โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ปรัชญาโลกตะวันตก   

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

คำนิยามที่ข้าพเจ้าได้ทำการค้นคว้านี้ เป็นปรัชญาแนวตะวันตก ซึ่งเป็นแหล่งอารธรรมของโลกแห่งหนึ่ง และเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า เนื้อหาของปรัชญานั้นกว้างขวางมากครั้งนั้นนักปรัชญาตริตรองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติบ้าง ตริตรองเกี่ยวกับวิธีคิดของมนุษย์บ้าง ตริตรองเกี่ยวกับปัญหาสันติสุขบ้างเป็นเรื่องของสังคมรวมทั้งการเมืองและการปกครอง หรือแม้กระทั่งปัญหาเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ และการพ้นทุกข์ ด้วยแนวความคิดที่มีมากมายนี้เอง จึงเป็นบ่อเกิดของคำนิยามต่าง ๆ ขึ้น แม้แต่ปัญหาเดียวกันนั้นอาจมีคำตอบที่เป็นไปได้หลายคำตอบ โดยยังไม่มีการกำหนดหรือยอมรับลงไปว่า คำตอบใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้นข้าพเจ้าหวังว่า คำนิยามพร้อมทั้งแนวทางความคิดของนักปรัชญา ที่ค้นคว้ามานี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใคร่ในการศึกษาได้พอสมควร หากเกิดความบกพร่องประการใด ในเนื้อหาของรายงานเล่มนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

สารบัญ


<h1>(1)  ธาเรส (thales)   </h1>

(2)  อานักซิมานเดอร์ (anaximander)  

(3)  อานักซิเมเนส (anaximenes) 

(4)  ไพธากอรัส  (pythagoras) 

(5)  เฮราคลิตุส (heraclitus) 

(6)  ปาร์มีนิเดส (parmenides) 

(7)  เอมเปรโดเคลส (empedeocles) 

(8)  อานักซาโกรัส (anaxagoras) 

(9)  เดมอคริตุส (democritus) 

(10)  โปรแทกอรัส (protagoras) 

(11)  โสคราตีส (socrates) 

(12) พลาโต (plato) 

(13)  อริสโตเติล (aristotle) 

(14)  อิมมานูแอล คานท์ (immanual kant) 

(15)  โจฮัน กอตตลิบ ฟิสต์ (johann gottlib fichte) 

(16)  ออกุส คองต์  (auguste comte) 

(17)  เฮอร์เบร์ต สเปนเซอร์ (herbert spencer) 

(18)  ฟริคริก ปอนเซ็น (friedrich paulsen) 

(19)  วิลเฮ็ล์ม วุนต์ท (wikhelm wundt) 

(20)  เอช. แอล. เอลวิน (h. l. elvin) 

(21)  จำนง ทองประเสริฐ  

  สรุป 



คำนิยามของปรัชญา

ปรัชญาเป็นศาสตร์ที่สามารถเข้ากับศาสตร์อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดียิ่งเช่น เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง เป็นต้น และปรัชญาก็เป็นแนวความคิดที่คิดไว้ครั้งแรก ซึ่งเป็นความรู้ที่สืบค้นมมาแล้วหายจากความสงสัย แนวคิดที่คิดไว้แต่แรก ต่อมาเกิดคิดค้นจนเกิดทฤษฎีที่เป็นความจริงตามหลักการของวิทยาศาสตร์แล้วย่อมเกิดเป็นวิชาต่าง ๆ และใช้คำเรียกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น วิชาการแพทย์อย่างสมบูรณ์ที่พิสูจน์ได้แล้ว อันมีเงื่อนไขมาจากปรัชญานั่นเอง และถิ่นกำเนิดของวิชานี้ที่เราใช้เรียนก็นำมาจากแนวความคิดของชาวกรีกยุคแรก ๆ เนื้อหาของวิชาปรัชญาไม่มีขอบเขตจำกัด หมายความว่า ปรัชญามีศักยภาพสูง พอที่จะศึกษาวิทยาการทุกสาขา และในทางปฏิบัติปรัชญาบุกเบิกวิทยาการภาคทฤษฎีหลายสาขาก็เฉพาะในยุคกรีกโบราณ ต่อมาวิทยาการอื่น ๆ พัฒนาจนแยกเป็นวิชาอิสระจนกระทั้งถึงปัจจุบัน

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างนักปรัชญาที่สำคัญและเป็นที่รู้จักของนักปรัชญาชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงพอสังเขป สำนักไมเลตุสมีอยู่ 3 ท่าน คือ

(1) ธาเรส (thales)เกิดก่อน ค.ศ. 624 เป็นนักปรัชญาชาวกรีก ได้รับยกย่องให้เป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก คำถามที่ว่า อะไรคือปฐมธาตุของโลก ? ท่านกล่าวว่า “น้ำนี้ดีที่สุด” (water is best) และน้ำนั่นแหละเป็นปฐมมธาตุของโลก

(2) อานักซิมานเดอร์ (anaximander) เกิดเมื่อปีก่อน ค.ศ. 611 ท่านเป็นนักปรัชญาชาวกรีก ท่านไม่เชื่อธาเรสว่า”น้ำเป็นปฐมธาตุ” อานักซิมานเดอร์ไม่เชื่อว่าน้ำเป็นปฐมธาตุ เพราะน้ำมีรูปแบบตายตัว ดังนั้นสิ่งที่เป็นปฐมธาตุของโลกควรจะมีความเป็น”กลาง”ท่านจึงให้ชื่อปฐมธาตุของท่านว่า”อนันต์”และอนันต์เป็นปฐมธาตุของโลก

(3) อานักซิเมเนส (anaximenes) เกิดเมื่อปีก่อน ค.ศ. 588 นักปรัชญาชาวกรีก ท่านบอกว่า ทั้งน้ำและอนันต์ล้วนไม่ใช่ปฐมธาตุของโลก แต่สิ่งที่เป็นปฐมธาตุได้แก่อากาศ ดังนั้นอากาศเป็นปฐมธาตุของโลก

บทสรุปการศึกษาปรัชญาสำนักไมเลตุสช่วยให้เราค้นพบว่านักปรัชญาสมัยโบราณเริ่มปรัชญาด้วยความสงสัยเกี่ยวกับโลกภายนอก หรือธรรมชาติรอบตัว และปฐมธาตุที่ทั้งสามคนเสนอ  เป็นลักษณะของสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เริ่มแตกหน่อแล้วในยุคนี้ภายใต้แนวคิดแห่งปรัชญา

(4) ไพธากอรัส (pythagoras) เกิดเมื่อปีก่อน ค.ศ. 570-497 นักปรัชญาชาวกรีก ท่านเป็นคนแรกที่เรียกตัวท่านเองว่า”นักปรัชญา” ผู้มีศรัทธาในตัวท่านได้ให้การยกย่องท่านเป็นศาสดาแห่งศาสนาที่สอน”วิถีแห่งการหลุดพ้น” (the way of salvation) และแนวความคิดของท่านนั้นกล่าวว่า”คนเราตาายแล้วเกิด วิญญาณของคนเราไม่ดับสูญ แต่จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามผลกรรม” สังเกตเห็นว่า ปรัชญาของท่านจะเอียงเข้าหาศาสนา เป็นเรื่องของอมตแห่งวิญญาณว่าสามารถไปเกิดใหม่ หลังจากความตายของกายเนื้อ ซึ่งคำสอนแนวนี้มีอยู่แล้ว และไม่ใช่เรื่องใหม่เป็นความเชื่อของชาวกรีก ที่มีอยู่ดั่งเดิมอยู่แล้วในยุคนั้น

(5) เฮราคลีตุส (heraclitus) เกิดเมื่อก่อน ค.ศ. 535-475 นักปรัชญาชาวกรีก ท่านไม่เห็นด้วยกับสำนักไมเลตุสที่เสนอว่า น้ำ, อนันต์, หรืออากาศเป็นปฐมธาตุของโลก ตามทัศนะของท่าน สิ่งทั้งสามเป็นสิ่งที่คงที่ถาวรไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง สิ่งใดจะเป็นปฐมมธาตุของโลก สิ่งนั้นต้องมีพลังเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า”ไฟเป็นปฐมธาตุของโลก” เพราะไฟแปรรูปเป็นสรรพสิ่ง โดยระยะแรก ไฟแปรรูปเป็นลม จากลมเป็นน้ำ จากน้ำเป็นดิน หรือในทางกลับกัน ดินอาจแปรรูปเป็นน้ำ จากน้ำเป็นลมและจาากลมเป็นไฟ และไฟคือทุกสิ่ง เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า”ทุกสิ่งกลายเป็นสิ่งเดียว และสิ่งเดียวกลายเป็นทุกสิ่ง ต่อไปนี้เป็นนักปรัชญาของสำนักเอเลีย หลักปรัชญาของสำนักนี้ขัดแย้งตรงกันข้ามกับปรัชญาของเฮราคลีตุส ในขณะที่เฮราคลีตุสสอนว่า โลกเป็นอนิจจังหรือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำนักเอเลียกลับสอนว่า โลกเที่ยงเป็นนิจนิรันดร์ นักปรัชญาของสำนักนี้ได้แก่ 6) เซโนฟาเนส (xenophanes) เกิดเมื่อก่อน ค.ศ. 570-480 นักปรัชญาชาวกรีก ท่านกล่าวถึงพระเจ้าในทัศนะของท่านว่า เทพเจ้าไม่ได้มีหลายองค์ (gods) แต่มีเพียงองค์เดียว ที่เรียกว่า พระเจ้า และพระเจ้าไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาและชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ พระเจ้ามีรูปทรงกลม มีตาทิพย์ และเป็นสัพพัญญู ทรงมีอยู่ชั่วนิรันดร พระองค์ไม่มีการอุบัติหรือจุติ ไม่มีขอบเขตจำกัด เพราะไม่มีสิ่งอื่นมาจำกัดขอบเขตพระองค์ และเซโนฟาเนสยังกล่าวว่า พระเจ้าอยู่ในโลก เพราะพระเจ้าเป็นอันเดียวกับโลก พระเจ้าคือโลก โลกคือพระเจ้า และยืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นชิ้นส่วนแห่งพระเจ้า ดังนั้น”สรรพสิ่งในโลกคือพระเจ้า” และ “พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง”นอกจากนี้แล้วท่านยังกล่าวถึงการกำเนิดโลกว่า ท่านได้เห็นซากพืชและสัตว์ที่แข็งจนกลายเป็นหิน พบเปลือกหอยฝังอยู่ในหิน ท่านจึงสันนิษฐานว่า โลกโผล่ขึ้นจากทะเล และต่อไปจะกลับจมหายลงทะเล จากนั้นจะโผล่ขึ้นมาใหม่ สลับกันอย่างนี้เรื่อยไป

(6) ปาร์มีนิเดส (parmenides) เกิดเมื่อก่อน ค.ศ. 515-450 นักปรัชญสชาวกรีก ท่านกล่าวว่า”ไฟกับลมโดยธาตุแท้เป็นสิ่งเดียวกัน จึงให้กำเนิดแก่กันไม่ได้ และเมื่อมันเป็นสิ่งเดียวกัน เราจะว่าสิ่งหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกสิ่งหนึ่งไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกันโดยธาตุแท้ ด้ววยเหตุผลนี้ ปาร์มีนิเดสจึงกล่าวว่า ธาตุแท้หรือแก่นแท้ของสรรพสิ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ความเปลี่ยนแปลงเป็นปรากฏการณ์หน้าฉากเท่านั้น แต่แก่นแท้ของโลกไม่เคยเปลี่ยนแปลง อะไรคือแก่นแท้ของโลก ? ท่านกล่าวว่า “ภาวะ” (being) เป็นแก่นแท้ของโลก ดังนั้น “ภาวะจึงเป็นปฐมธาตุของสรรพสิ่ง”

(7) เอมเปโดเคลส (empedocles) เกิดเมื่อ พ.ศ. 48-108  เป็นชาวเมืองอะกรีเจนตุม ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของเกาะซิซิลี ปรัชญาของท่าน เป็นปรัชญสแบบผสม จากหลักปรัชญายุคนั้นมาปรับปรุงรวมเป็นปรัชญาสูตรใหม่ ปัญหาเรื่องปฐมธาตุของโลกคืออะไร ? นักปรัชญายุคนั้น เช่น ธาเรสตอบว่า ปฐมธาตุได้แก่ น้ำ อานักซิเมเนสตอบว่า ปฐมธาตุคืออากาศ เฮราคลีตุสตอบว่าไฟ เซโนฟาเนสตอบว่าดิน จนเข้ามาถึงยุคของเอมเปโดเคลส ท่านไม่เห็นด้วยทั้งหมด และท่านจึงกล่าวตามทัศนะของว่า ปฐมธาตุของโลกไม่ควรจะมีอย่างเดียว จึงเสนอว่า”ปฐมธาตุมีอยู่ 4 อย่างคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ “ และเอมเปโดเคลสยังกล่าวว่าเป็นจริงเท่า ๆ กัน โลกและสรรพสิ่งแตกสลายเพราะธาตุทั้งสี่แยกตัวออกจากกัน เหตุเพราะความรัก ธาตุทั้งสี่รวมตัวกันเหตุเพราะความเกลียด ดังนั้นโลกและสรรพสิ่งจะมีขึ้นหรือแยกตัวกันก็เพราะความรักและความเกลียด

(8) อานักซาโกรัส (anaxagoras)  เกิดเมื่อ พ.ศ. 43-115 นักปรัชญาชาวกรีก ท่านกล่าวว่า “สิ่งทั้งหลายไม่อาจเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า” โลกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นปัจจุบันทันที แต่เนื่องจากผลแห่งการรวมตัวของวัตถุดิบที่มีอยู่ก่อนแล้ว และเรียกวัตถุดิบสำหรับสร้างโลกว่า”ปฐมธาตุ” เอมเปโดเคลสเสนอว่า “ปฐมธาตุคือ ธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนทัศนะของอานักซาโกรัสแย้งว่า ปฐมธาตุควรจะมีมากกว่านี้ เช่น ดินที่มีธาตุทองปะปน เป็นต้น ท่านยังพูดไปถึงกำเนิดโลกว่า “สถาปนิกผู้วางแปลนและควบคุมการสร้างโลกนั้นคือ “จิตหรือมโน” (mind or nous)

(9) เดมอคริตุส (democritus) เกิดเมื่อ พ.ศ. 83-173 ที่เมืองอับเดรา (abdera) ในแคว้นเธรส (thrace) ท่านมีทัศนะไม่ต่างจากเอมเปโดเคลส และอานักซาโกรัส เดมอคริตุส ยอมรับการประนีประนอมระหว่างความเที่ยงแท้ถาวรกับการเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ แม้สรรพสิ่งในโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ปฐมธาตุหรือส่วนประกอบดั่งเดิมสุดของโลก ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และต่อปัญหาที่ว่า ปฐมธาตุคืออะไร ? เดมอคริตุสกล่าวว่า ปฐมธาตุไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างที่เอมเปโดเคลสเสนอ สำหรับเดมอคริตุสแล้ว ท่านกล่าวว่า ปฐมมธาตุคือ”ปรมาณู หรือ อะตอม” (atom)

(10) โปรแทกอรัส (protagoras) เกิดเมื่อ พ.ศ. 63-133 ที่เมืองอับเดรา (abdera) แคว้นเดียวกับเดมอคริตุส ท่านกล่าวว่า ทำไมแก่นแท้ในทัศนะของนักปรัชญาเหล่านั้นจึงมีแนวความคิดแตกต่างกัน และใครเป็นผู้ตัดสินว่า ทัศนะนี้จริงหรือทัศนะนั้นเท็จ ? ผู้ทำหน้าที่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก คือคนแต่ละคนมีสิทธิ์ตัดสินเท่าเทียมกัน ในการตัดสินโปรแทกอรัสกล่าวว่า “คนเป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง” ความจริงจึงขึ้นอยู่กับคนแต่ละคนไปกำหนดว่าจริง ความจริงตามทัศนะของท่านจึงเป็นอันเดียวกับ ทัศนะอัตนัย(subjective opinion) หรือความเห็นเฉพาะบุคคล ท่านไม่แยกทัศนะอัตนัยออกจากความจริงแบบปรนัย (objective thuth)

(11) โสคราตีส (socrates) เกิดเมื่อ พ.ศ. 73-144 ที่กรุงเอเธนส์ ท่านเป็นนักต่อต้านกลุ่มโซฟิสต์ โดยเฉพาะคำสอนของโปรแทกอรัส ที่มีคำสอนว่า ไม่มีมาตรการใด ๆ เป็นเครื่องตัดสินความจริงและความดี อะไรที่ว่าจริงหรือดีเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวของปัจเจกบุคคล โปรแทกอรัสปฏิเสธความจริงแบบปรนัยหรือความเป็นจริงสากลที่ทุกคนยอมรับ โสคราตีสแย้งว่า แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายขอลแต่ละคนจะขัดแย้งกันในบางครั้ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความจริงแบบปรนัยที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน ความเป็นจริงสากลมีอยู่ โสคราตีสมีทัศนะว่า “เหตุผล (reason) เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ “ที่ช่วยให้คนเราค้นพบความจริงแบบปรนัยหรือมโนภาพของสิ่งทั้งหลาย

(12) พลาโต (plato) เกิดเมื่อ พ.ศ. 116-196 มีชื่อเดิมว่า อาริสโตเคล็ส (aristocles) ที่กรุงเอเธนส์ พลาโต้กล่าวว่า ในเรื่องทฤษฎีความรู้ ความรู้ระดับผัสสะหรือสัญชาน ไม่ใช่ “ความรู้” การรับรู้ในระดับสัญชานเป็นเพียง”ทัศนะ” การปฏิเสธสัญชานว่า เป็นบ่อเกิดความรู้นี้มีเหตุผลสำคัญอยู่ 2 ประการคือ

1)  สัญชานของแต่ละคนให้ความรู้ไม่ตรงกัน

2)  สัญชานไม่ช่วยให้เราค้นพบความจริงแท้

โดยนัยนี้ ในทัศนะของพลาโต้ ความรู้ที่แท้จริงไม่ได้มาจากผัสสะหรือสัญชาน แต่ความรู้ที่แท้จริงได้มาจากเหตุผล ในเรื่องทฤษฎีมโนคติ พลาโต้กล่าวว่า แก่นแท้ของสรรพสิ่งไม่ใช่สสาร แต่เป็นมโนคติที่ไม่กินที่ ไม่มีรูปร่าง และ“มโนคติคือมโนภาพที่มีอยู่จริงภายนอกความคิด” แต่เนื่องจากมโนภาพคือสิ่งสากล ดังนั้น มโนคติคือ “สิ่งสากลที่มีอยู่จริงภายนอกความคิด” หรือ”สิ่งสากลที่เป็นความจริงแบบปรนัย” และแนวคิดพลาโต้อีดทัศนะหนึ่งของท่านว่า  ปรัชญาคือ การศึกษาหาความรู้เรื่องสิ่งนิรันดรและความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้นหรือธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย

(13) อริสโตเติล (aristotle) เกิดเมื่อก่อน ค.ศ. 384-322 กล่าวว่า ปรัชญาคือ ศาสตร์ที่ค้นคว้าหาความแท้จริงของสิ่งที่มีอยู่โดยตัวเอง

(14) อิมมานูเอล คานท์ (immanual kant) :1724-1804 นักปรัชญาชาวเยอรมันกล่าวว่า ปรัชญาคือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้และการวิจารย์ความรู้

(15) โจฮัน กอตตลิบ ฟิสต์ (johann gottlib fichte) :1764-1814 นักปรัชญาชาวเยอรมัน กล่าวว่า ปรัชญาคือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้

(16) ออกุส คองต์ (auguste comte) :1798-1857 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส กล่าวว่า ปรัชญาคือ ศาสตร์ต้นกำเนิดของศาสตร์ทั้งปวง

(17) เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (herbert spencer) :1820-1903 นักปรัชญาชาวเยอรมัน กล่าวว่า ปรัชญาคือ ความรู้ที่ประมวลไว้อย่างสมบูรณ์

(18) ฟริคริก ปอลเซ็น (friedrich paulsen) :1846-1908 นักปรัชญาชาวเยอรมัน กล่าวว่า ปรัชญาคือ วิชาที่รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกสาขา

(19) วิลเฮ็ล์ม วุนด์ท (wilhelm wundt) :1832-1920 นักปรัชญาชาวเยอรมัน กล่าวว่า ปรัชญาคือ การรวบรวมความรู้ที่ได้จากวิทยาศาสตร์ทั้งหมดไว้เป็นอันเดียวกัน เพื่อเข้าใจความจริงโดยรวบยอด

(20) เอช. แอล. เอลวิน (h.l. elvin) กล่าวว่า ปรัชญาคือ เทคนิคสำหรับคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาสนใจที่จะตรวจสอบสมมติฐานและให้ความหมายต่อมโนทัศน์ของเรา

(21) จำนง ทองประเสริฐราชบัณฑิต สาขาปรัชญา กล่าวว่า ปรัชญาคือ ความคิดเห็นใดที่ยังพิสูจน์ไม่ได้หรือยังสรุปผลแน่นอนไม่ได้ แต่ถ้าพิสูจน์ได้จนลงตัวแล้ว เราก็จัดว่าเป็นศาสตร์

สรุปปรัชญา คือ โลกทัศน์ของปํจเจกชน วิชาปรัชญาตะวันตกจึงว่าด้วย ประมวลโลกทัศน์ ของนักปรัชญาตะวันตกทุกสมัย เป็นการพรรณาถึงความคิด และความรู้เชิงปรัชญาตั้งแต่ยุคแรก ๆ จนถึงนักปรัชญายุคปัจจุบัน การศึกษาวิชานี้ช่วยให้เราเรียนรู้ทัศน์ต่าง ๆ ในเวลาเดียวกันก็ผลิตทัศน์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร และสิ่งที่เป็นประโยชน์คือสามารถนำวิธีคิดแบบปรัชญาไปประยุกต์แก้ปัญหาของตน และสร้างหลักปรัชญาประจำตนได้ในที่สุด.

ปรัชญา  แปลว่า  ความรอบรู้ เป็นศัพท์บัญญัติ เรียกว่า philosophyเมื่อสืบย้อนไปดูแล้วปรากฏว่าphilosophy มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า philo + sophiaแปลว่า  ความรักในความรอบรู้( love of wisdom ) ว่ากันตามอักษร ปรัชญาและ philosophy มีความหมายไม่ตรงกันแท้ แต่ก็ใช้เรียกกันได้ เพราะคำทั้งสองแสดงนัยว่า วิชานี้เกี่ยวกับความรู้ กล่าวคือการแสวงหาความรู้ก็ดี จัดเป็นปรัชญาหรือphilosophy ทั้งนั้น ปรัชญาเป็นความรู้เกี่ยวกับอะไร คำตอบมีอยู่ว่า ปรัชญาพยายามเรียนรู้ทุกสิ่ง โลกยังมีแง่มุมลึกลับอีกเท่าใด นักปรัชญาที่มักใหญ่ใฝ่สูงก้จะเรียนรู้อีกเท่านั้น เท่าที่ผ่านมานักปรัชญาเป็นผู้ค้นพบวิทยาการสาขาใหม่แห่งโลก การค้นคว้าของนักปรัชญาไม่เคยถึงจุดจบ นักปรัชญาจึงเป็นผู้บุกเบิกทางปัญญา (pioneer)

เมื่อประมาณห้าร้อยปีมาแล้ว นักปรัชญากรีกชื่อ ไพธากอรัส (pythagoras) เป็นผู้ใช้คำนี้เป็นคำแรก ชาวกรีกยุคนั้นเรียกนักปราชญ์ราชบัณฑิตว่า sophoi (ผู้รอบรู้) ไพธากอรัสได้คิดผสมคำขึ้นว่า philosophoi แปลว่า ผู้รักความรู้ (love of wisdom)เหตุนั้นนักปรัชญาในสมัยโบราณ จึงเป็นจุดกำเนิดแนวของปรัชญาทั้งหลาย และเกิดเป็นวิชาการแขนงต่างๆ จึงเกิดเป็นกลุ่มทฤษฎีขึ้นมากมาย และมีนักปราชญ์ชาวกรีกท่านหนึ่งชื่อว่า อาริสโตเติ้ล (aristotle) เกิดก่อน ค.ศ. 384-322 ได้แบ่งปรัชญาออกเป็นสองภาค คือ

ปรัชญาภาคที่หนึ่ง (first philosophy) ศึกษาเกี่ยวกับ อภิปรัชญา

ปรัชญาภาคที่สอง (second philosophy) ศึกษาเกี่ยวกับฟิสิกส์  ชีววิทยา จิตวิทยา  ดาราศาสตร์  เทววิทยา และคณิตศาสตร์

ต่อมามีการพัฒนาปรัชญาจนแยกเป็นวิชาอิสระ เรื่องที่เหลือนั้นเป็นเนื้อหาแท้ๆ ของวิชาสมัยปัจจุบันปรัชญาที่ศึกษาเรียกว่าปรัชญาบริสุทธิ์ (pure philosophy) แบ่งเป็น 3 สาขาคืออภิปรัชญา(metaphysics) ญาณวิทยา (epistemotogy) และตรรกศาสตร์ (logic) หากวิชาการเหล่านั้นหาคำตอบไม่ได้  นักปรัชญาจะช่วยตอบ โดยปรัชญาที่ทำหน้าที่อย่างนี้มีชื่อว่า ปรัชญาประยุกต์ (applied philosophy) เพราะนักปรัชญานำความรู้เชิงปรัชญาบริสุทธิ์ไปศึกษาผลสรุปของวิทยาการสาขาต่างๆ  จนเป็นวิทยาการทางการศึกษาแนวใหม่ ๆ เช่น

ปรัชญาการศึกษา (philosophy)

ปรัชญาประวัติศาสตร์  (philosophy of history)

ปรัชญากฏหมาย (philosophy of law)

ปรัชญาคณิตศาสตร์  (philosophy of mathematics)

ปรัชญาภาษา  (philosophy of language)

ปรัชญาศาสนา (philosophy of religion)

ปรัชญาจริยา (ethical philosophy)

ปรัชญาจิต  (philosophy of mind)

ปรัชญาชีวิต  (philosophy of life)

ปรัชญาศิลป  (philosophy of art)

ปรัชญาสังคม  (social philosophy)

ดังนั้นจึงเกิดนักปรัชญาขึ้นตามแนวความคิดของแต่ละท่าน นักปรัชญาตะวันตกไม่ได้กำหนดว่าตัวเองกำลังคิดปรัชญาบริสุทธิ์หรือปรัชญาประยุกต์ เพื่อสะดวกในการทำความเข้าใจ จึงขอแสดงความคิดของนักปรัชญาในยุกกรีกโบราณ และยุกอื่นฯ พอสังเขปดังนี้

แนวความคิดและคำนิยาม:

สำนักไมเลตุส มีนักปรัชญา 3 ท่าน คือ

ก) ธาเรส  (Thales)

ข) อานักซิมานเดอร์  (Anaximander)

ค) อานักซิเมเนส  (Anaximenes)

1.ธาเลส (thales) ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ก่อน ค.ส. 585 ป็นผู้ทำนายการเกิดสุริยคราสเป็น1ใน7ของบัณฑิตกรีก ทุกท่านต่างก็มีคติพจน์ (คำนิยาม)ประจำตนและคำนิยามของธาเรสก็คือ “น้ำนี้ดีที่สุด” (water is best) โดยตั้งคำถามที่ว่า  อะไรคือปฐมธาตุของโลก ? ธาเลสมองสรรพสิ่งรอบ ๆ ตัว เห็นคน ต้นไม้ ภูเขา และอื่น ๆ เขาคิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นเกิดมาจากอะไร ? แน่หละ คงไม่ใช่ฝีมือเนรมิตของเทพเจ้า โลกที่เราอาศัยอยู่คงเกิดจากการรวมตัวของผงธุลีที่เล็กที่สุด ธรรมชาติเองเป็นผู้จัดสรรนำเอาผงธุลีที่ลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศมาปั้นเป็นโลก เมื่อโลกแตกสลายสรรพสิ่งก็จะกลับคืนสู่ผงธุลีดังเดิม ผงธุลีนั้นจึงเป็น“วัตถุดิบ” สำหรับสร้างโลก มันมีอยู่ก่อนสิ่งอื่นทั้งหมด “มันเป็นธาตุดังเดิม” หรือปฐมธาตุ (first element) ของโลก ซึ่งจะต้องเป็นสิ่งที่มีอนุภาคเล็กที่สุดจนแบ่งย่อยอออกไปอีกไม่ได้แล้ว ธาเลสถามตัวเองว่า แล้วอะไรคือปฐมธาตุของโลก ? ผงธุลีที่ว่านั้นมีสภาพเป็นอะไร ? และเขาคิดว่า น้ำคือละอองธุลี หรือธาตุเดิมแท้ของโลก เพราะโลกและสรรพสิ่งเกิดมาจากน้ำ ๆเป็นปฐมธาตุทรงประสิทธิ์ภาพในการแปรรูป (tranformation) เป็นสิ่งอื่นๆ น้ำจับตัวเป็นของแข็งก็ได้ ละลายเป็นของเหลวก็ได้ และระเหยกลายเป็นไอก็ได้ ธาเรสบอกว่า เมื่อน้ำระเหยขึ้นฟ้า ความเย็นของน้ำจะค่อยๆแปรสภาพเป็นความร้อน น้ำแปรรูปเป็นไฟ แต่เมื่อน้ำตกลงมาในรูปสายฝน แสดงว่าน้ำกำลังแปรรูปเป็นดิน เหตุนี้น้ำจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นธาตุเดิมของโลก

2.อานักซิมานเดอร์ (anaximander) ท่านศึกษาวิชาดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์และจักรวาลวิทยา  เกิดก่อนปี ค.ศ. 611 และถึงแก่กรรมในปีก่อน ค.ศ.547 ท่านเขียนหนังสือปรัชญาเรื่อง “ธรรมชาติ” (on nature) หนังสือเล่มนี้เป็นปรัชญาเล่มแรกของโลก ท่านศึกษาปรัชญามาจาก  ธาเลส ท่านไม่เชื่อว่าน้ำเป็นปฐมธาตุ เพราะน้ำมีรูปแบบตายตัว มีคุณลักษณะเป็นของเหลว และมีความเย็นเป็นธรรมชาติ ดังนั้นปฐมธาตุของโลกควรจะมีความเป็นกลาง คือในตัวมันเองยังไม่เป็นอะไร ยังไม่เป็นดิน น้ำ ลม หรือไฟ ปฐมธาตุจึงเป็นสารไร้รูป (fomless material) ที่ไม่มีรูปลักษณะเหมือนสิ่งของใดๆ ที่คนเรารู้จักมันเ)นสิ่งที่มองไม่เห็นด็วยตาเปล่า แต่มันเป็นสิ่งที่อยู่เป็นนิรันดร และแผ่ซ่านไปไม่มีที่สิ้นสุด

ดังนั้นจึงใให้ชื่อปฐมธาตุของท่านเองว่า “อนันต์“ (infinite) คือเนื่องจากอนันต์นี้ยังไม่มีลักษณะที่แน่นอนตายตัวว่าเป็นอะไร มันจึงมีศักยภาพที่จะกลายเป็นอะไรก็ได้ และสรรพสิ่งในโลกล้วนมีแหล่งกำเนิดมาจากอนันต์

3.อานักซิเมเนส (anaximenes) เป็นศิษย์ของ อานักซิเมนเดอร์ ท่านสนใจปัญหาเรื่องปฐมธาตุเหมือนกัน ท่านบอกว่า น้ำและอนันต์ล้วนไม่ใช่ปฐมธาตุของโลก อากาศต่างหากเป็นปฐมธาตุของโลก เพราะอากาศแผ่ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุดและมีพลังขับเคลื่อนในตัวเอง อากาศจึงเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้นสรรพสิ่งจึงเกิดขึ้น ท่านอธิบายว่า เวลาอากาศเคลื่อนตัวออกห่างจากกันและกัน อากาศเกิดการขยายตัว (rerefaction) ปริมาณของอากาศจะเจือจางลง หากเจือจางถึงขีดอากาศจะกลายเป็นไฟ และลูกไฟที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าก็กลายเป็นดวงดาว ในทำนองกลับกัน ถ้าอากาศเคลื่อนเข้ารวมตัวกัน หรือมีอาการอัดตัว (condensation) ความเข้มข้นของอากาศมีมาก อุณหภูมิในอากาศจะลดลง อากาศจะมีความเย็นมากขึ้นแล้วจับตัวเป็นก้อนเมฆ ถ้าอัดตัวควบแน่นยิ่งขึ้น อากาศจะกลายเป็นน้ำเป็นดินเป็นหินได้ทีเดียว  ดังนั้นไม่ว่าของแข็งของเหลวและก๊าซ ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากอากาศทั้งสิ้น เหตุนี้อากาศจึงเป็นปฐมธาตุของโลก