ช่วงที่พักเที่ยง บอยได้มีโอกาสเดินดูรอบๆค่าย และพูดคุยกับน้องๆ ทำให้ทราบว่าวันนี้แบ่งกิจกรรมการออกตรวจเป็นฐานย่อยๆ 7 ฐาน คือ

1.  screening

2.  เด็กทั่วไป + พัฒนาการเด็ก

3.  สูติ ทำPap smear และ ANC

4.  ortho

5.  Rehab

6.  eye 

7.  med

8.  ซุ้มจ่ายยา

  แต่ละฐานจะมีอาจารย์ มาร่วมตรวจข้างๆนศพ. ด้วย มีอะไรถามได้หมด เป็นกันเอง 

โดยฐานscreening นั้นจะเป็นน้องๆ ปี 4 ที่เข้าสู่ชั้นคลีนิคได้มีโอกาสซักประวัติ และตรวจร่างกายเบื้องต้น ตรวจวัดความดัน น้ำหนัก ส่วนสูง ไข้ และที่สำคัญมีการถามถึงความเสี่ยงต่างๆ เช่น เรื่องการใส่หมวกกันน็อค ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้นก่อนที่จะส่งไปตามฐานต่างๆ

  และเมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อยผู้ป่วยก็จะไปซุ้มยา ...ก็ถึงคราน้องๆ ปี 2,3 ที่จะได้นำความรู้เรื่อง phamaco ที่เพิ่งเรียนมาสดๆร้อนๆ มาช่วยกันจัดยาให้ผู้ป่วย เรียนรู้ข้อควรระวังในการใช้ยาโดยมีเภสัชกรเป็นคนสอนน้องๆและฝึกแนะนำวิธีใช้ยาที่ถูกต้องแก่คนไข้จริงๆ ...สิ่งนี้เองได้กลายเป็นคำตอบคำถามในใจ และเข้าใจว่า คนเล็กคนน้อยหนึ่งคนก็มีความสำคัญ เราทุกคนในค่ายนี้มีความสำคัญ

  ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ผู้ที่ดูแลระบบ ให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พวกเราคือ “กองกิจการนักศึกษา”ที่ร่วมกันแสดงศักยภาพสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี ที่คอยประสานติดต่อสถานที่ ติดต่ออาจารย์ รวมถึงเรื่องบริการเสบียงอาหาร น้ำดื่มอย่างดีเยี่ยม

  ถึงแม้ว่ากิจกรรมจะดูเหนื่อยและหนัก แต่บอยไม่เห็นเพื่อนๆ น้องๆแสดงสีหน้าของความเบื่อหน่าย ความทุกข์ออกมาเลย กลับมีแต่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “แกไปกินข้าวก่อนเถอะ ไม่เป็นไร เรายังไม่ค่อยหิว ขอตรวจต่อก่อน” ก้ามปูพูด ขณะที่บอยจะพยายามรบเร้าให้ไปพักได้แล้ว  

  เมื่อตรวจเสร็จก็ราวๆบ่าย  2  ถึงครานี้บอยก็ต้องอยู่เป็นรามาคนเดียวแล้ว เนื่องจากภูมิมีธุระต้องกลับกรุงเทพฯก่อน กิจกรรมหลังจากนั้นเป็นการออกเยี่ยมบ้านที่มีปัญหาที่เจ้าหน้าที่ PCU ดูแลไม่ไหว มีปัญหาหลายๆอย่างทั้งองค์ความรู้ และเครื่องมือ เกินกว่าที่เจ้าหน้าที่สอ.เพียงผู้เดียวจะรับดูแลไหว ค่ายของเรานี้จะประสานโรงพยาบาลชุมชน และเจ้าหน้าที่ PCU ที่เข้มแข็ง ว่าอยากให้เราไปช่วยดูแลด้านไหนเป็นพิเศษ มีผู้ป่วยเรื้อรังที่มีปัญหาซับซ้อนหลายด้านที่ต้องการให้เราไปดูเป็นพิเศษไหม จากนั้นก็ถึงคราวของทีมงานหลัก หัวใจสำคัญของค่ายนี้ คือนพ.สรรัตน์เลอมานุวรรัตน์ นพ.พิเศกทองสวัสดิ์วงศ์นพ.สายลักษณ์พิมพ์เกาะนพ.ประภัสร์อัศยเผ่านพ.ไพรัตน์สุขสโมสรและนพ.โยธีทองเป็นใหญ่ มาร่วมพูดคุยปรึกษากันว่าควรปรึกษา specialist ด้านใดบ้าง เพื่อการดูแลอย่างเป็นองค์รวมให้กับผู้ป่วยรายนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้จุดที่เเข็งคือ specialist ผู้ที่มีความรู้ลึก และรู้จริงในแต่ละด้าน มาร่วมกันนำความรู้มาประยุกต์ดูแลผู้ป่วยภายใต้ขีดจำกัดหลายๆด้านในบ้านของเขา เพื่อ the best care ของผู้ป่วย... ครั้งนี้มีผู้ป่วย 2 ราย พวกเราจึงแบ่งกันเป็น 2 ทีม 

  ทีมที่บอยไปด้วยมี อาจารย์สรรัตน์ อาจารย์ประภัส และ อาจารย์ที่มาจากโรงพยาบาลม.สุรนารี ที่มาดูการจัดค่ายนี้ ผู้ป่วยที่พวกเราไปเยี่ยมคือคุณยายคนหนึ่งที่เป็นโรค spinal stenosis ,DM ล่าสุดได้ผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราชไปประมาณ 1 เดือนก่อน มีปัญหาเรื่องปวดหลังอยู่ตลอด ต้องใส่ lumbar support และยังไม่สามารถเดินได้คล่อง

  อาจารย์ได้เปิดโอกาสให้น้องปี 2,3 ซักประวัติ และตรวจร่างกาย โดยอาจารย์จะเป็นคนไกด์และจับประเด็นสำคัญ practical point หยิบออกมาให้น้องๆได้เรียนรู้โดยการถาม เช่น

  “คุณยายคนนี้ได้กินยา NSAID ผลข้างเคียงสำคัญที่ต้องระวังคืออะไร ???”

  “ถ้าเกิดว่าผู้ป่วยเดิมทีก่อนกินยา NSAID คุมน้ำตาลได้ดี แต่พอเริ่มกิน NSAID แล้วมีปัญหาในการคุมน้ำตาลไม่ได้เราจะทำอย่างไร ???” 

  เป็นการถามย้อนไปจาก clinical ของจริงไปสู่ basic science เมื่อน้องๆตอบไม่ได้ ก็ถึงคิวพี่ๆแล้ว พี่ติ๊ต่าง นศพ.ปี5 เป็นคนเฉลยเองว่า “ยากลุ่ม sulphonylurea และ NSAID จะมี Binding protein สูง ทั้งคู่ เมื่อให้ทั้งสองตัวร่วมกัน NSAID ทำให้เกิด sulfonylurea ที่อยู่ในรูป free from มากขึ้น ผลที่ตามมาก็จะมีปัญหาของ hypoglycemia ได้”

  ขณะที่พี่ติ๊ต่างกำลังพูดนั้น บอยได้เห็นความสนใจเรียนรู้ของน้องๆปี 2,3 ทุกคนต่างเงียบกันหมด ต่างจ้องมองไปที่พี่ติ๊ต่าง สายตาที่มองให้ความรู้สึกว่าน้องๆกำลังมองดารานักร้องคนหนึ่งอยู่ และในนั้นมีความในใจซ่อนคำพูดที่อยากจะบอกแก่พี่ติ๊ต่างว่า “เจ๋งมาก”และเมื่อพี่เขาพูดจบ น้องๆถึงกับร้องอ๋อ “อ่อ ที่จริงเราก็เรียนมาเเล้วนี่” น้องคนหนึ่งเปรยขึ้นหลังจากที่รู้คำตอบ  หลังจากนั้นก็มีการตั้งคำถามต่างๆออกมามากมายของอาจารย์และนศพ.สลับกันไปมา ทุกคนต่างได้เรียนรู้ร่วมกันพร้อมๆกับรอยยิ้ม มีการแซวกันบ้าง เล่นกันบ้าง มีความกลมกลืนเป็นกันเองของทั้งอาจารย์และศิษย์ หลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผู้ป่วยไปสักพักหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า “เราจะดูแลผู้ป่วยคนนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไร” วันนั้นมีอาจารย์ทั้ง 3 ท่านมาร่วมวิเคราะห์ ให้น้องๆและเจ้าหน้าที่สอ.ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นการรักษา การแนะนำให้ความรู้ผู้ป่วย และการดูแลอย่างต่อเนื่องจะต้องทำอย่างไรบ้าง

  ดูทุกๆคนจะมีความสุขไปทั้งหมด น้องๆก็สนุก ที่ได้เรียนรู้ แบบ case based learning จากผู้ป่วยจริง ซึ่งมีรสชาติ มีมิติของคน .สังคม ระบบบริการ ที่นอกเหนือจาก disease เพียงลำพัง ซึ่งน่าสนใจกว่า PBL (Problem bases learning) ในกระดาษ

  ก่อนปิดค่ายถือเป็นช่วงสำคัญ จะมีกิจกรรมที่ทำเป็นธรรมเนียมกันให้แต่ละคนทบทวนตัวเองก่อนจะจากลากัน ลักษณะที่ทำกันคือ จะให้แต่ละคนออกมาพูดข้างหน้าว่า  วันนี้เรารู้สึกอย่างไร ได้เรียนรู้อะไรบ้าง มีการบ้านอะไรที่จะต้องกลับไปทบทวน ที่จะเรียนรู้ ประทับใจสิ่งใด และอยากบอกอะไรแก่คนในพื้นที่บ้าง หลังจากนั้นก็เป็นการมอบของที่ระลึก ตามด้วยถ่ายรูปร่วมกัน เป็นอันเสร็จสิ้น

สำหรับกิจกรรม แต่สิ่งที่ยังเคลื่อนไหวอยู่คงมีเพียง พลังใจที่เรียกร้องถึงคำว่า แพทย์

  อีกไม่กี่ปีฉันจะต้องเป็นแบบนี้ ฉันจะต้องทำให้ได้เช่นเดียวกับพี่ๆ ฉันจะเป็นหมอแล้ว

  มีน้องปี 4 คนหนึ่งกล่าวว่าได้เห็นความเป็นจริง ได้เห็นอนาคตของเราที่จะต้องไปเจอกับคนไข้แบบนี้ ในบริบทแบบนี้ ได้รู้ว่าจะต้องรู้อะไร และดีใจมากที่จะได้เดินถูกทางเสียที”

  สำหรับเด็กปี 2,3 ส่วนใหญ่พูดในทำนองเดียวกันว่า “การมาครั้งนี้ทำให้ได้รู้อนาคตต่อไปของเราเอง ว่าเราจะต้องเป็นอย่างไร และเห็นคุณค่าของ basic scienceที่อาจารย์ต่างๆ ได้อธิบายเชื่อมโยงไปถึงผู้ป่วยจริงๆ ทำให้เห็นประโยชน์ และต่อจากนี้จะเรียนโดยที่คิดถึงผู้ป่วยจริงๆด้วย”