"ศูนย์กลางยางพาราภาคอีสานฯ" เป็นวิสัยทัศน์เมื่อแรก ครั้งบึงกาฬได้ตั้งเป็นจังหวัดสืบเนื่องจากพื้นที่การเกษตรร้อยละ ๕๐ ปลูกยางพารา และผู้บริหารท่านพูดกล่าวถึงว่า บึงกาฬปลูกยางพารามากที่สุดในอีสาน ประมาณ๗๓๑,๙๘๐ไร่ พื้นที่เปิดกรีด ๓๒๐,๐๐๐ ไร่ เมื่อคำนวณผลผลิตไม่ใช่สิเมื่อเก็บข้อมูลจากการขายผลผลิตยางพาราของพี่น้องชาวสวนยางพาราและการเปลียนแปลงที่อยู่อาศัย เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องอำนวยความสะดวก
ความหนาแน่นของพี่น้องลูกหลานที่อยู่ในหมู่บ้าน เป็นคำตอบให้รู้และตระหนักถึงความสำคัญของยางพาราที่มีต่อวิถีชีวิตชุมชน
![]()
บึงกาฬมีฝนตกมะล้ำมะเหลือ
ตั้งแต่ ๑,๙๐๐ - ๒,๕๐๐ มิลลิเมตร
เดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนกันยายน ฝนตกเกือบทุกวัน
พี่น้องชาวสวนยางพาราก็มีวิธีกรีดยาง เอาน้ำยางพารา ในสวนยางที่ความชื้น ชื้นจริง ที่บึงกาฬ โรคยางพาราที่พบที่ภาคใต้ภาคตะวันออก ที่บึงกาฬก็เช่นกัน โรคที่พบมากในช่วงเวลานี้
ได้แก่ โรคเส้นดำ โรคเปลือกเน่า ได้เข้าทำลายยางพาราทำให้ผลผลิตลดลง และส่งผลกระทบการผลิตยางพารากลุ่มอารักขาพืช จังหวัดบึงกาฬ ได้ทดสอบพิสูจน์ซ้ำว่าเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าสามารถป้องกันและรักษาโรคดังกล่าวได้ระดับใด
พบว่าเชื้ราไตรโคเดอร์ม่านอกจากจะรักษาโรคเส้นดำ โรคเปลือกเน่าได้ดีกว่า
สารเคมีกำจัดเชื้อราที่ชาวสวนยางใช้กันอยู่
ยังมีส่วนให้การเจริญของเลือกยางพาราบริเวณหน้ากรีดดีด้วย จึงได้ส่งเสริมและให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านผลิตขยายและใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าในการป้องกันและรักษาโรคเส้นดำ
โรคเปลือกเน่า วิธีการผลิตการใช้แบบง่ายๆ และแนะนำทางเลือกในการผลิต
ถ้าใช้ข้าวสารข้าวเจ้า
ต้องเตรียมอุปกรณ์
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ปลั๊กสายไฟฟ้า,ทัพพีตักข้าวถุงพลาสติกใส
ขนาด ๘ คูณ ๕ นิ้ว
ยางรัด, เข็มหมุด , อัลกอฮอล์ข้าวเจ้าแข็ง
เช่น ข้าวเจ้าเกษตร ข้าวเจ้าพันธุ์ชัยนาท ฯลฯ
น้ำสะอาด หัวเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า
วิธีการ หุ่งข้าวแข็ง อัตรา ข้าวเก่า ข้าว ๓ ถ้วย น้ำ
๒ ถ้วย ข้าวใหม่ ๒ถ้วย น้ำ ๑ถ้วย ตักข้าวร้อนใส่ถุงพลาสติกใส
พับปากถุง ทิ้งให้เย็น ถ่ายหัวเชื้อรา ประมาณ ๑ ใน ๔ ช้อนชาเทใส่ในถุงข้าว รัดปลากถุงด้วยยางรัด เจาะถุงด้วยเข็มหมุดปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ ๔-๗ วัน เชื้อราเป็นสีเขียวทั่วทั้งถุง นำไปใช้
กรณีใช้ข้าวเปลือก
ข้าวเปลือกเจ้า
๑.ตวงเทข้าวเปลือกใส่หม้อตามขนาดที่มีอยู่ หรือตามปริมาณหัวเชื้อสดที่จะใช้ในนา-สวน-ไร่
๒.เทน้ำสะอาดใส่ท่วมข้าวเปลือกเพื่อคัดข้าวลีบออก แล้วเทน้ำใสให้ท่วมอีกครั้ง ยกตั้งเตาไฟ
ต้มจนเมล็ดข้าวปริแตก ประมาณ ๒๐ %๓.รินน้ำในหม้อออกให้หมดแล้วดง(ขั่ว)ข้าวให้เกือบหมาด
๔.ตักข้าวเปลือกขณะร้อนๆใส่ถุงตามขนาดถุง ขนาด ๕*๘ นิ้ว ๑ ทัพพี ๘*๑๒ นิ้ว ๒ ทัพพีพับปากถุง ทิ้งให้เย็น
๕.ถ่ายหัวเชื้อรา ประมาณ ๑ ใน ๔ ช้อนชาเทใส่ในถุงข้าว รัดปลากถุงด้วย
ยางรัด เจาะถุงด้วยเข็มหมุด
๖.ปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ ๔-๗ วัน เชื้อราเป็นสีเขียวทั่วทั้งถุง นำไปใช้ข้าวเปลือกเหนียว
๑.หม่าข้าวเปลือก
๑ คืน (ไม่น้อยกว่า ๑๐ ชั่วโมง) ซาวข้าวเปลือกนำมารนึ่ง๒.ตักข้าวเปลือกขณะร้อนๆใส่ถุง ตามขนาดถุง ขนาด ๕*๘ นิ้ว ๑ ทัพพี ๘*๑๒ นิ้ว ๒
ทัพพีพับปากถุง ทิ้งให้เย็น๓.ถ่ายหัวเชื้อรา ประมาณ ๑ ใน ๔ ช้อนชาเทใส่ในถุงข้าว รัดปลากถุงด้วย ยางรัด เจาะถุงด้วยเข็มหมุด
๔.ปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ ๔-๗ วัน เชื้อราเป็นสีเขียวทั่วทั้งถุง นำไปใช้
วิธีการใช้
ใช้ฉีดพ่น ใช้เชื้อราจำนวน ๑ ถุงละลายน้ำประมาณ ๕ ลิตร
ทิ้งไว้ ๑๐ นาที กรองเอาเศษข้าวออก ผสมให้ได้ ๒๐ ลิตร ฉีดพ่นบริเวณหน้ายางใช้ทา ใช้เชื้อราจำนวน ๑ ถุงละลายประมาณ ๒ ถึง ๕ ลิตร ทิ้งไว้ ๕ - ๑๐ นาที ใช้แปรงจุ่มทาบริเวณหน้ายางที่เปิดกรีด
หนึ่งปี ใช้ ๓ ครั้ง
ข้อห้าม ห้ามใช้ร่วมกับปูนทาหน้ายาง
หรือยาฆ่าเชื้อราทุกชนิด

ขอบคุณอารักขาลงมาใต้
มาให้กำลังใจชาวสภาฯ
องค์กรชุมชนคนอาสา
งานสภาองค์กรทำทุกเรื่อง
ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียสละที่สร้างสรรค์งานเพื่อชุมชนของตนเองค่ะ