไปใช้ตอนใช้ทุน

  สำหรับค่ายนี้มีการออกตรวจหลายอย่าง แบ่งเป็นฐานย่อยๆหลายฐานแล้วแต่ครั้งๆไป ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น med,เด็ก ,ตรวจ pap smear ,ตา ,ortho เป็นต้น

  บอยนั้นตั้งใจจะมาอยู่ ortho เพราะบอยกำลังอยู่วอร์ด ortho พอดี คงจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง ถึงแม้จะยังไม่ค่อยมั่นใจก็ตาม เนื่องจากไม่ค่อยได้ออกตรวจ OPD เท่าไรนักเพราะส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้ case fracture ที่โรงพยาบาลมหาราช ส่วนของโรงพยาบาลรามาส่วนใหญ่ก็เป็น case นัดมา follow up ที่รู้การวินิจฉัยอยู่แล้วมี new case ไม่มากนัก ครั้งนี้จึงเป็นการดี ที่บอยจะได้มาช่วยตรวจและได้ฝึกทักษะการตรวจ OPD ortho ให้เเม่น

20/6/52วันนี้เป็นวันเสาร์ ช่วงนั้นบอยอยู่หวอด orthopedics บอยรีบไปราวน์ตั้งแต่ 6.15 น. เพื่อที่จะได้ราวน์ให้เสร็จทัน ก่อนที่จะขอลาไปค่าย ...

  รถมีออก 2 รอบ รอบแรกเป็นรถบัส ออก 7.00 น. รอบหลังจะเป็นรถตู้ 8.30 น.

บอยได้ไปรอบหลัง พร้อมกับเพื่อน PI 2 คนชื่อเน็ค และหนู มีเพื่อนรามา 1 คนชื่อ ภูมิ ซึ่งจริงๆแล้วภูมิมาเรียน elective orthopedics ที่โรงพยาบาลมหาราชเรียนจบตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เดิมวางแผนไว้จะกลับตั้งแต่เมื่อวาน แต่พอทราบข่าวว่าครั้งนี้คนมาน้อย เลยเลื่อนวันกลับ เป็นบ่ายๆ ของวันนี้ ขออาสามาช่วยค่ายนี้ก่อน

  ภูมิเป็นเพื่อนคนละกลุ่มกลับบอย ได้คุยกันบ้าง แต่ได้รับรู้ถึงน้ำใจก็คราวนี้เเหละ 

  จริงๆแล้วมีเพื่อนๆรามาอีกหลายคนที่สนใจจะไป แต่ยังไม่ชินกับความเหนื่อย อดหลับอดนอนแบบจริงจัง (เพิ่งมาอยู่โคราชได้เพียง 2 สัปดาห์ ) เลยขอพักก่อน

  รถตู้ค่อยๆเคลื่อนออกห่างจากแหล่งชุมชนเมืองไปทีละน้อย...

  รถออกไปยังไม่ถึงนอกเมืองเลย เพื่อนๆ PI 2 คน ชื่อ หนู และเน็ค ต่างสลบไสล หลับสนิท เนื่องจากความง่วงที่สะสมมาจากการอยู่เวรวันก่อน สองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนจากบ้านและตึกสูงๆ กลายเป็นต้นไม้สีเขียวบนพื้นดินสีแดงที่แห้งแตกละเอียด ที่มองไม่เห็นที่สิ้นสุด พื้นถนนเริ่มขรุขระเล็กน้อย กว่าจะถึง สถานีอนามัยประทาย ก็เกือบ 10 โมง

  หลังจากเท้าก้าวแรกค่อยๆลงสัมผัสพื้นดินสีแดง ดินที่แห้งแข็งแตกระแหงให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่บนก้อนหินก้อนเล็กๆหลายก้อนอยู่ อุ่นไอความร้อนจากแสงแดดจ้าที่รู้สึกได้ทันที เสียงคนคุยกันอื้ออึงดังมาจากทุกทิศทาง สายตาพวกเรามองไปหาเสียงที่ดังที่สุด ก็พลันเจอซุ้มใหญ่ประกอบด้วยเสาเหล็กประมาณ 4 -6 เสา มีผ้าพลาสติกสีน้ำเงิน หนาพอประมาณที่จะพอเป็นตัวช่วยกรองความร้อนของแสงแดดที่จะมีแนวโน้มแรงขึ้นเรื่อยๆ กางอยู่หน้าสถานีอนามัย ภาพที่เห็นใต้ผ้าพลาสติกสีฟ้านั้นมีผู้คนมากมายราวๆ  200 คน หน้าตาบ่งบอกได้ว่าอายุเกิน 30 ปีเป็นส่วนใหญ่ ต่างคนต่างนั่งบนเก้าอี้พลาสติกที่วางไว้ต่อๆกันจนแน่นขนัด ทันใดนั้นบอยพลันแลไปเห็นสายตาของคุณยายคนหนึ่ง ที่กำลังมองจับจ้องไปยังนักศึกษาแพทย์ที่กำลังตรวจคนไข้อยู่ สายตาคุณยายคงพร่ามัวไปตามวัย ดูแกเพ่งเล็กน้อย มีรอยยิ้มน้อยๆที่หางตา แววตาของแกนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง หลังจากที่ละสายตาที่มุ่งมองไปสู่ยายคนนั้น กลับมามองภาพใหญ่ของชาวบ้านที่นั่งรอใหม่อีกครั้ง บอยกลับพบรอยยิ้มและความหวังซ่อนอยู่ในส่วนลึกของชาวบ้านทุกๆคน รวมทั้งเพื่อนๆ น้องๆ อาจาย์ทุกๆคน ต่างมีใจที่เบิกบาน ตั้งใจอาสามาช่วย มองดูแล้วช่างเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นจริงๆ หันไปทางไหนก็เต็มไปด้วย เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ เคียงข้างด้วยอาจารย์นั่งตรวจผู้ป่วยอยู่เต็มไปหมด  ทุกคนต่างมุ่งมั่น...เพราะมีเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ คือ การร่วมกันตรวจและรักษาผู้ป่วยที่มาวันนี้ให้ดีที่สุด

  หลังจากที่บอย และภูมิยืนตะลึงกับจำนวนผู้ป่วยของค่ายนี้สักพัก เน็คและหนู ก็พาบอยไปซุ้มที่ตั้งของหวอด ortho ส่วนเน็ค และหนู ต่างไปซุ้มตรวจสูตินรีเวชกัน ด้วยความที่บอย กับภูมิมือใหม่กันทั้งคู่ เลยตกลงกันว่าช่วยกันตรวจ แต่พอผ่านไปได้หนึ่งคน เริ่มมั่นใจมากขึ้น และก็เริ่มลุยตรวจยาวเลย สนุกมาก เวลาผ่านไปเร็วมาก บอยกับภูมิตรวจจนถึงเที่ยง ก็มีน้องๆมาบอกให้ไปกินข้าว แต่เนื่องจากผู้ป่วยมาก จึงต้องสลับกันไป ทั้งอาจารย์และนักศึกษา บางคนกว่าจะได้กินก็บ่ายโมงกว่า

  การที่เราได้ตรวจ new case กับ known case ให้ความรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การตรวจ new case สำคัญอยู่ที่การ  r/o โรคที่ร้ายแรงต่างๆออกไป ต้องคิดให้กว้าง differential Dx ที่คิดถึงมากสุด 1 2 3 ...ไว้ในใจ เมื่อไม่ใช่โรคร้ายแล้ว จะรักษาอย่างไรเมื่อเรายังไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไร ต้องประเมินว่าควรส่งต่อเมื่อไร ด่วนแค่ไหน โดยที่ต้องพยายามอาศัยเพียงแค่ประวัติและตรวจร่างกาย เท่านั้นจึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากไม่ใช่น้อย

  ช่วงที่บอยมาถึงสถานีอนามัยประทาย ก็ได้เจอเพื่อนPI ชื่อ ตุ๊ดตู่ เร่งรีบเดินเข้ามาที่ตรวจ บอยหันไปมอง และถามว่าไปไหนมา ตุ๊ดตู่เลยเล่าว่า “เห็นเพื่อนบอกว่าครั้งนี่มีคนมาออกตรวจน้อย เราก็เลยจะมาช่วย แต่พอดีว่าเรามาไม่ทันรถรอบ 2 ก็เลยรีบขับรถตามมา” ทันทีที่บอยได้ฟังเรื่องที่ตุ๊ดตู่เล่า ...บอยได้กลับมาย้อนตั้งคำถามกับตัวเองว่า “งานคณะมีบางครั้งเรายังไม่อยากทำเลย แต่นี่ มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ได้ถูกใครบังคับ กลับมาด้วยใจที่อยากช่วยเหลือ” นี่คือความประทับใจ ...spirit ที่ยิ่งใหญ่ในค่ายเล็กๆเเห่งนี้ “spirit เหล่านี้มันเกิดได้อย่างไร???”

ช่วงที่พักเที่ยง บอยได้มีโอกาสเดินดูรอบๆค่าย และพูดคุยกับน้องๆ ทำให้ทราบว่าวันนี้แบ่งกิจกรรมการออกตรวจเป็นฐานย่อยๆ 7 ฐาน คือ

1.  screening

2.  เด็กทั่วไป + พัฒนาการเด็ก

3.  สูติ ทำPap smear และ ANC

4.  ortho

5.  Rehab

6.  eye 

7.  med

8.  ซุ้มจ่ายยา

  แต่ละฐานจะมีอาจารย์ มาร่วมตรวจข้างๆนศพ. ด้วย มีอะไรถามได้หมด เป็นกันเอง 

โดยฐานscreening นั้นจะเป็นน้องๆ ปี 4 ที่เข้าสู่ชั้นคลีนิคได้มีโอกาสซักประวัติ และตรวจร่างกายเบื้องต้น ตรวจวัดความดัน น้ำหนัก ส่วนสูง ไข้ และที่สำคัญมีการถามถึงความเสี่ยงต่างๆ เช่น เรื่องการใส่หมวกกันน็อค ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้นก่อนที่จะส่งไปตามฐานต่างๆ

  และเมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อยผู้ป่วยก็จะไปซุ้มยา ...ก็ถึงคราน้องๆ ปี 2,3 ที่จะได้นำความรู้เรื่อง phamaco ที่เพิ่งเรียนมาสดๆร้อนๆ มาช่วยกันจัดยาให้ผู้ป่วย เรียนรู้ข้อควรระวังในการใช้ยาโดยมีเภสัชกรเป็นคนสอนน้องๆและฝึกแนะนำวิธีใช้ยาที่ถูกต้องแก่คนไข้จริงๆ ...สิ่งนี้เองได้กลายเป็นคำตอบคำถามในใจ และเข้าใจว่า คนเล็กคนน้อยหนึ่งคนก็มีความสำคัญ เราทุกคนในค่ายนี้มีความสำคัญ

  ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ผู้ที่ดูแลระบบ ให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พวกเราคือ “กองกิจการนักศึกษา”ที่ร่วมกันแสดงศักยภาพสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ที่คอยประสานติดต่อสถานที่ ติดต่ออาจารย์ รวมถึงเรื่องบริการเสบียงอาหาร น้ำดื่มอย่างดีเยี่ยม

  ถึงแม้ว่ากิจกรรมจะดูเหนื่อยและหนัก แต่บอยไม่เห็นเพื่อนๆ น้องๆแสดงสีหน้าของความเบื่อหน่าย ความทุกข์ออกมาเลย กลับมีแต่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แกไปกินข้าวก่อนเถอะ ไม่เป็นไร เรายังไม่ค่อยหิว ขอตรวจต่อก่อน” ก้ามปูพูด ขณะที่บอยจะพยายามรบเร้าให้ไปพักได้แล้ว  

  เมื่อตรวจเสร็จก็ราวๆบ่าย  2  ถึงครานี้บอยก็ต้องอยู่เป็นรามาคนเดียวแล้ว เนื่องจากภูมิมีธุระต้องกลับกรุงเทพฯก่อน กิจกรรมหลังจากนั้นเป็นการออกเยี่ยมบ้านที่มีปัญหาที่เจ้าหน้าที่ PCU ดูแลไม่ไหว มีปัญหาหลายๆอย่างทั้งองค์ความรู้ และเครื่องมือ เกินกว่าที่เจ้าหน้าที่สอ.เพียงผู้เดียวจะรับดูแลไหว ค่ายของเรานี้จะประสานโรงพยาบาลชุมชน และเจ้าหน้าที่ PCU ที่เข้มแข็ง ว่าอยากให้เราไปช่วยดูแลด้านไหนเป็นพิเศษ มีผู้ป่วยเรื้อรังที่มีปัญหาซับซ้อนหลายด้านที่ต้องการให้เราไปดูเป็นพิเศษไหม จากนั้นก็ถึงคราวของทีมงานหลัก หัวใจสำคัญของค่ายนี้ คือนพ.สรรัตน์เลอมานุวรรัตน์ นพ.พิเศกทองสวัสดิ์วงศ์นพ.สายลักษณ์พิมพ์เกาะนพ.ประภัสร์อัศยเผ่านพ.ไพรัตน์สุขสโมสรและนพ.โยธีทองเป็นใหญ่ มาร่วมพูดคุยปรึกษากันว่าควรปรึกษา specialist ด้านใดบ้าง เพื่อการดูแลอย่างเป็นองค์รวมให้กับผู้ป่วยรายนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้จุดที่เเข็งคือ specialist ผู้ที่มีความรู้ลึก และรู้จริงในแต่ละด้าน มาร่วมกันนำความรู้มาประยุกต์ดูแลผู้ป่วยภายใต้ขีดจำกัดหลายๆด้านในบ้านของเขา เพื่อ the best care ของผู้ป่วย... ครั้งนี้มีผู้ป่วย 2 ราย พวกเราจึงแบ่งกันเป็น 2 ทีม 

  ทีมที่บอยไปด้วยมี อาจารย์สรรัตน์ อาจารย์ประภัส และ อาจารย์ที่มาจากโรงพยาบาลม.สุรนารี ที่มาดูการจัดค่ายนี้ ผู้ป่วยที่พวกเราไปเยี่ยมคือคุณยายคนหนึ่งที่เป็นโรค spinal stenosis ,DM ล่าสุดได้ผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราชไปประมาณ 1 เดือนก่อน มีปัญหาเรื่องปวดหลังอยู่ตลอด ต้องใส่ lumbar support และยังไม่สามารถเดินได้คล่อง

  อาจารย์ได้เปิดโอกาสให้น้องปี 2,3 ซักประวัติ และตรวจร่างกาย โดยอาจารย์จะเป็นคนไกด์และจับประเด็นสำคัญ practical point หยิบออกมาให้น้องๆได้เรียนรู้โดยการถาม เช่น

  “คุณยายคนนี้ได้กินยา NSAID ผลข้างเคียงสำคัญที่ต้องระวังคืออะไร ???”

  “ถ้าเกิดว่าผู้ป่วยเดิมทีก่อนกินยา NSAID คุมน้ำตาลได้ดี แต่พอเริ่มกิน NSAID แล้วมีปัญหาในการคุมน้ำตาลไม่ได้เราจะทำอย่างไร ???” 

  เป็นการถามย้อนไปจาก clinical ของจริงไปสู่ basic science เมื่อน้องๆตอบไม่ได้ ก็ถึงคิวพี่ๆแล้ว พี่ติ๊ต่าง นศพ.ปี5 เป็นคนเฉลยเองว่า “ยากลุ่ม sulphonylurea และ NSAID จะมี Binding protein สูง ทั้งคู่ เมื่อให้ทั้งสองตัวร่วมกัน NSAID ทำให้เกิด sulfonylurea ที่อยู่ในรูป free from มากขึ้น ผลที่ตามมาก็จะมีปัญหาของ hypoglycemia ได้”

  ขณะที่พี่ติ๊ต่างกำลังพูดนั้น บอยได้เห็นความสนใจเรียนรู้ของน้องๆปี 2,3 ทุกคนต่างเงียบกันหมด ต่างจ้องมองไปที่พี่ติ๊ต่าง สายตาที่มองให้ความรู้สึกว่าน้องๆกำลังมองดารานักร้องคนหนึ่งอยู่ และในนั้นมีความในใจซ่อนคำพูดที่อยากจะบอกแก่พี่ติ๊ต่างว่า “เจ๋งมาก”และเมื่อพี่เขาพูดจบ น้องๆถึงกับร้องอ๋อ “อ่อ ที่จริงเราก็เรียนมาเเล้วนี่” น้องคนหนึ่งเปรยขึ้นหลังจากที่รู้คำตอบ  หลังจากนั้นก็มีการตั้งคำถามต่างๆออกมามากมายของอาจารย์และนศพ.สลับกันไปมา ทุกคนต่างได้เรียนรู้ร่วมกันพร้อมๆกับรอยยิ้ม มีการแซวกันบ้าง เล่นกันบ้าง มีความกลมกลืนเป็นกันเองของทั้งอาจารย์และศิษย์ หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ป่วยไปสักพักหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า “เราจะดูแลผู้ป่วยคนนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร” วันนั้นมีอาจารย์ทั้ง 3 ท่านมาร่วมวิเคราะห์ ให้น้องๆและเจ้าหน้าที่สอ.ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นการรักษา การแนะนำให้ความรู้ผู้ป่วย และการดูแลอย่างต่อเนื่องจะต้องทำอย่างไรบ้าง

  ดูทุกๆคนจะมีความสุขไปทั้งหมด น้องๆก็สนุก ที่ได้เรียนรู้ แบบ case based learning จากผู้ป่วยจริง ซึ่งมีรสชาติ มีมิติของคน .สังคม ระบบบริการ ที่นอกเหนือจาก disease เพียงลำพัง ซึ่งน่าสนใจกว่า PBL (Problem bases learning) ในกระดาษ

  ก่อนปิดค่ายถือเป็นช่วงสำคัญ จะมีกิจกรรมที่ทำเป็นธรรมเนียมกันให้แต่ละคนทบทวนตัวเองก่อนจะจากลากัน ลักษณะที่ทำกันคือ จะให้แต่ละคนออกมาพูดข้างหน้าว่า  วันนี้เรารู้สึกอย่างไร ได้เรียนรู้อะไรบ้าง มีการบ้านอะไรที่จะต้องกลับไปทบทวน ที่จะเรียนรู้ ประทับใจสิ่งใด และอยากบอกอะไรแก่คนในพื้นที่บ้าง หลังจากนั้นก็เป็นการมอบของที่ระลึก ตามด้วยถ่ายรูปร่วมกัน เป็นอันเสร็จสิ้น

สำหรับกิจกรรม แต่สิ่งที่ยังเคลื่อนไหวอยู่คงมีเพียง พลังใจที่เรียกร้องถึงคำว่า แพทย์

  อีกไม่กี่ปีฉันจะต้องเป็นแบบนี้ ฉันจะต้องทำให้ได้เช่นเดียวกับพี่ๆ ฉันจะเป็นหมอแล้ว

  มีน้องปี 4 คนหนึ่งกล่าวว่าได้เห็นความเป็นจริง ได้เห็นอนาคตของเราที่จะต้องไปเจอกับคนไข้แบบนี้ ในบริบทแบบนี้ ได้รู้ว่าจะต้องรู้อะไร และดีใจมากที่จะได้เดินถูกทางเสียที”

  สำหรับเด็กปี 2,3 ส่วนใหญ่พูดในทำนองเดียวกันว่า “การมาครั้งนี้ทำให้ได้รู้อนาคตต่อไปของเราเอง ว่าเราจะต้องเป็นอย่างไร และเห็นคุณค่าของ basic scienceที่อาจารย์ต่างๆ ได้อธิบายเชื่อมโยงไปถึงผู้ป่วยจริงๆ ทำให้เห็นประโยชน์ และต่อจากนี้จะเรียนโดยที่คิดถึงผู้ป่วยจริงๆด้วย”

โดยสรุปแล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการออก “ค่ายสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาแพทย์” มีดังนี้

·  สู่การเรียนรู้ร่วมกัน ท่ามกลางการปฏิบัติงานทางคลีนิคในชุมชน(interactive learning through action)

1.  ได้เรียนรู้ case common และ new case ลักษณะของผู้ป่วยที่เราจะต้องพบเจอเมื่อจบไปเป็นแพทย์ใช้ทุน ซึ่งแพทย์จบใหม่อย่างพวกเราต้องมีความชำนาญอย่างมาก

2.  ได้ฝึกตรวจแบบ OPD case ทักษะการซักประวัติ ตรวจร่างกาย แบบรวดเร็ว ตรงประเด็นมุ่งสู่ differential Dx ในหัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเรา เนื่องจากตอนเรียนอยู่ที่โรงพยาบาลรามา จะให้นศพ.ตรวจ 1-2 คนในเวลา 3 ชั่วโมง และต้องเอาประวัติให้ละเอียดที่สุด และต้องตรวจร่างกายครบทุกระบบเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการทีจะทำให้ดูแลคนไข้ครบทั้งหมด แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าเราต่อยอด ความรอบด้านในการดูแลคนไข้ ให้รวดเร็วขึ้น ค่ายนี้จึงเป็นเหมือนการจำลองสถานการณ์จริงให้เรานักศึกษาแพทย์ได้มีโอกาสเรียนรู้เตรียมตัวให้คุ้นเคย ก่อนที่จะจบออกไป โดยมีอาจารย์มาร่วมตรวจร่วมสอน

3.  ได้เรียนรู้วิธีการคิดแก้ปัญหาในที่ๆมีข้อจำกัดต่างๆ เช่น ไม่สามารถส่งตรวจ lab ได้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องตัดสินใจให้ได้คือ การคัดกรองโรคที่เป็นอันตรายออกไปให้ได้ อาจจะดูเหมือนง่ายๆ กับการแค่ท่อง red flag sign ของอาการต่างๆ แต่พอเจอเข้าจริงไม่หมูเหมือนที่คิด

  ที่ซุ้มออร์โธปิดิกส์เองนั้น บอยเจอคุณยายอายุประมาณ 80 ปี มาด้วยอาการปวดข้อทั้งตัวเลย ปวดมากที่ข้อเข่าขวามากกว่าซ้าย ปวดมาเวลาใช้งาน ถามว่ามีไข้ไหม ยายบอกว่ารู้สึกเหมือนมีตัวรุมๆทุกคืน ปวดเข่ามากกว่าปวดศอก ถามไปว่ามีน้ำหนักลดไหม ยายว่าไม่รู้ แต่น่าจะมีน้ำหนักลด เพราะกินได้ลดลง ไม่ค่อยอยากกินอาหาร แต่ไม่รู้ว่าลดจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกายก็ไม่พบอาการของ inflammation วัดไข้ก็ไม่มี

  คำถามสำคัญที่ค้างติดอยู่ในหัวของบอยคือ ทำไงดี บอยไม่แน่ใจ ยังไม่สามารถตัดโรคที่ร้ายแรงออกไปได้ บอยจะทำอย่างไรดี บอยนั่งงง และก็แก้ปัญหาโดยการถามประวัติยายซ้ำแล้วซ้ำอีก คุยกับยายไปนานประมาณ 30 นาที ซึ่งฟังแล้วก็ไม่เคลียร์ ท้ายสุดอาจารย์สรรัตน์ มาช่วยตรวจ และให้ความคิดเห็นว่าเป็นภาวะ degenerative ในคนแก่ จะมีอาการปวดข้อแบบนี้ได้เป็นธรรมดา  เนื่องจากไม่พบว่ามี limitROM ของข้อ ไม่มี sign of chronic inflammation จึงให้การรักษาตามอาการไป และนัดอีก 2 สัปดาห์ต่อที่โรงพยาบาลอำเภอ

  วันนั้นเอง บอยยังได้เรียนรู้ชื่อโรคใหม่ที่ไม่คุ้นหูบอยเลย คือ Traumatic synovitis และ patellofemoral pain syndrome ซึ่งถือว่าเป็น common disease ที่ออกไปใช้ทุนต้องเจอแน่ๆ ทำให้เกิดความคิดว่า “common disease ของเขานี้ถือว่าเป็นrare disease ของเราหรือเปล่านะ ???”

·  สู่การเป็นแพทย์ที่แท้จริง(humanized medicine)

1.  การออกตรวจแบบนี้เพิ่มความสัมพันธ์ของ อาจารย์-ศิษย์, รุ่นพี่-น้อง ,ระบบความเป็นแพทย์ที่เหนียวแน่นในระยะยาว ด้วย concept ว่า

  พวกเรา(อาจารย์-ศิษย์) มาร่วมกันอาสาทำความดีเถอะ

2.  กระตุ้นให้เกิดจิตอาสา... ใจที่พร้อมจะให้  ไม่ว่าใครก็เป็นผู้ให้ได้

  เวลาที่เราทำอะไรร่วมกัน เพื่อสิ่งๆเดียวกัน จะมีสิ่งที่แทรกอยู่ในเราเสมอๆ สิ่งนั้นคือ  ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราเป็นส่วนหนึ่งทีมนี้

  “เราทุกคนก็มีคุณค่าความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงแต่อาจจะเก่งคนละด้าน วันนี้เรายังไม่เก่ง เราก็ดูพี่ๆเขาไปก่อน แล้ววันหน้าเราจะตรวจให้ได้เหมือนพี่ๆแน่นอน” น้องคนหนึ่งกล่าว

3.  ระบบค่ายออกตรวจนี้กระตุ้นต่อมอยากรู้ ของทุกๆคน และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะที่นี่คือสนามทดสอบจริง ที่สนุก!!!

  อาจารย์อยากรู้ว่าเด็กยังไม่เข้าใจประเด็นใด นำมาใช้ได้มากน้อยเพียงไร ???

  พี่ๆอยากรู้ว่า ผู้ป่วยรายนี้จะวินิจฉัยได้อย่างไร จะรักษาอย่างไร ในบริบทชุมชน ???

  น้อง preclinic ต่างอยากรู้ ภาพของแพทย์ที่ตนจะเป็นในอนาคตอันใกล้เป็นอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร เพราะหนทางมันไกล กว่าจะจบเป็นแพทย์ ???

  เมื่อทุกคนมีความอยาก มีใจนำแล้ว อาจารย์อยากสอน เด็กก็อยากรู้ ร่วมกับ มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ย่อมมีผลต่อการเรียนรู้อย่างถึงที่สุด

  ระหว่างที่บอยได้ตรวจผู้ป่วยอยู่นั้น บอยได้รับรู้สึกถึงแววตาที่ป็นประกายของนักศึกษาแพทย์รุ่นน้อง ที่ต่างจับจ้องมองมาที่บอย และเพื่อนๆ แทบทุกคน แววตาที่มุ่งมั่นอยากเรียนรู้ มีแววตาที่เปิดกว้างพร้อมที่จะให้โสตประสาททั้งห้ารับรู้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว น้องๆต่างมารวมตัวกันเปิดหนังสือ ถกกันว่าจะรักษาอย่างไร ถามอาจารย์กันอย่างกระตือรือร้น ประเภทว่าอาจารย์ไม่ทันจะได้อ้าปากถามเลยว่า จะถามอะไรไหม? ยิงคำถามใส่อาจารย์ไม่ยั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ที่เคยเห็นมามีแต่นั่งเงียบ ไม่กล้าพูดกลัวอาจารย์จะรู้ว่าเราไม่รู้ กลัวการถูกมองว่าเราโง่ กลัวที่จะถูกมองว่าโง่มากกว่าการยอมรับตัวเองว่าไม่รู้

  ค่ายเเห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นแหล่งรวมของคนโง่ คนโง่ที่กล้าบอกความจริงว่าตนเองไม่รู้อะไร ...บางเรื่องอาจารย์ก็ไม่รู้ ต้องคุยปรึกษากับอาจารย์อีกท่าน หรือถามนศพ.ก็ยังมี นศพ.เองก็เหมือนกัน คุยถามกันได้อย่างสนิทใจเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน การที่เราไม่รู้ดูเป็นอะไรที่เป็นเรื่องปรกติสำหรับคนที่นี่ และการที่เรายอมรับว่าเราไม่รู้นี่เเหละจะทำให้เกิด Lifelong learning

  ระบบนี้ยังสร้างแรงจูงใจให้กับพี่ๆ เพราะมีน้องๆคอยเเอบดูอยู่ และน้องๆเอง ก็ต้องกลับไปหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองสามารถตรวจผู้ป่วยให้ได้เหมือนพี่ๆ ในเวลาอีกไม่กี่ปี แรงผลักดันนี้ไม่น้อยเลย บอย ถึงกลับต้องไปรีบอ่านหนังสือต่อ ส่วนคนอื่นบอยได้ยินเสียงเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ เน็ค เปรยระหว่างนั่งรถกลับว่า  “จะต้องกลับไปอ่านเรื่องนี้มาสอนน้องแล้ว”

4.  แพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลอำเภอไม่โดดเดี่ยว

  จริงๆแล้วค่ายนี้มีจุดมุ่งหมายแฝงอยู่ ก็คือการเยี่ยมศิษย์ที่จบไปอยู่ตามรพช. ด้วย ทำให้เขาไม่โดดเดี่ยว เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างรพช.และโรงพยาบาลมหาราช

  สำหรับมุมมองชาวบ้านแล้วคงสงสัย และคิดอยู่ในใจว่า “แพทย์คนนี้เป็นใครกัน ต้องเก่ง หรือมีความสำคัญมากแน่ๆเลย จึงสามารถนำแพทย์ระดับอาจารย์มาช่วยออกตรวจ มาเป็นที่ปรึกษา” ซึ่งตรงจุดนี้เองยิ่งทำให้ชาวบ้านไว้ใจ เชื่อถือในตัวแพทย์เอง และในตัวโรงพยาบาลชุมชนมากขึ้น

5.  ระบบนี้พัฒนาระบบการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น

  เพื่อนๆ PI เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมีค่ายนี้ เพื่อนๆชอบบ่นกันลับหลังอาจารย์บางท่านว่า “อาจารย์คนนี้นี่ ดีมากเลยนะ ชอบสอน อืมแต่แกน่ะสอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จริงหรือเปล่า ???”“อืม ก็จริงนะ ไม่รู้แกจะสอนไปทำไม” แต่หลังจากที่อาจารย์ท่านนั้นได้ออกไปค่ายนี้ เพื่อนๆได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลง “อาจารย์ท่านนี้สอนเข้าประเด็นที่ต้องรู้มากขึ้น ดีจริงๆเลย” ไม่อัดความรู้มากมายใส่หัวเด็กอีกแล้ว เพราะอาจารย์คงรู้ว่าพูดไปมากๆ สุดท้ายก็จำไม่ได้อยู่ดี 

  ยังมีอาจารย์บางท่านพูดขณะที่สะท้อนการเรียนรู้เลยว่า “ค่ายนี้ทำให้ผมได้รู้ความเป็นจริง ผมอยู่โรงเรียนแพทย์มานาน เทคโนโลยีต่างๆ ยาตัวใหม่ๆ ความรู้ระดับโมเลกุล มันคงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการอยู่ที่นี่ แต่น้องๆนักศึกษาแพทย์ของเรา เขาไม่ได้เรียนจบ 6 ปี เพื่อมาอยู่โรงเรียนแพทย์นี่นา 3 ปีหลังจากที่เขาจบไป เขาจะไปอยู่กับผู้ป่วย โดยที่ไม่มีเครื่องมือส่งตรวจปฏิบัติการมากนัก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ basic ทักษะการซักประวัติและตรวจร่างกาย และความรู้ที่ต้องประยุกต์ใช้เมื่อเราอยู่โรงพยาบาลชุมชน ผมคงต้องกลับไปทบทวนการสอนของผมต่อไป”

   

  ประสบการณ์ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยบอยตอบปัญหาที่อยู่คาใจลึกๆ หลายๆอย่าง 

 “เราพร้อมหรือยัง มั่นใจแค่ไหน สำหรับอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“จำเป็นที่จะต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางก่อนหรือเปล่าถึงจะช่วยผู้ป่วยได้”

บอยยังได้เห็นสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ให้แม่นก่อนที่จะจบ เห็นความผูกพันธ์ของอาจารย์-ศิษย์แบบพี่น้อง เห็นพลังความอยากรู้และที่สำคัญได้เห็นน้ำใจ spirit ที่ยิ่งใหญ่ของทุกๆคนในค่ายเล็กๆแห่งนี้

    ค่ายสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาแพทย์

 

  ผมซึ่งเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  อยากจะตอบแทนคุณบ้านของเรา รามาธิบดี บ้าง...ก่อนที่ผมจะจบไป

  หวังว่าสิ่งดีงามของค่ายเล็กๆแห่งนี้ คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมของนักศึกษาแพทย์ ที่ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไป และเป็นตัวจุดประกาย การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งให้นักศึกษาแพทย์ จบไปเป็นแพทย์ใช้ทุนที่มีความรู้พร้อม ความมั่นใจในการรักษาผู้ป่วยและเป็นแพทย์ที่สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป

  ถ้าเราจะรอให้รามาธิบดี-บางพลีเกิดขึ้นก่อน (ปี 2558) คงจะสายเกินไป...

ศุภชัย ครบตระกูลชัย (บอย) นศพ.ปี 6 รองประธานฝ่ายวิชาการชพร.

ขอบคุณมากค่ะ ที่นำมาเล่า เชื่อว่าบันทึกนี้จะช่วยให้หลายๆท่านที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการศึกษาของเรา ได้ข้อคิดดีๆในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนแพทย์ของเราทั้งประเทศให้เข้ากับสิ่งที่เป็นจริง อยากให้ผู้เรียนของเราสะท้อนความคิดแบบนี้กันเยอะๆนะคะ อย่าเดินตามรอยเดิมๆโดยไม่ออกความคิดเห็น ถึงเวลาแล้วที่คนทุก generation ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันออกความเห็น อย่ามัวแต่เกรงอาวุโสกันอยู่ เป็นมารยาทไทยที่เราต้องปรับปรุงกันนะคะ เราออกความเห็นที่แตกต่างแบบอ่อนน้อมกันได้อย่างแน่นอน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท