. เซนต์โธมัสอาควินัส (St. Thoomas Aguinar 1225-1274)

เป็นปรัชญามุ่งอธิบายเหตุผลของจักรวาล ปรัชญาจึงเริ่มจากความจริงไปยังพระเจ้า ส่วนในด้านเทววิทยาจะเริ่มจากพระเจ้าไปหาความจริง ระหว่างเหตุผลกับความเชื่อนั้น ท่านกล่าวทางจริยาศาสตร์ว่า ความดีกับความงามเป็นอันเดียวกัน ในด้านญาณวิทยานั้นท่านกล่าวว่า “ความรู้จริง คือ ความรู้จากความคิดอย่างลึกซึ้ง” ทั้งที่เป็นสากลและเฉพาะ รูปแบบทางปัญญาของท่านนั้นเรียกว่า  “บ่อเกิดความรู้”

สรุปปรัชญาสมัยใหม่

ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ เริ่มต้นด้วยการปฏิวัติแนวความคิดทางปรัชญายุคกลาง ที่มุ่งไปทางศาสนา ให้หันกลับไปทางสร้างสติปัญญา นักปรัชญาสมัยใหม่ได้พัฒนาแนวความคิดให้สูงขึ้น พวกเขาเป็นอิสระจากอิทธิพลต่าง ๆ ของศาสนา รัฐและสังคม มีอิสระที่จะคิด ทำและพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นเหตุให้เกิดวิชาความรู้ แนวคิด หลักการและวิทยาศาสตร์อันเป็นผลต่อความเจริญ ในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ชาติ ลักษณะทั่วไป

พอสรุปได้ดังนี้

๑. มีการคิดค้นแสวงหาความจริงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างอิสระ (Independent)

๒. มนุษย์ยึดถือเหตุผลเป็นหลักในการแสวงหาความรู้ (Rationalistic)

๓. มนุษย์พยายามศึกษาและอธิบายธรรมชาติทั้งในและนอกโลก  โดยยึดหลักแห่งธรรมชาติ ไม่ยอมเอาความเชื่อลึกลับหรือสิ่งที่อยู่นอกเหนือเหตุผลมาเป็นข้ออ้าง

๔. มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าโดยวิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific) ดังนี้เป็นต้น.

.ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง

. สรุปปรัชญาสมัยใหม่

วิวัฒนาการปรัชญาตะวันตกสมัยปัจจุบัน

นักปรัชญาหลังจากคานต์ส่วนมากเชื่อตามคานต์ว่า มนัสของเรามีโครงสร้างง ซึ่งแปรสภาพความเป็นจริงที่รับรู้เข้ามาเพื่อรู้ แต่ส่วนมากไม่เชื่อว่าโครงสร้างของมนัสจะเป็นดังที่คาานต์บรรยายไว้ทั้งหมด ประเด็นปัญหาสำคัญที่สุดของปรัชญาปัจจุบันจึงเป็นว่า ในขณะที่เราไม่รู้โครงสร้างของมนัสเป็นอย่างไร เราจะใช้อะไรเป็นหลักยึดเหนี่ยว ดังนั้นนักปรัชญาหลังจากคานต์จึงมีเป็นจำนวนมากที่วิวัฒนาการแนวความคิด พอจัดกลลู่มได้เป็น ๘ กลุ่มดังนี้

. ลัทธิอัชฌัตติกญาณนิยม (intuitionism) ในกลุ่มนี้แบ่งกลุ่มกันผิดเพี้ยนไปหลายสาขาก็จริง แต่บางข้อที่ตรงกันคือ คิดว่าผัสสะและเหตุผลบิดเบือนความจริง จึงเชื่อไม่ได้นับว่าเห็นด้วยกับคานต์ในเรื่องนี้ เหตุผลปฏิบัติของคานต์หรืออัชฌัตติกญาณของเรา สามารถรู้ความจริงได้ทุกอย่าง แต่ต้องได้รับการฝึกฝนอัชฌัตติกญาณจนถึงขั้นอัจฉริยะ คนที่ฝึกไม่ถึงขั้นก็อาจจะได้รับความจริงไม่สมบูรณ์ จึงต้องพยายามเชื่อฟังและเข้าใจตามคำสอนของอัจฉริยบุคคลที่เข้าถึงแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เข้าถึงแล้วจะอธิบายให้ผู้เข้าไม่ถึงอย่างแจ้มแจ้งหาได้ไม่ ดังนั้นทุกคนต้องพยายามเข้าถึงให้ได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุนี้เองคำสอนของกลุ่มนี้มักคลุมเครือเข้าใจยาก เราเข้าใจด้วยสายตาของปุถุชนธรรมดา จึงแบ่งความคิดเห็นของลัทธินี้ตามที่ปรากฏเป็นคำสอนต่อไปนี้

๑.๑ ลัทธิอุดมการแบบเยอรมัน(German idealism) นักปรัชญาที่สำคัญได้แก่ เฮเกล (Hegel 1770-1831) ลัทธินี้มีอิทธิพลไปทั่วยุโรป ท่านกล่าวว่า ถ้าเราได้ฝึกอัชฌัตติกญาณของเราถึงขั้นอัจฉริยะแล้ว เราก็จะเห็นเองอย่างแจ้มแจ้งว่าเป็นจริงแท้มีแต่จิตดวงเดียวที่วิวัฒน์มาจากหมอกเพลิง เป็นสสาร เป็นชีวิต และที่สุดเป็นจิตมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างสืบเนืองมาจากจิต และจะถูกสำนึกว่าเป็นจิตในที่สุด ปรากฏกาารณ์ทั้งหลายจึงเป็นเพียงเครื่องมือให้จิตได้วิวัฒน์ตัวเองเท่านั้น

๑.๒ ลัทธิเจตจำนงนิยม(voluntarianism) นักปรัชญาสำคัญได้แก่ โชเป็นเฮาเออร์ (Schopenhauer 1788-1860) ท่านคิดว่า อัชฌัตติกญาณขั้นอัจฉริยะจริง ๆ จะไม่บอกว่าความเป็นจริงเป็นจิตดวงเดียว แต่จะบอกว่าเป็นพลังตาบอดปริมาณหนึ่งที่ดิ้นรนอย่างไร้จุดหมายในอวกาศอย่างเวิ้งว้าง โชเป็นเฮาเออร์ตั้งชื่อว่า เจตจำนงที่จะมีชีวิต (the-will-to-live) พลังนี้เป็นพลังต่าง ๆ เช่น พลังแม่เหล็ก พลังไฟฟ้า น้ำตก พายุ ฯลฯ และสูงขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตในสิ่งมีชีวิตและจิตในมนุษย์ ดังนั้นปรากฏการทั้งหลายจึงเป็นการแสดงออกของพลังดิ้นรนนี้

๑.๓ ลัทธิชีวิตนิยม (vitalism)  ได้แก่ แบร์กซ็อง (Bergson 1859-1941)ชาวฝรั่งเศส สอนว่าอัชฌัตติกญาณขั้นอัจฉริยะให้ความจริแก่เราว่า ความเป็นจริงแท้นั้นได้แก่ พลังทะยานแห่งชีวิต (e¢lan vital or vital impulse) พลังนี้ซึมแทรกอยู่ในสสาร มีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งมีชีวิต และมีชชีวิตที่สมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยไป

๑.๔ ลัทธิสสารนิยมแบบปฏิพัฒนา (dialactic materialism) นักปรัชญาได้แก่ เอ็งเก็ลส์ (Engels 1820-1895) สอนว่าอัชฌัตติกญาณขั้นอัจฉริยะให้ความจริงแก่เราว่า ความเป็นจริงเป็นสสารที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ ด้วยการขัดแย้ง แม้พัฒนาถึงขั้นเป็นมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้ว ก็ยังต้องการความขัดแย้งในระหว่างชนชั้นในสังคมเพื่อความก้าวหน้าต่อไปของสสาร

. ลัทธิปฏิบัตินิยม (pragmatism) มีความเห็นว่า เรายังเห็นไม่ได้ว่ามนัสของเรามีโครงสร้างอย่างไร จะยืนยันว่าอะไรจริงก็ยังไม่ได้ ทางที่ดีควรหาหลักยึดเหนี่ยวไปชั่วคราวก่อน จนกว่าจะรู้โครงสร้างของมนัสจึงค่อยกำหนดความรู้กันให้แน่นอนต่อไป ลัทธินี้เห็นว่าไมม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเพ็งเล็งถึง ประสิทธิภาพทางปฏิบัติ (practical efficiency) อะไรให้ประสิทธิภาพก็ให้ถือว่าจริงไปก่อน อะไรทำลายประสิทธิภาพก็ให้ถือว่าไม่จริงต้องแก้ไข

. ลัทธิอัตถิภาวนิยม (existentialism) ลัทธินี้ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน เห็นว่าในมนัสของเรามีโครงสร้างซึ่งเราไม่รู้ว่าทำการอย่างไร เราอาจจะไม่มีวันแก้ปัญหานี้ตกได้เลยก็ได้ ทางที่ดีควรหาหลักยึดถือไว้พลาง ๆ ก่อน หลักที่ลัทธินี้เห็นว่าควรยึดถือก็คือ การส่งเสริมเสรีภาพส่วนบุคคล คือมนุษย์เราเกิดมาเพื่อเสรีภาพ แต่ละคนมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพ เพราะฉะนั้นอะไรที่ส่งเสริมเสรีภาพส่วนบุคคลก็ให้ถือว่าจริงและมีค่าควรยึดถือ อะไรขัดขวางหรือทำลายเสรีภาพส่วนบุคคล สิ่งนั้นไม่จริงไม่มีคุณค่า ต้องแก้ไข ต่อมาลัทธินี้ได้แตกเป็น ๒ ฝ่ายคือ ปัญหาบ่อเกิดแห่งเสรีภาพ

ฝ่ายหนึ่งถือว่า เสรีภาพเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาเอง แต่เมื่อเราสำนึกถึงความมีของเรา ก็พบว่าต้องมีเสรีภาพโดยจำเป็น เรียกลัทธิของตนว่า “อัตถิภาวนิยมแบบอเทวะ” (atheistic existentialism) ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งถือว่า เสรีภาพที่แท้จริงจะมีได้ก็โดยมีความเชื่อในพระเจ้า พระองค์เป็นผู้ค้ำประกันเสรีภาพของบุคคลแต่ละบุคคล เรียกลัทธินี้ว่า “อัตถิภาวะนิยมแบบเทวะ” (theistic existentialism) นักปรัชญาที่สำคัญ ได้แก่ คีร์เคกอร์ด ชาวเดนมาร์ก/ ยัสเปิร์ส ชาวเยอรมัน/ บาร์ท ชาวสวิส/ มาร์เซ็ล ชาวฝรั่งเศส

. ลัทธิสัจนิยมใหม่ (neo-realism) ลัทธินี้มีความเห็นว่ามนัสของเราทำการอย่างไร เราควรยึดถือหลักการไปพลาง ๆ ก่อนว่าอะไรที่เราสามารถโดยการประนีประนอม วิธีรู้ได้มากทางที่สุดก็ให้เชื่อว่าจริงไปก่อนจะปลอดภัยที่สุด นักปรัชญาส่วนใหญ่ของลัทธินี้ไม่เชื่อว่ามีความรู้โดยวิธีเหนือธรรมชาติ จึงเรียกลัทธิว่า ธรรมชาตินิยม (naturalism)

. ลัทธิปฏิฐานนิยม (positivism) ถือว่าความจริงมีเท่าที่รู้ได้ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ คือสังเกตทดลองและคำนวณเท่านั้น ความรู้ใดนอกเหนือไปจากนี้ เช่นว่า ศาสนาและปรัชญา ล้วนแต่เป็นเรื่องเหลวไหล มีขึ้นชั่วคราว เพื่อตอบสนองความมักรู้ของมนุษย์ ในระดับปัญญาที่ยังอ่อนอยู่เท่านั้น เมื่อมีปัญญาถึงขั้นวิทยาศาสตร์แล้ว ก็ควรเลิกเชื่อสิ่งเหลวไหลของศาสนาและปรัชญาเสีย มิฉะนั้นจะเป็นอุปสรรคถ่วงความก้าวหน้า ผู้นำของลัทธินี้ได้แก่ โอกุสต็ ก็องต์ (Auguste come 1798-1857)

. ลัทธิปฏิฐานนิยมใหม่ (neo-positivism) เห็นว่าหลักที่ควรยึดถือไปพลาง ๆ ก่อนได้แก่ วิธีการพิสูจน์ของวิชาฟิสิกส์ (physical varification) อะไรที่ถือว่าพิสูจน์ได้ตามวิชาฟิสิกส์ ก็ควรถือว่าจริงได้ มิฉะนั้นก็ให้ถือว่าไร้ความหมายไปก่อน

. ลัทธิภาษาวิเคราะห์ (language analysis) เห็นว่า ความสับสนของปรัชญาตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน อยู่ที่การไม่ระวังความหมายที่ใช้ และไม่ระวังลักษณะของประโยคและกาารดำเนินเหตุผล จึงเห็นว่าวิธีแก้ไขไม่มีอะไรดีกว่าการวิเคราะห์ภาษาที่ใช้สื่อสารกันหรือวิเคราะห์ภาษา (linguistic analysis) และวิเคราะห์เหตุผลหรือตรรกวิเคราะห์ (logical analysis) โดยการวิเคราะห์ให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วจะลดปัญหาที่ไม่จำเป็นลงได้มาก ลัทธินี้ถือว่าเรื่องใดที่วิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการดังกล่าวก็เชื่อถือได้ มิฉะนั้นก็ไม่น่าเชื่อถือ แต่ลัทธินี้นักปรัชญายังตกลงวิธีการวิเคราะห์ให้แน่นอนลงไปไม่ได้ ยังคงวิจัยกันต่อไป นักปรัชญาที่สำคัญได้แก่ วิตเก็นสไตน์ (Wittgenstein 1889-1951) ชาวเยอรมัน

. ลัทธิอัสสมาจาารย์นิยมใหม่ (neo-scholasticism) ปรัชญาอัสสมาจารย์นิยมของยุคกลางนี้มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว ควรจะรื้อฟื้นขึ้นมาปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัย โดยเพิ่มเรื่องราวของวิชาการที่ค้นพบใหม่ ๆ เข้าไปร่วมพิจารณาด้วย ส่วนดีของระบบปรัชญาอื่น ๆ แม้นอกวงการปรัชญาตะวันตก เช่น ปรัชญาอินเดีย ปรัชญาจีนก็ควรได้รับพิจารณาอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างปรัชญาที่ครบถ้วนบนพื้นฐานของปรัชญายุคกลาง วิธีการนี้ได้รับการสนับสนุนจากวงการคริสต์ศาสนามากขึ้นโดยลำดับ

สรุปประวัติปรัชญาเปรียบได้กับรากตึก ปรัชญาบริสุทธิ์เปรียบได้กับพื้นล่างซึ่งรองรับตึกทั้งหลัง ปรัชญาประยุกต์แต่ละแขนงเปรียบได้กับห้องที่สร้างไว้ใช้สอยเพื่อปรระโยชน์ต่าง ๆ กันดังนี้เป็นต้น.

  วิวัฒนาการของปรัชญาสมัยปัจจุบัน

ปรัชญาเรียนเพื่อรู้ ๓ อย่างคือ

๑. เพื่อรู้จักปัญหาที่เป็นปัญหา

๒. เพื่อรู้คำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้

๓. เพื่อรู้จักเก็บส่วนดีทุกคำตอบมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวของตน

คำตอบข้อ ๑  ต้องเป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก และจะต้องพยาายามรู้ต่อไปว่า ปัญหาเหล่านั้นมีคำตอบที่ใดบ้าง และพอจะรับฟังได้ อีกทั้งต้องมีเหตุผลสนับสนุนให้เห็นว่าเป็นไปได้ ไม่ขัดแย้งตัวเองและไม่ไร้ความหมาย เช่น .” สสารเป็นสิ่งอยู่นิ่งที่กำลังเคลื่อนที่” เป็นต้น

คำตอบข้อ ๒  ต้องดูมติของคนทั่วไป ถ้าถือเหมือนกันก็ไม่ถือเป็นปัญหาปรัชญา ถ้ายังลงมติกันไม่ได้โดยทั่วไป ถือว่าเป็นปัญหาปรัชญา ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนิ่งลงมติมาชี้ขาดไม่ได้

คำตอบข้อ ๓  เพื่อรู้ปัญหาและพยายามพิจารณาคำตอบทุกคำตอบที่สามารถสืบเสาะหามาได้ นำมาเปรียบเทียบและดูความแตกต่าง แล้วแยกเป็นพวก ๆ เพื่อสะดวกในกาารทำความเข้าใจต่อไปอย่างมีเหตุผล และนักปรัชญาต้องวางตัวเป็นกลางด้วย พยาายามรวบรวมเก็บเฉพาะส่วนที่ดี ไว้เป็นคำตอบของงตนเองง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกับใคร ฯลฯ

ปรัชญาต่างจากศาสนาอย่างไร ?

๑. ศาสนามุ่งเน้นสอนให้เชื่อตามคำสอน โดยยกหาเหตุผลและหลักฐานต่าง ๆ มาสนับสนุนให้เห็นจริง ถ้าไม่มีเหตุผลจริง ๆ แล้วจะอยู่ได้ไม่นาน นี่เป็นข้อเท็จจริงงที่นักปรัชญาควรสังเกตไว้

๒. ปรัชญาที่แท้จริงนั้นผู้สอนจะต้องวางตัวเป็นกลาง จะต้องเสนอปัญหาตามมติของคนทั่วไป พยายามบรรยายให้เข้าใจเหตุผลของแต่ละคำตอบตามทรรศนะของฝ่ายนั้นจริง ๆ ให้เข้าใจทุกฝ่าย

บรรณานุกรม

เมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจิตโต), พระ. ปรัชญากรีกโบราณ ตอนที่ 1–2 : เนื่องในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2532,โรงพิมพ์มหาจุฬาฯ กรุงเทพฯ

วิธาน สุชีวคุปต์.และคณาจารย์ภาควิชาปรัชญา,ปรัชญาเบื้องต้น. มหาวิทยาลัยรามคำแหง :กรุงเทพ ฯ, 2534.

กีรติ บุญเจือ ปรัชญาสำหรับผู้เริ่มเรียน กรุงเทพฯ, ไทยวัฒนาพานิช, 2523

วิทย์ วิศทเวทย์ ปรัชญาทั่วไปกรุงเทพฯ, อักษรเจริญทัศน์, 2520

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี