มหาธี
อาจารย์ ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

ญาณกับวิปัสสนาญาณ


 

โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ญาณ กับ วิปัสสนาญาณ

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

ญาณ กับ วิปัสสนาญาณ

  คำว่า ญาณ  แปลว่า ปรีชาหยั่งรู้ หรือ กำหนดรู้ที่เกิดจากอำนาจสมาธิ ,ความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษ[1][๑]

  ญาณ กับฌาน ต่างกันอย่างไร?

  คัมภีร์อัฏฐสาลินีอรรถกถาแสดงว่า  ฌานนฺติ ทุวิธํ  อารมฺมณูปนิชฺฌานํ ลกฺขณูปนิชฺฌานนฺติ ฯ  ตตฺถ  อฏฺฐสมาปตฺติโย  ปฐวีกสิณาทิอารมฺมณํ  อุปนิชฺฌานยนฺตีติ  อารมฺมณูปนิชฺฌานนฺติ  สงฺขยํ คตาฯ วิปสฺสนามคฺคผลานิ  ปน  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ  นาม[2][๒]

  ตตฺถ วิปสฺสนา  อนิจฺจาทิลกฺขณสฺส  อุปนิชฺฌานโต  ลกฺขณูปนิชฺฌานํ  ฯ  วิปสฺสนาย  กกิจฺจสฺส 

มคฺเคน  อิชฺฌนโต มคฺโค ลกฺขณูปนิชฺฌานํ ฯ  ผลํ   ปน นิโรธสจฺจํ ตถลกฺขณํ อุปนิชฺฌายตีติ ลกฺขณูปนิชฺฌานํ นาม[3][๓]

  คำว่า ฌาน นั้นมี  ๒ อย่างคือ  อารัมมณูปนิชฌานอย่างหนึ่ง ลักขณูปนิชฌาน  อีกอย่างหนึ่งในฌาน ๒ อย่างนั้น สมาบัติ ๘ จัดเข้าในอารัมมณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ มีปฐวีกสิณเป็นต้น  แต่ว่าวิปัสสนาญาณ  มัคคญาณ  ผลญาณทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน  

  ในฌานทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนาญาณได้ชื่อว่า  ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปกำหนดรู้แจ้งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะ    เป็นต้น  มัคคญาณได้ชื่อ ว่า ลักขณูปนิชญาณ  เพราะเป็นผู้ทำให้กิจที่รู้แจ้งไตรลักษณ์ของวิปัสสนาญาณสำเร็จลง  ส่วนผลญาณ ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปรู้แจ้งลักษณะอันแท้จริงของนิโรธสัจจะ  

  สรุปว่า  คำว่า  ฌาน  แปลว่า เพ่ง  คือ เข้าไปเพ่งอารมณ์ เป็นสมถสมาธิ  ส่วนการเพ่งพินิจลักษณะจนเห็นพระไตรลักณ์ เกิดปรีชาหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “ญาณ”  นำมาใช้แสดงความหมายด้านวิปัสสนา   

  โสฬสญาณ กับวิปัสสนาญาณ ต่างกันอย่างไร? 

    ญาณ  ๑๖ นั้น  มีเนื้อความปรากฏในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค  ตอนว่า ด้วยญาณ ๗๓ ซึ่งท่านพระสารีบุตรได้อธิบายสาระสำคัญของโสฬสญาณไว้อย่างครบถ้วน เพียงแต่ไม่ระบุชื่อญาณ เหมือนญาณที่ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเท่านั้น  แต่ความหมายตรงกันทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค และคัมภีร์วิสุทธิมรรค  ดังนี้

  เฉพาะคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค กล่าวถึงญาณต้น ถึง ปัจจเวกขณญาณ ไว้ดังนี้

  ๑)  ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมา  ชื่อว่าสุตมยญาณ  (การทรงจำธรรมที่ได้สดับมา)

  ๒) ปัญญาในการสดับธรรมแล้วสำรวมไว้  ชื่อว่าสีลมยญาณ  (ญาณในการสำรวมศีล)

  ๓) ปัญญาในการสำรวมจิตตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณ  (ญาณในการสำรวมจิตเจริญสมาธิ)

  ๔)  ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)

  ๕) ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต  อนาคต  และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้  ชื่อว่าสัมมสนญาณ  (ญาณที่กำหนดนามธรรมและรูปธรรม)

  ๖)  ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  (ญาณที่พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ)

  ๗) ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความดับ  ชื่อว่าวิปัสสนาญาณ (ญาณที่พิจารณาเห็นความดับ)

  ๘) ปัญญาในการ(เห็นสังขาร)ปรากฏโดยความเป็นภัย  ชื่อว่าอาทีนวญาณ (ญาณที่คำนึงเห็โทษ)

  ๙) ปัญญาที่ปรารถนาจะพ้นไป  พิจารณาและดำรงมั่นอยู่  ชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ  (ญาณที่เป็นกลางต่อสังขาร)

  ๑๐) ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอก  ชื่อว่าโคตรภูญาณ (ญาณครอบโคตร)

  ๑๑) ปัญญาในการออกและหลีกไปทั้งจากกิเลสขันธ์และจากนิมิตภายนอก ชื่อว่ามัคคญาณ  (ญาณในอริยมรรค)

  ๑๒) ปัญญาที่หยุดความพยายาม  ชื่อว่าผลญาณ  (ญาณในอริยผล)

  ๑๓) ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสที่อริยมรรคตัดขาดแล้ว ชื่อว่าวิมุตติญาณ(ญาณในวิมุตติ)

  ๑๔)  ปัญญาในการเห็นธรรมที่มาร่วมกันในขณะนั้น  ชื่อว่าปัจจเวกขณญาณ(ญาณในการพิจารณาทบทวน)[4][๔]

  สภาวญาณ ๑๖  ที่รวบรวมมาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา วิสุทธิมรรค์ มีอรรถดังนี้

  ๑. นามรูปปริจเฉทญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้ เห็นรูป เห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกัน จนแยกกันไม่ได้

  ๒. ปัจจยปริคคหญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเหตุถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ

  ๓. สัมมสนญาณ ญาณพิจารณานามรูป, ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่า สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์

  ๔. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ, เป็นญาณที่เห็นรูปนามเกิดดับตามความเป็นจริง

  อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว

  ๕. ภังคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่ฝ่ายเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด

  ๖. ภยญาณ บ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย เป็นที่น่ากลัว เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น

  ๗. อาทีนวญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น

  ๘. นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าเกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์

  ๙. มุญจิตุกมยตาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม, อยากพ้นจากการครองรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง

  ๑๐. ปฏิสังขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์, เป็นญาณที่ขมักเขม้น  เพื่อให้พ้นจากการครองรูปนาม

  ๑๑. สังขารุเบกขาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย , เป็นญาณที่พิจารณารูปนามด้วยอาการวางเฉย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว

  ๑๒. อนุโลมญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจญาณนี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได้, เป็นญาณที่รู้อารมณ์รูปนามเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะได้บรรลุมรรค  ผล

  ๑๓. โคตรภูญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน , เป็นญาณทีตัดโคตรปุถุชนให้ขาดออก  เพื่อเขาสู่ความเป็นอริยบุคคล

  ๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาณ, เป็นญาณในอริยมรรค

  ๑๕. ผลญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข,เป็นญาณในอริยผล

  ๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต, ผลจิต, นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่,

ญาณ ๑๖ ละสังโยชน์ได้อย่างไร

๑.  การละสักกายทิฏฐิด้วยกำหนดแยกนามรูป (นามรูปปริจเฉทญาณ)

๒. ละทิฏฐิที่เห็นว่านามรูปไม่มีเหตุหรือมีเหตุไม่เสมอกันด้วยการกำหนดรู้ปัจจัย(ปัจจยปริคคหญาณ) 

๓. ละความสงสัยด้วยกังขาวิตรณญาณในกาลอื่นอีกของปัจจยปริคคหญาณนั้น

๔.  ละความยึดถือว่า เรา ของเรา  ด้วยกลาปสัมมสนญาณ  ละความสำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ทาง  ว่าเป็นทาง  ด้วยการกำหนดทางและไม่ใช่ทาง 

๕.  ละอุจเฉททิฏฐิด้วยเห็นความเกิด 

๖.  ละสัสสตทิฏฐิด้วยเห็นความเสื่อม

๗. ละความเห็นในสิ่งที่มีภัยว่าไม่มีภัยด้วยความเห็นว่ามีภัย 

๘. ละความสำคัญในสิ่งที่ชอบใจด้วยการเห็นอาทีนพ 

๙. ละความสำคัญอันชอบใจยิ่งด้วยนิพพิทานุปัสสนา

๑๐. ละความเป็นผู้ไม่ปรารถนาจะหลุดพ้นด้วยมุญจิตุกัมยตาญาณ 

๑๑. ละความไม่ว่างเฉยในสังขารด้วยอุเบกขาญาณ 

๑๒. ละธรรมฐิติ  (ปฏิจจสมุปบาท)  ด้วยอนุโลมญาณ

๑๓. ละความเป็นปฏิโลมด้วยนิพพาน 

๑๔. ละความยึดถือนิมิตคือสังขารด้วยโคตรภูญาณ  นี้ชื่อว่า  ตทังคปหาน  (การละด้วยองค์ของวิปัสสนาญาณนั้น ๆ[5][๕].

  ญาณทั้ง ๑๖ นี้แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ

  ๑.  ญาณระดับสูง หมายถึง ภังคญาณเป็นต้นไป ขณิกสมาธิที่ประกอบด้วยญาณนี้เป็นสมาธิแก่กล้า ดังข้อความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ว่า  วยลกฺขณูปฏฺาเนกตฺต (ความตั้งมั่นที่ปรากฏโดยลักษณะดับไป)[6][๖] และข้อความในคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่แสดงเรื่องภังคญาณ[7][๗]

  ๒.  ญาณระดับกลาง หมายถึง อุทยัพพยญาณ  ขณิกสมาธิที่ประกอบด้วยญาณนี้เป็นสมาธิปานกลาง ดังคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวถึงญาณนี้ว่า ตรุณวิปสฺสนา (วิปัสสนาญาณที่ยังไม่แก่กล้า) และกล่าวถึงผู้ถึงพร้อมด้วยญาณนี้ว่าอารทฺธวิปสฺสก (ผู้ปรารภวิปัสสนา)[8][๘] ทั้งสอดคล้องกับพระบาลีที่กล่าวถึงองค์คุณของนักปฏิบัติ (ปธานิยงฺค) ๕ ประการในข้อสุดท้ายว่าเป็นผู้ตามเห็นความเกิดขึ้นและดับไป[9][๙]  ความจริงแล้วญาณนี้เป็นวิปัสสนาญาณขั้นแรกในญาณที่แก่กล้าบริบูรณ์

  ๓.  ญาณระดับต่ำ หมายถึง นามรูปปริจเฉทญาณ และปัจจยปริคคหญาณ  ขณิกสมาธิที่ประกอบ ด้วยญาณนี้เป็นสมาธิขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม นิวรณ์ ๕ ย่อมไม่เกิดขึ้นในขณะที่กำหนดรู้สภาวธรรม ในขณะนั้นวิปัสสนาจิตจะหมดจดปราศจากนิวรณ์ ญาณทั้งสองนี้จึงเกิดขึ้นหยั่งเห็นสภาวลักษณะ คือ ลักษณะเฉพาะของรูปนามได้ แม้ขณิกสมาธิในญาณระดับนี้ก็มีกำลังเทียบเท่ากับอุปจารสมาธิ เช่นกันมิฉะนั้นแล้วก็ไม่อาจหยั่งเห็นรูปนามตามความเป็นจริง สมาธินี้จึงจัดเป็นจิตตวิสุทธิซึ่งเกื้อกูลแก่ญาณทั้งสองนั้น ดังข้อความว่าโย  ตตฺถ  อวิกฺเขปฏโ,  อยํ  อธิจิตฺตสิกขา[10][๑๐]“สภาพที่ไม่ซัดส่ายในวิปัสสนาจิตที่ประกอบกับนามรูปปริจเฉทญาณและปัจจยปริคคหญาณนั้น ชื่อว่า อธิจิตฺตสิกขา” 

 

  วิปัสสนาญาณ  แปลว่า  ญาณในวิปัสสนา  หรือ  ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา  หรือ  ญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา  ได้แก่  ปรีชาหยั่งรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง  เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง  ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ได้ 

  ในญาณ ๑๖ นั้นที่นับเป็นวิปัสสนาญาณได้ ก็เฉพาะญาณที่กำหนดรู้ปรมัตถ์เป็นอารมณ์  เริ่มเห็นพระ ไตรลักษณ์ และเห็นเห็นอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ได้เท่านั้น  คือตั้งแต่อุทยัพพยญาณ(ญาณที่ ๔)แล้ว ตลอดขึ้นไปจนถึงอนุโลมญาณ (ญาณที่ ๑๒)  รวม ๙ ญาณ ซึ่งเป็นญาณหรือปัญญาที่อนุโลม[11][๑๑]

  ปรมัตถธรรม ๔

ปรมัตถธรรม คือ สภาวธรรมที่เป็นความจริงตามความหมายแท้อย่างยิ่ง หรือตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะ ไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีความวิปริตด้วยประการใดๆที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะสงสารซึ่งเต็มไปด้วยความ ทุกข์ไม่รู้จักสิ้น และสภาวธรรมทำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากวัฏฏสงสาร คือความสิ้นทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ รวมธรรมทั้งที่เป็นสังขตธรรมและอสังขตธรรมสภาวธรรมนั้น ได้แก่พระปรมัตถธรรม ๔ ประการ คือ ธรรมที่มีเนื้อความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือ  จิต ๘๔ ดวง อย่างพิสดารมี ๑๒๑ ดวง  เจตสิก ๕๒ ดวง  รูป๒๘ ดวง  นิพพาน ๑[12][๑๒]

๑. จิต เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์[13][๑๓]คือ ได้รับอารมณ์อยู่เสมอนั้นเอง จึงเรียกว่ารู้อารมณ์  ดังแสดงวจนัตถะว่า  อารมฺมณํ  จินฺเตตีติ  จิตฺตํ  ธรรมชาติใด ย่อมรู้อารมณ์ คือได้รับอารมณ์อยู่เสมอ  ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า  จิต[14][๑๔] 

หรืออีกนัยหนึ่ง  จินฺเตติ  สมฺปยุตฺตธมฺมา เอเตนาติ  จิตฺตํ  สัมปยุตตธรรม คือเจตสิกทั้งหลาย ย่อมรู้อารมณ์โดยอาศัยธรรมชาตินั้น ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการรู้อารมณ์ของเจตสิกเหล่านั้น ชื่อว่า จิต

หรืออีกนัยหนึ่ง จิตฺตึ กโรตีติ  จิตฺตํ  ธรรมชาติใดทำความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายให้วิจิตร  ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า จิต[15][๑๕]

สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหมดที่วิจิตรพิสดารนั้น  ก็เพราะอำนาจแห่งจิต คือจิตเป็นผู้ทำให้วิจิตรพิสดารขึ้น[16][๑๖]

สรุปความว่า  ธรรมชาติของจิตนั้น  มีอยู่ ๓ ประการ คือ

๑.  มีการรับอารมณ์อยู่เสมอ

๒.  เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ได้คล้าย ๆ กับผู้นำ

๓.  ทำให้สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตให้วิจิตรพิสดาร

๒. เจตสิก เป็นธรรมชาติที่อาศัยจิตเกิด อาศัยจิตรู้อารมณ์ เจตสิกทั้งหลายจะรู้อารมณ์ได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นหัวหน้า  ขาดจิตเสียแล้วเจตสิกก็รู้อารมณ์ไม่ได้  จำเป็นที่จะต้องอาศัยจิตเกิดขึ้นเสมอไป  ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ธรรมชาติของเจตสิกนั้น  ย่อมเกิดในจิต หรือย่อมประกอบในจิตเป็นนิตย์  ดังมีวจนัตถะแสดงว่า  “เจตสิ ภวํ  เจตสิกํ  ธรรมชาติที่เกิดในจิต  ชื่อว่าเจตสิก 

เจตสิ นิยุตตํ  เจตสิกํ  ธรรมชาติที่ประกอบในจิตเป็นนิตย์  ชื่อว่า  เจตสิก[17][๑๗] เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้มีความเป็นไปต่าง ๆ[18][๑๘] อาการที่ประกอบกับจิตนั้นมีลักษณะ ๔ ประการ คือ

เอกุปฺปาท  เกิดพร้อมกับจิต

เอกนิโรธ  ดับพร้อมกับจิต

เอกาลมฺพณ  มีอารมณ์เดียวกับจิต

เอกวตฺถุก  อาศัยวัตถุเดียวกับจิต[19][๑๙] 

จิตและเจตสิกที่อิงอาศัยกันนี้ ถ้าเปรียบจิตเป็นน้ำ เจตสิกเป็นสีแดง ผสมกันเป็นน้ำแดง เมื่อผสมกันแล้วไม่สามารถแยกน้ำออกจากสีแดงได้ฉันใด จิตและเจตสิกก็ไม่สามารถแยกออกจากกันเป็นอิสระได้ฉันนั้น[20][๒๐]

๓.รูป คือ ธรรมชาติที่ผันแปรแตกดับไปด้วยความเย็น และความร้อน[21][๒๑]  รูปมี ๒ อย่าง คือ

๑. รูปบัญญัติ คือ สิ่งที่เรามองเห็นกัน เรียกกันไปต่าง ๆ ทั้งที่ไม่มีชีวิตจิตใจครอง และมีชีวิตจิตใจครอง เช่น คนผู้หญิง คนผู้ชาย ก็มีชื่อต่างกันออกไป สัตว์ต่าง ๆ ตัวผู้ ตัวเมีย ก็มีชื่อเรียกกันต่าง ๆ กันไป ต้นไม้แต่ละชนิดทั้งที่ยืนต้นและล้มลุก ก็มีชื่อเรียกแตก ต่างกันออกไป  รวมถึงพื้นดิน ภูเขา ห้วยน้ำ  ลำคลอง เป็นต้น เหล่านี้เป็นรูปโดยบัญญัติ

๒. รูปปรมัตถ์ คือ รูปที่มีอยู่จริงๆ โดยสภาวะธรรมชาติ ผู้ที่ได้กระทบ ได้สัมผัสจะมีความรู้สึกเหมือนกันหมด

รูปในส่วนของปรมัตถที่มีชีวิตจิตใจครองที่จะรู้ว่าเป็นรูปได้นั้น  รู้ได้โดยอาศัยวิเสสลักษณะ คือ ลักษณะพิเศษ ๔ ประการ คือ

รุปฺปนลกฺขณํ  มีการสลายแปรปรวน เป็นลักษณะ

วิกิรณรสํ  มีการแยกออกจากกัน(กับจิต)ได้ เป็นกิจ

อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ  มีความเป็นอัพยากตธ เป็นอาการปรากฏ

วิญฺญาณปทฏฺฐานํ  มีวิญญาณ เป็นเหตุใกล้ให้เกิด[22][๒๒] 

๔. นิพพาน  เป็นธรรมชาติที่สงบจากรูปนาม ขันธ์  ๕  เพราะว่านิพพานนี้เป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาอย่างเด็ดขาดนั้นเอง  ดังมีวจนัตถะแสดงว่า ตณฺหาวานโต  นิกฺขนฺตํ  นิพฺพานํ[23][๒๓]  ธรรมชาติใด  พ้นจากตัณหาที่ชื่อว่าวานะ  อันเป็นเครื่องร้อยรัดภพน้อยภพใหญ่ให้ติดต่อกันอย่างเด็ดขาด  ฉะนั้น  ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า  นิพพาน[24][๒๔]

นิพพาน มาจากคำว่า นิ ซึ่งแปลว่า พ้นจาก และคำว่า วาน แปลว่า ตัณหา ดังนั้น คำว่า นิพพาน จึงแปลว่า ธรรมที่พ้นจากตัณหา[25][๒๕]

นิพพาน เป็นธรรมที่พ้นจากการปรุงแต่งทั้งปวง  ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นอสังขตธรรม[26][๒๖]

วิเสสลักษณะของนิพพานมีเพียง ๓ ประการ คือ

สนฺติ ลกฺขณา  มีความสุขสงบจากเพลิงทุกข์ [27][๒๗]เป็นลักษณะ

อจฺจุต รสา  มีความไม่เคลื่อน[28][๒๘] เป็นกิจ (สัมปัตติรส)

อนิมิตฺต ปจฺจุปฎฺฐานา  ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย เป็นอาการปรากฏ

(วา) นิสฺสรณ ปจฺจุปฏฺฐานา  (หรือ) มีความออกไปจากภพ เป็นผล

ปทฏฺฐานํ น ลพฺภติ  ไม่มีเหตุใกล้ให้เกิด (เพราะนิพพานเป็น   ธรรมที่พ้นจากเหตุ จากปัจจัยทั้งปวง)[29][๒๙]

 

การรู้ปรมัตถ์เป็นการรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเจริญวิปัสสนา  ถ้าหากไม่รู้ปรมัตถ์อย่างถูกต้อง และแจ่มแจ้งแล้ว ก็ไม่อาจนำไปสู่การเจริญวิปัสสนาให้เกิดผลได้ เพราะอารมณ์ของวิปัสสนาตั้งแต่พลวอุทยัพพยญาณเป็นต้นไปเป็นปรมัตถ์ล้วนๆ คือ ขันธ์ ๕  อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘  อินทรีย์ ๒๒  อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒[30][๓๐]  และในขั้นสุดท้ายมีนิพพานเป็นอารมณ์[31][๓๑]



  [1][๑] พจนานุกรม  หน้า ๓๙๐

  [2][๒] ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑-๖๕

  [3][๓] ที.ม.อ.  ๓๔๗/๓๑๕, ขุ.ธ.อ. ๒/๖๑-๖๕

  [4][๔] พระสุตตันตปิฎก  ขุททกนิกาย  ปฏิสัมภิทามรรค  เล่ม ๓๑  ข้อ ๑ หน้า ๑ 

  [5][๕] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 366

  [6][๖] ขุ. ปฏิ. ๓๑/๑๕๘/๑๗๙.

  [7][๗] วิสุทฺธิ. ๒/๓๑๗.

  [8][๘]  วิสุทฺธิ. ๒/๓๐๔.

  [9][๙] ม. ม. ๑๓/๓๔๔/๓๒๘.

  [10][๑๐] ขุ. ปฏิ. ๓๑/๔๑/๔๘.

  [11][๑๑] พึงสังเกตว่า วิปัสสนาญาณ 9 นั้น คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนับรวมสัมมสนญาณเข้าในชุดด้วย จึงเป็น วิปัสสนาญาณ ๑๐ (สงฺคห.๕๕)

  [12][๑๒] ดูรายละเอียด พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ ,ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๑-๒-๖ , มูลนิธิสัทธัมมโชติกจัดพิมพ์  โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์ การพิมพ์ กรุงเทพฯ  พ.ศ. ๒๕๔๐  ครั้งที่ ๘  หน้า  ๓-๙

  [13][๑๓] ดูรายละเอียด ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๒/๖๒/๓๖

  [14][๑๔] ดูรายละเอียด ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๖๒/๑๐๘ , อภิ.สงฺ.อ.(บาลี)๑๒๗/๑๑๐

[15][๑๕] ดูรายละเอียด อภิ.สงฺ.อ.(บาลี).๑๑๐-๑๑๒ , มงฺคล.(บาลี) ๒/๕๖/๔๓๒

  [16][๑๖] ดูรายละเอียด ขุ.อป.อ.(บาลี)๒/๙๘๗/๑๖๑

  [17][๑๗] ขุ.ปฏิ.อ. (บาลี)๒/๖๒/๑๓๕

  [18][๑๘] ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี) ๑/๑๔๔/๓๑๓

  [19][๑๙] ดูรายละเอียด อภิ.สงฺ.อ.(บาลี)๒๐๖/๑๙๐ 

  [20][๒๐] ดูรายละเอียด ขุ.มหา.อ.(บาลี)๑/๒๕

  [21][๒๑] ขุ.มหา.อ.(บาลี) ๑/๑๒

  [22][๒๒] อภิ.วิ.อ.(บาลี) ๑๔๗

  [23][๒๓] ขุ.มหา.อ.(บาลี) ๗๙

  [24][๒๔] ดูรายละเอียด วิ.มหา.อ.(บาลี) ๑/๒๕๕ , ขุ.เถรี.อ.(บาลี)๑๒๑ , ขุ.อิติ.อ.(บาลี)๑๘๘ 

  [25][๒๕] ดูรายละเอียด ขุ.ป.อ.(บาลี)๒/๖๒/๙๖

  [26][๒๖] ขุ.อป.อ.(บาลี) ๑/๕๐๓/๓๓๘)

  [27][๒๗] ขุ.มหา.อ.(บาลี)๑๗๗/๔๓๘ ,ขุ.อป.อ. (บาลี)๑/๕๐๔/๓๓๘

  [28][๒๘] ขุ.จู.อ.(บาลี)๕๕/๓๔

  [29][๒๙] ขุ.ปฏิ.(บาลี)๓๑/๑๐/๒๐

  [30][๓๐] ดูรายละเอียด วิสุทธิ. (บาลี) ๒/๘๒

  [31][๓๑]ดูรายละเอียด  ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๙/๒๙ , วิสุทธิ.(บาลี) ๒/๓๕๔ ,ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๒/๒๐๒/๒๒๒  ขุ.อุ.อ.(บาลี)๓๔ , ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๑๒/๓๒ , ขุ.ปฏิ.อ.(บาลี)๑/๑๔/๓๓

หมายเลขบันทึก: 512752เขียนเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 07:25 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 ธันวาคม 2012 07:25 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (4)

 

๒๐.๒  วิสุทธิ ๗

    วิสุทธิ  แปลว่า  ความหมดจด  หมายถึง ความบริสุทธิ์ หรือความหมดจดจากกิเลส ที่เป็นไปทางกาย ทางจิต และทางปัญญา คือ หมดจดจากกิเลส ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด

  วิสุทธิมี ๗ ขั้น ได้แก่ ศีลวิสุทธิ, จิตตวิสุทธิ, ทิฏฐิวิสุทธิ, กังขาวิตรณวิสุทธิ, มัคคามัคคญาณทัสสนะวิสุทธิ, ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ, ญาณทัสสนะวิสุทธิ  ในวิสุทธิทั้ง ๗ ที่จัดเป็นปัญญาวิสุทธิมี ๕ ระดับ คือ ตั้งแต่ทิฏฐิวิสุทธิ จนถึงญาณทัสสนวิสุทธิ

  ในแต่ละวิสุทธิ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน จะเจริญเพียงอย่างเดียวหรือจะข้ามขั้นกันไม่ได้ ต้องเจริญอย่างต่อเนื่องกัน และไม่อาจเกิดขึ้นเองโดยลำพัง  กล่าวคือ ศีลวิสุทธิ ต้องเป็นปัจจัยแก่ จิตตวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิก็เป็นปัจจัยแก่ปัญญาวิสุทธิ การที่จะเป็นวิสุทธิหรือไม่เป็นวิสุทธินั้นขึ้นอยู่กับการโยนิโสมนสิการ

  พระบรมศาสดาได้ตรัสไว้ว่า  สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส  สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ

  สมาธิที่เจริญไว้ด้วยสีล ย่อมมีกำลังมากและมีผลานิสงส์มาก ปัญญาที่ได้เจริญไว้ด้วยสมาธินั้น ย่อมมีกำลังมาก มีอานิสงส์มาก จิตใจที่ได้เจริญไว้ด้วยปัญญานั้น ย่อมหลุดพ้นจาก อาสวะ ทั้ง ๔ ได้โดยตนเอง

 

  ๑.  ศีลวิสุทธิ

  คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า  สีลวิสุทฺธิ  นาม  สุปริสุทฺธํ  ปาติโมกฺขสํวราทิ  จตุพฺพิธํ  สีสํ ฯ  “ศีล ๔ อย่างมีการสำรวมในพระปาติโมกข์เป็นต้นที่บริสุทธิ์ดี ชื่อว่า ศีลวิสุทธิ”[1][๓๒]

  ก.  ศีลพระภิกษุ

  ความบริสุทธิ์ของศีลนี้  เป็นวิสุทธิอันดับแรก  แม้มิใช่วิปัสสนากัมมัฏฐาน  แต่เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นซึ่งผู้ปฏิบัติวิปัสสนาทุกท่านจะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อน[2][๓๓]  ท่านได้จำแนกไว้ดังนี้

  กถํ  ปาฏิโมกฺขสํวรสีลํ  อินฺทฺริยสํวรสีลํ  อาชีวปาริสุทฺธิสีลํ  ปจฺจยสนฺนิสฺสีลญฺเจติ  จตุปาริสุทฺธิสีลํ  สีลวิสุทฺธินาม ฯ

  แปลความว่า  สีลวิสุทธิคือ  ปาริสุทธิศีล ๔  ประการ

  ๑)  ปาฏิโมกข์สังวรศีลได้แก่  ศีลที่สำรวมในพระปาฏิโมกข์  ซึ่ง

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระภิกษุ (และภิกษุณี)  ต้องปฏิบัติรักษาสำหรับ  พระภิกษุต้องรักษา ๒๒๗ ข้อ  สามเณรต้องรักษา ๑๐ ข้อ  ฆราวาสต้องรักษาศีล ๕ ข้อ  หรืออาชีวัฏฐมกะศีล (ศีลมีสัมมาอาชีวะเป็นที่ ๘) หรือจะรักษาศีลอุโบสถไปด้วยก็ได้ 

  ๒)  อินทรียสังวรศีล  ได้แก่  ศีลที่มีสติสำรวมระวังในทวารทั้ง

  คือ  ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ  มิให้เกิดความยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ได้ยินเสียง  ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส  และรู้อารมณ์ทางใจ

  ๓)  อาชีวปาริสุทธิศีล  ได้แก่  ศีลที่เว้นจากมิจฉาชีพ  หรือการ

เลี้ยงชีพโดยบริสุทธิ์  สำหรับพระภิกษุสามเณรต้องเว้นจาก  อเนสนา  คือการแสวงหาปัจจัย ๔  ในทางไม่สมควรและไม่ถูกต้องพระวินัยบัญญัติ  ซึ่งมีรายละเอียดมาก 

  ๔)  ปัจจยสันนิสสิตศีลได้แก่  ศีลที่มีเหตุผลในการใช้ปัจจัย ๔ 

หรือศีลอาศัยปัจจัย ๔ หมายถึง ศีลในการบริโภคใช้สอยปัจจัย ๔  ด้วยความมีสติกำหนดพิจารณาโดยโยนิโสมนสิการ  เช่น  ในการบริโภคอาหาร  ในการใช้ไตรจีวรสำหรับพระภิกษุสามเณร  และใช้สอยเสื้อผ้าสำหรับ ฆราวาส  ในการเข้าอยู่อาศัยเสนาสนะที่อยู่ที่อาศัย และในการใช้เภสัชเยียวยารักษาโรคการพิจารณาประโยชน์ของปัจจัย๔ หรือการเจริณภาวนาโดยกำหนดเพียงแต่ธาตุหรือสิ่งปฏิกูล จัดเป็นปัจจยสันนิสสิตศีลด้วย

  ข.  ศีลคฤหัสถ์ ขณะปฏิบัติวิปัสสนาต้องรักษาศีล ๘  จัดเป็นผู้หมดจดสำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  พึงปฏิบัติตนเกี่ยวกับการรักษาศีล  ตามนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้นของการปฏิบัติเพราะท่านกล่าวว่า

  สีเลน  สุคตึ  ยนฺติ  สีเลน  โภคสมฺปทา

  สีเลน  นิพฺพุตึ  ยนฺติ  ตสฺมา  สีลํ  วิโสธเย.

  นรชนไปสู่สุคติ (โลกสวรรค์)  ด้วยศีล  มีโภคทรัพย์สมบูรณ์ด้วยศีล  ไปสู่พระนิพพานด้วยศีล  เพราะฉะนั้น  บัณฑิตพึงรักษาศีล (ของตน) ให้บริสุทธิ์

  อันตราย ๕  อย่างที่เป็นอันตรายต่อการบรรลุมรรคผล คือ

  ๑.  กัมมันตราย  อันตรายคือกรรม  หมายถึง  มาตุฆาตกะ (ฆ่ามารดา)  ปิตุฆาตกะ (ฆ่าบิดา) อรหันตฆาตกะ (ฆ่าพระอรหันต์)  โลหิตุปปาทกะ (ทำให้พระพุทธเจ้าทรงห้อพระโลหิต) และสังฆเภทกะ (ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน)  คือกรรมที่ให้ผลไปเกิดในอบายภูมิหลังจากเสียชีวิตแล้ว  กรรมทั้ง ๕  อย่างนี้ขัดขวางการไปสู่สวรรค์และบรรลุนิพพาน ส่วนกรรมอีกประเภทหนึ่ง คือ ภิกษุณีทูสกะ (ประทุษร้ายนางภิกษุณี) ขัดขวางเฉพาะการบรรลุมรรค

  ๒.  กิเลสันตราย  อันตรายคือกิเลส  หมายถึง  มิจฉาทิฏฐิ ๓  ประการคือ 

  ๒.๑)  อกิริยทิฏฐิ  คือ  ความเห็นผิดว่าไม่มีบุญบาป  ไม่ส่งผล

เป็นคุณหรือโทษ (ปฏิเสธทั้งเหตุและผลของกรรม)

  ๒.๒)  นัตถิกทิฏฐิ  คือ  ความเห็นผิดว่าเหล่าสัตว์ตายแล้วสูญ 

ไม่มีภพใหม่  ไม่มีผลของบุญของบาปในภพต่อไป (ปฏิเสธผลของกรรม)

  ๒.๓)  อเหตุกทิฏฐิ  คือ  ความเห็นผิดว่าไม่มีกรรมดีกรรมชั่วที่

เป็นเหตุให้เกิดคุณโทษ (ปฏิเสธเหตุของกรรม)นี้ชื่อว่า  นิยตมิจฉาทิฏฐิ นำพาตรงไปสู่นรก  เป็นกิเลสขัดขวางการเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน

  ๓.  วิปากันตราย  อันตราย  คือ  วิบาก  หมายถึง  ผู้ที่ปฏิเสธจิตที่เป็นอเหตุกปฏิสนธิ  และทวิเหตุปฏิสนธิปราศจากปัญญา  ห้ามบรรลุมรรคผลในชาตินี้  แต่ไม่ห้ามการเข้าถึงสวรรค์

  ๔.  อริยูปวาทันตราย  อันตราย  คือการว่าร้ายพระอริยบุคคล  หมายถึงการพูดให้ร้ายพระอริยบุคคลเพื่อให้ท่านเสียชื่อเสียงหรือศีลธรรม แม้จะรู้ว่าท่านเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ก็ตาม  อันตราย ประเภทนี้ห้ามการเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน  ถ้าขอขมาแล้วก็พ้นจากอันตรายนี้ได้

  ๕.  อาณาวีติกกมันตราย  อันตราย  คือการล่วงละเมิดข้อบัญญัติของพระพุทธเจ้า  หมายถึง  การต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในอาบัติ ๗ หมวดของภิกษุ  คือ  ปาราชิก  สังฆาทิเสส  ถุลลัจจัย  ปาจิตตีย์  ปาฏิเทสนีย์  ทุกกฎ  และ  ทุพภาสิต  อันตรายประเภทนี้ห้ามการเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน  แต่ถ้าชำระโทษตามวินัยกรรมแล้วก็พ้นจากอันตรายนี้

  การผิดศีลของคฤหัสถ์ทั่วไปมิได้เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม เพราะมิได้อยู่ในอันตราย ๕ ข้อ

เช่น เรื่องสันตติอำมาตย์  รบชนะข้าศึก ได้เสวยราชย์เมาตลอด ๗ วัน วันที่ ๗ ได้ฟังธรรมบรรลุพระอรหัตต์

เรื่องพระอุตติยะ ตรัสให้รักษาศีลให้หมดจดก่อนแล้วจึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่มิได้ระบุรักษานานเท่าใด

...เรื่องคนตกปลาได้บรรลุธรรมชื่อ อริยะ  รับสั่งว่า ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นย่อมไม่ชื่อว่าผู้ประเสริฐ  บรรลุพระโสดาบัน  ....เรื่องขโมย ตั้งใจฟังธรรมบรรลุพระโสดาบัน  .....เรื่องเจ้าศากยะ ชื่อว่าสรณานิ  ประพฤติสิกขาบริบูรณ์ในเวลาใกล้ตาย บรรลุโสดาบัน 

  ๒.  จิตตวิสุทธิ 

  หมายถึง จิตที่มีความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส จิตตวิสุทธิว่าโดยอรรถ ได้แก่  สมาธิวิสุทธิ   จิตตวิสุทธิ หรือสมาธิวิสุทธิ  ต้องเป็นไปเพื่ออานิสงส์ที่เป็นปัจจัยแก่การพ้นทุกข์เท่านั้น  สมาธินี้จึงชื่อว่าบริสุทธิ์ ถ้าทำสมาธิเพื่อจะได้มีความสุขต้องการให้จิตสงบ ความเข้าใจเช่นนี้  สมาธินั้นก็ไม่บริสุทธิ์ เพราะไม่ต้องการพ้นทุกข์[3][๓๔]

  ความหมดจดแห่งจิต  หมายถึง สมาธิที่เกิดร่วมกับจิต เมื่อมีกำลังแก่กล้า  นิวรณ์ ๕ ที่รบกวนย่อมไม่เกิดแทรก  มีเพียงสมาธิแน่วแน่อยู่ในสมถารมณ์หรือวิปัสสนารมณ์  จิตตวิสุทธิจึงเป็นจิตที่มีสมาธิหมดจดจากนิวรณ์ด้วยกำลังสมาธิ  องค์ธรรม ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ในมหากุศลจิต, มหากิริยา มหัคคตกุศลและ มหัคคตกิริยา 

  สมาธิ  ๓  ประเภท[4][๓๕]  คือ 

  ๑)  อุปจารสมาธิ  คือ  สมาธิที่ใกล้ต่อฌาน

  ๒)  อัปปนาสมาธิ  คือ  สมาธิที่เข้าถึงฌาน  สมาธิที่แน่วแน่  องค์ธรรม ได้แก่  เอกัคคตเจตสิก

  ๓)  ขณิกสมาธิ  คือ  สมาธิชั่วขณะ  สุทธิวิปัสสนายานิกะ  เป็นการเจริญวิปัสสนาล้วน ๆ

  ขณิกสมาธิ  สมาธิชั่วขณะ เมื่อกำหนดรู้สภาวธรรม  ปรากฏเมื่อจิตตั้งมั่นในอารมณ์ปัจจุบันที่เป็นรูปนามอย่างต่อเนื่องปราศจากนิวรณ์ ในขณะอินทรีย์ ๕ สม่ำเสมอแก่วิปัสสนายานิก

  จิตตวิสุทธิของสมถยานิกและวิปัสสนายานิก

  ๑)  อาศัยอุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ  ชื่อว่า สมถยาน 

เรียกบุคคลนั้นว่า สมถยานิก  เป็นบาทดำเนินสู่มรรคผลและนิพพานด้วยสมถยาน

๒)  อาศัยขณิกสมาธิ  ชื่อว่า วิปัสสนายาน  เรียกบุคคลนั้นว่า

สุทธวิปัสสนายานิก ดำเนินไปสู่มรรคผลและนิพพานด้วยวิปัสสนายาน

 

  ขณิกสมาธิเป็นได้ทั่วไปในอารมณ์ทั้ง ๖ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ขณะย้ายอารมณ์ไปตามทวารทั้ง ๖ ด้วยเหตุใดก็ตาม ขณิกสมาธิจะติดตามไปด้วยเสมอ ขณิกสมาธิดังกล่าวนี้จึงเป็นปัจจัยหรือเป็นบาทฐานให้แก่วิปัสสนา เพราะการเปลี่ยนอารมณ์ที่เป็นไปตามเหตุผลนั้นเอง ที่เป็นเหตุให้เห็นถึงความเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์และของจิตได้ถ้าหากไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์แล้ว ยากที่จะเข้าใจถึงสภาวะของความเกิด ความดับ ของจิตได้[5][๓๖]

  ความเกิดของจิตในอารมณ์หนึ่ง ๆ นั้น รวดเร็วมากจนไม่ทันเห็นความดับของจิตได้ จึงคิดว่าอารมณ์มีอยู่ ดังนั้น สมาธิที่แน่วแน่จึงไม่เป็นบาทแก่วิปัสสนา และไม่เป็นเหตุให้เห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของจิตและอารมณ์ ความสามารถในการรู้ทุกข์ในจิตหรือในอารมณ์นั้น ไม่อาจรู้ได้ด้วยสมาธิ  แต่จะรู้ได้ด้วยปัญญา จิตที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน จึงเป็นบาทให้เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรจะโดยสมถะก็ดี หรือวิปัสสนาก็ดี  สิ่งสำคัญอยู่ที่อารมณ์ที่ใช้ในการพิจารณา จึงต้องศึกษาเรื่องอารมณ์ว่าอารมณ์อย่างไร จึงจะเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา  และอารมณ์อย่างไรเป็นปัจจัยแก่สมถะ

  สมาธิที่เป็นจิตตวิสุทธิ  จะต้องเป็นไปในอารมณ์ของสติปัฏฐาน  เพราะทำลายกิเลส คือ อภิชฌาและโทมนัส  ถ้าสมาธิไม่มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์แล้ว  จะทำให้เกิดความสงบ มีความสุข มีความพอใจในความสงบหรือความสุขนั้น  ความพอใจเป็นกิเลสอย่างหนึ่งอาศัยสมาธิเกิดขึ้น สมาธิเช่นนี้จึงไม่สามารถทำลายอารมณ์วิปลาสได้

  สำหรับการเจริญวิปัสสนาของผู้ที่ได้ฌานแล้ว มีวิธีทำอย่างไร  ที่เรามักได้ยินกันว่า ยกองค์ฌานขึ้นสู่วิปัสสนา นั้นหมายความว่า ในองค์ฌานทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข และเอกัคคตา[6][๓๗]ผู้ที่ได้ฌานมักจะติดในสุข และเพลิดเพลินในสุข ความสุขนี้เกิดจากปิติเป็นเหตุ  ฉะนั้ การยกองค์ฌานจึงอาศัยการเพ่งปิติซึ่งเป็นองค์ฌานและเป็นนามธรรมนั่นเอง ธรรมชาติของปิตินั้นจะเพ่งหรือไม่เพ่งก็มีการเกิดดับ  แม้จิตที่เป็นสมาธิก็มีการเกิดดับ  ปิติซึ่งอาศัยจิตที่ได้ฌานแล้ว  ยิ่งเกิดดับรวดเร็วมาก ปิตินั่นแหละจะแสดงความเกิดดับให้ปรากฏแก่ผู้เพ่งพิจารณา  เมื่อเห็นว่าปิติมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว จิตก็จะดำเนินไปในอารมณ์ของวิปัสสนาด้วยอำนาจของการเพ่งลักษณะของปิติ  (ไม่ใช่เพ่งอารมณ์บัญญัติ)  วิปลาสก็จับในอารมณ์นั้นไม่ได้  ดังนั้น ถ้าฌานใดที่เพ่งลักษณะหรือ สมาธิที่พิจารณาลักษณะที่กำลังเปลี่ยนแปลง(ลักขณูปนิชฌาน) สมาธินั้นชื่อว่าเป็นบาทของวิปัสสนา และเรียกสมาธินั้นว่า จิตตวิสุทธิ ส่วนสมาธิใดที่เพ่งอารมณ์บัญญัติ (อารัมมณูปนิชฌาน) ไม่เพ่งลักษณะ ไม่จัดว่าเป็นจิตตวิสุทธิ

  ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ

  ปัญญาที่มีความเห็นถูก หรือรู้ถูกตามความเป็นจริงโดยปราศจากกิเลส  คือ  เห็นนามและรูปว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล เป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจใด ได้แก่ นามรูปปริจเฉทญาณ 

  การเห็นเช่นนี้เป็นภาวนาปัญญา ถ้าเพียงแต่คาดคะแนคิดนึก(สุตามยปัญญ) หรือการวิพากษ์ วิจารณ์ (จินตามยปัญญา) จะเข้าถึงวิสุทธิไม่ได้เลย  ทิฏฐิวิสุทธิเป็นผลที่เกิดจากการทำเหตุได้ถูกต้อง    จึงควรศึกษาถึงเงื่อนไขการกำหนดนาม-รูปอันเป็นตัวกรรมฐานว่าจะพิจารณาอย่างไร  จะโยนิโสมนสิการอย่างไร  จึงจะถูกต้อง  ถ้าทำเหตุถูกต้องตามควรแก่ผลแล้ว  ผลนั้นก็จะเกิดขึ้นได้ 

  อารมณ์ของวิปัสสนาที่พึงระลึกรู้ คือ รูปนามปรมัตถ์  ที่เป็นโลกิยธรรม คือ ธรรมฝ่ายโลก ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป  ที่ไม่กำหนดรู้โลกุตตรธรรม เพราะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิกถอนกิเลสที่ยึดมั่นว่า เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา  ส่วนโลกุตตรธรรมไม่ใช่ฐานะที่รับรู้ได้ ถึงรับรู้ได้ก็ไม่มีประโยชน์ในการกำหนด [7][๓๘]

  วิปัสสนา หรือการหยั่งเห็นรูปนามตามความเป็นจริง  มี ๒ ประการ คือ  ๑.  ในขณะปัจจุบัน รู้เห็นสภาวลักษณะ คือ ลักษณะพิเศษและสามัญญลักษณะ คือ ลักษณะทั่วไป ของรูปนามในแต่ละขณะ  เรียกว่า ปัจจักขวิปัสสนา  ปัจจักขวิปัสสนาควรเจริญตั้งแต่เริ่มปฏิบัติธรรมจนบรรลุอนุโลม

๒.  อนุมานรู้รูปนามที่ไม่ได้กำหนดรู้ในปัจจุบัน  เรียกว่า อนุมานวิปัสสนา สามารถรู้อารมณ์ที่เป็นโลกิยธรรมทั้งหมดที่เกิดภายใน ภายนอก เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ไม่ต้องพยายามให้เกิดแต่เกิดขึ้นเองในขณะปัจจักขวิปัสสนาแก่กล้าแล้วตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นไป 

  สภาวธรรมปัจจุบันที่กำหนด  แยกเป็น ๒ คือ

  ๑.  ขณะปัจจุบัน คือ  ขณะหนึ่งๆที่กำลังเกิดขึ้น

  เมื่อมิได้เจริญสติรู้เท่าทัน  อารัมณานุสัย อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ย่อมเกิดขึ้น  เมื่อเจริญสติกำหนดตามรู้สภาวธรรมปัจจุบันจึงทำให้เกิดปัญญา เป็นการละกิเลส ละกรรมวิบากและขันธ์ที่เป็นผลของกิเลสต่อมาได้ชั่วขณะ เรียกว่า ตทังคปหาน 

  ๒.  สันตติปัจจุบัน  ปัจจุบันต่อเนื่องจากอดีตที่เพิ่งดับไป

  สิ่งที่ดับไปไม่ควรยึดติดด้วยตัณหาและทิฏฐิ  ในอนาคตก็ไม่มีจริงในปัจจุบัน  พึงเจริญทุกๆขณะของการปฏิบัติ  เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้  เพื่อรู้ความปรากฏของ ไตรลักษณ์ จิตไม่ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ทิฏฐิ และความดำริในกามวิตก พยาปาทวิตก และวิหิงสาวิตก (การเบียดเบียน)

  ๓.  อัทธาปัจจุบัน  ปัจจุบันโดยระยะกาลตลอดชีวิต

  กำหนดรู้เท่าทันสภาวธรรมในปัจจุบันขณะชวนวาระ พระมหากัจจายนะ กล่าวในคัมภีร์วิสุทธิมรรค[8][๓๙] สรุปความว่า มิใช่ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติ  แต่เป็นตลอดชีวิตปัจจุบันที่ตัณหา และทิฏฐิก็ไม่อาจฉุดรั้งและไม่สามารถทำให้วิบัติ 

  การหยั่งเห็น ๗ ประการ  คือ

  ๑.  อนิจจานุปัสสนา  การหยั่งเห็นความไม่เที่ยง

    ๒.  ทุกขานุปัสสนา  การหยั่งเห็นทุก๘

  ๓.  อนัตตานุปัสสนา  การหยั่งเห็นความไม่ใช่ตัวตน

  ๔.  นิพพิทานุปัสสนา  การหยั่งเห็นความเบื่อหน่าย

  ๕.  วิราคานุปัสสนา  การหยั่งเห็นความคลายกำหนัด

  ๖.  นิโรธานุปัสสนา  การหยั่งเห็นความดับ

  ๗.  ปฏินัสสัคคานุปัสสนา  การหยั่งเห็นความปล่อยวาง

  เมื่อกำหนดรู้ปัจจุบันแก่กล้าแล้วจะสามารถอนุมานรู้ธรรม แต่จะไม่สามารถรู้สภาวธรรม ได้ชัดเจน  ทั้งไม่ควรกำหนดรู้อดีตหรืออนาคต เพราะเราไม่อาจรับรู้สภาวธรรมในอดีตหรือในอนาคตได้ชัดเจน  จึงไม่ควรใส่ใจ  ควรเจริญสติกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันตามความเป็นจริง

  การกำหนดจิตที่กำลังเกิดขึ้น  คือ การตามรู้จิต  เหมือนการตามรู้(อนุปัสสี)และการใส่ใจ(โยนิโสมนสิการ)

  การจำแนกองค์ธรรมของจิต ไม่ใช่การกำหนดรู้จิตในปัจจุบันเป็นเพียงนามบัญญัติ(บัญญัติแสดงชื่อ)และสังขยาบัญญัติ(บัญญัติแสดงจำนวน)ส่วนการรู้จิตผู้อื่น(เจโตปริยญาณ)ต้องกำหนดรู้จิตของผู้อื่นอย่างแท้จริงเหมือนจิตตานุปัสสนา

  สัมมสนญาณในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรค  กล่าวทั้งที่เป็น ปัจจักขวิปัสสนา และอนุมานวิปัสสนา

  อนุมานวิปัสสนา  คือ การรับรู้รูปนามทั้งหมดในขณะเดียวกัน  มิใช่หยั่งเห็นรูปนามทีละอย่าง

  ๑.  กลาปสัมมสนะ คือ  การพิจารณาโดยกลุ่ม

  ๒.  นยวิปัสสนา คือ การหยั่งเห็นโดยนัย

  ๓.  นยทัสสนะ คือ การแสดงโดยนัย

  ๔.  นยมนสิการ คือ การใส่ใจโดยนัย

  การเจริญวิปัสสนาของสมถยานิก

  ภิกษุผู้บรรลุฌานแล้ว ควรเข้าฌานก่อนจะเจริญวิปัสสนาเพื่อให้ฌานเป็นบาทตามลำดับ เรียกว่า อนุปทธัมมวิปัสสนา การหยั่งเห็นธรรมตามลำดับสมาบัติและองค์ฌาน[9][๔๐] 

  ทิฏฐิวิสุทธิ การหยั่งเห็นรูปนามตามความเป็นจริง สมถยานิกพึงกำหนดองค์ฌานและธรรมที่ประกอบกับองค์ฌาน(สัมปยุตตธรรม)นั้น 

  การเจริญอานาปานะเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา

  สมถยานิกกำหนดรู้สัณฐานยาวสั้นของลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นบัญญัติ  ส่วนวิปัสสนายานิกกำหนดรู้สภาวเคลื่อนไหวของลมหายใจที่จมูก  ซึ่งจัดเป็นโผฏฐัพพารมณ์กระทบระหว่างวาโยธาตุกับปลายจมูกหรือริมฝีปากบน  โผฏฐัพพารมณ์นับเข้าในธรรมานุปัสสนา

  การตามรู้รูปนามทีละอย่าง

  สมถยานิกกำหนดรู้อารมณ์ที่ปรากฏชัด เมื่อออกจากฌาน  นามธรรมคือ ฌานจิตตุปบาทในขณะปัจจุบัน  หทัยรูปเป็นที่ตั้ง  ส่วนวิปัสสนายานิกกำหนดรู้รูปนามในขณะปัจจุบัน สติรู้เท่าทันสภาวะจิตเจตสิก อายตนะภายนอกเป็นที่ตั้ง  การหยั่งรู้ไม่อาจกำหนดรู้และหยั่งเห็นสังขารธรรมในอัตภาพของตนโดยสิ้นเชิงตามกำลังที่ตนสั่งสมมา[10][๔๑]  วิปัสสนามีรูปธรรมเพ่งลมหายใจเข้าออก  มีนามธรรมย่อมกำหนดรู้องค์ฌาน[11][๔๒]  นักปฏิบัติไม่สามารถรับรู้รูปนาม๒ หรือ๓ อย่างในขณะเดียวกันเพราะรูปนามแต่ละอย่างมีสภาวลักษณะต่างกัน

  การบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ได้รับรู้รูปนามทั้งหมด

  หยั่งเห็นธาตุ ๔ บางส่วน[12][๔๓]  หยั่งรู้ความเกิดดับของอายตนะอันเป็นเหตุแห่งผัสสะ[13][๔๔]  หยั่งรู้ความเกิดดับของอุปาทานขันธ์ ๕[14][๔๕]  หยั่งรู้ความเกิดดับของมหาภูต ๔[15][๔๖]  หยั่งรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีสภาพเกิดขึ้นดับไป[16][๔๗]  สัตบุรุษน้อมอย่างไรก็กล่าวอย่างนั้น[17][๔๘]

  การหยั่งเห็นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

  พระโมคคัลลานะ กำหนดอารมณ์แห่งการกำหนดของสาวกเพียงบางส่วนเหมือนใช้ปลายไม้เท้าค้ำไว้  พระสารีบุตรกำหนดรู้อารมณ์แห่งการกำหนดของสาวกโดยสิ้นเชิง [18][๔๙]

  ธรรมในปฐมฌาน ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ 

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดวิตก รู้ชัดว่า วิตก มีลักษณะยกจิตเข้าไปสู่อารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดวิจาร รู้ชัดว่า วิจารมีลักษณะ เคล้าคลึงอารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดปีติ  รู้ชัดว่า ปีติมีลักษณะชื่นชมยินดีในอารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดสุข  รู้ชัดว่า สุขมีลักษณะเสวยอารมณ์ที่น่ายินดี

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดเอกัคคตา  รู้ชัดว่า เอกัคคตามีลักษณะไม่ซัดส่าย

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดผัสสะ  รู้ชัดว่า ผัสสะมีลักษณะกระทบอารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดเวทนา  รู้ชัดว่า เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดสัญญา  รู้ชัดว่า สัญญามีลักษณะหมายรู้อารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดเจตนา  รู้ชัดว่า เจตนามีลักษณะตั้งใจ

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดจิต  รู้ชัดว่า จิตมีลักษณะรู้อารมณ์

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดฉันทะ  รู้ชัดว่า ฉันทะมีลักษณะต้องการจะทำ

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดอธิโมกข์  รู้ชัดว่า อธิโมกข์มีลักษณะตัดสิน

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดวิริยะ  รู้ชัดว่า วิริยะมีลักษณะพากเพียร

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดสติ  รู้ชัดว่า สติมีลักษณะระลึกได้

  เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดมนสิการ  รู้ชัดว่า มนสิการมีลักษณะใส่ใจ

  เข้า-ออก ทุติยฌานกำหนด...  รู้ชัดว่า ...มีลักษณะ...

  จน เข้า-ออกเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ไม่อาจกำหนด จึงกำหนดรู้ด้วยกลาปสัมมสนนัย(อนุมานวิปัสสนา)[19][๕๐]  รู้เห็นธรรมดังกล่าวพร้อมกัน มิได้เห็นทีละอย่างเหมือนในฌานต้นๆ  เพราะเป็นธรรมที่ละเอียด มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นสามารถกำหนดรู้ได้[20][๕๑]

  การหยั่งเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของธรรมเหล่านั้น หมายถึง การเกิดอุทยัพพยญาณ และภังคญาณ โดยรับรู้ธรรมที่เป็นปัจจุบันขณะ มิใช่ขณะเข้าฌาน  ฌานจิตดวงเดียวกันสามารถหยั่งเห็น

  ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ

  เป็นปัญญาที่ต่อเนื่องมาจากทิฏฐิวิสุทธิ มีความเชื่ออย่างแน่นอนแล้วว่า ในอดีตมีการเวียนว่ายตายเกิด มาแล้ว และในอนาคตก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกถ้ายังทำเหตุของการเกิดอยู่  ผู้ปฏิบัติจะ หมดความสงสัยในเรื่องภพชาติ ทั้งชาติที่แล้วมา ชาตินี้ หรือชาติหน้า จากทิฏฐิวิสุทธิที่เกิดด้วย  นาม-รูปริจเฉทญาณที่รู้เพียงความแตกต่างของนามและรูป แต่ไม่รู้ว่านามและรูปเหล่านั้นมาจากไหน

  ในกังขาวิตรณวิสุทธิที่หมดความสงสัยได้ เพราะเมื่อกำหนดนาม-รูปจนเข้าใจมากขึ้นแล้ว ก็จะรู้ว่านาม-รูปเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย (ปัจจยปริคหญาณ) คือ รูปอันใดเกิดขึ้น (อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน) ก็รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด (เพราะมีจิตเป็นตัวรู้และสั่งงาน) นามอันใดเกิดขึ้น (ความคิด ความรู้สึก ชอบ หรือชัง) ก็รู้ว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร (เพราะมีการกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ เป็นต้น) ไม่เกี่ยวกับการสร้างหรือการดลบันดาลให้เกิดขึ้น สามารถตัดสินได้ว่าแม้ชาติก่อนตนก็เกิดด้วยเหตุ ปัจจัย ปัจจุบันก็เกิดมาได้ด้วยเหตุ ปัจจัย และความสันทัดที่มีอยู่ก็กำลังสร้างเหตุเพื่อการเกิดในชาติหน้า อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ชาติหน้าจึงมีเหตุปัจจัยที่กำลังรอส่งผลเช่นกัน แม้คนอื่นหรือสัตว์อื่น ก็ไม่พ้นไปจาก เหตุปัจจัยเช่นนี้เหมือนกัน



  [1][๓๒] วิสุทฺธิ. ๒/๒๕๐

  [2][๓๓] สติปัฏฐานสำหรับทุกคน, น. ๓๕

  [3][๓๔] ขุ. ปฏิ. ญาณกถา ๓ /๗๒

  [4][๓๕] วิสุทฺธิ. ๒/๒๕๐

  [5][๓๖] วิสุทธิ. อ. ภาค ๒ / ๒๙ 

  [6][๓๗] (อัฏฐสาลินี อ. ๑ / ๓๕๕)

[7][๓๘] ที. ฏี. ๒/๔๓๐

[8][๓๙] วิสุทฺธิ ๒/๗๐

[9][๔๐] ม. อ. ๔/๕๘

[10][๔๑] ม. ฏี. ๓/๓๒๖

[11][๔๒] ที. ฏี. ๒/๓๗๖

[12][๔๓] ม. อ. ๑/๕๗

[13][๔๔] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐

[14][๔๕] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐

[15][๔๖] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐

[16][๔๗] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๑

[17][๔๘] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๒

[18][๔๙] ม.อ. ๔/๕๘-๕๙

[19][๕๐] อนุปทสูตร ม.อุ. ๑๔/๙๕/๘๐

[20][๕๑] ม.อ. ๔/๖๑-๖๒


  ๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

  คือ  ปัญญาที่รู้โดยถูกต้องแน่นอนแล้วว่า วิธีการใดใช่ทาง หรือวิธีการใดไม่ใช่ทาง ที่จะดำเนินไปสู่การดับภพชาติของตน หรือพระนิพพาน ความรู้ ความเข้าใจที่สามารถตัดสิน วิธีการต่าง ๆ ได้นี้ ชื่อว่าปัญญานั้นบริสุทธิ์แล้ว จากความเข้าใจผิดด้วยอำนาจตัณหาและทิฎฐิ เมื่อกำจัดความเข้าใจผิดได้ เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ นับตั้งแต่ อุทยัพพยญาณ อันเป็นวิปัสสนาญาณที่แท้จริงเป็นต้นไป

  ปัญญาในอุทยัพพยญาณเป็นปัญญาอันเป็นปฏิปทาที่ถูกต้อง แต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์พอที่จะรู้เท่าทัน ในอารมณ์ของกิเลส คือ วิปัสสนูปกิเลส  ๑๐ อย่าง  มีโอภาสเป็นต้นที่เกิดจากกำลังของสมาธิ  ถ้าอารมณ์ของสมาธิมีมากกว่าก็จะดึงจิตให้ตกจากอารมณ์วิปัสสนา  ทำให้เห็นแสงสว่าง  หรือรู้สึกสงบ  เยือกเย็น เป็นต้น ทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองเข้าถึงธรรมที่ไม่มีกิเลสแล้ว ตนเข้าถึงนิพพานแล้ว ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา อาจจะเข้าอาศัยได้ ความรู้สึกนี้เป็นข้าศึกแก่อารมณ์วิปัสสนาที่ถือว่าไม่ใช่เรา เหตุนี้ความรู้สึกเป็นตัวเราจึงเป็นกิเลสของวิปัสสนา ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมองตกไปจากวิสุทธิ และมักทำให้หลงทาง  ถ้ารู้เท่าทันวิปัสสนูปกิเลสที่เกิดขึ้น จะด้วยการศึกษา หรือครูอาจารย์บอกเหตุผลให้ก็ตาม  ความรู้สึกในอารมณ์ที่ถูกของอุทยัพพยญาณจึงจะเกิดขึ้น ความรู้สึกที่ถูกต้องจะกันจิต มิให้ตกไปในอารมณ์ที่ผิดอีก ความเข้าใจนี้เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

  ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ  คือ ปัญญาที่เข้าถึงความรู้สึกในทางที่ถูก ตรงสู่พระนิพพานโดยถูกต้องแล้ว ทางในที่นี้หมายถึง อารมณ์อันเป็นปฏิปทาที่ถูกต้อง ตัณหาแลทิฎฐิไม่สามารถเข้าไปในอารมณ์นั้นได้ อารมณ์ของ วิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ในนาม-รูป เป็นตัวถูกรู้  ส่วนปัญญาเป็นตัวรู้อารมณ์ไตรลักษณ์นั้น ความรู้เช่นนี้เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาญาณเบื้องสูงต่อเนื่องไปถึงโคตรภูญาณ

   วิปัสสนาปัญญาตั้งแต่อุทยัพพยญาณที่ปราศจากวิปัสสนูปกิเลสจนถึงโคตรภูญาณจัดเข้าอยู่ในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ดังนั้น วิสุทธิขั้นนี้จึงประกอบด้วยวิปัสสนาญาณลักษณะต่าง ๆ รวม ๑๐ ญาณ ได้แก่ อุทยัพพยญาณที่ปราศจาก วิปัสสนูปกิเลส  ภังคญาณ  ภยญาน อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมมยตาญาณ  ปฏิสังขาญาณ  สังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณ และโคตรภูญาณ

  อานิสงส์ที่จัดอยู่ในวิสุทธิข้อนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านวิปัสสนาปัญญาขั้นภังคญาณหรือภังคานุปัสสนาญาณแล้ว จะได้รับอานิสง ๘ ประการ คือ

  ๑. ละความใคร่ในภพต่าง ๆ เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่ความสุข

  ๒. ละความใคร่ในชีวิต เพราะเห็นแล้วว่าชีวิตเป็นไปเพื่อทุกข์และการแก้ไขเท่านั้น

  ๓. หมั่นประกอบความเพียร เพื่อจะได้พ้นจากทุกข์

  ๔ เลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์ ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

  ๕. ไม่ขวนขวายในทางที่ผิด ให้ผิดไปจากพระธรรมวินัย

  ๖. มีความกล้าหาญ ไม่ยอมผิดศีล ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่จะทำให้เสียศีลธรรม

  ๗. มีขันติอดทน ไม่เป็นไปกับกิเลสของคนอื่น เป็นคนสอนง่าย เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อรั้น

  ๘. อดกลั้นต่อความยินดียินร้ายไม่ตอบสนองกิเลสของตนเองในอารมณ์ต่างๆ โดยผิดทาง

  คุณธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ เป็นอานิสงส์อันเนื่องมาจากปัญญาของผู้ปฏิบัติที่เข้าถึง  ภังคานุปัสสนาญาณดังกล่าว อาศัยคุณธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยให้บรรลุถึงธรรมที่ดับทุกข์ ถ้าผู้ใดยังไม่ได้รับอานิสงส์นี้แล้ว ก็ยากจะดำเนิน ถึงพระนิพพานได้ อานิสงดังกล่าวมิใช่เกิดจากทาน หรือจากศีล หรือจากสมาธิ แต่จะต้องได้มาจากเหตุโดยตรง คือ จากวิปัสสนาเท่านั้น

  จะเห็นว่า วิปัสสนาญาณแต่ละลักษณะทำให้เกิดวิสุทธิได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ก็เพราะญาณปัญญาแต่ละข้อมีอำนาจไม่เท่ากันนั่นเอง วิปัสสนาบางข้อก็มีอำนาจให้เกิดวิสุทธิได้เต็มข้อ เช่น นาม-รูปปริจเฉทญาณ ทำให้เกิดทิฎฐิวิสุทธิเต็ม ปัจจยปริคหญาณ ทำให้เกิดกังขาวิตรณวิสุทธิ  ส่วนอุทยัพพยญาณที่ยังมีวิปัสสนูปกิเลสจัดอยู่ในขั้นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ถ้าปราศจากวิปัสสนูปกิเลสจะจัดอยู่ในขั้นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นต้น แต่วิปัสสนาบางข้อต้องรวมกันหลายข้อ จึงจะสามารถ ทำให้เกิดวิสุทธิได้เพียงข้อเดียว เช่น อุทยัพพยญาณส่วนหลัง จนถึงโคตรภูญาณ รวม ๑๐ ญาณ ทำให้เกิดปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ เพียงข้อเดียว

  ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ   คือ ปัญญาในมัคคญาณที่เห็นแจ้งพระนิพพนาน เป็นปัญญาขั้นสูงสุดของการเจริญวิปัสสนา หรือเจริญมหาสติปัฏฐาน จนเห็นอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ครบถ้วน  ตั้งแต่วิสุทธิที่ ๑ ถึงวิสุทธิที่  ๖ นั้น รู้อริยสัจจ์เพียง ๒ สัจจะ คือ รู้ทุกข์สัจจ์กับสมุทัยสัจจ์  ส่วนญาณทัสสนวิสุทธิเป็นโลกุตตรวิสุทธิ เพราะรู้แจ้งอริยสัจจ์ครบทั้ง ๔  ทั้งนี้วิสุทธิแต่ละวิสุทธิจะเป็นปัจจัยแก่กันและกันตามลำดับ ไม่มีการข้ามขั้นตั้งแต่วิสุทธิที่๑ ถึงวิสุทธิที่ ๗[10][๕๒]

๒๐.๓  ปริญญา ๓[11][๕๓]

  ปริญญา  แปลว่า  การกำหนดรู้[12][๕๔]  หรือทำความรู้จัก  หมายถึง  การทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ  โดยครบถ้วน  หรือรอบด้าน  แบ่งเป็น  3  ขั้น  คือ]

  ๑) ญาตปริญญา  ปัญญาตามกำหนดเห็นลักษณะเฉพาะของอารมณ์นั้น ๆ ว่า  รูปมีลักษณะสลาย  เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์  เป็นต้น  เป็นการกำหนดขั้นรู้จัก  คือ  รู้ตามสภาวลักษณะ  ได้แก่รู้จักจำเพาะตัวของ  สิ่งนั้นตามสภาวะของมัน  เช่นรู้ว่า  นี้คือเวทนา  เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ นี้คือสัญญา  สัญญา  คือสิ่งที่มีลักษณะกำหนดได้หมายรู้  ดังนี้เป็นต้น  (รู้ว่าคืออะไร)

  ภูมิแห่งญาตปริญญาเริ่มตั้งแต่กำหนดสังขาร จนถึงกำหนดปัจจัย  ปริญญานี้ ก็คือ การตามกำหนดอย่างจดจ่อต่อเนื่องจนแจ้งลักษณะเฉพาะของอารมณ์ที่กำหนดนั่นเอง

  ๒) ตีรณปริญญา  คือ  วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้จนเห็นลักษณะเฉพาะของอารมณ์ปรมัตถ์ที่

กำหนด  เพราะยกธรรมเหล่านั้นขึ้นสู่สามัญลักษณะ โดยนัยว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง  เป็นต้น

  เป็นการกำหนดรู้ขั้นพิจารณา  คือรู้ด้วยปัญญาที่หยั่งลึกซึ้งไปถึงสามัญลักษณะ  ได้แก่รู้ถึงการที่สิ่งนั้น ๆ  เป็นไปตามกฏธรรมดา  โดยพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  เช่นว่าเวทนาและสัญญานั้น  ไม่เที่ยง  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวตน  เป็นต้น  (รู้ว่าเป็นอย่างไร)

  ภูมิแห่งตีรณปริญญาเริ่มตั้งแต่การพิจารณากองสังขาร จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ)  ปริญญานี้ ก็คือ การตามกำหนดอย่างจดจ่อต่อเนื่องจนแจ้งสามัญลักษณะของอารมณ์ที่กำหนดนั่นเอง

  ๓) ปหานปริญญา  วิปัสสนาปัญญาที่ละ ความสำคัญว่าเที่ยง เป็นต้น ในอารมณ์นั้น ๆ ที่กำหนดรู้  เป็นการกำหนดรู้ถึงขั้นละได้  คือ  รู้ถึงขั้นที่ทำให้ถอนความยึดติด  เป็นอิสระจากสิ่งนั้น ๆ ได้  ไม่เกิดความผูกพันหลงใหล  ทำให้วางใจ  วางท่าที  และปฏิบัติ  ต่อสิ่งต่าง ๆ  ได้ถูกต้อง  เช่นเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา แล้ว ก็ละนิจจสัญญา  เป็นต้น  ในสิ่งนั้น ๆ  ได้[13][๕๕]

  ภูมิแห่งปหานปริญญา  แบ่งเป็นขั้น ๆ ได้ดังนี้

๑)ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนา(การพิจารณาเห็นความดับ)  ต่อ

แต่นั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมละนิจจสัญญาเสียได้ 

๒)พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์  ย่อมละสุขสัญญา

(ความสำคัญว่าเป็นสุข) เสียได้ 

๓)พิจารณาเห็นโดยความไม่เป็นตัวตน  ย่อมละอัตตสัญญา 

(ความสำคัญว่าเป็นตัวตน) เสียได้

๒)  เบื่อหน่าย  ความเพลิดเพลิน  สำรอกราคะ  ดับตัณหา 

สละ  ละความยึดถือเสียได้  ด้วยประการ

การสงเคราะห์ ญาณ ๑๖  วิสุทธิ ๕ และปริญญา ๓

ญาณ ๑๖

วิสุทธิ ๕ (ปัญญาวิสุทธิ)

ปริญญา ๓

อริยสัจ ๔

๑.นามรูปปริจเฉทญาณ

ทิฏฐิวิสุทธิ

ญาตปริญญารอบรู้ว่าสิ่งใดเป็นเหตุสิ่งใดเป็นปัจจัยสิ่งใดเป็นผล

ทุกขวัฏฐาน  คือ  กำหนดทุกข์สัจจ์ 

๒.ปัจจยปริคหญาณ

กังขาวิตรณวิสุทธิ

สมุทัยววัฏฐาน  คือ  กำหนดสมุทัยสัจจ์ 


๓.สัมมสนญาณ

มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

ตีรณปริญญาสามารถไตร่ตรองถึงเงื่อนเกิดและเงื่อนดับของการรับรู้อารมณ์ 

มัคคววัฏฐาน  คือ  กำหนดมรรคสัจจ์ 

๔.อุทยัพพยญาณตรุณอุทยัพพยญาณ

๔.อุทยัพพยญาณพลวอุทยยัพพยญาณ

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

ปหานปริญญา


๕.ภังคญาณ

๖.ภยญาณ

๗.อาทีนวญาณ

๘.นิพพิทาญาณ

๙.มุญจิตุกัมยตาญาณ

๑๐.ปฏฺสังขารณญาณ

๑๑.สังขารุเปกขาญาณ

๑๒.อนุโลมญาณ

๑๓.โคตรภูญาณ

๑๔.มัคคญาณ

ญาณทัสสนวิสุทธิ

๑๕.ผลญาณ

๑๖.ปัจจเวกขณญาณ

๒๐.๔  ญาณ ๑๖

  ญาณ ๑๖[14][๕๖] คือ ความรู้สึกตัวด้วยปัญญา, หยั่งรู้, กำหนดรู้ ที่ได้มาจากการเจริญวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐาน โดยมีระดับของปัญญาเป็นขั้นๆ ไป ดังต่อไปนี้

  (๑)  นามรูปปริเฉทญาณ  หรือเรียกว่า สังขารปริจเฉทบ้าง  นามรูปววัฏฐานบ้าง  ปัญญาที่กำหนด จนรู้เห็นรูปเห็นนามว่า  เป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้  การรู้จักจำแนกรูปและนาม อันเป็นสิ่งที่ถูกรู้หรือเป็นอารมณ์เครื่องระลึกของสติออกจากจิตผู้รู้  หมายถึง  ความรู้จักรูปธรรม-นามธรรมว่า สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่พอนับได้ว่าเป็นของจริง  ก็มีแต่รูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น และ กำหนดได้ว่าในการรับรู้และเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของตนนั้น อะไรเป็นรูปธรรม  อะไรเป็นนามธรรม  เช่น เมื่อเห็นรูป  จักขุประสาท  แสง  และรูปหรือสี  เป็นรูปธรรม  จักขุวิญญาณ  หรือการเห็นเป็นนามธรรม  ดังนี้เป็นต้น
  เมื่อว่าตามชื่อ  ญาณนี้ปรากฏแต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเท่านั้น แต่ถ้าเราศึกษาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค อันแสดงถึงวัตถุนานัตตญาณ  (๑๕) โคจรนานัตตญาณ (๑๖) จริยานานัตตญาณ (๑๗) ภูมินานานัตตญาณ (๑๘) และธัมมานัตตญาณ
(๑๙)
  เมื่อกล่าวโดยเนื้อหาสาระแล้ว ย่อมมีความเหมือนกันกับการอธิบายในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวคือ อัตตาตัวตนที่แท้จริงไม่มีเลย  เมื่อว่าโดยปรมัตถธรรม (ความจริงแท้) มีแต่เพียงรูปนามเท่านั้น ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานถึงญาณนี้ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า อัตตาตัวตนเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่ยึดมั่นว่า มีอัตตาตัวตน (เป็นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา) ตามหลักพระพุทธศาสนา ความเห็นเช่นนี้ถือว่า เป็นทิฏฐิวิสุทธิ คือ มีความเห็นที่บริสุทธิ์

สภาวะของญาณนี้  : เป็นญาณ ที่รู้ความเป็นจริงของธรรมชาติทั้งปวงว่า เป็นเพียง รูป กับนาม เท่านั้น ( รูปธรรม  และ นามธรรม)  คือ มองเห็นความต่างกันของธรรมชาติ ๒ อย่าง  คือ  เห็นรูปก็เป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่ง  เห็นนามก็เป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่ง  เช่นว่า  เห็นว่า การเคลื่อนไหวก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถจะรับรู้อะไรได้ตัวมันเองไม่สามารถจะรับรู้อารมณ์ได้ เป็นเพียงแต่ธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็สลายตัวไป  จัดว่าเป็นรูปธรรม  ส่วนตัวที่เข้าไปรู้ เป็นธรรมชาติที่สามารถจะรับรู้อะไรได้ จัดเป็นนามธรรม  สภาวะที่เห็นความต่างกันของธรรมชาติ ๒ อย่างนี้  คือเห็นว่า รูปก็อย่างหนึ่ง เห็นว่า นามก็อย่างหนึ่ง  อย่างนี้เรียกว่า สามารถแยกรูปแยกนามได้ เห็นรูปเห็นนามต่างกัน  ไม่ว่าจะเป็นทวารอื่นก็ตาม ขณะที่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มากระทบกาย มีสติรู้ทัน ก็เห็นว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง นั้นก็เป็นแต่ธรรมชาติที่มากระทบแล้วก็สลายไป  ไม่สามารถจะรับรู้อะไรได้  ส่วนตัวจิตใจเป็นตัวที่เข้าไปรู้ได้ เป็นธรรมชาติ ชนิดหนึ่ง เป็นนามธรรม  หรือลมหายใจที่เข้าออก กระทบโพรงจมูก หายใจเข้าเย็น หายใจออกร้อน เป็นตัวที่ไม่สามารถจะไปรับรู้ อะไรได้ มีหน้าที่กระทบแล้วก็สลายไป เป็นรูปธรรม  ส่วนตัวจิตที่เข้าไปรับรู้ลมหายใจ สามารถที่จะรับรู้ อะไรได้ ก็ไปรับรู้ลมหายใจ เป็นนามธรรม  เห็นลมหายใจเป็นเพียงสภาวะอย่างหนึ่ง  เห็นจิตที่เข้าไปรู้ลมหายใจก็เป็นสภาวะอีกอย่างหนึ่ง  อย่างนี้ก็เรียกว่า มีปัญญาแยกสภาวะรูปนามได้  ก็จะทำให้เข้าใจว่า  ในชีวิตนี้มันไม่มีอะไร ในเนื้อแท้จริงๆ แล้วมีแต่รูปกับนามเกิดขึ้นเท่านั้น  ปราศจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ในขณะที่จิตไปสัมผัสรูปนามนั้น  ก็ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนอะไรต่ออะไร  เมื่อผู้ปฏิบัติทำความเพียรต่อไป เจริญสติกำหนดรูปนามยิ่งขึ้นไป ก็จะขึ้นถึงญาณที่ ๒

  (๒) ปัจจยปริคคหญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม  คือ  รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ  รู้ว่ารูปหรือนามปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อจิตไปรู้มันเข้า  เรียกได้หลายชื่อว่า  ธัมมัฏฐิติญาณ บ้าง  ยถาภูตญาณ บ้าง สัมมาทัสสนะ บ้าง[15][๕๗]  และผู้ประกอบด้วยญาณขั้นนี้  พระอรรถกถาจารย์เรียกว่าเป็น  “จูฬโสดาบัน”คือ  พระโสดาบันน้อยเป็นผู้มีคติ  คือ  ทางไปก้าวหน้าที่แน่นอนในพระพุทธศาสนา
  เมื่อว่าตามชื่อ  ญาณนี้ปรากฏแต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค  แต่ถ้าศึกษาคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เราก็จะพบว่า เนื้อหาสาระของญาณนี้ตรงกับธัมมัฏฐิตญาณ
(ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)ที่ท่านพระสารีบุตรได้นำปฏิจจสมุปบาทมาจำแนกไว้ 

  ผู้ปฏิบัติตามถึงญาณนี้จะทราบถึงสรรพสิ่งล้วนเกิดมาตามเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท สำหรับผู้ปฏิบัติที่เคยนับถือในพระผู้สร้างโลก (God) เมื่อปฏิบัติมาถึงญาณนี้ ก็จะปฏิเสธเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง

  สภาวะของญาณนี้  : คือ  เห็นเหตุปัจจัยของรูป-นาม  คือจะเห็นว่า  รูป- นามนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน  มีความเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยกัน  เช่น ขณะที่การก้าวไปๆ การคู้ การเหยียด การเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นไปเพราะว่ามีธรรมชาติอย่างหนึ่งเป็นตัวเหตุปัจจัย คือมีจิต  จิตปรารถนาจะให้ กายเคลื่อนไหว กายก็เคลื่อนไหวไป  จิตปรารถนาจะยืน กายก็ยืน  จิตปรารถนาจะเดิน กายก็เดิน จิตปรารถนาจะนอน กายก็นอน  คือ ลมก็ไปผลักดันให้กายนั้นเป็นไป อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นปัจจัย ให้เกิดรูป  นามคือจิตใจเป็นปัจจัยให้เกิดรูป  รูปที่ก้าวไป รูปที่เคลื่อนไหว เกิดขึ้นมาได้เพราะว่าจิตเป็นปัจจัย  ส่วนรูปบางอย่าง รูปเป็นปัจจัยให้เกิดนาม  เช่นเสียง เสียงมีมากระทบประสาทหู เสียงเป็นรูป  เมื่อกระทบประสาทหู  ซึ่งเป็นรูปด้วยกัน ก็เกิดการได้ยินขึ้น  เกิดการรับรู้ทางหูขึ้น ก็จะมองเห็นว่ามันเป็นเหตุปัจจัยกัน  เสียงมากระทบจึงเกิดการได้ยินขึ้น  เรียกว่ารูปเป็นปัจจัยให้เกิดนาม  เย็นร้อน อ่อนแข็ง อ่อนตึง เป็นรูป  มากระทบกาย ก็เกิดการรับรู้ซึ่งเป็นนามเกิดขึ้น  เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียร ดูรูปนาม  เห็นความเกิดดับ เห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของรูปนามอยู่เสมอก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๓

  ผู้ประกอบด้วยญาณนี้ ชื่อว่า จูฬโสดาบัน  ดังคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า  อิมินา  ปน  (ปจฺจยปริคฺคห)ญาเณน  สมนฺนาคโต  วิปสฺสโก  พุทฺธสาสเน  ลทฺธสฺสาโส  ลทฺธปติฎฺโฐ  นิยตคติโก  จูฬโสดาปนฺโน  นาม  โหติ .  (วิสุทธิ. ๒/๒๗๑)

  คัมภีร์วิสุทธิมรรคมหาฎีกา อธิบายอีกว่า  อปริหีนกงฺขาวิตรณวิสุทฺธิโก  วิปสฺสโก  โลกิยาหี  สีลสมาธิปญฺญาสมฺปทาหิ  สมนฺนาคตตฺตา  อุตฺตริ  อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต  สุคติปรายโน  โหตีติ  วุตฺตํ  “นิยตคติโกติ  ตโต  เอว  จูฬโสตาปนฺโน  นาม  โหติ.  (วิสุทฺธิ. ฎี.  ๒/๔๒๔)

  ผู้เจริญวิปัสสนา ที่กำลังก้าวหน้าในกังขาวิตรณวิสุทธิ  เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลสมาธิปัญญาที่ บริสุทธิ์แล้ว  แต่ยังไม่ถึงขึ้นหลุดพ้น(เพราะเป็นโลกิยะ)  ถึงแม้จะยังไม่บรรลุคุณธรรมพิเศษยิ่งๆ ขึ้นไปก็ตาม

แต่ก็เป็นผู้มีสุคติภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า  ดังนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า  “นิยตคติโก” (เป็นผู้มีคติภพที่แน่นอน)และด้วยเหตุที่เป็นผู้มีคติภพที่แน่นอนนี้  จึงไต้ชื่อว่า  “เป็นพระจูฬโสดาบัน”


  (๓)  สัมมสนญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว  เห็นอย่างนี้เรียกว่า  สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์  รู้ว่ารูปนามทั้งปวงนั้นปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อถูกรู้ และรูปนามทั้งปวงนั้นล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์  
  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๕)  และคัมภีร์วิสุทธิมรรค  สาระสำคัญของญาณนี้ คือ  ผู้ปฏิบัติรู้ว่า รูปนามดับไป และเห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกันไป แต่สันตติ(ความสืบต่อ)ยังไม่ขาด  เพราะเป็นเพียงความรู้ด้วยจินตาญาณ(ความนึก พิจารณา)หลักฐานในคัมภีร์สัทธัมมปกาสินี :  อิทานิ  ยสฺมา
  เหฏฺฐา  สรูเปน  นามรูปววตฺถานญาณํ  น  วุตฺตํ, ตสฺมา  ปญฺจธา  นามรูปปฺเภทํ  ทสฺเสตุ  อชฺฌตฺตววตฺถาเน  ปญฺญาวตฺถุนานตฺเต  ญาณนฺติอาทีนิ  ปญฺจ ญาณานิ  อุทฺทิฏฺฐานิ[16][๕๘]  

  สัมมสนญาณ คือ ปัญญาญาณที่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วของนามธรรมและรูปธรรมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แยกออกเป็น ๔ นัย คือ  
    ๑) กลาปสัมมสนนัย เห็นชัดถึงรูปอดีต ปัจจุบัน อนาคต รูปภายใน-นอก รูปหยาบ-ละเอียด รูปใกล้-ไกล รูปเลว-ประณีต ทั้งหมดเป็นอนิจจังสิ้นไปถ่ายเดียวไม่มีกลับ  
    ๒) อัทธานสัมมสนนัย เห็นรูปนามในอดีตไม่เป็นปัจจุบัน รูปนามปัจจุบันไม่เป็นอนาคต รูปภายในไม่เป็นรูปภายนอก ฯลฯ เป็นต้น มีเหตุปัจจัยกันอยู่ ปัจจุบันดี อนาคตดี ปัจจุบันชั่ว อนาคตชั่ว อุปมาเหมือนดวงตราเมื่อประทับลงในกระดาษนั้นรูปตราปรากฏอยู่ แต่ดวงตราหาติดกระดาษไม่ 
   
๓) สันตติสัมมสนนัย พิจารณาเห็นรูปร้อนหายไปรูปเย็นเกิด รูปเย็น-ดับรูปร้อนเกิด รูปนามไม่เที่ยงเป็นอนัตตา  
   
๔) ขณสัมมสนนัย เห็นความเกิดดับกันอยู่เรื่อยไป ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่งนอน และเห็นว่า ขันธ์ ๕ เกิด เพราะ อวิชชาเกิด ขันธ์ ๕ ดับ เพราะอวิชชาดับ  
    ตั้งแต่ญาณ ๑ ถึงญาณ ๓ นี้เรียกว่า “ญาตปริญญา” คือ  ปัญญาที่ประจักษ์ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏโดยสภาพไม่ใช่ตัวตน เป็นพื้นฐานให้น้อมพิจารณา ลักษณะของรูปนามอื่นเพิ่มขึ้น

  สภาวะของญาณนี้ :  เป็นญาณที่เห็นไตรลักษณ์ คือ เห็นอนิจจัง ความ ไม่เที่ยงของรูป-นาม เห็นทุกขัง  คือ ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ของรูป-นาม  เห็นอนัตตา ความบังคับบัญชา ไม่ได้ของรูปนาม  แต่ว่าการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในญาณที่ ๓  นี้  ยังเอาสมมุติบัญญัติมาปน  ยังมีสุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการได้ฟัง)  มาเอาจินตามยปัญญา (ความตรึกนึกคิด)มาปนอยู่ด้วย ยังไม่บริสุทธิ์ในความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ก็ทำให้รู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ยังมีสมมุติบัญญัติ  มีปัญญาที่ได้จากการได้ฟัง  จากการคิดพิจารณาขึ้นมา ก็เกิดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติ ได้ทำความเพียร กำหนดดูรูปนามเรื่อยไปก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๔



[1][๔๓] ม. อ. ๑/๕๗

[2][๔๔] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐

[3][๔๕] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐

[4][๔๖] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐

[5][๔๗] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๑

[6][๔๘] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๒

[7][๔๙] ม.อ. ๔/๕๘-๕๙

[8][๕๐] อนุปทสูตร ม.อุ. ๑๔/๙๕/๘๐

[9][๕๑] ม.อ. ๔/๖๑-๖๒

[10][๕๒] http://www.abhidhamonline.org/visudhi.htm

  [11][๕๓] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 645

  [12][๕๔] กำหนดรู้  ในที่นี้หมายถึงกำหนดรู้ด้วยปริญญา  ๓  อย่าง  คือ  (๑)  ญาตปริญญา  การกำหนดรู้ขั้นรู้จัก

(๒) ตีรณปริญญา  การกำหนดรู้ขั้นพิจารณา  (๓)  ปหานปริญญา  การกำหนดรู้ขั้นละ  (สํ.นิ.อ.  ๒/๖๓/๑๒๔

  [13][๕๕]ขุ.มหา.(ไทย) ๒๙/๑๓/๖๓ ,  ม.มู.อ.  ๑/๒/๓๑-๓๔

  [14][๕๖] วิสุทฺธิ. ๒/๒๐๕.

[15][๕๗] ขุ.ปฏิ.(ไทย) ๓๑/๓๑/๒๒๗/๓๘๓

[16][๕๘] ขุ.ป.อ. ๑/๓๖ มจร

(๔)  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว  รู้ว่ารูปนาม และปฏิกิริยาของจิตต่อรูปนามที่จิตไปรู้เข้า ล้วนแต่เกิดดับต่อเนื่องกันไป

  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๖) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค  สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ญาณนี้แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง  ญาณช่วงที่ ๑ เป็นญาณระดับอ่อน (ตรุณะ)  ช่วงที่ ๒ เป็นญาณระดับแก่ (พลวะ)

  ในระดับอ่อนผู้ปฏิบัติกำหนดรู้สภาวะต่าง ๆ ของรูปนามแล้วเห็นชัดว่าสภาวะดับหายไปเร็วขึ้นกว่าเดิม  แม้แต่เวทนาที่เกิดขึ้น เมื่อกำหนดไปก็หายเร็วขึ้น  สภาวะจิตก็เป็นสมาธิที่ดี  ในญาณระดับนี้  ผู้ปฏิบัติมักจะเห็นสภาวะที่แปลก ๆ  มีภาพปรากฏให้เห็น มีแสงสว่างเข้ามาปรากฏอยู่บ่อย ๆ (โอภาส)  เนื่องจากผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นแสงสว่างเช่นนี้มาก่อน ก็อาจจะเอาใจใส่ดู หรืออาจจะเข้าใจผิดว่า ตนเองได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็เป็นได้  ภาวะเช่นนี้ เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งเป็นเหตุให้วิปัสสนาเศร้าหมอง

  วิปัสสนูปกิเลส  มี ๑๐ อย่าง  คือ แสงสว่าง(โอภาส)  ความรู้(ญาณ)  ความเอิบอิ่มใจ(ปีติ) ความสงบ(ปัสสัทธิ)  ความสุข(สุข)  ความน้อมใจเชื่อ(อธิโมกข์)  ความเพียร(ปัคคาหะ)  การตั้งสติไว้(อุปัฏฐานะ)  ความวางเฉย(อุเบกขา)  และความใคร่(นิกันติ)  กระนั้นก็ตาม ผู้ปฏิบัติก็ยังกำหนดได้ดีกว่าระดับขั้นที่ผ่านมา

  ในญาณระดับนี้ การมีกัลยาณมิตรที่ดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติมาก  เพราะถ้าผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดพลาด(ไม่มีผู้ชี้ทางให้ ) อาจคิดว่าตนเองได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน  ก็จะพลาดโอกาสที่จะได้ผลการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในระดับสูงต่อไป  การปฏิบัติในขั้นนี้ จะเป็นเครื่องทดสอบว่าผู้ปฏิบัติได้ปฏิบัติถูกหรือไม่  ในความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติในขั้นนี้ยังไม่สามารถกำหนดให้เห็นไตรลักษณ์ได้แจ่มแจ้ง เพราะจิตมักจะถูกวิปัสสนูปกิเลสเข้าครอบงำอยู่เสมอ เมื่อผู้ปฏิบัติได้กัลยาณมิตรก็จะสามารถฟันฝ่าเอาชนะวิปัสสนูปกิเลสได้ ทำให้การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานดำเนินต่อไปได้   ครั้นปฏิบัติมาถึงญาณระดับอุทยัพพยญาณอย่างแก่ (พลวะ)  ผู้ปฏิบัติจึงจะสามารถกำหนดรูปนามเห็นไตรลักษณ์ตามความเป็นจริง

อุทยัพพยญาณ  คือ  ญาณที่เห็นอาการเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมแต่ละประเภทอย่างชัดเจนยิ่ง รูปนามที่เกิดสันตติขาดเป็นห้วงๆ ประหนึ่งคนแกว่งธูป เมื่อแกว่งเร็วก็เกิดดับติดๆ กันไป เราเห็นควันธูปเป็นไม่ดับ แต่ที่แท้ควันธูปดับอยู่เสมอ เรียกญาณนี้ว่า “ตีรณปริญญาญาณ” คือ ปัญญาที่พิจารณาลักษณะสภาพธรรมที่ปรากฏเสมอกันทั้ง ๖ ทวาร ไม่เจาะจงฝักใฝ่มุ่งหวังเฉพาะรูปนามใดรูปนามหนึ่ง ความสมบูรณ์ของปัญญารู้ชัดเสมอกัน     อนึ่ง ญาณนี้เมื่อสมาธิมากขึ้น นึกอยากจะเห็นอะไรก็เห็นหมด จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นย่อมจะเป็นนิมิตมาให้เห็นได้ทั้งนั้น ฉะนั้นต้องระวังให้มากอย่าอยากเห็นเป็นอันขาด เพราะจะทำให้วิปัสสนารั่วและจะเสียปัจจุบันธรรม ทางนั้นเป็นสมถะไม่ใช่วิปัสสนา

  สภาวะของญาณนี้ : ในอุทยัพพยญาณนี้  ก็แบ่งเป็น ๒  ตอนเป็น ตรุณอุทยัพพยญาณ อย่างหนึ่ง กับเป็นพลวอุทยัพพยญาณ อย่างหนึ่ง คือ เป็นอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน กับอุทยัพพยญาณ อย่างแก่ คือ ญาณที่ ๔ อย่างอ่อนกับญาณที่ ๔ อย่างแก่

  ในขณะที่ญาณที่ ๔ อย่างอ่อน คือตรุณอุทยัพพย ญาณนี้ก็จะทำให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสขึ้น ที่จะทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง  วิปัสสนูปกิเลส คือกิเลสที่จะทำให้ วิปัสสนาเศร้าหมอง คือทำให้วิปัสสนาไม่เจริญขึ้นจะไม่ก้าวหน้า จะหยุดชะงัก  ทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นหลงติดอยู่ในวิปํสสนูปกิเลสเหล่านั้น  วิปัสสนาก็ไม่เจริญขึ้น ทำวิปัสสนากรรมฐานไม่ก้าวหน้า อยู่แค่นั้น  เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อถึงขณะนั้นแล้ว มันจะเกิดวิปัสสนูปกิเลสขึ้นอย่างใดอย่าง หนึ่ง  ก็ให้รู้ทันวิปัสสนูปกิเลสนี้ ที่จริงมันก็เป็นธรรมฝ่ายดี เช่น  ปิติ  ความสุข ความสงบ เป็นธรรมฝ่ายดี  แต่มันเสียตรงที่ว่า เกิดความไปยินดี พอใจ ติดใจในสิ่งเหล่านั้น เรียกว่ามี นิกันติ (ความไปพอใจ) วิปัสสนาญาณก็ไม่เจริญ

  วิปัสสนูปกิเลส ที่เกิดมี ๑๐ ประการนั้น

  ประการที่ ๑ ก็คือ โอภาส โอภาส ได้แก่ แสงสว่าง เกิดความสว่างขึ้นในใจ จิตใจของบุคคลนั้น จะรู้สึกเกิดความพอใจ กับสิ่งอัศจรรย์ในใจ ที่มันปรากฏขึ้น มีความสว่างในจิตในใจขึ้น มีเหมือนเป็นแสงสว่างอยู่ทั่วตัว เกิดความยินดี พอใจ เมื่อเกิดความ ยินดี พอใจ รูปนามก็มองไม่เห็น ไม่เห็น รูปนาม เพราะมัวติดอยู่กับแสงสว่างเหล่านั้น เรียกว่ามี นิกันติ

  ประการที่ ๒ เกิด ญาณะ  ญาณะก็คือ ความรู้ เกิดความรู้แก่กล้าขึ้น มีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นรู้อะไรทะลุปรุโปร่งไปหมด จะคิด จะนึก จะพิจารณาอะไร มันเข้าใจไปหมด ก็เกิดความพอใจยินดีติดใจในความรู้ของตนที่เกิดขึ้น วิปัสสนาญาณก็ไม่เจริญก้าวหน้า

  ประการที่ ๓ ก็คือ ปีติ ได้แก่ความอิ่มเอิบใจ จะมีความอิ่มเอิบใจอย่างมาก อย่างแรงกล้า จิตใจมีความปลื้มอกปลื้มใจ  ปิติ อิ่มเอิบ อย่างมาก แล้วก็เกิดความยินดีพอใจ ในปีติเหล่านี้ วิปัสสนาก็ไม่เจริญ

  ประการที่ ๔ เกิด ปัสสัทธิ คือความสงบอย่างแรงกล้า จิตใจมีความสงบอย่างมาก มีความนิ่ง ความสงบ ลงไปอย่างมาก แล้วก็เกิดความพอใจ เกิดความยินดี พอใจในความสงบ ที่จริงความสงบมันเป็นเรื่องดี แต่มันไปเสียที่เกิดความยินดีพอใจ ตัวความ ยินดี พอใจ เป็นโลภะ มักจะเกิดขึ้น ถ้ารู้ไม่ทัน

  ประการที่ ๕ เกิด สุขะ สุขะคือความสุขอย่างแก่กล้า คือ ความสบายใจ ใจเย็นสบายมาก แล้วก็เกิดนิกันติ คือความพอใจใน ความสบาย เป็นโลภะเช่นกัน วิปัสสนาญาณก็เจริญไม่ได้

  ประการที่ ๖ เกิด อธิโมกข์ คือตัดสินใจเชื่อ เกิดความเชื่อลงไปอย่างมากเชื่อถือลงไป แล้วก็ติดใจในความเชื่อถือเหล่านั้น ไม่เห็นรูปนาม อีกเหมือนกัน

  ประการที่ ๗ เกิดปัคคหะ คือความเพียรอย่างแรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะเกิดความเพียรอย่างมาก เพราะทำให้ไม่มีความพอดี ก็ไม่เห็นรูปนามต่อไป เพราะเกิดความติดใจในความเพียรนั้น

  ประการที่ ๘ เกิด อุปัฏฐานะ คือ สติ เกิดสติแก่กล้า มีความรู้สึกว่าสตินี้คล่องว่องไวเหลือเกิน ที่จะกำหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ อารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบในส่วนต่างๆ จุดต่างๆ สติมีความรับรู้ว่องไวมาก แล้วก็เกิดความพอใจในสติที่มีสติระลึกรู้ได้เท่าทัน ที่จริงสติเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่ควรเจริญ ให้เกิดขึ้น แต่มันไปเสียตรงที่มีนิกันติ คือมีความยินดีพอใจในสติที่เกิดขึ้น วิปัสสนาก็ก้าวไปไม่ได้

  ประการที่ ๙ เกิด อุเบกขา คือ ความเฉยๆ จิตใจมีความเฉยมาก ไม่รู้สึกดีใจเสียใจ ใจมีความเฉย แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดนิกันติ พอใจใน ความเฉยได้ สังเกตได้ยาก มันเฉยแล้วพอใจในความเฉย ไม่โลดโผน วิปัสสนาก็เจริญไม่ได้

  ประการที่ ๑๐ นิกันติ ความยินดีติดใจ เป็นตัวสำคัญที่ทำให้วิปัสสนาญาณไม่เจริญ ฉะนั้น ก็เป็นที่เข้าใจว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ที่จริงเป็นเรื่องดี ปิติก็ดี ความสุขก็ดี ความสงบก็ดี ความรู้สติก็ดี มันเป็นเรื่องดีเกิดขึ้นมา แต่ว่ามันเสียตรงที่มีนิกันติ คือความเข้าไปยินดีติดใจ ทำให้การเจริญวิปัสสนานั้น ไม่ก้าวหน้า ไปติดอยู่แค่นั้น

  วิธีที่จะผ่านวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้ไป จะทำอย่างไร?  ผู้ปฏิบัติก็ต้องมีความแยบคายในการพิจารณาถึงลักษณะความยินดีพอใจที่เกิดขึ้น  สังเกตให้ออกว่าขณะนี้เกิดความพอใจ  เช่น เกิดความสงบ มีความรู้สึก  พอใจในความสงบอยู่  ก็ให้รู้ทันว่า นี่ลักษณะของความพอใจ เกิดปีติ และเกิดความพอใจในปีติ  ก็รู้ว่า นี่พอใจ ๆ เกิดสติ เกิดปัญญา แล้วพอใจ ก็รู้เท่าทันความพอใจ  ถ้าเกิดการที่เข้าไปรู้เท่าทันลักษณะของความพอใจได้ ความพอใจนั้นก็จะหลบหน้าไป  ก็กลับเป็นปกติขึ้น ก็จะก้าวขึ้นสู่อุทัพพยญาณอย่างแก่ คือ ญาณที่ ๔ อย่างแก่

  ในญาณที่ ๔ อย่างแก่ ก็จะเห็นความเกิดดับของรูป-นาม  มีความบริสุทธิ์ของการเห็น เห็นรูปเกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ กำหนดไป ตรงไหน เห็นแต่ความเกิดดับไปหมด เสียงดังมากระทบหูได้ยิน กำหนดรู้ก็เห็นมันเกิดดับไปเลย ใจที่คิดนึก กำหนดรู้เห็น ความเกิดดับไป เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มากระทบกำหนดรู้ถึงความเกิดดับไปทันที ไม่ว่าจะอารมณ์ส่วนไหนก็ตามที่ปรากฏอยู่ เห็นความเกิดขึ้นดับไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นญาณที่ ๔  จากนั้น  ถ้าผู้ปฏิบัติทำความเพียรต่อไปไม่ลดละ เพ่งดูรูป-นามที่เกิดดับ เกิดดับ อยู่อย่างนั้นเรื่อยไป ก็จะขึ้นสู่ญาณที่ ๕

  (๕) ภังคานุปัสสนาญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด  ต่อมาพอจิตมีปฏิกิริยาใดๆ ต่อสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ถ้าสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ปฏิกิริยานั้นจะดับไปทันที

  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๗) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติหายไป  จะทำให้ผู้ปฏิบัติ เห็นอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ชัดเจนขึ้นตามลำดับ

  ภังคญาณ คือ ปัญญาที่ประจักษ์แจ้งความไม่มีสาระของการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรมที่ปรากฏเป็น “ปหานปริญญา” คือ ปัญญาที่รอบรู้เพิ่มขึ้นละคลายความยินดีในนามรูป เห็นโทษของนามรูปเพิ่มขึ้น ละวิปลาสเสียได้ คือ ละความเห็นว่าเที่ยง ว่าสุข ว่าเป็นตัวตน ว่าสวย ว่างาม

  สภาวะของญาณนี้ : ในภังคญาณนี้ ผู้ปฏิบัติจะเห็นแต่ฝ่ายดับ คือ เห็นรูป-นามนั้นดับไป ดับไป อย่างรวดเร็ว เพราะรูป-นามเกิดดับรวดเร็วถี่มาก  เมื่อญาณแก่กล้า  ความรู้สติปัญญาแก่กล้า เข้าไปทันกับรูป-นามที่ดับเร็ว มันก็เลยเห็นแต่ดับ ๆ ๆ ๆ เห็นแต่ฝ่ายดับไป ดับไป ท่านอุปมาเหมือนยืนอยู่ ในตรอก  มองไปปากตรอก ปากตรอกนั้นเห็นรถวิ่งผ่านแว่บ ผ่านไปๆ ๆ ๆ เห็นแต่ฝ่ายดับๆ ๆ ๆ ไป นี่เป็นญาณที่ ๕  เมื่อมีความเพียร ไม่ท้อถอย กำหนดดูไปเรื่อยๆ เห็นรูปนามเกิดดับ ดับไป ดับไป ดับไป ก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๖


  (๖) ภยตูปัฏฐานญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย  เป็นที่น่ากลัว  เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น  ผู้ปฏิบัติจะเห็นว่า ภพชาติทั้งปวง อันหมายถึงการที่จิตเข้าไปอิงอาศัยอารมณ์ต่างๆ นั้น เป็นของไม่ปลอดภัย เนื่องจากอารมณ์ทั้งปวงล้วนแต่เกิดดับ

  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติมักเห็น(ภาพนิมิต)สภาพของร่างกายที่มีแต่เพียงกระดูกขาวโพลน กระบอกตากลวงโบ๋  น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนักจนเกิดความรู้สึกว่า ไม่อยากได้รูปนามอีกต่อไป เพราะถ้าได้มาอีก รูปนามก็จะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อยู่ต่อไป

  สภาวะของญาณนี้  :  เมื่อถึงญาณนี้  ผู้ปฏิบัติจะเห็นรูป-นามที่มันดับไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง  จนเกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่า เป็นภัยเสียแล้ว เห็นว่ามันเป็นภัย  ก่อนนั้นเคยหลงใหล แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นภัย  คือรูป-นามที่ประกอบเป็นชีวิต เป็นอัตภาพ เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งดูไปแล้วเป็นแต่รูป-นาม  มันจะเห็นว่าก็มันดับอยู่อย่างนี้  มันย่อยยับต่อหน้าต่อตา  ไม่ว่าส่วนไหนมันก็ดับไปหมด สิ่งที่ปรากฏให้รู้ดับไป  ตัวที่รู้ดับไป  ตัวผู้รู้ดับไป  มันมีแต่ความ ดับไป  ดับไป  มันรู้สึกว่าเป็นภัย เป็นภัยเสียแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เสียแล้วในชีวิตนี้ เป็นภัย

  (๗) อาทีนวญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น  ในระหว่างที่อิงอาศัยอารมณ์นั้น จิตไม่ได้มีความสุขจริง เพราะภพชาติทั้งปวงล้วนแต่มีทุกข์มีโทษในตัวของมันเอง

  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะเห็น(ภาพนิมิต) ร่างกายที่ค่อย ๆ พองขึ้นอืดที่บริเวณท้อง ลำตัว แขน หลังมือ หลังเท้า เป็นต้นสักระยะหนึ่งอาการพองอืดก็จะค่อย ๆ ยุบลงตามปกติ

  สภาวะของญาณนี้ :  ผู้ปฏิบัติจะเกิดความรู้สึกว่า นาม-รูปนี้เป็นโทษ ในขณะที่เห็นรูปนามดับไป ดับไป เกิดความ รู้สึกว่าเป็นโทษ นอกจากจะเห็นภัยแล้ว ยังรู้สึกว่าเป็นโทษอีก

  (๘) นิพพิทาญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า เกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์  จิตคลายความเพลิดเพลินพึงพอใจในภพชาติต่างๆ
  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๘) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค  สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเบื่อหน่ายต่อรูปนาม เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ล้วน ๆ มิใช่เกิดขึ้นเพราะนึกคิดเอาเอง

  สภาวะของญาณนี้  :  นิพพิทาญาณนี้จะรู้สึกเบื่อหน่าย ในเมื่อเห็นรูป-นาม เป็นภัย เป็นโทษ มันก็รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ได้ติดใจเลยในรูปนามนี้ มันน่าเบื่อจริงๆ  แต่ก็ไม่หนี ไม่ท้อถอย ก็ยังคงดูต่อไป  แต่บางคนก็อาจจะเลิกรา  เบื่อมาก ๆ เข้า เมื่อเพียรพยายามต่อไปก็จะขึ้นญาณที่ ๙


  (๙)  มุญจิตุกัมยตาญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง  จิตพยายามดิ้นรนแสวงหาทางออกจากภพ หรือการตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ต่างๆ 
  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค  สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ  ผู้ปฏิบัติจะอยากหลุดพ้นจากรูป-นาม
  บางครั้ง ผู้ปฏิบัติเกิดอาการคันอย่างรุนแรง บางครั้งก็เกิดทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า จนอยากหนีไปให้พ้นจากรูปนาม แต่ก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังคงเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไปอีก

  สภาวะของญาณนี้  :  มีความรู้สึกใคร่จะหนีให้พ้น เมื่อมันเบื่อแล้วก็ใคร่จะหนี มีความรู้สึกอยากจะหนีไป เหมือนบุคคลที่อยู่ใน กองเพลิง มันก็อยากจะไปให้พ้นจากกองเพลิงเหล่านี้ จากนั้นเมื่อเพียรพยายามต่อไปก็จะขึ้นญาณที่ ๑๐


  (๑๐) ปฏิสังขารญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์  จิตพบว่าหนีจากอารมณ์หรือภพไม่ได้ เพราะมันไม่อยู่ในอำนาจบังคับของเรา จึงจำเป็นต้องอยู่กับมัน   
  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจนที่สุดกว่าทุกญาณที่ผ่านมา การหยั่งรู้ไตรลักษณ์ มีประโยชน์มาก เพื่อจะได้ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ต่อไป

  สภาวะของญาณนี้ :  ในปฏิสังขาญาณนี้มันจะหาทางว่าทำอย่างไร ถึงจะพ้นได้ ในเมื่อตอนแรกมันใคร่จะหนี พอถึงญาณอันนี้ ก็หาทาง ที่จะหลุดพ้นให้ได้ เมื่อเพียรพยายามต่อไป ก็จะขึ้นถึงญาณที่ ๑๑

  (๑๑) สังขารุเปกขญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว  จิตเป็นกลางต่ออารมณ์ เพราะเห็นแล้วว่ามันเป็นของเกิดดับ และหนีมันไม่ได้ ยิ่งพยายามไปปฏิเสธมัน ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้น  จิตจึงไม่ปฏิเสธอารมณ์  เป็นกลางต่ออารมณ์  
  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๙) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะมีจิตใจสงบวางเฉยไม่มีทุกขเวทนารบกวน และสามารถกำหนด สภาวะต่าง ๆ ได้ดียิ่ง ผู้ปฏิบัติได้เห็นคุณค่าของการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นอย่างมาก

  ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร  คือเมื่อพิจารณาสังขารทั้งหลายต่อไป  ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่า มันก็เป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้น เป็นธรรมดา  หรือเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง  จึงวางใจเป็นกลางทำเฉยได้  ไม่ยินดียินร้าย  ไม่ขัดใจติดใจในสังขารทั้งหลาย  แต่นั้นก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท  ญาณจึงโน้มน้อมที่จะมุ่งแล่นไปยังนิพพานเลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย ญาณข้อนี้จัดเป็นสิขาปปัตตวิปัสสนา  คือ  วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอด  และเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา  คือ  วิปัสสนาที่เชื่อมถึงมรรคอันเป็นที่ออกจากสิ่งที่ยึดหรืออกจากสังขาร

  สภาวะของญาณนี้  : สังขารุเปกขาญาณนี้ มีลักษณะวางเฉยต่อรูป-นาม คือ เมื่อกำหนดรู้ หาทางหนี หนีไม่พ้น ยังไงก็หนีไม่พ้น ก็ต้องดูเฉยอยู่  การที่ดูเฉยอยู่นี้ทำให้ สภาวจิตเข้าสู่ความเป็นปกติ ในระดับสูง ไม่เหมือนบุคคลทั่วไป  บุคคลทั่วไปเวลาเห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัยนี้ สภาวะของจิตใจจะดิ้นรน ไม่ต้องการจะกระสับกระส่ายดิ้นรน  แม้แต่ในวิปัสสนาญาณก่อนหน้าสังขารุเปกขาญาณ ก็ยังมีลักษณะความดิ้นรนของจิต  คือยังมีความรู้สึกอยากจะหนี อยากจะให้พ้นๆ สภาวะของจิตยังไม่อยู่ในลักษณะที่ปกติ  จริง ๆ มันก็หลุดพ้นไม่ได้  แต่เมื่อมันดูไปจนถึงแก่กล้า แล้วไม่มีทาง ก็ต้องวางเฉยได้ ซึ่งในขณะที่เห็นความเกิดดับเป็นภัยเป็นโทษน่าเบื่อหน่ายอยู่อย่างนั้น  มันก็ยังวางเฉยได้ แม้จะถูกบีบคั้นอย่างแสนสาหัส แทบจะขาดใจ มันก็วางเฉยได้ เมื่อวางเฉยได้มันก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๑๒

 

  (๑๒) สัจจานุโลมิกญาณ  หรือ  อนุโลมญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจ จิตปล่อยวางอะไรจะเกิดมันก็เกิด ไม่ได้ปรารถนาแม้กระทั่งมรรคผลนิพพาน

  ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์  คือเมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย  ไม่พะวง  และญาณก็โน้มน้อมแล่นมุ่งตรงสู่นิพพานแล้ว  ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์  ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ
  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๔๑) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติจะพิจารณารูปนามว่า เป็นไตรลักษณ์ ตั้งแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณที่ ๔) ถึงสังขารุเปกขญาณ (ญาณที่ ๔๑) เหมือนพระมหากษัตริย์ ทรงสดับการวินิจฉัยคดีของตุลาการ ๘ ท่านแล้ว มีพระราชวินิจฉัยอนุโลมตามคำวินิจฉัยของตุลาการทั้ง ๘ ท่านนั้น ดังนั้น สัจจานุโลมิกญาณ จึงตรงกับขันติญาณ (ญาณที่ ๔๑) ในขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ดังที่ท่านพระสารีบุตรนำธรรม ๒๐๑ ประการ มาจำแนกเป็นขันติญาณเช่น รูปที่รู้ชัดโดยความไม่เที่ยง รูปที่รู้ชัดโดยความเป็นทุกข์ รูปที่รู้ชัดโดยความเป็นอนัตตา รูปใด ๆ ที่พระโยคาวจรรู้ชัดแล้ว รูปนั้น ๆ พระโยคาวจรย่อมพอใจ เพราะฉะนั้นปัญญาที่รู้ชัด จึงชื่อว่า ขันติญาณ (ญาณในความพอใจ)

  สภาวะของญาณนี้  :  เป็นญาณที่เป็นไปตามอำนาจกำลังของอริยสัจจ์ ที่จะสอดคล้องต่อไป ในโลกุตตรญาณ จากนั้นก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๑๓  เรียกว่า โคตรภูญาณ


 

 

(๑๓) โคตรภูญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน  เมื่อจิตหมดความอยาก (ไม่มีตัณหา - พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ละตัณหาอันเป็นตัวสมุทัย แล้วนิโรธจะปรากฏเอง) จิตก็ปล่อยวางอารมณ์ทั้งปวง ถอยเข้าหาจิตผู้รู้อย่างอัตโนมัติ

  เมื่อว่าโดยชื่อญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๐) และในคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ สภาวะจิตของผู้ปฏิบัติได้มีนิพพานเป็นอารมณ์ ข้ามพ้นโคตรปุถุชน บรรลุถึงอริยชน โดยไม่หวนกลับมาอีก ความจริงญาณนี้ แม้มีนิพพานเป็นอารมณ์ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำลายกิเลสได้หมด เปรียบเหมือนบุรุษที่มาเข้าเฝ้าพระราชา ได้เห็นพระราชาแล้วแต่ที่ไกล เมื่อมีคนมาถามว่า คุณได้เห็นพระราชาหรือยัง เขาก็ตอบว่า ยัง เพราะเขายังไม่ได้เข้าเฝ้า และทำกิจในราชสำนักได้เสร็จสิ้นฉันใดก็ฉันนั้น

  สภาวะของญาณนี้  : คือญาณที่มีหน้าที่โอนโคตรจากปุถุชนก้าวสู่ความเป็นอริยะ ในขณะนั้น จะทิ้งอารมณ์ที่เป็นรูปนาม ไปรับนิพพาน เป็นอารมณ์ แต่ว่าโคตร-ภูญาณยังเป็นโลกิยะอยู่ ตัวมันเอง เป็นโลกิยะ แต่มันไปมีอารมณ์เป็นนิพพาน แล้วจากนั้นก็จะเกิดมัคคญาณขึ้นมา


  (๑๔)  มัคคญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาร  สติ สมาธิ ปัญญา และธรรมฝ่ายการตรัสรู้ทั้งปวง รวมลงที่จิตดวงเดียวเป็นมรรคสมังคี กำลังของมรรคแหวกมโนวิญญาณซึ่งห่อหุ้มปิดบังธรรมชาติอันบริสุทธิ์ออก

  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๖) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้เสวยนิพพานเป็นอารมณ์เป็นครั้งแรก เห็นแจ้งนิโรธสัจด้วยปัญญาของตนเอง รูปนามดับไปในญาณนี้ หมดความสงสัยในพระรัตน-ตรัยโดยสิ้นเชิง มีศีล ๕ มั่นคงเป็นนิจ กิเลสดับไปในญาณนี้ แม้มีโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ แต่จางหายไปได้เร็วพลัน สามารถปิดอบายภูมิได้อย่างเด็ดขาด

  สภาวะของญาณนี้ : มัคคญาณนี้เป็นโลกุตตรญาณ  จะทำหน้าที่ประหารกิเลสระดับอนุสัยกิเลส ทำหน้าที่รู้ทุกข์ ละเหตุแห่งทุกข์ แจ้งนิโรธ ความดับทุกข์ เจริญตนเองเต็มที่ คือองค์มรรค 8 มีการประชุม พร้อมกัน ทำหน้าที่ละอนุสัยกิเลสแล้วก็ดับลง มีนิพพานเป็นอารมณ์

  (๑๕) ผลญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข  ธรรมชาติอันบริสุทธิ์ปรากฏตัวขึ้น เป็นความว่าง สว่าง บริสุทธิ์ จิตหมดความปรุงแต่ง หมดการแสวงหา หมดกิริยาของจิต แต่ไม่ใช่หมดความรู้สึกอันเป็นการขาดสติสิ้นเชิง

  เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏทั้งในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๒) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติถึงญาณนี้แม้กิเลสจะถูกประหาณไปได้อย่างเด็ดขาดด้วยมัคคญาณ แต่อำนาจของกิเลสก็ยังเหลืออยู่ เช่นเดียวกับที่เอาน้ำไปรดไอร้อนที่เหลืออยู่ในพื้นที่ไฟไหม้ แต่ไฟนั้นดับแล้ว การประหาณกิเลสด้วยผลญาณก็มีนัยเช่นนี้

  สภาวะของญาณนี้  :  ผลญาณเป็นโลกุตตรญาณ เกิดขึ้นมา ๒ ขณะ  เป็นผลของมัคคญาณ ทำหน้าที่รับนิพพานเป็นอารมณ์ ๒ ขณะ แล้วก็ดับลง  คัมภีร์อรรถกถา[1][๕๙] อธิบายว่า    ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระอริยเจ้าเหล่านั้นจึงเข้าสมาบัติ?
   ตอบว่า เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. เหมือนอย่างว่า พระราชาทั้งหลายเสวยสุขในราชสมบัติ เทวดาทั้งหลายเสวยทิพยสุข ฉันใด พระอริยเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมกำหนดกาลว่า จักเสวยโลกุตรสุข จึงเข้าผลสมาบัติในขณะที่ต้องการ.
   ถามว่า ก็ผลสมาบัตินั้น เข้าอย่างไร หยุดอย่างไร ออกอย่างไร?
   ตอบว่า ก่อนอื่นการเข้าผลสมาบัตินั้นมี ๒ อย่าง คือ ไม่มนสิการอารมณ์อื่นจากพระนิพพาน และมนสิการถึงพระนิพพาน เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า     ท่านผู้มีอายุ ปัจจัยแห่งการเข้าเจโตวิมุตติสมาบัติ อันไม่มีนิมิต มี ๒ อย่าง

  คือ การไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวง และการใส่ใจถึงธาตุที่หานิมิตมิได้.
   ก็ในที่นี้ มีลำดับการเข้าผลสมาบัติดังต่อไปนี้ พระอริยสาวกผู้ต้องการผลสมาบัติ ไปในที่ลับ หลีกเร้นอยู่ พึงพิจารณาสังขารด้วยอุทยัพพยญาณเป็นต้น. เมื่อท่านมีวิปัสสนาญาณโดยลำดับ อันดำเนินไปอย่างนี้ จิตย่อมเป็นอัปปนาในนิโรธด้วยอำนาจผลสมาบัติ ในลำดับโคตรภูญาณมีสังขารเป็นอารมณ์. ก็ผลจิตเท่านั้นเกิดมรรคจิตไม่เกิดแม้แก่พระเสกขบุคคล เพราะท่านน้อมไปในผลสมาบัติ.
   ส่วนอาจารย์เหล่าใดกล่าวว่า พระโสดาบันคิดว่าจักเข้าผลสมาบัติของตนแล้วเจริญวิปัสสนาเป็นพระสกทาคามี และพระสกทาคามีคิดว่าจักเข้าผลสมาบัติของตนแล้วเจริญวิปัสสนา ได้เป็นอนาคามี ดังนี้
   อาจารย์เหล่านั้นพึงถูกต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระอนาคามีก็จักเป็นพระอรหันต์, พระอรหันต์ก็จักเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า, พระปัจเจกพุทธเจ้าก็จักเป็นพระสัมพุทธเจ้า ดังนี้ เพราะฉะนั้น วิปัสสนาจึงให้สำเร็จประโยชน์ตามความยินดีในจิตสันดานตามอัธยาศัย ด้วยเหตุนั้น แม้สำหรับพระเสกขบุคคลก็เกิดแต่ผลจิตเหมือนกัน มรรคจิตไม่เกิด. ถ้าท่านบรรลุมรรคจิตที่สัมปยุตด้วยปฐมฌานไซร้ แม้ผลจิตที่สัมปยุตด้วยปฐมฌานเท่านั้น ก็เกิดแก่ท่าน ถ้าท่านบรรลุมรรคจิตที่สัมปยุตด้วยฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาทุติยฌานเป็นต้นไซร้ ผลจิตที่สัมปยุตด้วยฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาทุติยฌานเป็นต้น ก็ย่อมเกิด.

  ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ในที่นี้ โคตรภูญาณจึงไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์ เหมือนญาณที่เป็นปุเรจาริกของมรรคญาณ? 
 
  ตอบว่า เพราะผลญาณไม่เป็นนิยยานิกธรรม. ความจริง ธรรมคืออริยมรรคเท่านั้นเป็นนิยยานิกธรรม. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ธรรมเหล่าไหนเป็นนิยยานิกธรรม? อริยมรรค ๔ ที่เป็นอปริยาปันนะ เป็นนิยยานิกธรรม. 
   เพราะฉะนั้น ญาณอันเป็นอนันตรปัจจัยแห่งสภาวธรรมที่เป็นนิยยานิกะโดยส่วนเดียว ซึ่งดำเนินไปโดยสภาวะที่ออกจากทั้งสองฝ่าย พึงออกจากนิมิตได้เลย เพราะฉะนั้น โคตรภูญาณนั้น มีพระนิพพานเป็นอารมณ์จึงจะถูก แต่ว่า ญาณที่เป็นปุเรจาริกของผลญาณ ซึ่งมีสภาวะไม่ออกไป เพราะไม่เป็นนิยยานิกธรรม เหตุที่ไม่ตัดขาดกิเลส ซึ่งกำลังเป็นไปโดยเป็นวิบากของอริยมรรคนั้น เพราะได้เจริญอริยมรรคไว้ แม้บางคราวจะมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ก็ไม่ถูกไม่ควร เพราะอนุโลมญาณในทั้ง ๒ ฝ่าย มีอาการไม่เสมอกัน.  จริงอยู่ อนุโลมญาณในอริยมรรควิถี อันถึงความบริบูรณ์อย่างอุกฤษฏ์ด้วยโลกิยญาณ อันเป็นเครื่องทำลายกองโลภะเป็นต้น อันมากมายซึ่งไม่เคยแทงตลอดได้อย่างดี เกิดขึ้นอนุโลมแก่มรรคญาณ ส่วนในผลสมาบัติวิถีอนุโลมญาณนั้นๆ ไม่มีความขวนขวายในอริยมรรควิถีนั้น เพราะตัดกิเลสนั้นๆ ได้เด็ดขาด เกิดเป็นเพียงบริกรรมแห่งความพรั่งพร้อม ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติของพระอริยเจ้าทั้งหลายอย่างเดียว เพราะฉะนั้น อนุโลมญานเหล่านั้น จึงไม่มีการออกจากปัจจัยไหนๆ เพราะญาณในที่สุดแห่งอนุโลมญานเหล่านั้น อันมีสังขารเป็นนิมิต พึงมีพระนิพพานเป็นอารมณ์จากการออกจากสมาบัติ[2][๖๐]   
  (
๑๖) ปัจจเวกขณญาณ  ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต,ผลจิต,นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่

  เมื่อว่าโดยชื่อ ญาณนี้ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๑๔) และในคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ก็คือ ผู้ปฏิบัติได้พิจารณากิเลสที่ตนละได้และที่ตนยังละไม่ได้ สำหรับกิเลสที่ยังละไม่ได้ ผู้ปฏิบัติก็จะมุ่งหน้าเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อที่จะได้บรรลุคุณธรรมที่สูงขึ้นไป จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ 

  สภาวะของญาณนี้ :  ญาณพิจารณา มรรค ผล นิพพาน เป็นญาณพิจารณา เหมือนคนที่ผ่านเหตุการณ์อะไรมา ก็จะกลับพิจารณาสิ่งที่ผ่านมา  แต่ญาณนี้ พิจารณามรรคที่ตนเองได้ พิจารณาผลที่ตนเองได้  พิจารณาพระนิพพาน  และถ้าคนมีหลักปริยัติ ก็จะพิจารณากิเลสอันใด ที่ละ ไปได้แล้ว กิเลสอันใดที่ยังเหลืออยู่  และถ้าคนไม่มีหลักปริยัติก็พิจารณาแค่ มรรค ผล นิพพาน  ในระหว่างที่ญาณ ก้าวขึ้นสู่อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณนี้ ท่านก็อุปมาให้ฟัง เหมือนกับ บุคคลที่จะก้าวกระโดดข้ามฝั่ง  ฝั่งมันอยู่ไกล  ก็โหนเถาวัลย์ ก็ต้องอาศัยกำลังที่วิ่งมาอย่างแรง วิ่งมาด้วยความไว  แล้วก็เหนี่ยวเอาเถาวัลย์โยนตัวขึ้นไป  ในขณะที่โยนตัวขึ้นไป ก็เหมือนเป็นอนุโลมญาณ คล้อยไป  พอข้ามไปถึงฝั่งหนึ่งก็ปล่อยเถาวัลย์นั้น ในขณะที่ปล่อยนั้นเหมือนกับโคตรภูญาณ คือปล่อยอารมณ์ที่เป็นโลกิยะ ได้แก่รูปนาม  ไปรับนิพพานซึ่งเป็นโลกุตตระเป็นอารมณ์ แล้วก็ตกลงถึงพื้น ในขณะตกลงถึงพื้น เหมือนเป็นมัคคญาณ  แล้วพอตั้งหลักได้ ก็เป็น ผลญาณเกิดขึ้น  หลังจากนั้นก็พิจารณา แต่ว่าในสภาวธรรมของโลกุตตระ มันเป็นธรรมที่พ้นโลก ผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงแล้ว ก็ไม่สามารถนำมาแสดง ให้แจ่มแจ้งได้ เพราะมัน เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน บุคคลอื่นที่ยังเข้าไม่ถึงจะไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง  เพราะว่า ความคิดความอ่านของปุถุชน ก็จะมีความรู้สึกที่อยู่ในโลก  เป็นไปในโลกนี้ มันจะมีขอบเขตของการนึกคิด ความเข้าใจอยู่ในโลก  ส่วนสภาพโลกุตตรธรรมที่พ้นโลกนั้น ปุถุชนจะคิดไปไม่ถึงเลย จะไม่สามารถจะทำ ความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

  นี่ก็เป็นการแสดงลำดับความเป็นไปพอสังเขปของวิปัสสนาญาณ ที่ทำให้บรรลุความเป็นอริยบุคคล  ผ่านญาณ ๑๖  รอบที่ ๑ ก็ได้สำเร็จเป็นโสดาบัน กิเลสยังไม่หมด  แต่ว่าตัดออกไปได้ บางส่วน แต่ส่วนไหนที่ตัดขาดไปแล้ว จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจอีกเลย  เช่น  ความสงสัยจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย  ความโลภที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด หมดไปเลยจากจิตใจ จะมีเห็นอย่างถูกต้อง เข้าใจอย่างถูกต้อง แต่ว่าก็ยังมีความโลภบางอย่าง มีโทสะบางอย่าง  แต่ว่าไม่รุนแรงถึงขนาดที่จะกระทำอกุศลกรรม ชนิดที่จะนำไปสู่อบาย  โสดาบันนี้ ศีล ๕ จึงบริสุทธิ์  จะไม่ล่วงศีล 5 เป็นเด็ดขาด แต่ก็ยังมีความโลภ ยังมีความโกรธ แต่ว่าไม่มีความอาฆาตมาดร้าย ไม่มีความตระหนี่  นี่เป็นลักษณะของโสดาบัน ก็เท่ากับทำลายภพชาติ ไปมากมาย การที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปก็จะเกิดอย่างมาก ๗ ชาติ ก็จะสำเร็จเป็นอรหันต์  ถึงแม้จะขาดความเพียร เกิดไป ๆ ๗  ชาติยังไงก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ปรินิพพาน  ก็พ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิด  แต่ถ้าหากบุคคล ได้เพียร พยายามต่อไป สามารถที่จะดำเนินผ่านญาณ ๑๖ อีกรอบหนึ่ง ก็ลักษณะ เดียวกัน ผ่านญาณ ๑๖  รอบที่ ๒ ก็เป็น สกทาคามิบุคคล  ผ่านญาณ ๑๖ รอบที่ ๓  ก็เป็น อนาคามิบุคคล  ผ่านญาณ ๑๖ รอบที่ ๔  ก็หมดสิ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์ เป็นอเสขบุคคล ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง

  ฉะนั้น ในขั้นต้นนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจให้ดี  ส่วนบั้นปลายก็เป็นไปสอดคล้องของมันไปเอง  ขอให้เราทำถูกในขั้นต้น  คือ มีสติกำหนดรู้รูป-นามให้ตรง รูปนามที่เป็นปัจจุบัน  เราจะเห็นว่า ในญาณทุกญาณ ที่จะส่งไปถึงโลกุตตรญาณนั้น  ตั้งแต่ญาณที่ ๑ ไปจนถึงอนุโลมญาณ จะมีรูปนาม เป็นอารมณ์ทั้งนั้นเลย  มีรูปนามเกิดดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอารมณ์  ฉะนั้นรูป-นามจึงเป็นทางเดินของวิปัสสนา  วิปัสสนาจะต้องมีรูป-นามเป็นอารมณ์  ถ้าขณะใดอารมณ์ตกไปจากรูป-นาม ไปดูอย่างอื่น  ก็แสดงว่าตกไปจากทางของวิปัสสนา เช่น ไปดูภาพนิมิต ไปอยู่กับความว่าง ไปติดอยู่กับ ความสงบ ไม่เห็นรูป-นาม มันก็ไปได้แค่นั้น

  ฉะนั้น จุดยืนของวิปัสสนา คือมีรูปนามเป็นอารมณ์ตลอดเวลา เราก็เพียรพยายาม ที่จะกำหนดรู้เท่าทันรูปนาม ที่เกิดขึ้นให้ได้ปัจจุบันๆ ก็จะเกิดวิปัสสนาญาณขึ้นไปตามลำดับ  ฉะนั้น ขั้นต้นเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องทำการศึกษาให้เข้าใจ อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม อะไรไม่ใช่รูปไม่ใช่นาม คือ สมมุติบัญญัติ เพื่อกำหนดจะได้ปล่อยวางจากสมมุติบัญญัติ คือ ชื่อต่าง ๆ ภาษา รูปร่าง ความหมาย ซึ่งเป็นสมมุติบัญญัติออกไป  กำหนดให้ตรงปรมัตถ์ และให้ได้ปัจจุบัน และเข้าไปสู่ความปกติ ไม่บังคับ ไม่เคร่งเครียด มันก็จะเห็นธรรมะ เห็นความเป็นจริงของชีวิต

    สรุปความว่า โสฬสญาณญาณ ๑๖ ประการนี้ได้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

  แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใด้ตรัสสอนลำดับญาณดังที่ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้  แต่ท่านพระสารีบุตรก็เป็นผู้รู้พระพุทธประสงค์จึงได้ตั้งชื่อญาณต่าง ๆ ดังที่กล่าวแล้ว  แต่กระนั้นก็มีเนื้อหาในพระสูตรบางแห่งที่สื่อให้เห็นสภาวะของญาณในระดับต่าง ๆ  เช่น  ในอนัตตลักขณสูตรว่า  เอวํ  ปสฺสํ  ภิกฺขเว  อริยสาวโก  รูปสมีปํ  นิพฺพินฺทติ (วิ.ม. ๔/๒๓/๑๙)  ภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกเมื่อเห็นอยู่อย่างนั้น ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป.

  คำว่า นิพฺพินฺทติ (ย่อมเบื่อหน่าย)  ในคัมภีร์อรรถกถาท่านหมายเอา ภยตูปัฏฐานญาณ (ญาณที่ ๖) อาทีนวญาณ (ญาณที่ ๗) นิพพิทาญาณ (ญาณที่ ๘) มุญจิตุกัมยตาญาณ (ญาณที่ ๙) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ (ญาณที่ ๑๐) สังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑) และอนุโลมญาณ (ญาณที่ ๑๒)

  คำว่า เอวํ ปสฺสํ (เมื่อพิจารณาเห็นอยู่อย่างนี้) ในคัมภีร์อรรถกถา ท่านกำหนดเป็น ๓ ญาณ คือ สัมมสนญาณ(ญาณที่ ๓) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณที่ ๔) และภังคานุปัสสนาญาณ (ญาณที่ ๕)

  แม้แต่พระดำรัสว่า วิสชฺชติ  (ย่อมคลายกำหนัด)  ท่านหมายเอา มัคคญาณ (ญาณที่ ๑๔) วิราคา  วิมุจฺจติ  เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น  ท่านหมายเอา ผลญาณ (ญาณที่ ๑๕) วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ  ญาณํ  โหติ (เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีความรู้ (ญาณ)ว่า หลุดพ้นแล้ว)  ท่านหมายเอา ปัจเวกขณญาณ (ญาณที่ ๑๖)

  การอรรถาธิบายอย่างนี้เป็นไปตามแนวสังยุตตนิกายอรรถกถา  ฉบับมหาจุฬาลงกรณวิทยาลัย (๒/๖๐-๖๒)  อย่างไรก็ตาม การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน สามารถที่จะสำรวจผลของการปฏิบัติได้จากโสฬสญาณ (ญาณ ๑๖)  ซึ่งเป็นเครื่องวัดถึงความเจริญก้าวหน้าของการปฏิบัติ  ดังนั้น การบรรลุ มรรค ผล นิพพาน นั้นจึงเป็นพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้จริง

ผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



  [1][๕๙] ขุทฺทกนิกายฏฺ€กถา อุทานวณฺณนา (ปรมตฺถทีปนี) - หน้าที่ 50

  [2][๖๐] ขุทฺทกนิกายฏฺ€กถา อุทานวณฺณนา (ปรมตฺถทีปนี) - หน้าที่ 50

คัดลอกมาจากงานวิจัยของ พระมหาประเสริฐ  มนฺตเสวี

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี