สรุปข้อเปรียบเทียบ

เมื่อทำการศึกษาแล้วเห็นได้ว่า ปรัชญาของอานักซิมานเดอร์มีเหตุผลดีกว่าของธาเรส แต่มีปัญหาว่า อนันต์คืออะไร ถ้าเทียบอนุภาคหรือส่วนที่เล็กที่สุดของวัตถุและสสาร คือปรมาณูหรืออะตอม (atom) ซึ่งเล็กสุดจนแบ่งออกไม่ได้ ดังนั้นในทัศนของนักวิทยาศาสตร์ ปฐมธาตุของโลกจึงหน้าจะได้แก่ปรมาณูนั่นเอง อันมีส่วนประกอบย่อยสามส่วน คือโปรตรอนหรือประจุไฟฟ้าบวก อิเลคตรอนคือประจุไฟฟ้าลบ และนิวตรอนหรือประจุไฟฟ้าเป็นกลาง ดังนั้นปรมาณูจึงไม่ใช่วัตถุที่เล็กที่สุด แต่ปรมาณูเป็นพลังงานหรือประจุไฟฟ้า และอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสารวัสดุจึงเป็นพลังงาน”(energy) ชนิดนี้นั่นเอง พลังงานนี้ไม่มีรูปร่างและไม่ปรากกแก่สายตาของคนทั่วไป มันเป็นธาตุเดิมของสรรพสิ่ง พลังงานเป็นปฐมธาตุของโลก และพลังงานนี้ก็คงเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่อานักซิมานเดอร์เรียกว่าอนันต์

ดังนั้นคำถามที่ว่า”อนันต์” คืออะไร จึงเปรียบเทียบได้ว่า “อนันต์” คือพลังงานตามแนวความคิดของนักวิทยาศาสตร์ต่อมาใน ค.ศ.ที่ 19 และ20 ในเรื่องของประจุไฟฟ้าและพลังงาน

ส่วนปรัชญาของอานักซิเมเนส อธิบายว่า อากาศกลายเป็นสรรพสิ่งได้อย่างไร เพราะท่านอ้างการขยายตัวและการอัดตัวของอากาศ ว่าเป็นตัวการให้เกิดสรรพสิ่ง ซึ่งตรงนี้ธาเรสอธิบายไม่ชัดว่า ไฉนน้ำจึงแปรรูปเป็นสรรพสิ่ง และอานักซิมานเดอร์ก็ไม่ขยายความว่า อนันต์กลายเป็นสรรพสิ่งได้อย่างไร ส่วนอานักซิเมเนส แม้จะอธิบายไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า อากาศเปรี่ยนสภาพเป็นสรรพสิ่ง ด้วยกระบวนการขยายตัวและอัดตัว ถึงกระนั้นการที่ท่านบอกว่า อากาศเป็นปฐมธาตุ ฏ็เท่ากับถอยหลังไปเรียนแบบธาเรส ผู้เสนอว่าปฐมธาตุมีรูปแบบเป็นน้ำ ต่างกันตรงที่ว่า ปฐมธาตุของอานักซิเมเนสมีรูปแบบเป็นอากาศ ดังนั้นอานักซิมานเดอร์ไปได้ไกลกว่า เพราะท่านเสนอว่า ปฐมธาตุมีรูปแบบเป็นปฐมธาตุไม่มีรูปแบบอยู่ก่อน แต่เป็นสารไร้รูปที่เรียกว่า”อนันต์”หรือ”พลังงาน”

การศึกษาปรัชญาจากสำนักไมเลตุสช่วยให้เราค้นพบว่า นักปรัชญากรีกโบราณเริ่มปรัชญาด้วยความสงสัยเกี่ยวกับโลกภายนอก หรือธรรมชาติรอบตัว ดังนั้นปฐมธาตุที่นักปรัชญาคิด จึงเป็นข้อสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงกล่าวได้ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีแนวความคิดมาจากนักปรัชญายุคโบราณนั่นเอง.

4.ไพธากอรัส (pythagoras) เกิดก่อน ค.ศ.570-497 ที่เกาะซามอส (samos) เป็นนครรัฐที่สังกัดกลุ่มไอโอเนีย ดังนั้นนครรัฐซามอสกับนครรัฐไมเลตุส จึงอยู่ในเครือเดียวกัน ไพธากอรัสเดินทางไปศึกษาที่ประเทศอียิปต์ ต่อมาได้จัดตั้งสมาคมของตนเองขึ้น เพื่อจุดประสงค์ทางศาสนา จึงไม่นับเป็นสำนักปรัชญาเพราะปฏิบัติเคร่งครัดเยี่ยงนักพรต แต่งกายแบบเดียวกัน ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์,ถั่ว เป็นต้น

จุดประสงค์ในการปฏิบัติเช่นนี้ ก็เพื่อความหลุดพ้นจากความเวียนว่ายตายเกิด ผู้มีศรัทธาในตัวไพธากอรัสได้ยกย่องท่านเป็นศาสดาแห่งศาสนาที่สอน”วิธีแห่งการหลุดพ้น”(the way of salation) ท่านจะสอนเฉพาะสมาชิกอันเป็นสาวกของตนเองเท่านั้น ไพธากอรัสสอนว่า คนเราตายแล้วเกิด วิญญาณของคนเราไม่ดับสูญ แต่จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามผลกรรมท่านว่าตัวท่านระลึกชาติได้ เคยเกิดเป็นต้นไม้,สัตว์,คน ท่านว่าวิญญาณของคนเราจุติมาจากสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อวิญญาณได้สูญเสียความบริสุทธิ์ผ่องใส ด้วยการควบคุมความต้องการทางการตามแบบที่สมาชิกของสมาคมไพธากอรัสถือปฏิบัติ เมื่อนั้นแหละวิญญาณจึงจะบริสุทธิ์ พอที่จะคืนกลับทิพยสถานของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นอันหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ไพธากอรัสเรียกผู้ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นว่า”นักปรัชญา” และได้แบ่งบุคคลออกเป็น 3 ประเภทเหมือนพระพุทธเจ้า เปรียบเทียบบุคคลเป็นดอกบัว 4 เหล่า และไพธากอรัสเป็นคนแรกที่เรียกตัวเองว่า”นักปรัชญา”(philosopher) และนักปรัชญาในทัศนะของไพธากอรัสก็คือ ”คนที่รักในความฉลาดรอบรู้ ” (philosophoi) คำว่า ”philosophoi” ในภาษากรีกได้กลายมาเป็น ”philosopher”(นักปรัชญา) ในภาษาอังกฤษ ไพธากอรัสเป็นนักคณิตศาสตร์ ท่านเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีบทที่ 47ของเรขาคณิตแบบยูคลิค ปรัชญาของท่านจึงว่าด้วยทฤษฎีจำนวนเลข (number) เป็นลักษณะสำคัญที่สุดของสรรพสิ่งในโลก เหตุผลมีอยู่ว่า สิ่งของต่างๆล้วนมีคุณลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง คือมีสี,กลิ่น,รส และความอ่อนแข็ง ดังนั้นคุณลักษณะเหล่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งถาวร เพราะเราอาจจินตนาการถึงของบางอย่างที่ไม่มีสีและกลิ่น จำนวนต่างหากเป็นลักษณะของสิ่งทั้งหลาย เราไม่อาจจินตนาการถึงของสิ่งหนึ่งหรือสองสิ่งเสมอ คำว่า”หนึ่ง,สอง” แสดงให้เห็นว่า จำนวนเลขติดอยู่ในสรรพสิ่งตลอดเวลา

สรุปแล้ว ไพธากอรัสใช้ทฤษฎีจำนวนเลข มาเป็นเหตุผลในการอ้างถึงสรรพสิ่งในโลก โดยการกำหนดด้วยตัวเลข ให้มีจำนวนนับเท่ากับสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้เกิดแนวความคิดที่มีกฎและระเบียบเป็นแบบแผนของคนยุคต่อมาแต่ไพธากอรัสไม่ได้บอกว่า จำนวนเลขเป็นปฐมธาตุของโลกอย่างที่บางคนเข้าใจ  แล้วปฐมธาตุของโลกคืออะไร ? ปฐมธาตุของโลกคือหน่วย (unit) สิ่งทั้งหลายอันรวมถึงจำนวนเลขเกิดมาจากหน่วย หน่วยนั้นหรือจุดรวมกันทำให้เกิดเส้น เส้นรวมกันทำให้เกิดเนื้อที่ เนื้อที่รวมกันทำให้เกิดปริมาตร ใจความปรัชญาของไพธากอรัสจึงมีอยู่ว่า ปรมาณูเป็นปฐมธาตุของโลกเมื่อปรมาณูรวมตัวกันในลักษณะที่เลียนแบบจำนวนเลข สรรพสิ่งในโลกจึงเกิดขึ้น ดังนั้นไพธากอรัสจึงเป็นปรัชญาอันดับแนวหน้าของนักปรัชญากรีกโบราณ.

5.เฮราคลีตุส (heraclitus) เกิดก่อน ค.ศ.535-475 ในเมืองเอเฟซุส (ephesus) เป็น 1ใน12 นครรัฐที่สังกัดอยู่ในอาณานิคมกรีกกลู่มไอโอเนีย ท่านเป็นเชื้อพระวงค์แห่งนครรัฐเอเฟซุส ท่านสละสิทธิ์ในราชสมบัติ บำเพ็ญตนเป็นนักปรัชญา จนประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง ท่านประกาศตนว่าได้พบปรีชาญาณหยั่งเห็นปรัชญา (philosophy insight) ท่านค้นพบสิ่งแปลกใหม่และดีเด่นเหนือผู้ใดทั้งหมด อย่างเช่น ไพธากอรัส และเซโนฟาเนส

ท่านได้เขียนตำราไว้เล่มหนึ่งชื่อว่า “ธรรมชาติ” (on nature) ต่อมาได้กระจัดกระจายหายไปเหลือไว้แต่เศษนิพนธ์ เป็นคำพูดสั้นๆว่า “การเรียนมากไม่ช่วยให้เข้าใจมาก” หรือ ”ถ้าท่านไม่พยายามคาดคิดในแง่มุมที่คนคิดไม่ถึง ท่านจะไม่มีวันค้นพบความจริง เพราะความจริงพบได้ยากมาก”โดยท่านไม่พยายามอธิบายเหมือนจงใจให้เข้าใจยาก และอ้างว่า ท่านเขียนปรัชญาสำหรับปัญญาชน (intelligentsia) โดยเฉพาะ หากว่าสามัญชนไม่เข้าใจ ก็ถือว่าเป็นกรรมของผู้นั้น เหตุนี้ เฮราคลีตุส จึงได้ฉายาว่า “ผู้อำพราง” (the obscure)

ฉะนั้นนักปรัชญาสำนักไมเลตุสสนใจเรื่องปฐมธาตุของโลก ไพธษกอรัสศึกษาเรื่องทฤษฎีจำนวนเลข ส่วนเฮราคลีตุสค้นคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลง (change) หรืออนิจจตาเฮราคลีตุสจึงเป็นนักปรัชญากรีกคนแรกที่คิดเรื่องนี้ เมื่อเปรียบเทียบแนวคิดของธาเรสบอกว่า ปฐมธาตุคือน้ำได้แปรรูปเป็นไฟหรือดินนั้นเท่ากับว่า ธาเรสยอมรับว่า ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ แต่ขอไปที ท่านไม่ได้เก็บเรื่องนี้ว่าวิเคราะห์อย่างจริงจัง ต่อมาเฮลาคลีตุสเห็นว่า นักปรัชญาไม่ควรมองข้ามความเปลี่ยนแปลง ท่านได้คิดเรื่องนี้และไขความกระจ่าง

เฮราคลีตุสกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นลักษณะที่แท้จริง ของสรรพสิ่งทุกสิ่งเป็นอนิจจัง มันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไปเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นจะเปลี่ยนสภาพหนึ่งไปสู่สภาพหนึ่ง เหมือนคนที่จะเปลี่ยนสภาพเด็กไปเป็นคนหนุ่มสาว และจากหนุ่มสาวเข้าสู่วัยชรา ไม่มีใครต้านกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ใครเล่าจะสามารถคงความหนุ่มสาวไว้เป็นศตวรรษ ไม่มีทาง มนุษย์และสรรพสิ่งมีธาตุแท้เหมือนกันคือ ต้องเปลี่ยนแปลง

เฮราคลีตุสยังได้กล่าวอีกว่า”ทุกสิ่งทุกอย่างเลื่อนใใหลไปเป็นกระแส” ดุจดังสายน้ำใหลไปไม่หยุดนิ่ง ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้คงที่แม้นาทีเดียว จุดที่เฮลาคลีตุสต้องการเน้นจากเรื่องนี้ก็คือ ในโลกนี้ไม่มีอะไรคงเดิม แม้แต่คนที่เราพบจำเจอยู่ทุกวันนั่นก็เถอะ เขาไม่ใช่คนหน้าเดิมหรอก เพราะนอกจากกระแสความคิดของเขาจะเปลี่ยนไปทุกขณะแล้ว ใบหน้าของเขาก็ยังเปลี่ยนไปตลอดเวลา จึงกล่าวได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน แม้แต่ปฐมธาตุของโลก เฮลาคีลตุสคิดต่อไปว่า โลกที่ปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้เกิดมาจากอะไร ? และลงความเห็นว่า เนื่องจากสรรพสิ่งในโลกมีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติและไม่เห็นด้วยกับความคิดที่เสนอว่า น้ำ,อนันต์,หรืออากาศเป็นปฐมธาตุของโลก เพราะเฮราคลีตุสเห็นว่า ทั้งสามสิ่งเป็นสิ่งที่คงที่ถาวรไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง จึงคิดว่าสิ่งใดเป็นปฐมธาตุของโลก สิ่งนั้นต้องมีพลังงานเปลี่ยนแปลงในตัวเอง แต่เนื่องจากไฟมีพลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้นไฟจึงเป็นปฐมธาตุของโลกท่านกล่าวว่า”โลกนี้ซึ่งเป็นโลกเดียวกันสำหรับทุกคน ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดหรือมนุษย์คนใดสร้างขึ้นมา แต่ทว่าโลกนี้ได้เป็น กำลังเป็น และรู้จักเป็นไฟอมตะ (everliving fire) เมื่อไฟมีลักษณะแปรปรวนเปลี่ยนได้หลายอย่าง เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไฟเป็นธาตุดั่งเดิมของโลกเพราะไฟแปรรูปเป็นสรรพสิ่ง โดยระยะแรกไฟแปรรูปจากลม จากลมเป็นน้ำ จากน้ำเป็นดิน  นี่เป็นการแปรรูปแบบทางลง”(downnward path) นอกจากนี้ดินอาจแปรรูปเป็นน้ำ จากน้ำเป็นลม และจากลมเป็นไฟ เป็นการแปรรูปแบบ “ทางขึ้น” (upward path) เมื่อไฟแปรรูปเป็นสิ่งอื่นดังนี้ สรรพสิ่งจึงล้วนเป็นไฟ ดินคือไฟ หินคือไฟ วิญญาณคือไฟ และพระผู้เป็นเจ้าก็คือไฟ ทุกสิ่งคือไฟ และไฟคือทุกสิ่ง เหตุนั้น “ ทุกสิ่งกลายเป็นสิ่งเดียว และสิ่งเดียวกลายเป็นทุกสิ่ง” เพราะมีธาตุแท้อย่างเดียวคือมาจากไฟ สรรพสิ่งกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น สิ่งที่เป็นคู่ ชนิดขัดแย้งกัน, เย็นกับร้อน, ดีกับชั่ว, หรือเป็นกับตาย แต่ก็เป็นความขัดแย้งเพื่อการประสาน เป็นการแตกร้าวเพื่อการรวมตัวกันใหม่ เพื่อการดำรงอยู่ ท่านกล่าวว่า “ ความขัดแย้งก่อให้เกิดความสามัคคี การแตกร้าวก่อให้เกิดความกลมกลืนบรรเจิดสุข สรรพสิ่งเกิดมาจากความขัดแย้ง “ และ “สงครามหรือความขัดแย้งเป็นบิดาและราชาแห่งสรรพสิ่ง”

เฮราคลีตุสกล่าวว่า ถ้าเรามองโลกในมุมหนึ่ง เราจะพบแต่สิ่งขัดแย้งกัน แต่ถ้ามองโลกในมุมอื่น เราจะพบความกลมกลืนเป็นอันเดียวกันของสรรพสิ่ง คนธรรมดาจะเห็นความขัดแย้งในสิ่งทั้งหลาย แต่ผู้เข้าถึง “ วจนะ”(logos) จะพบเอกภาพในสรรพสิ่ง เขาจะเข้าใจแจ้มแจ่งว่า เย็นไม่ต่างจากร้อน สุขไม่ต่างจากทุกข์ เพราะเย็นก็คือร้อนน้อย ร้อนก็คือเย็นน้อย และสุขคือทุกข์น้อย ทุกข์ก็คือสุขน้อย มันเปลี่ยนแปลงสลับกันไปมา เพราะฉะนั้นในแต่ละคู่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงสลับไปมา เพราะคุณสมบัติทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรคงเดิม และท่านเป็นผู้ให้ความหมายของคำว่า”วจนะ” เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบมีแบบแผน เป็นดังจักรวาล(cosmos) ที่มีกฏเกณท์ สรรพสิ่งในจักรวาลเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงและดับภายใต้”มาตรการที่แน่นอน” (fixed measure) มาตรการอันนั้นได้แก่ “กฏแห่งความเปลี่ยนแปลง”(law of change) ดังนั้นไฟจำต้องแปรรูปเป็นสรรพสิ่ง เหตุนั้นความเปลี่ยนแปลงในโลก เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงเป็นของจริง ไม่ใช่เหตุบังเอิญ นี่คือหลักปรัชญาของเฮราคลีตุส

สำนักเอเลีย (the eleatic school) เป็นชื่อนครรัฐหนึ่งของกรีกดินแดนภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี หลักปรัชญาของสำนักนี้ขัดแย้งตรงกันข้ามกับปรัชญาของสำนักเฮราคลีตุส ในขณะที่เฮราคลีตุสสอนว่า โลกเป็นอนิจจังหรือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำนักเอเลียกลับสอนว่า โลกเที่ยงเป็นนิจนิรันดร์ ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโลกเป็นเพียงภาพลวงตา นักปรัชญาคนสำคัญของสำนักเอเลียประกอบด้วย เซดนฟาเนส ปาร์มีนิเดส และเซโนแห่งเอเลีย

6.เซโนฟาเนส (xenophanes) เกิดก่อน ค.ศ.570-480 เป็นนักปรัชญา โดยท่านชอบแต่งบทกวีนิพนธ์ไว้เป็นมหากาพย์ เพลงโศลก และกลอนเสียดสี ท่านไม่ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาโดยตรง แต่ปรัชญาของท่านมีสอดแทรกในบทกวีที่ท่านนิพนธ์นั่นเอง คำสอนของท่านมุ่งแก้ไขศรัทธาในศาสนาของประชาชน และเห็นว่าประชาชนในสมัยนั้น มีศรัทธาที่ผิดในพระเจ้า ท่านพยายามแสดงศรัทธาที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยมุ่งปฏิรูปศาสนาใหม่ ความเชื่อที่ผิดของชาวกรีกในยุกนั้น เชื่อว่ามวลมนุษย์อยู่ภายใต้เทวลิขิตของพระเจ้า มนุษย์ต้องบูชาบวงสรวงพระองค์ เพื่อให้พระองค์โปรดปรานประทานพร ส่วนผู้ใดบังอาจทำให้พระองค์พิโรธ ผู้นั้นจะถูกลงโทษอย่างสาสม เซโนฟาเนสกล่าวให้ความเห็นว่า เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะเทพเจ้าไม่ควรมีอารมณ์ โลภ โกรธ หลง เหมือนมนุษย์ เทพเจ้าควรบริสุทธิ์ผุดผ่องมากกว่า  ตามตำนานกรีกเล่าว่า เทพเจ้ามีการเกิดและจุติจากสวรรค์ บาวองค์ประกอบทุจริต บางองค์ประพฤติผิดในลูกเมียคนอื่น

ท่านมีทัศนะว่า เทพเจ้าอย่างนี้ไม่หน้ากราบไหว้ และเทพเจ้าในความเป็นจริงก็ไม่ได้ประพฤติอย่างนั้น การที่ภาพพจน์ของเทพเจ้าตกต่ำลงไปขนาดนี้ ก็เพราะฝีมือของกวีอย่างโฮเมอร์และเฮเสียด นักกวีทั้งสองนี้พรรณาเทพเจ้าทั้งสองผิดไปจากความเป็นจริงอย่างมาก ภาพพจน์ของเทพเจ้าจึงถูกบิดเบือนไป ท่านกล่าวว่า มนุษย์จะต้องไม่วาดภาพเทพเจ้าไปตามจินตนาการของตน มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า มนุษย์สร้างเทพเจ้าตามอำเภอใจ พระเจ้าในความจริงตามทัศนะของท่าน คือเทพเจ้าไม่ได้มีมากมายหลายองค์ (god) และพระเจ้าไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ พระเจ้ามีรูปทรงกลมมีตาทิพย์ และเป็นสัพพัญญู ทรงมีอยู่ชั่วนิรันดรกาล พระองค์ไม่มีการอุบัติและจุติ ไม่มีขอบเขตจำกัดเพราะไม่มีสิ่งอื่นมาจำกัดขอบเขตพระองค์ แต่มองอีกมุมหนึ่งจะว่าพระเจ้ามีขอบเขตจำกัดก็ใช่ เพราะพระองค์มีรูปทรงกลม แต่เป็นลูกกลมที่เต็มบริบูรณ์จนแบ่งแยกไม่ได้พระองค์ไม่มีการเคลื่อนที่และไม่มีการเปลี่ยนแปลง ท่านกล่าวว่า พระเจ้าอยู่ในโลก เพราะพระเจ้าเป็นอันเดียวกันกับโลก พระเจ้าคือโลก โลกคือพระเจ้า โดยนัยนี้ เซโนฟาเนสถือลัทธิสรรพเทวนิยม (pantheism) เพราะยืนยันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกเป็นชิ้นส่วนของพระเจ้าองค์เดียวกัน

ส่วนเรื่องการกำเนิดโลก ท่านได้เสนอข้อสมมติฐานว่า “ท่านได้เห็นซากพืชและสัตว์ที่แข็งจนกลายเป็นหิน พบเปลือกหอยฝังอยู่ในหิน ท่านจึงสันนิฐานว่า โลกโผล่ขึ้นจากทะเล และต่อไปจะกลับจมหายลงทะเลไปอีก จากนั้นจะโผล่ขึ้นใหม่ สลับกันอย่างนี้เรื่อยไป

7.ปาร์มีนิเดส (parenides) ท่านประยุกต์คำสอนของอาจารย์ (เซโนฟาเนส) โดยได้แนวความคิดจากข้อความที่ว่า”สรรพสิ่งในโลกคือพระเจ้า” และ” พระเจ้าไม่เคยเปลี่ยนแปลง” จึงนำมาสร้างหลักปรัชญาที่ว่าด้วยความเที่ยงแท้คงที่ของโลก  และท่านได้เขียนหนังสือปรัชญาไว้เป็นบทกวีแบ่งเป็นสองภาค ภาคแรกชื่อ “วิถีแห่งความจริง”(way of truth) ภาคสองชื่อ “วิถีแห่งความลวง” (way of seeming)ท่านไม่เห็นด้วยกับการที่เฮราคลีตุสกล่าวว่าสรรพสิ่งในโลกมีอันต้องเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เช่นไฟแปรรูปเป็นลม จากลมเป็นน้ำ จากน้ำเป็นดิน แต่ท่านมีความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ท่านยอมรับไม่ได้ ท่านบอกว่า การเปลี่ยนแปลงไม่มีอยู่จริง คิดดูว่าไฟแปรรูปเป็นลมได้โดยวิธีใด ในช่วงที่ไฟจะเปลี่ยนแปลงเป็นลมนั้น มีภาวการณ์อย่างไรเกิดขึ้น เป็นไปได้ไหมว่าไฟดับไปก่อนแล้วลมจึงเกิดขึ้นแทนที่ หรือว่าไฟไม่ได้มอดดับหายไป แต่ทว่าได้เปลี่ยนตัวเองเป็นลมโดยอัตโนมัติ ? ถ้าเป็นกรณีแรก คือไฟดับตัวเองไปก่อนแล้วลมจึงเกิดขึ้นแทนที่ นั่นหมายความว่า ลมเกิดมาจากความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรอยู่ก่อนเลย แต่ปาร์มีนิเดสเห็นว่า ลมจะเกิดความว่างเปล่าไม่ได้ เพราะจากความว่างเปล่าก็จะมีแต่ความว่างเปล่าตามมา ลมย่อมเกิดจากบางสิ่งบางอย่าง และในกรณีหลัง คือไฟยังไม่ดับหายไปไหน แต่ทว่าเปลี่ยนสภาพติดต่อกันไป ลมจึงจะเกิดมาจากไฟ นั่นแสดงว่าลมไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า แต่ลมเกิดจากบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่ก่อนแล้ว และสิ่งนั้นก็คือไฟ ลมจึงไม่ใช่สิ่งใหม่ เพราะมันเคยมีอยู่ก่อนในรูปของไฟ ดังนั้นเราจึงไม่อาจใช้คำพูดว่า “ลมเกิดมาจากไฟ” เพราะลมกับไฟโดยธาตุแท้เป็นสิ่งเดียวกัน จึงให้กำเนิดแก่กันไม่ได้ และเมื่อมันเป็นสิ่งเดียวกัน เราจะว่าสิ่งหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกสิ่งหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกันโดยธาตุแท้ ด้วยเหตุผลนี้ ปาร์มีนิเดสกล่าวว่า ธาตุแท้หรือแก่นแท้ของสรรพสิ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ความเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงปรากฏการณ์หน้าฉากเท่านั้น แต่แก่นแท้ของโลกไม่เคยเปลี่ยนแปลง อะไรคือแก่นแท้ของโลก ? ปาร์มีนิเดสเแลยว่า ภาวะ (being) เป็นแก่นแท้ของโลก เหตุนั้นภาวะจึงเป็นปฐมธาตุของสรรพสิ่งภาวะไม่เคยเปลี่ยนแปลง ภาวะไม่มีการเกิด ภาวะไม่มีการดับ เพราะมันจะต้องมีอยู่ตลอดไป ดังนั้น ภาวะจึงคงเป็นอยู่นิจนิรันดร์ เหมือนกับพระเจ้าในทัศนะของเซโนฟาเนส

โลกคือภาวะ ดังนั้นโลกจึงไม่เปลี่ยนแปลง บางคนคิดว่า โลกเปลี่ยนแปลงเพราะสิ่งทั้งหลายในโลกเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ปาร์มีนิเดสตอบว่า สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไปก็จริง แต่ภาวะหรือแก่นแท้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรารู้ว่าสิ่งต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปก็โดยอาศัยประสาทสัมผัส (senses) ทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย แต่ท่านกล่าวว่าประสาทสัมผัสให้แต่ความรู้ผิด ๆ โลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรอก ประสาทสัมผัสต่างหากลวงเราให้เห็นเป็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้นความเปลี่ยนแปลงในโลกเป็นเพียงภาพลวงตาหรือภาพมายาที่เกิดจากการลวงของประสาทสัมผัส บางคนอาจสงสัยว่า เราจะเข้าถึงความจริงที่ว่าโลกไม่เปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด ? ท่านตอบว่า โดยอาศัยเหตุผล (reason) ความจริงชนิดนี้รู้ได้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยประสาทสัมผัส และปาร์มีนิเดสเป็นนักปรัชญาคนแรกที่ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างประสาทสัมผัสกับเหตุผล ดังนั้นปรัชญาของปาร์มีนิเดสเป็นประเภทอภิปรัชญา เพราะมู่งแสวงหาแก่นแท้หรือความจริงสูงสุดเกี่ยวกับโลก โดยนัยนี้ ปรัชญาของท่านเป็นบ่อเกิดแห่งลัทธิจิตนิยม (idealism) ที่เน้นความสำคัญของจิตเหนือวัตถุภายนอก ต่อมาพลาโต้ได้นำแนวคิดของท่านไปพัฒนาเป็นโลกแห่งมโนคติ (world of ideas) และถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ภาวะในทัศนะของท่านเป็นสิ่งจำกัด กินที่ มีรูปเป็นทรงกลม ทำให้เข้าใจได้ว่า ภาวะเป็นวัตถุหรือสสาร เพราะเป็นสิ่งกินที่และมีรูปร่างดังกล่าว แก่นแท้ของโลกจึงเป็นวัตถุ เมื่อมองมุมนี้ปรัชญาของท่านก็เป็นวัตถุนิยม (materialism) ที่ถือว่าความจริงแท้ของสรรพสิ่งเป็นวัตถุหรือสสาร

8.เซโนแห่งเอเลีย (zeno of elea) ปรัชญาสำนักเอเลียคนนี้ เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งมีชื่อเรื่องว่า “ข้อโต้แย้ง” (disputation) จุดประสงค์ของการเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ เพื่อป้องกันคำสอนของปาร์มีนิเดสจากการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม และทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนอาจารย์ของตนเท่านั้น นักปรัชญารุ่นหลังเรียกวิธีโต้ตอบของเซโนว่า วิภาษาวิธี(dialectic) ซึ่งเป็นวิธีอ้างเหตุผลที่นักปรัชญายุคต่อมาอย่างเช่น โสคราตีส พลาโต้ ค้านท์ และเฮเกล นิยมใช้ อาริสโตเติ้ลยกย่องเซโนว่าเป็นบิดาแห่งวิภาษาวิธี นักปรัชญาฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับปาร์มีนิเดส เช่นนักปรัชญากลุ่มไพธากอรัสคัดค้านว่า สรรพสิ่งจะเป็นสิ่งเดียวไม่ได้ สรรพสิ่งต้องเป็นสรรพสิ่งกล่าวคือ โลกนี้เต็มไปด้วยความเป็นจริงหลายสิ่งหลายอย่าง ความมากหลายเป็นเรื่องมีอยู่จริง นอกจากนี้นักปรัชญากลู่มเฮราคลีตุสก็คัดค้านสำนักเอเลียบางว่า ความเป็นจริงไม่คงที่ถาวร โลกนี้เป็นเวทีแห่งความเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งในโลกเลื่อนไหลไปเป็นกระแสความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเป็นของจริง ความคงที่ถาวรต่างหากที่เป็นมายา

ยุทธวิธีของเซโนแห่งเอเลีย

1) ความเป็นจริงเป็นสิ่งเดียวหรือหลายสิ่ง

2) ความเป็นจริงเป็นสิ่งคงที่หรือเปลี่ยนแปลง

เพื่อสนับสนุนมติว่า ความเป็นจริงเป็นสิ่งเดียวและคงที่ถาวรท่านอภิปรายว่า ความมากหลายและความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้ จึงไม่มีอยู่จริง สังเกตว่า เซโนไม่ได้สนับสนุนทรรศนะของอาจารย์โดยตรง ท่านเพียงหักล้างมติของฝ่ายตรงข้ามลง เพื่อปกป้องคำสอนของอาจารย์เท่านั้น นี่คือยุทธวิธีของเซโน แทนที่จะทำตัวเป็นฝ่ายรับก็กลับเป็นฝ่ายรุก แทนที่จะรอเป็นจำเลย ท่านกลับฟ้องโจทก์เสียเอง เซโนไม่ได้ปฏิเสธความมากหลายไปทั้งหมด ท่านยอมรับมติของฝ่ายค้านที่ว่า ประสาทสัมผัสรายงานแก่ตาว่ามีสิ่งต่างๆ มากมายอยู่ในโลก เช่น สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา เป็นความหลากหลายที่เราพบอยู่ในชีวิตประจำวัน ท่านกล่าวว่า ความมากหลายที่เห็นก็เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้ ถึงจะมีอยู่ก็มีอยู่ในฐานะเป็นหลอนหรือมายา ประสาทสัมผัสลวงเราให้เชื่อว่ามีความมากหลาย เหตุผลในดวงจิตต่างหากที่จะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้แก่เรา ลองใช้เหตุผลเข้าไปวิเคราะห์ จะพบว่าข้อสมมติเรื่องความมากหลายนี้นำไปสู่บทสรุปที่ยุ่งเหยิงและขัดแย้งในตัวเอง ดังนั้เราจึงคงไม่ปฏิเสธความมากหลาย ข้ออภิปรายหรือบทพิสูจน์ไว้ 3 ประเด็น คือ

1.บทพิสูจน์เรื่องขนาด ความเป็นจริงแต่ละสิ่งย่อมจะมีขนาดใหญ่และเล็กบ้าง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือภูเขาล้วนอยู่ในสภาพที่อาจถูกตัดแบ่งย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และชิ้นส่วนเล็ก ๆ นั้นก็ยังสามารถถูกเฉือนให้เล็กลงเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ เซโนกล่าวว่า ความเป็นสิ่งแต่ละสิ่งก็พลอยมีขนาดเล็กสุดประมาณไปด้วย ทั้งนี้เพราะความเป็นจริงนั้นเป็นผลรวมของชิ้นส่วนที่เล็กสุดประมาณ

2. บทพิสูจน์เรื่องสิ่งคั่นกลาง สมมติว่า มีความเป็นจริงอยู่แค่สองสิ่งและแยกเป็นอิสระแก่กัน แต่การที่สิ่งสองสิ่งไม่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมีสิ่งอื่นมาคั่นกลาง สิ่งคั่นกลางนั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับสิ่งทั้งสองที่มีอยู่แต่แรก ดังนั้นสิ่งคั่นกลางนั้นจึงมีค่าเท่ากับความเป็นจริงหน่วยที่สาม และในลักษณะเดียวกันในรูปแบบลำดับเดิม ถ้ามีสิ่งมาคั่นกลางในระหว่างสิ่งที่สามกับสิ่งที่สี่ หรือสิ่งที่สี่กับสิ่งที่ห้า คือยิ่งมีสิ่งมาคั่นกลางมากขึ้นเท่าไร เราก็จะได้ความจริงมากขึ้นเท่านั้นและเพิ่มไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ สังเกตว่ามีความขัดแย้งกับข้อสมมติเดิม ที่กล่าวว่า มีความจริงอยู่สองสิ่งเท่านั้น ถ้าเรายอมรับว่ามีความมากหลายอยู่ในโลก เราก็ต้องบอกได้ว่าในโลกนี้มีความจริงอยู่กี่สิ่ง ดังนั้นกรณีนี้ย่อมไม่อาจยอมรับได้ข้อสมมติว่ามีสิ่งมากหลายนั้น แล้วหันมายอมรับมติตรงกันข้ามที่ว่า ความเป็นจริงมีสิ่งเดียว

3.บทพิสูจน์เรื่องข้าวเปลือก ถ้าความมากหลายมีจริง สมมติข้าวเปลือกถังหนึ่งมีจำนวนเมล็กข้าวหลายเมล็ด ทิ้งเมล็ดหนึ่งลงบนพื้น เราจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย และในทำนองเดียวกันเราทิ้งเมล็ดข้าวลงบนพื้นทั้งหมด เราจะได้ยินเสียงดัง เสียงนั้นมาจากไหน ? ตอบว่าข้าวเปลือกแต่ละเมล็ดช่วยทำให้เกิดเสียง อย่าลืมว่าในตอนแรกเราได้ยอมรับว่า ข้าวเปลือกแต่ละเมล็ดไม่ทำเสียง ฉะนั้น เราจึงพบบทสรุปที่ขัดแย้งในตัวเองอีก คือเมล็ดข้าวเปลือกได้ทำเสียงและไม่ทำเสียงในเวลาเดียวกัน นั่นเป็นบทสรุปที่มาจากสมมติที่ว่า ความมากหลายมีจริง บทสรุปเช่นนี้ยอมรับไม่ได้ เพราะขัดกับเหตุผลอย่างรุนแรง ดังนั้นเราควรหันมาเชื่อว่า ความจริงมีสิ่งเดียว หลังจากปฏิเสธความมากหลายแล้ว เซโนก็หันมาปฏิเสธความเคลื่อนที่ด้วย เพราะความเคลื่อนที่เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง สิ่งต่างถ้าไม่เคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงคงเกิดขึ้นไม่ได้ การที่เซโนปฏิเสธการเคลื่อนที่ก็เท่ากับปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงไปในตัว วิธีการนี้เป็นวิธีโจทน์ข้อโต้แย้งจากฝ่ายค้าน โดยตอนแรกฟังการตั้งประเด็นการโจทน์ ภายหลังได้บทสรุป เซโนทำให้บทที่ฝ่ายค้านกล่าวออกมาเป็นผลสะท้อนกลับไป ทำให้ฝ่ายค้านเกิดการขัดแย้งในคำกล่าวหาของตัวเอง  เซโนให้ชื่อแก่บทสรุปที่ขัดแย้งในตัวเองว่า”ประติทรรศน์”(paradox) และบทสรุปของท่านได้รับการยกย่องตลอดมาในฐานะที่เป็น “ประทรรศน์ของเซโน (zeno’s paradoxes)”

บทสรุปนักปรัชญาทั้งสามของสำนักเอเลียเสนอคำสอนที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือ เซโนฟาเนสมีทรรศนะว่า พระเจ้าคือสรรพสิ่งและสรรพสิ่งคือพระเจ้าพระเจ้าคือความเป็นจริงประการเดียวในโลกพระองค์ทรงมีอยู่อย่างเที่ยงแท้ชั่วนิรันดร ปาร์มีนิเดสเสนอใหม่ว่า สรรพสิ่งคือสภาวะ (beimg) และสภาวะคือสรรพสิ่งความเป็นจริงในโลกมีสิ่งเดียว และสิ่งนั้นได้แก่ภาวะอันไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง เซโนสนับสนุนปาร์มีนิเดสด้วยการพิสูจน์ว่า ภาวะหรือความเป็นจริงนั้นมีอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวร ความเปลี่ยนแปลงเป็นแต่เพียงภาพลวงตา หลักใจความสำคัญของสำนักเอเลียมีอยู่ว่าเนื้อแท้หรือความเป็นจริงในโลกเป็นสิ่งคงที่ถาวร  อันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้จึงขัดอย่างตรงกันข้ามกับปรัชญาของเฮราคลีตุสที่ยืนยันว่า เนื้อที่หรือความเป็นจริงในโลกคือความเปลี่ยนแปลง หลักปรัชญาทั้งสองจึงหักล้างและโจมตีกัน ต่างฝ่ายสามารถให้เหตุผลชวนเชื่อ ต่อมานักปรัชญาที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด จึงนำเอาหลักของปรัชญาทั้งสองฝ่ายมารวมกันผสมผสานและให้ความสำคัญเท่าเทียมกันแก่ความคงที่ถาวรและความเปลี่ยนแปลง

9.เอมเปโดเคลส (empedocles) พ.ศ.48-108 เป็นชาวเมืองอะกรีเจนตุม ตั้งอยู่ภาคใต้ของเกาะซิซิลี ท่านเกิดในตระกูลมั่งคั่ง บิดาเป็นนักการเมือง ท่านเป็นนักการเมือง,นักพูด,กวี,แพทย์,นักสอนศาสนา และนักปรัชญา ท่านมีผลงานเป็นบทกวีไว้ 2 เรื่อง เรื่องแรกว่าด้วยจักวาลวิทยา มีชื่อเรื่องว่า” ธรรมชาติ” (on nature) เรื่องที่ 2 เกี่ยวกับคำสอนทางศาสนา ชื่อเรื่องว่า”ชำระมลทิน” (purification) ท่านได้นำหลักปรัชญาทั้งสองอันสุดโต้งมาผสมผสานกัน สำนักแรกคือปรัชญาของเฮราคลีตุสมีทัศนะว่า โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความคงที่ถาวรไม่มีอยู่จริง สำนักที่สองคือเอเลียมีทัศนะตรงกันข้ามว่า โลกเที่ยงแท้คงที่ ความเปลี่ยนแปลงต่างหากเป็นภาพลวงตาดังนั้น เอมเปโดเคลส ท่านกล่าวว่า โลกนี้ไม่เปลี่ยนแปลงทั้งนี้เพราะปฐมธาตุของโลกเป็นสิ่งคงที่ถาวรไม่มีการเกิดดับ โลกเกิดจากการผสมผสานกันของปฐมธาตุเหล่านั้น เมื่อปฐมธาตุรวมตัวกันหรือแยกจากกันเราก็บอกว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวเท่านั้นเอง การเปลี่ยนแปลงเกิดจากการที่ปฐมธาตุโยกย้ายตำแหน่ง แต่ปฐมธาตุเองไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เมื่อมองไปที่สรรพสิ่ง ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของปฐมธาตุ เราจะพบความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะปฐมธาตุซึ่งเป็นส่วนประกอบได้โยกย้ายตำแหน่ง ถ้ามองไปที่ปฐมธาตุ เราไม่พบความเปลี่ยนแปลง ปฐมธาตุไม่มีเกิด ไม่มีดับ ใครทำลายไม่ได้ เอมเปโดเคลสจึงกล่าวย้ำว่า เมื่อมองไปที่ปฐมธาตุจะพบความเที่ยงแท้คงที่ของโลก เมื่อมองไปที่สิ่งต่าง ๆ อันเป็นส่วนผสมของปฐมธาตุ เราจะพบความเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น โลกจึงทั้งเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลงในเวลาเดียวกัน

ปฐมธาตุของโลกคืออะไร ? ธาเรสตอบว่า ปฐมธาตุได้แก่ น้ำ อานักซิเมเนสตอบว่า ปฐมธาตุ ได้แก่ อากาศ เฮราคลีตุสตอบว่า ไฟ และเซโนฟาเนสตอบว่า ดิน คำตอบเหล่านี้เตลิดไปคนละทาง และขัดแย้งกันตลอดเวลา เหตุนั้นเอเปโดเคลสจึงเสนอว่า ปฐมธาตุมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีสาเหตุใดที่ทำให้ธาตุรวมตัวกันและแยกตัวจากกัน ท่านตอบว่า มีพลังธรรมชาติสองชนิด พลังแรกทำหน้าที่รวมธาตุสี่เข้าด้วยกันมีชื่อว่า ความรัก (love) พลังที่สองทำหน้าที่แยกธาตุทั้งสี่ออกจากกันมีช่อเรียกว่า ความเกลียด (hate) พลังเหล่านี้ไม่ใช่กระแสจิตของพระเจ้า แต่เป็นพลังธรรมชาติ พลังทั้งสองนี้เป็นผู้เป็นผู้สร้างและทำลายโลก บทสรุป ปรัชญาของเอมเปโดเคลส ได้รวมความคิดเรื่องปฐมธาตุ ว่าประกอบด้วยปฐมธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟดังนั้นท่านจึงเป็นนักพหุนิยม (pluralist) เพราะท่านยอมรับว่าความจริงสูงสุดมีหลายอย่าง ซึ่งพ้องกับแนวคำสอนในพระพุทธศาสนาเรื่องมหาภูตรูปหรือธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ต่อมาก็ม