เด็กแว้นเพราะผู้ใหญ่แหว่ง (ทำไมการศึกษาไทยตกต่ำ...ตอนที่ ๒)
การศึกษาไม่ดี อย่าไปโทษเด็กแว้นเลย ที่เด็กมันแว้นก็เพราะผู้ใหญ่มันแหว่งเป็นปฐมเหตุนั่นแล ดังที่ผมได้เสนอมาแล้วว่า คนแก่คืออนาคตของชาติ (ไม่ใช่เด็กอย่างที่เราเชื่อกัน)
การด้อยคุณภาพการศึกษาไทยมีสาเหตุหลายประการ เชื่อมโยงกัน แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือผู้ใหญ่ไทยที่กำหนดนโยบายการศึกษามันแหว่ง คือมันไม่เต็ม มันไปร่ำเรียนกันมาแบบแหว่งๆ ไปตามก้นฝรั่งมาแบบแหว่งๆ ไม่เต็ม ไม่หันมามองบริบทประเทศไทย แล้วปรับนโยบายให้สอดคล้องกับลักษณะนิสัย วัฒนธรรมประจำชาติ
ระบบการเมืองประชาธิปไตยก็เช่นกัน ก็ไปลอกเขามาทั้งดุ้น ทั้งที่ไม่สอดคล้องกับคนไทย ก็เลยกลายเป็นการเมืองบอนไซอยู่จนวันนี้
บ้านอยู่อาศัยก็ลอก การค้า เศรษฐกิจ การแต่งกาย ลอกหมด แล้วลอกมาแต่รูปแบบ ไม่ได้ลอกเนื้อหาอีกต่างหาก ลอกกระพี้ ไม่ลอกแก่น
วันนี้เขาเห่อการสอนแบบให้คิด ไม่ให้จำ ซึ่งผมได้วิจารณ์ไว้มากแล้วว่า การจำนั้นสำคัญยิ่งกว่าการคิดเสียอีก เพราะถ้าจำอะไรไม่ได้แล้วมันจะเอาฐานที่ไหนไปคิด เช่น จำสูตรคูณไม่ได้แล้วจะคิดคำนวณเลขได้เก่งได้อย่างไร การคิดนั้นผมว่าเป็นเพียง 10% เท่านั้น แต่ฐานอีก ๙๐% มาจากการจำ ลองคิดดูสิ คนเป็นโรคอัลไซเมอร์ (จำอะไรไม่ได้) แล้วจะคิดวิจารณ์อะไรได้ไหม
ผมเสนอว่าให้กลับมาสอนแบบเน้นการจำเหมือนเดิม สัก ๘๐% ส่วนอีก ๒๐% ให้ต่อยอดการจำ เช่น จำว่า ๗x๗ = ๔๙ ท่องให้แม่น แล้วถามว่า ทำไมมันถึงได้เท่านั้น
การท่องอาขยาน ..พวกจบนอกผูกไทใส่สูต เขาให้ยกเลิก หาว่าสอนให้จำแบบไทยโบราณ แต่ผมว่า นี่แหละสำคัญ ควรนำเอากลับมา เพียงแต่อาจจัดสัดส่วนและวิธีการเสียใหม่ เพราะการท่องอาขยานนั้น มีผลดีมากกว่าผลเสียหลายเท่า เช่น............ฝึกวินัย ฝึกสามัคคี (ท่องพร้อมกัน) ฝึกสมองขวา (ความเป็นนักกลอน) ฝึกวัฒนธรรม (ไทยเราเป็นเมืองเจ้าบทเจ้ากลอน) ปลูกฝังคุณธรรม (ถ้าเลือกกลอนให้ดี เช่น โคลงโลกนิติสอนใจ) และสุดท้าย ฝึกความจำ มันได้หลายต่อมากๆ ...แต่อนิจจาพวกลอกฝรั่งไม่อาจคิดออกได้ พากันละทิ้งของดีที่บรรพชนสร้างไว้ให้มักง่ายๆ สะเพร่าเช่นนั้นเองหรือ
พอท่องโคลงกลอนได้แล้ว จากนั้นให้นร. วิเคราะห์บทกลอน (สอนให้คิด) ว่าทำไมคนแต่งเขาแต่งแบบนั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร
ประวิติศาสตร์ก็เช่นกัน ก่อนอื่นสอนให้ท่องว่า พระเจ้าอู่ทอง พระนเรศวร พระเจ้าตาก เป็นใคร ทำอะไรไว้บ้าง ปีพศ.ใด จากนั้น ให้วิเคราะห์ว่า ทำไมจึงต้องทรงทำแบบนั้น หรือว่าไม่ได้ทำหรอก แต่พงศาวดารเขียนผิด
วิทยาศาสตร์ที่เห่อกันว่าสอนให้คิดนั้น ลองไปคิดกันให้ดี จะเห็นว่าเป็นการจำสีย ๙๙% (อาจถึง ๑๐๐ ด้วยซ้ำไป) เช่น กฎไฟฟ้าฟาราเดย์ กฎกลศาสตร์นิวตัน กฎโอห์ม ฯลฯ แล้วมาอ้างกันลอยๆว่า วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ ทั้งที่วิธีการพิสูจน์นั้นก็ “จำ” เขามาทั้งนั้น
ศาสนาควรสอนมาก ก่อนอื่นก็ต้องจำอีกตามเคย เช่น ศีลห้า มรรคแปด แต่พอจำได้แล้ว เรามาวิเคราะห์วิจารณ์สิว่า ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วพิสูจน์ได้ไหม ไม่ยากเลย
...คนถางทาง (๒๖ ธค. ๒๕๕๕)
ผมขอเสริมว่าก่อนสอนให้จำต้องสอนก่อนว่าจะอนุญาตให้คิดก็ต่อเมื่อจำได้ เหมือนผ่านด่านครับ ถ้าไม่ผ่านด่านจำได้ก่อนก็จะไม่ได้ถึงด่านคิด เด็กก็จะเห็นภาพรวมว่าเขากำลัง "เดินทาง" ไปตรงไหนในขั้นตอนการศึกษา แต่ปัจจุบันเราไม่ได้บอกให้เด็กเห็นเส้นทางที่กำลังเดิน หลับตาเดินอย่างเดียวครับ
การจำนั้นผมว่า จำเป็นต่อชีวิตมากกว่าการคิด เช่น เด็กเกิดมาก็ต้องจำว่าพ่อแม่กินอะไร ก็ต้องกินตามนั้น หากทำเก่งไปคิดเอง ไปกินอาหารพิษ ก็ตายเป็นเบือแล้ว ไม่รอดชีวิตมาเข้าโรงเรียนได้หรอก ไม่่ว่ารร. จะสอนแบบใดก็ตาม