โดยสรุปแล้วสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการออก “ค่ายสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาแพทย์” มีดังนี้

·  สู่การเรียนรู้ร่วมกัน ท่ามกลางการปฏิบัติงานทางคลีนิคในชุมชน(interactive learning through action)

1.  ได้เรียนรู้ case common และ new case ลักษณะของผู้ป่วยที่เราจะต้องพบเจอเมื่อจบไปเป็นแพทย์ใช้ทุน ซึ่งแพทย์จบใหม่อย่างพวกเราต้องมีความชำนาญอย่างมาก

2.  ได้ฝึกตรวจแบบ OPD case ทักษะการซักประวัติ ตรวจร่างกาย แบบรวดเร็ว ตรงประเด็นมุ่งสู่ differential Dx ในหัว ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเรา เนื่องจากตอนเรียนอยู่ที่โรงพยาบาลรามา จะให้นศพ.ตรวจ 1-2 คนในเวลา 3 ชั่วโมง และต้องเอาประวัติให้ละเอียดที่สุด และต้องตรวจร่างกายครบทุกระบบเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการทีจะทำให้ดูแลคนไข้ครบทั้งหมด แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าเราต่อยอด ความรอบด้านในการดูแลคนไข้ ให้รวดเร็วขึ้น ค่ายนี้จึงเป็นเหมือนการจำลองสถานการณ์จริงให้เรานักศึกษาแพทย์ได้มีโอกาสเรียนรู้เตรียมตัวให้คุ้นเคย ก่อนที่จะจบออกไป โดยมีอาจารย์มาร่วมตรวจร่วมสอน

3.  ได้เรียนรู้วิธีการคิดแก้ปัญหาในที่ๆมีข้อจำกัดต่างๆ เช่น ไม่สามารถส่งตรวจ lab ได้ สิ่งที่สำคัญที่ต้องตัดสินใจให้ได้คือ การคัดกรองโรคที่เป็นอันตรายออกไปให้ได้ อาจจะดูเหมือนง่ายๆ กับการแค่ท่อง red flag sign ของอาการต่างๆ แต่พอเจอเข้าจริงไม่หมูเหมือนที่คิด

  ที่ซุ้มออร์โธปิดิกส์เองนั้น บอยเจอคุณยายอายุประมาณ 80 ปี มาด้วยอาการปวดข้อทั้งตัวเลย ปวดมากที่ข้อเข่าขวามากกว่าซ้าย ปวดมาเวลาใช้งาน ถามว่ามีไข้ไหม ยายบอกว่ารู้สึกเหมือนมีตัวรุมๆทุกคืน ปวดเข่ามากกว่าปวดศอก ถามไปว่ามีน้ำหนักลดไหม ยายว่าไม่รู้ แต่น่าจะมีน้ำหนักลด เพราะกินได้ลดลง ไม่ค่อยอยากกินอาหาร แต่ไม่รู้ว่าลดจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ชั่งน้ำหนัก ตรวจร่างกายก็ไม่พบอาการของ inflammation วัดไข้ก็ไม่มี

  คำถามสำคัญที่ค้างติดอยู่ในหัวของบอยคือ ทำไงดี บอยไม่แน่ใจ ยังไม่สามารถตัดโรคที่ร้ายแรงออกไปได้ บอยจะทำอย่างไรดี บอยนั่งงง และก็แก้ปัญหาโดยการถามประวัติยายซ้ำแล้วซ้ำอีก คุยกับยายไปนานประมาณ 30 นาที ซึ่งฟังแล้วก็ไม่เคลียร์ ท้ายสุดอาจารย์สรรัตน์ มาช่วยตรวจ และให้ความคิดเห็นว่าเป็นภาวะ degenerative ในคนแก่ จะมีอาการปวดข้อแบบนี้ได้เป็นธรรมดา  เนื่องจากไม่พบว่ามี limitROM ของข้อ ไม่มี sign of chronic inflammation จึงให้การรักษาตามอาการไป และนัดอีก 2 สัปดาห์ต่อที่โรงพยาบาลอำเภอ

  วันนั้นเอง บอยยังได้เรียนรู้ชื่อโรคใหม่ที่ไม่คุ้นหูบอยเลย คือ Traumatic synovitis และ patellofemoral pain syndrome ซึ่งถือว่าเป็น common disease ที่ออกไปใช้ทุนต้องเจอแน่ๆ ทำให้เกิดความคิดว่า “common disease ของเขานี้ถือว่าเป็นrare disease ของเราหรือเปล่านะ ???”

·  สู่การเป็นแพทย์ที่แท้จริง(humanized medicine)

1.  การออกตรวจแบบนี้เพิ่มความสัมพันธ์ของ อาจารย์-ศิษย์, รุ่นพี่-น้อง ,ระบบความเป็นแพทย์ที่เหนียวแน่นในระยะยาว ด้วย concept ว่า

  พวกเรา(อาจารย์-ศิษย์) มาร่วมกันอาสาทำความดีเถอะ

2.  กระตุ้นให้เกิดจิตอาสา... ใจที่พร้อมจะให้  ไม่ว่าใครก็เป็นผู้ให้ได้

  เวลาที่เราทำอะไรร่วมกัน เพื่อสิ่งๆเดียวกัน จะมีสิ่งที่แทรกอยู่ในเราเสมอๆ สิ่งนั้นคือ  ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราเป็นส่วนหนึ่งทีมนี้

  “เราทุกคนก็มีคุณค่าความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงแต่อาจจะเก่งคนละด้าน วันนี้เรายังไม่เก่ง เราก็ดูพี่ๆเขาไปก่อน แล้ววันหน้าเราจะตรวจให้ได้เหมือนพี่ๆแน่นอน” น้องคนหนึ่งกล่าว

3.  ระบบค่ายออกตรวจนี้กระตุ้นต่อมอยากรู้ ของทุกๆคน และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะที่นี่คือสนามทดสอบจริง ที่สนุก!!!

  อาจารย์อยากรู้ว่าเด็กยังไม่เข้าใจประเด็นใด นำมาใช้ได้มากน้อยเพียงไร ???

  พี่ๆอยากรู้ว่า ผู้ป่วยรายนี้จะวินิจฉัยได้อย่างไร จะรักษาอย่างไร ในบริบทชุมชน ???

  น้อง preclinic ต่างอยากรู้ ภาพของแพทย์ที่ตนจะเป็นในอนาคตอันใกล้เป็นอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร เพราะหนทางมันไกล กว่าจะจบเป็นแพทย์ ???

  เมื่อทุกคนมีความอยาก มีใจนำแล้ว อาจารย์อยากสอน เด็กก็อยากรู้ ร่วมกับ มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ย่อมมีผลต่อการเรียนรู้อย่างถึงที่สุด

  ระหว่างที่บอยได้ตรวจผู้ป่วยอยู่นั้น บอยได้รับรู้สึกถึงแววตาที่ป็นประกายของนักศึกษาแพทย์รุ่นน้อง ที่ต่างจับจ้องมองมาที่บอย และเพื่อนๆ แทบทุกคน แววตาที่มุ่งมั่นอยากเรียนรู้ มีแววตาที่เปิดกว้างพร้อมที่จะให้โสตประสาททั้งห้ารับรู้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว น้องๆต่างมารวมตัวกันเปิดหนังสือ ถกกันว่าจะรักษาอย่างไร ถามอาจารย์กันอย่างกระตือรือร้น ประเภทว่าอาจารย์ไม่ทันจะได้อ้าปากถามเลยว่า จะถามอะไรไหม? ยิงคำถามใส่อาจารย์ไม่ยั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ที่เคยเห็นมามีแต่นั่งเงียบ ไม่กล้าพูดกลัวอาจารย์จะรู้ว่าเราไม่รู้ กลัวการถูกมองว่าเราโง่ กลัวที่จะถูกมองว่าโง่มากกว่าการยอมรับตัวเองว่าไม่รู้

  ค่ายเเห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นแหล่งรวมของคนโง่ คนโง่ที่กล้าบอกความจริงว่าตนเองไม่รู้อะไร ...บางเรื่องอาจารย์ก็ไม่รู้ ต้องคุยปรึกษากับอาจารย์อีกท่าน หรือถามนศพ.ก็ยังมี นศพ.เองก็เหมือนกัน คุยถามกันได้อย่างสนิทใจเหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน การที่เราไม่รู้ดูเป็นอะไรที่เป็นเรื่องปรกติสำหรับคนที่นี่ และการที่เรายอมรับว่าเราไม่รู้นี่เเหละจะทำให้เกิด Lifelong learning

  ระบบนี้ยังสร้างแรงจูงใจให้กับพี่ๆ เพราะมีน้องๆคอยเเอบดูอยู่ และน้องๆเอง ก็ต้องกลับไปหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองสามารถตรวจผู้ป่วยให้ได้เหมือนพี่ๆ ในเวลาอีกไม่กี่ปี แรงผลักดันนี้ไม่น้อยเลย บอย ถึงกลับต้องไปรีบอ่านหนังสือต่อ ส่วนคนอื่นบอยได้ยินเสียงเพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อ เน็ค เปรยระหว่างนั่งรถกลับว่า  “จะต้องกลับไปอ่านเรื่องนี้มาสอนน้องแล้ว”

4.  แพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลอำเภอไม่โดดเดี่ยว

  จริงๆแล้วค่ายนี้มีจุดมุ่งหมายแฝงอยู่ ก็คือการเยี่ยมศิษย์ที่จบไปอยู่ตามรพช. ด้วย ทำให้เขาไม่โดดเดี่ยว เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ระหว่างรพช.และโรงพยาบาลมหาราช

  สำหรับมุมมองชาวบ้านแล้วคงสงสัย และคิดอยู่ในใจว่า “แพทย์คนนี้เป็นใครกัน ต้องเก่ง หรือมีความสำคัญมากแน่ๆเลย จึงสามารถนำแพทย์ระดับอาจารย์มาช่วยออกตรวจ มาเป็นที่ปรึกษา” ซึ่งตรงจุดนี้เองยิ่งทำให้ชาวบ้านไว้ใจ เชื่อถือในตัวแพทย์เอง และในตัวโรงพยาบาลชุมชนมากขึ้น

5.  ระบบนี้พัฒนาระบบการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กไปปฏิบัติได้จริงมากขึ้น

  เพื่อนๆ PI เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะมีค่ายนี้ เพื่อนๆชอบบ่นกันลับหลังอาจารย์บางท่านว่า “อาจารย์คนนี้นี่ ดีมากเลยนะ ชอบสอน อืมแต่แกน่ะสอนอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะได้ใช้จริงหรือเปล่า ???”“อืม ก็จริงนะ ไม่รู้แกจะสอนไปทำไม” แต่หลังจากที่อาจารย์ท่านนั้นได้ออกไปค่ายนี้ เพื่อนๆได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลง “อาจารย์ท่านนี้สอนเข้าประเด็นที่ต้องรู้มากขึ้น ดีจริงๆเลย” ไม่อัดความรู้มากมายใส่หัวเด็กอีกแล้ว เพราะอาจารย์คงรู้ว่าพูดไปมากๆ สุดท้ายก็จำไม่ได้อยู่ดี 

  ยังมีอาจารย์บางท่านพูดขณะที่สะท้อนการเรียนรู้เลยว่า “ค่ายนี้ทำให้ผมได้รู้ความเป็นจริง ผมอยู่โรงเรียนแพทย์มานาน เทคโนโลยีต่างๆ ยาตัวใหม่ๆ ความรู้ระดับโมเลกุล มันคงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการอยู่ที่นี่ แต่น้องๆนักศึกษาแพทย์ของเรา เขาไม่ได้เรียนจบ 6 ปี เพื่อมาอยู่โรงเรียนแพทย์นี่นา 3 ปีหลังจากที่เขาจบไป เขาจะไปอยู่กับผู้ป่วย โดยที่ไม่มีเครื่องมือส่งตรวจปฏิบัติการมากนัก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ basic ทักษะการซักประวัติและตรวจร่างกาย และความรู้ที่ต้องประยุกต์ใช้เมื่อเราอยู่โรงพยาบาลชุมชน ผมคงต้องกลับไปทบทวนการสอนของผมต่อไป”

   

  ประสบการณ์ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยบอยตอบปัญหาที่อยู่คาใจลึกๆ หลายๆอย่าง 

 “เราพร้อมหรือยัง มั่นใจแค่ไหน สำหรับอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“จำเป็นที่จะต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางก่อนหรือเปล่าถึงจะช่วยผู้ป่วยได้”

บอยยังได้เห็นสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ให้แม่นก่อนที่จะจบ เห็นความผูกพันธ์ของอาจารย์-ศิษย์แบบพี่น้อง เห็นพลังความอยากรู้และที่สำคัญได้เห็นน้ำใจ spirit ที่ยิ่งใหญ่ของทุกๆคนในค่ายเล็กๆแห่งนี้

    ค่ายสร้างเสริมประสบการณ์นักศึกษาแพทย์

 

  ผมซึ่งเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  อยากจะตอบแทนคุณบ้านของเรา รามาธิบดี บ้าง...ก่อนที่ผมจะจบไป

  หวังว่าสิ่งดีงามของค่ายเล็กๆแห่งนี้ คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมของนักศึกษาแพทย์ ที่ดีงามยิ่งๆ ขึ้นไป และเป็นตัวจุดประกาย การพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งให้นักศึกษาแพทย์ จบไปเป็นแพทย์ใช้ทุนที่มีความรู้พร้อม ความมั่นใจในการรักษาผู้ป่วยและเป็นแพทย์ที่สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป

  ถ้าเราจะรอให้รามาธิบดี-บางพลีเกิดขึ้นก่อน (ปี 2558) คงจะสายเกินไป...

ศุภชัย ครบตระกูลชัย (บอย) นศพ.ปี 6 รองประธานฝ่ายวิชาการชพร.