โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ญาณ กับ วิปัสสนาญาณ

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

ญาณ กับ วิปัสสนาญาณ

  คำว่า ญาณ  แปลว่า ปรีชาหยั่งรู้ หรือ กำหนดรู้ที่เกิดจากอำนาจสมาธิ ,ความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ[1][๑]

  ญาณ กับฌาน ต่างกันอย่างไร?

  คัมภีร์อัฏฐสาลินีอรรถกถาแสดงว่า  ฌานนฺติ ทุวิธํ  อารมฺมณูปนิชฺฌานํ ลกฺขณูปนิชฺฌานนฺติ ฯ  ตตฺถ  อฏฺฐสมาปตฺติโย  ปฐวีกสิณาทิอารมฺมณํ  อุปนิชฺฌานยนฺตีติ  อารมฺมณูปนิชฺฌานนฺติ  สงฺขยํ คตาฯ วิปสฺสนามคฺคผลานิ  ปน  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ  นาม[2][๒]

  ตตฺถ วิปสฺสนา  อนิจฺจาทิลกฺขณสฺส  อุปนิชฺฌานโต  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ  ฯ  วิปสฺสนาย  กกิจฺจสฺส 

มคฺเคน  อิชฺฌนโต มคฺโค ลกฺขณูปนิชฺฌานํ ฯ  ผลํ   ปน นิโรธสจฺจํ ตถลกฺขณํ อุปนิชฺฌายตีติ ลกฺขณูปนิชฺฌานํ นาม[3][๓]

  คำว่า ฌาน นั้นมี  ๒ อย่างคือ  อารัมมณูปนิชฌานอย่างหนึ่ง ลักขณูปนิชฌาน  อีกอย่างหนึ่งในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ จัดเข้าในอารัมมณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ มีปฐวีกสิณเป็นต้น  แต่ว่าวิปัสสนาญาณ  มัคคญาณ  ผลญาณทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน  

  ในฌานทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนาญาณได้ชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปกำหนดรู้แจ้งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะ    เป็นต้น  มัคคญาณได้ชื่อ ว่า ลักขณูปนิชญาณ  เพราะเป็นผู้ทำให้กิจที่รู้แจ้งไตรลักษณ์ของวิปัสสนาญาณสำเร็จลง  ส่วนผลญาณ ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปรู้แจ้งลักษณะอันแท้จริงของนิโรธสัจจะ  

  สรุปว่า  คำว่า  ฌาน  แปลว่า เพ่ง  คือ เข้าไปเพ่งอารมณ์ เป็นสมถสมาธิ  ส่วนการเพ่งพินิจลักษณะจนเห็นพระไตรลักณ์ เกิดปรีชาหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “ญาณ”  นำมาใช้แสดงความหมายด้านวิปัสสนา   

  โสฬสญาณ กับวิปัสสนาญาณ ต่างกันอย่างไร? 

    ญาณ  ๑๖ นั้น  มีเนื้อความปรากฏในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค  ตอนว่า ด้วยญาณ ๗๓ ซึ่งท่านพระสารีบุตรได้อธิบายสาระสำคัญของโสฬสญาณไว้อย่างครบถ้วน เพียงแต่ไม่ระบุชื่อญาณ เหมือนญาณที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเท่านั้น  แต่ความหมายตรงกันทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค และคัมภีร์วิสุทธิมรรค  ดังนี้

  เฉพาะคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค กล่าวถึงญาณต้น ถึง ปัจจเวกขณญาณ ไว้ดังนี้

  ๑)  ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมา  ชื่อว่าสุตมยญาณ  (การทรงจำธรรมที่ได้สดับมา)

  ๒) ปัญญาในการสดับธรรมแล้วสำรวมไว้  ชื่อว่าสีลมยญาณ  (ญาณในการสำรวมศีล)

  ๓) ปัญญาในการสำรวมจิตตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณ  (ญาณในการสำรวมจิตเจริญสมาธิ)

  ๔)  ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)

  ๕) ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้  ชื่อว่าสัมมสนญาณ  (ญาณที่กำหนดนามธรรมและรูปธรรม)

  ๖)  ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  (ญาณที่พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ)

  ๗) ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความดับ  ชื่อว่าวิปัสสนาญาณ (ญาณที่พิจารณาเห็นความดับ)

  ๘) ปัญญาในการ(เห็นสังขาร)ปรากฏโดยความเป็นภัย  ชื่อว่าอาทีนวญาณ (ญาณที่คำนึงเห็โทษ)

  ๙) ปัญญาที่ปรารถนาจะพ้นไป  พิจารณาและดำรงมั่นอยู่  ชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ  (ญาณที่เป็นกลางต่อสังขาร)

  ๑๐) ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอก  ชื่อว่าโคตรภูญาณ (ญาณครอบโคตร)

  ๑๑) ปัญญาในการออกและหลีกไปทั้งจากกิเลสขันธ์และจากนิมิตภายนอก ชื่อว่ามัคคญาณ  (ญาณในอริยมรรค)

  ๑๒) ปัญญาที่หยุดความพยายาม  ชื่อว่าผลญาณ  (ญาณในอริยผล)

  ๑๓) ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสที่อริยมรรคตัดขาดแล้ว ชื่อว่าวิมุตติญาณ(ญาณในวิมุตติ)

  ๑๔)  ปัญญาในการเห็นธรรมที่มาร่วมกันในขณะนั้น  ชื่อว่าปัจจเวกขณญาณ(ญาณในการพิจารณาทบทวน)[4][๔]

  สภาวญาณ ๑๖  ที่รวบรวมมาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา วิสุทธิมรรค์ มีอรรถดังนี้

  ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้ เห็นรูป เห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกัน จนแยกกันไม่ได้

  ๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเหตุถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ

  ๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูป, ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่า สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์

  ๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ, เป็นญาณที่เห็นรูปนามเกิดดับตามความเป็นจริง

  อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว

  ๕. ภังคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่ฝ่ายเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด

  ๖. ภยญาณ บ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย เป็นที่น่ากลัว เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น

  ๗. อาทีนวญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น

  ๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าเกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์

  ๙. มุญจิตุกมยตาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม, อยากพ้นจากการครองรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง

  ๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์, เป็นญาณที่ขมักเขม้น  เพื่อให้พ้นจากการครองรูปนาม

  ๑๑. สังขารุเบกขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย , เป็นญาณที่พิจารณารูปนามด้วยอาการวางเฉย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว

  ๑๒. อนุโลมญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจญาณนี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได้, เป็นญาณที่รู้อารมณ์รูปนามเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะได้บรรลุมรรค  ผล

  ๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน , เป็นญาณทีตัดโคตรปุถุชนให้ขาดออก  เพื่อเขาสู่ความเป็นอริยบุคคล

  ๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาณ, เป็นญาณในอริยมรรค

  ๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข,เป็นญาณในอริยผล

  ๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต, ผลจิต, นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่,

ญาณ ๑๖ ละสังโยชน์ได้อย่างไร

๑.  การละสักกายทิฏฐิด้วยกำหนดแยกนามรูป (นามรูปปริจเฉทญาณ)

๒. ละทิฏฐิที่เห็นว่านามรูปไม่มีเหตุหรือมีเหตุไม่เสมอกันด้วยการกำหนดรู้ปัจจัย(ปัจจยปริคคหญาณ) 

๓. ละความสงสัยด้วยกังขาวิตรณญาณในกาลอื่นอีกของปัจจยปริคคหญาณนั้น

๔.  ละความยึดถือว่า เรา ของเรา  ด้วยกลาปสัมมสนญาณ  ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทาง  ว่าเป็นทาง  ด้วยการกำหนดทางและไม่ใช่ทาง 

๕.  ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นความเกิด 

๖.  ละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม

๗. ละความเห็นในสิ่งที่มีภัยว่าไม่มีภัยด้วยความเห็นว่ามีภัย 

๘. ละความสำคัญในสิ่งที่ชอบใจด้วยการเห็นอาทีนพ 

๙. ละความสำคัญอันชอบใจยิ่งด้วยนิพพิทานุปัสสนา

๑๐. ละความเป็นผู้ไม่ปรารถนาจะหลุดพ้นด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ 

๑๑. ละความไม่ว่างเฉยในสังขารด้วยอุเบกขาญาณ 

๑๒. ละธรรมฐิติ  (ปฏิจจสมุปบาท)  ด้วยอนุโลมญาณ

๑๓. ละความเป็นปฏิโลมด้วยนิพพาน 

๑๔. ละความยึดถือนิมิตคือสังขารด้วยโคตรภูญาณ  นี้ชื่อว่า  ตทังคปหาน  (การละด้วยองค์ของวิปัสสนาญาณนั้น ๆ[5][๕].

  ญาณทั้ง ๑๖ นี้แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ

  ๑.  ญาณระดับสูง หมายถึง ภังคญาณเป็นต้นไป ขณิกสมาธิที่ประกอบด้วยญาณนี้เป็นสมาธิแก่กล้า ดังข้อความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ว่า  วยลกฺขณูปฏฺาเนกตฺต (ความตั้งมั่นที่ปรากฏโดยลักษณะดับไป)[6][๖] และข้อความในคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่แสดงเรื่องภังคญาณ[7][๗]

  ๒.  ญาณระดับกลาง หมายถึง อุทยัพพยญาณ  ขณิกสมาธิที่ประกอบด้วยญาณนี้เป็นสมาธิปานกลาง ดังคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวถึงญาณนี้ว่า ตรุณวิปสฺสนา (วิปัสสนาญาณที่ยังไม่แก่กล้า) และกล่าวถึงผู้ถึงพร้อมด้วยญาณนี้ว่าอารทฺธวิปสฺสก (ผู้ปรารภวิปัสสนา)[8][๘] ทั้งสอดคล้องกับพระบาลีที่กล่าวถึงองค์คุณของนักปฏิบัติ (ปธานิยงฺค) ๕ ประการในข้อสุดท้ายว่าเป็นผู้ตามเห็นความเกิดขึ้นและดับไป[9][๙]  ความจริงแล้วญาณนี้เป็นวิปัสสนาญาณขั้นแรกในญาณที่แก่กล้าบริบูรณ์

  ๓.  ญาณระดับต่ำ หมายถึง นามรูปปริจเฉทญาณ และปัจจยปริคคหญาณ  ขณิกสมาธิที่ประกอบ ด้วยญาณนี้เป็นสมาธิขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม นิวรณ์ ๕ ย่อมไม่เกิดขึ้นในขณะที่กำหนดรู้สภาวธรรม ในขณะนั้นวิปัสสนาจิตจะหมดจดปราศจากนิวรณ์ ญาณทั้งสองนี้จึงเกิดขึ้นหยั่งเห็นสภาวลักษณะ คือ ลักษณะเฉพาะของรูปนามได้ แม้ขณิกสมาธิในญาณระดับนี้ก็มีกำลังเทียบเท่ากับอุปจารสมาธิ เช่นกันมิฉะนั้นแล้วก็ไม่อาจหยั่งเห็นรูปนามตามความเป็นจริง สมาธินี้จึงจัดเป็นจิตตวิสุทธิซึ่งเกื้อกูลแก่ญาณทั้งสองนั้น ดังข้อความว่าโย  ตตฺถ  อวิกฺเขปฏโ,  อยํ  อธิจิตฺตสิกขา[10][๑๐]“สภาพที่ไม่ซัดส่ายในวิปัสสนาจิตที่ประกอบกับนามรูปปริจเฉทญาณและปัจจยปริคคหญาณนั้น ชื่อว่า อธิจิตฺตสิกขา” 

 

  วิปัสสนาญาณ  แปลว่า  ญาณในวิปัสสนา  หรือ  ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา  หรือ  ญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา  ได้แก่  ปรีชาหยั่งรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง  เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง  ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ได้ 

  ในญาณ ๑๖ นั้นที่นับเป็นวิปัสสนาญาณได้ ก็เฉพาะญาณที่กำหนดรู้ปรมัตถ์เป็นอารมณ์  เริ่มเห็นพระ ไตรลักษณ์ และเห็นเห็นอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ได้เท่านั้น  คือตั้งแต่อุทยัพพยญาณ(ญาณที่ ๔)แล้ว ตลอดขึ้นไปจนถึงอนุโลมญาณ (ญาณที่ ๑๒)  รวม ๙ ญาณ ซึ่งเป็นญาณหรือปัญญาที่อนุโลม[11][๑๑]

  ปรมัตถธรรม ๔

ปรมัตถธรรม คือ สภาวธรรมที่เป็นความจริงตามความหมายแท้อย่างยิ่ง หรือตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะ ไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีความวิปริตด้วยประการใดๆที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะสงสารซึ่งเต็มไปด้วยความ ทุกข์ไม่รู้จักสิ้น และสภาวธรรมทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากวัฏฏสงสาร คือความสิ้นทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ รวมธรรมทั้งที่เป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรมสภาวธรรมนั้น ได้แก่พระปรมัตถธรรม ๔ ประการ คือ ธรรมที่มีเนื้อความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือ  จิต ๘๔ ดวง อย่างพิสดารมี ๑๒๑ ดวง  เจตสิก ๕๒ ดวง  รูป๒๘ ดวง  นิพพาน ๑[12][๑๒]

๑. จิต เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์[13][๑๓]คือ ได้รับอารมณ์อยู่เสมอนั้นเอง จึงเรียกว่ารู้อารมณ์  ดังแสดงวจนัตถะว่า  อารมฺมณํ  จินฺเตตีติ  จิตฺตํ  ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ คือได้รับอารมณ์อยู่เสมอ  ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า  จิต[14][๑๔] 

หรืออีกนัยหนึ่ง  จินฺเตติ  สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ  จิตฺตํ  สัมปยุตตธรรม คือเจตสิกทั้งหลาย ย่อมรู้อารมณ์โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการรู้อารมณ์ของเจตสิกเหล่านั้น ชื่อว่า จิต

หรืออีกนัยหนึ่ง จิตฺตึ กโรตีติ  จิตฺตํ  ธรรมชาติใดทำความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายให้วิจิตร  ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต[15][๑๕]

สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหมดที่วิจิตรพิสดารนั้น  ก็เพราะอำนาจแห่งจิต คือจิตเป็นผู้ทำให้วิจิตรพิสดารขึ้น[16][๑๖]

สรุปความว่า  ธรรมชาติของจิตนั้น  มีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑.  มีการรับอารมณ์อยู่เสมอ

๒.  เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ได้คล้าย ๆ กับผู้นำ

๓.  ทำให้สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตให้วิจิตรพิสดาร

๒. เจตสิก เป็นธรรมชาติที่อาศัยจิตเกิด อาศัยจิตรู้อารมณ์ เจตสิกทั้งหลายจะรู้อารมณ์ได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นหัวหน้า  ขาดจิตเสียแล้วเจตสิกก็รู้อารมณ์ไม่ได้  จำเป็นที่จะต้องอาศัยจิตเกิดขึ้นเสมอไป  ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ธรรมชาติของเจตสิกนั้น  ย่อมเกิดในจิต หรือย่อมประกอบในจิตเป็นนิตย์  ดังมีวจนัตถะแสดงว่า  “เจตสิ ภวํ  เจตสิกํ  ธรรมชาติที่เกิดในจิต  ชื่อว่าเจตสิก 

เจตสิ นิยุตตํ  เจตสิกํ  ธรรมชาติที่ประกอบในจิตเป็นนิตย์  ชื่อว่า  เจตสิก[17][๑๗] เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ[18][๑๘] อาการที่ประกอบกับจิตนั้นมีลักษณะ ๔ ประการ คือ

เอกุปฺปาท  เกิดพร้อมกับจิต

เอกนิโรธ  ดับพร้อมกับจิต

เอกาลมฺพณ  มีอารมณ์เดียวกับจิต

เอกวตฺถุก  อาศัยวัตถุเดียวกับจิต[19][๑๙] 

จิตและเจตสิกที่อิงอาศัยกันนี้ ถ้าเปรียบจิตเป็นน้ำ เจตสิกเป็นสีแดง ผสมกันเป็นน้ำแดง เมื่อผสมกันแล้วไม่สามารถแยกน้ำออกจากสีแดงได้ฉันใด จิตและเจตสิกก็ไม่สามารถแยกออกจากกันเป็นอิสระได้ฉันนั้น[20][๒๐]

๓.รูป คือ ธรรมชาติที่ผันแปรแตกดับไปด้วยความเย็น และความร้อน[21][๒๑]  รูปมี ๒ อย่าง คือ

๑. รูปบัญญัติ คือ สิ่งที่เรามองเห็นกัน เรียกกันไปต่าง ๆ ทั้งที่ไม่มีชีวิตจิตใจครอง และมีชีวิตจิตใจครอง เช่น คนผู้หญิง คนผู้ชาย ก็มีชื่อต่างกันออกไป สัตว์ต่าง ๆ ตัวผู้ ตัวเมีย ก็มีชื่อเรียกกันต่าง ๆ กันไป ต้นไม้แต่ละชนิดทั้งที่ยืนต้นและล้มลุก ก็มีชื่อเรียกแตก ต่างกันออกไป  รวมถึงพื้นดิน ภูเขา ห้วยน้ำ  ลำคลอง เป็นต้น เหล่านี้เป็นรูปโดยบัญญัติ

๒. รูปปรมัตถ์ คือ รูปที่มีอยู่จริงๆ โดยสภาวะธรรมชาติ ผู้ที่ได้กระทบ ได้สัมผัสจะมีความรู้สึกเหมือนกันหมด

รูปในส่วนของปรมัตถที่มีชีวิตจิตใจครองที่จะรู้ว่าเป็นรูปได้นั้น  รู้ได้โดยอาศัยวิเสสลักษณะ คือ ลักษณะพิเศษ ๔ ประการ คือ

รุปฺปนลกฺขณํ  มีการสลายแปรปรวน เป็นลักษณะ

วิกิรณรสํ  มีการแยกออกจากกัน(กับจิต)ได้ เป็นกิจ

อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ  มีความเป็นอัพยากตธ เป็นอาการปรากฏ

วิญฺญาณปทฏฺฐานํ  มีวิญญาณ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด[22][๒๒] 

๔. นิพพาน  เป็นธรรมชาติที่สงบจากรูปนาม ขันธ์  ๕  เพราะว่านิพพานนี้เป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาอย่างเด็ดขาดนั้นเอง  ดังมีวจนัตถะแสดงว่า ตณฺหาวานโต  นิกฺขนฺตํ  นิพฺพานํ[23][๒๓]  ธรรมชาติใด  พ้นจากตัณหาที่ชื่อว่าวานะ  อันเป็นเครื่องร้อยรัดภพน้อยภพใหญ่ให้ติดต่อกันอย่างเด็ดขาด  ฉะนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า  นิพพาน[24][๒๔]

นิพพาน มาจากคำว่า นิ ซึ่งแปลว่า พ้นจาก และคำว่า วาน แปลว่า ตัณหา ดังนั้น คำว่า นิพพาน จึงแปลว่า ธรรมที่พ้นจากตัณหา[25][๒๕]

นิพพาน เป็นธรรมที่พ้นจากการปรุงแต่งทั้งปวง  ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นอสังขตธรรม[26][๒๖]

วิเสสลักษณะของนิพพานมีเพียง ๓ ประการ คือ

สนฺติ ลกฺขณา  มีความสุขสงบจากเพลิงทุกข์ [27][๒๗]เป็นลักษณะ

อจฺจุต รสา  มีความไม่เคลื่อน[28][๒๘] เป็นกิจ (สัมปัตติรส)

อนิมิตฺต ปจฺจุปฎฺฐานา  ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย เป็นอาการปรากฏ

(วา) นิสฺสรณ ปจฺจุปฏฺฐานา  (หรือ) มีความออกไปจากภพ เป็นผล

ปทฏฺฐานํ น ลพฺภติ  ไม่มีเหตุใกล้ให้เกิด (เพราะนิพพานเป็น   ธรรมที่พ้นจากเหตุ จากปัจจัยทั้งปวง)[29][๒๙]

 

การรู้ปรมัตถ์เป็นการรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเจริญวิปัสสนา  ถ้าหากไม่รู้ปรมัตถ์อย่างถูกต้อง และแจ่มแจ้งแล้ว ก็ไม่อาจนำไปสู่การเจริญวิปัสสนาให้เกิดผลได้ เพราะอารมณ์ของวิปัสสนาตั้งแต่พลวอุทยัพพยญาณเป็นต้นไปเป็นปรมัตถ์ล้วนๆ คือ ขันธ์ ๕  อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘  อินทรีย์ ๒๒  อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒[30][๓๐]  และในขั้นสุดท้ายมีนิพพานเป็นอารมณ์[31][๓๑]



  [1][๑] พจนานุกรม  หน้า ๓๙๐

  [2][๒] ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑-๖๕

  [3][๓] ที.ม.อ.  ๓๔๗/๓๑๕, ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑-๖๕

  [4][๔] พระสุตตันตปิฎก  ขุททกนิกาย  ปฏิสัมภิทามรรค  เล่ม ๓๑  ข้อ ๑ หน้า ๑ 

  [5][๕] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 366

  [6][๖] ขุ. ปฏิ. ๓๑/๑๕๘/๑๗๙.

  [7][๗] วิสุทฺธิ. ๒/๓๑๗.

  [8][๘]  วิสุทฺธิ. ๒/๓๐๔.

  [9][๙] ม. ม. ๑๓/๓๔๔/๓๒๘.

  [10][๑๐] ขุ. ปฏิ. ๓๑/๔๑/๔๘.

  [11][๑๑] พึงสังเกตว่า วิปัสสนาญาณ 9 นั้น คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนับรวมสัมมสนญาณเข้าในชุดด้วย จึงเป็น วิปัสสนาญาณ ๑๐ (สงฺคห.๕๕)

  [12][๑๒] ดูรายละเอียด พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ,ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑-๒-๖ , มูลนิธิสัทธัมมโชติกจัดพิมพ์  โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ การพิมพ์ กรุงเทพฯ  พ.ศ. ๒๕๔๐  ครั้งที่ ๘  หน้า  ๓-๙

  [13][๑๓] ดูรายละเอียด ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๒/๖๒/๓๖

  [14][๑๔] ดูรายละเอียด ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๖๒/๑๐๘ , อภิ.สงฺ.อ.(บาลี)๑๒๗/๑๑๐

[15][๑๕] ดูรายละเอียด อภิ.สงฺ.อ.(บาลี).๑๑๐-๑๑๒ , มงฺคล.(บาลี) ๒/๕๖/๔๓๒

  [16][๑๖] ดูรายละเอียด ขุ.อป.อ.(บาลี)๒/๙๘๗/๑๖๑

  [17][๑๗] ขุ.ปฏิ.อ. (บาลี)๒/๖๒/๑๓๕

  [18][๑๘] ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี) ๑/๑๔๔/๓๑๓

  [19][๑๙] ดูรายละเอียด อภิ.สงฺ.อ.(บาลี)๒๐๖/๑๙๐ 

  [20][๒๐] ดูรายละเอียด ขุ.มหา.อ.(บาลี)๑/๒๕

  [21][๒๑] ขุ.มหา.อ.(บาลี) ๑/๑๒

  [22][๒๒] อภิ.วิ.อ.(บาลี) ๑๔๗

  [23][๒๓] ขุ.มหา.อ.(บาลี) ๗๙

  [24][๒๔] ดูรายละเอียด วิ.มหา.อ.(บาลี) ๑/๒๕๕ , ขุ.เถรี.อ.(บาลี)๑๒๑ , ขุ.อิติ.อ.(บาลี)๑๘๘ 

  [25][๒๕] ดูรายละเอียด ขุ.ป.อ.(บาลี)๒/๖๒/๙๖

  [26][๒๖] ขุ.อป.อ.(บาลี) ๑/๕๐๓/๓๓๘)

  [27][๒๗] ขุ.มหา.อ.(บาลี)๑๗๗/๔๓๘ ,ขุ.อป.อ. (บาลี)๑/๕๐๔/๓๓๘

  [28][๒๘] ขุ.จู.อ.(บาลี)๕๕/๓๔

  [29][๒๙] ขุ.ปฏิ.(บาลี)๓๑/๑๐/๒๐

  [30][๓๐] ดูรายละเอียด วิสุทธิ. (บาลี) ๒/๘๒

  [31][๓๑]ดูรายละเอียด  ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๙/๒๙ , วิสุทธิ.(บาลี) ๒/๓๕๔ ,ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๒/๒๐๒/๒๒๒  ขุ.อุ.อ.(บาลี)๓๔ , ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๑๒/๓๒ , ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๑๔/๓๓