20/6/52วันนี้เป็นวันเสาร์ ช่วงนั้นบอยอยู่หวอด orthopedics บอยรีบไปราวน์ตั้งแต่ 6.15 น. เพื่อที่จะได้ราวน์ให้เสร็จทัน ก่อนที่จะขอลาไปค่าย ...

  รถมีออก 2 รอบ รอบแรกเป็นรถบัส ออก 7.00 น. รอบหลังจะเป็นรถตู้ 8.30 น.

บอยได้ไปรอบหลัง พร้อมกับเพื่อน PI 2 คนชื่อเน็ค และหนู มีเพื่อนรามา 1 คนชื่อ ภูมิ ซึ่งจริงๆแล้วภูมิมาเรียน elective orthopedics ที่โรงพยาบาลมหาราชเรียนจบตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เดิมวางแผนไว้จะกลับตั้งแต่เมื่อวาน แต่พอทราบข่าวว่าครั้งนี้คนมาน้อย เลยเลื่อนวันกลับ เป็นบ่ายๆ ของวันนี้ ขออาสามาช่วยค่ายนี้ก่อน

  ภูมิเป็นเพื่อนคนละกลุ่มกลับบอย ได้คุยกันบ้าง แต่ได้รับรู้ถึงน้ำใจก็คราวนี้เเหละ 

  จริงๆแล้วมีเพื่อนๆรามาอีกหลายคนที่สนใจจะไป แต่ยังไม่ชินกับความเหนื่อย อดหลับอดนอนแบบจริงจัง (เพิ่งมาอยู่โคราชได้เพียง 2 สัปดาห์ ) เลยขอพักก่อน

  รถตู้ค่อยๆเคลื่อนออกห่างจากแหล่งชุมชนเมืองไปทีละน้อย...

  รถออกไปยังไม่ถึงนอกเมืองเลย เพื่อนๆ PI 2 คน ชื่อ หนู และเน็ค ต่างสลบไสล หลับสนิท เนื่องจากความง่วงที่สะสมมาจากการอยู่เวรวันก่อน สองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนจากบ้านและตึกสูงๆ กลายเป็นต้นไม้สีเขียวบนพื้นดินสีแดงที่แห้งแตกละเอียด ที่มองไม่เห็นที่สิ้นสุด พื้นถนนเริ่มขรุขระเล็กน้อย กว่าจะถึง สถานีอนามัยประทาย ก็เกือบ 10 โมง

  หลังจากเท้าก้าวแรกค่อยๆลงสัมผัสพื้นดินสีแดง ดินที่แห้งแข็งแตกระแหงให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่บนก้อนหินก้อนเล็กๆหลายก้อนอยู่ อุ่นไอความร้อนจากแสงแดดจ้าที่รู้สึกได้ทันที เสียงคนคุยกันอื้ออึงดังมาจากทุกทิศทาง สายตาพวกเรามองไปหาเสียงที่ดังที่สุด ก็พลันเจอซุ้มใหญ่ประกอบด้วยเสาเหล็กประมาณ 4 -6 เสา มีผ้าพลาสติกสีน้ำเงิน หนาพอประมาณที่จะพอเป็นตัวช่วยกรองความร้อนของแสงแดดที่จะมีแนวโน้มแรงขึ้นเรื่อยๆ กางอยู่หน้าสถานีอนามัย ภาพที่เห็นใต้ผ้าพลาสติกสีฟ้านั้นมีผู้คนมากมายราวๆ  200 คน หน้าตาบ่งบอกได้ว่าอายุเกิน 30 ปีเป็นส่วนใหญ่ ต่างคนต่างนั่งบนเก้าอี้พลาสติกที่วางไว้ต่อๆกันจนแน่นขนัด ทันใดนั้นบอยพลันแลไปเห็นสายตาของคุณยายคนหนึ่ง ที่กำลังมองจับจ้องไปยังนักศึกษาแพทย์ที่กำลังตรวจคนไข้อยู่ สายตาคุณยายคงพร่ามัวไปตามวัย ดูแกเพ่งเล็กน้อย มีรอยยิ้มน้อยๆที่หางตา แววตาของแกนั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง หลังจากที่ละสายตาที่มุ่งมองไปสู่ยายคนนั้น กลับมามองภาพใหญ่ของชาวบ้านที่นั่งรอใหม่อีกครั้ง บอยกลับพบรอยยิ้มและความหวังซ่อนอยู่ในส่วนลึกของชาวบ้านทุกๆคน รวมทั้งเพื่อนๆ น้องๆ อาจาย์ทุกๆคน ต่างมีใจที่เบิกบาน ตั้งใจอาสามาช่วย มองดูแล้วช่างเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นจริงๆ หันไปทางไหนก็เต็มไปด้วย เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ เคียงข้างด้วยอาจารย์นั่งตรวจผู้ป่วยอยู่เต็มไปหมด  ทุกคนต่างมุ่งมั่น...เพราะมีเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ คือ การร่วมกันตรวจและรักษาผู้ป่วยที่มาวันนี้ให้ดีที่สุด

  หลังจากที่บอย และภูมิยืนตะลึงกับจำนวนผู้ป่วยของค่ายนี้สักพัก เน็คและหนู ก็พาบอยไปซุ้มที่ตั้งของหวอด ortho ส่วนเน็ค และหนู ต่างไปซุ้มตรวจสูตินรีเวชกัน ด้วยความที่บอย กับภูมิมือใหม่กันทั้งคู่ เลยตกลงกันว่าช่วยกันตรวจ แต่พอผ่านไปได้หนึ่งคน เริ่มมั่นใจมากขึ้น และก็เริ่มลุยตรวจยาวเลย สนุกมาก เวลาผ่านไปเร็วมาก บอยกับภูมิตรวจจนถึงเที่ยง ก็มีน้องๆมาบอกให้ไปกินข้าว แต่เนื่องจากผู้ป่วยมาก จึงต้องสลับกันไป ทั้งอาจารย์และนักศึกษา บางคนกว่าจะได้กินก็บ่ายโมงกว่า

  การที่เราได้ตรวจ new case กับ known case ให้ความรู้สึกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การตรวจ new case สำคัญอยู่ที่การ  r/o โรคที่ร้ายแรงต่างๆออกไป ต้องคิดให้กว้าง differential Dx ที่คิดถึงมากสุด 1 2 3 ...ไว้ในใจ เมื่อไม่ใช่โรคร้ายแล้ว จะรักษาอย่างไรเมื่อเรายังไม่รู้ว่าป่วยเป็นอะไร ต้องประเมินว่าควรส่งต่อเมื่อไร ด่วนแค่ไหน โดยที่ต้องพยายามอาศัยเพียงแค่ประวัติและตรวจร่างกาย เท่านั้นจึงถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากไม่ใช่น้อย

  ช่วงที่บอยมาถึงสถานีอนามัยประทาย ก็ได้เจอเพื่อนPI ชื่อ ตุ๊ดตู่ เร่งรีบเดินเข้ามาที่ตรวจ บอยหันไปมอง และถามว่าไปไหนมา ตุ๊ดตู่เลยเล่าว่า “เห็นเพื่อนบอกว่าครั้งนี่มีคนมาออกตรวจน้อย เราก็เลยจะมาช่วย แต่พอดีว่าเรามาไม่ทันรถรอบ 2 ก็เลยรีบขับรถตามมา” ทันทีที่บอยได้ฟังเรื่องที่ตุ๊ดตู่เล่า ...บอยได้กลับมาย้อนตั้งคำถามกับตัวเองว่า “งานคณะมีบางครั้งเรายังไม่อยากทำเลย แต่นี่ มันเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ได้ถูกใครบังคับ กลับมาด้วยใจที่อยากช่วยเหลือ” นี่คือความประทับใจ ...spirit ที่ยิ่งใหญ่ในค่ายเล็กๆเเห่งนี้ “spirit เหล่านี้มันเกิดได้อย่างไร???”