ปฐมธาตุของโลกคืออะไร ? ธาเรสตอบว่า ปฐมธาตุได้แก่ น้ำ อานักซิเมเนสตอบว่า ปฐมธาตุ ได้แก่ อากาศ เฮราคลีตุสตอบว่า ไฟ และเซโนฟาเนสตอบว่า ดิน คำตอบเหล่านี้เตลิดไปคนละทาง และขัดแย้งกันตลอดเวลา เหตุนั้นเอเปโดเคลสจึงเสนอว่า ปฐมธาตุมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และมีสาเหตุใดที่ทำให้ธาตุรวมตัวกันและแยกตัวจากกัน ท่านตอบว่า มีพลังธรรมชาติสองชนิด พลังแรกทำหน้าที่รวมธาตุสี่เข้าด้วยกันมีชื่อว่า ความรัก (love) พลังที่สองทำหน้าที่แยกธาตุทั้งสี่ออกจากกันมีช่อเรียกว่า ความเกลียด (hate) พลังเหล่านี้ไม่ใช่กระแสจิตของพระเจ้า แต่เป็นพลังธรรมชาติ พลังทั้งสองนี้เป็นผู้เป็นผู้สร้างและทำลายโลก บทสรุป ปรัชญาของเอมเปโดเคลส ได้รวมความคิดเรื่องปฐมธาตุ ว่าประกอบด้วยปฐมธาตุทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟดังนั้นท่านจึงเป็นนักพหุนิยม (pluralist) เพราะท่านยอมรับว่าความจริงสูงสุดมีหลายอย่าง ซึ่งพ้องกับแนวคำสอนในพระพุทธศาสนาเรื่องมหาภูตรูปหรือธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่ต่อมาก็มีนักปรัชญารุ่นหลังกล่าวว่า ปฐมธาตุหน้าจะมีมากกว่านี้ นักปรัชญาที่ว่านี้คือ อานักซาโกรัส

10.อานักซาโกรัส (anaxagoras) เกิด พ.ศ.43-115 ที่เมืองคลาโซเมแน (clazomenae)เป็นนักปรัชญาคนสำคัญของนครเอเธนส์ ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด และเป็นยุคทองกล่าวคือ มีนักปฏิมากรเอกอย่างฟีเดียส, เฮโรโดตุสผู้เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์, ท่านเป็นตระกูลที่มั่งคั่ง ได้สละสมบัติออกเดินทางแสวงหาความรู้ทางปรัชญา และวิทยาศาสตร์ และเปิดสำนักสอนปรัชญาที่กรุงเอเธนส์ ได้สร้างผลงานไว้เป็นหนังสือปรัชญามมีชื่อเรียกว่า” ธรรมชาติ” (on nature) ท่านเชื่อเช่นเดียวกับสำนักเอเลีย ท่านเห็นว่า สิ่งทั้งหลายไม่อาจเกิดมีขึ้นจากความว่างเปล่า ส่วนประกอบของโลกได้ลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศ โดยผสมปนเปสับสนยุ่งเหยิง จนกระทั้งได้มีพลังอย่างหนึ่งมารวบรวมส่วนประกอบเหล่านั้นเข้าเป็นระเบียบ ดังนั้นโลกจึงเกิดขึ้นอันเป็นผลต่อเนื่องจากการผสมของส่วนประกอบเหล่านั้น และปฐมธาตุของโลกตามคำกล่าวของท่านต้องมีจำนวนมากกว่านี้ และได้อธิบายต่อไปอีกว่า ในข้าวเมล็ดหนึ่งมีธาตุของเส้นผมผสมอยู่ ธาตุนั้นได้แยกตัวไปสร้างเส้นผม ในเมล็ดข้าวนั้นยังมีธาตุอื่นๆ อีกมากผสมอยู่  เช่นธาตุกระดูกที่แยกไปสร้างกระดูก บางธาตุแยกไปสร้างเนื้อ ในเมล็ดข้าวจึงมีธาตุจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ละธาตุก็เป็นความจริงเท่า ๆ กัน เมื่อเปรียบเทียบไปถึงสิ่งทั้งหลายในโลก แต่ละธาตุมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เป็นความจริงสูงสุดเท่า ๆ กัน ไม่มีธาตุใดเกิดมาจากธาตุอื่น สามมารถถูกตัดแบ่งออกได้ ไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่ธาตุทองคำแท้ ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังมีธาตุอื่นแฝงผสมอยู่ เมื่อธาตุเหล่านั้นมีจำนวนมหาศาลปะปนกันอย่างมีระเบียบ จนกลายเป็นมวลสารก้อนมหึมา ที่แผ่ขยายเต็มห้วงอวกาศและมี” พลัง” ชนิดหนึ่งสร้างวงวนขึ้นที่จุดใดจุดหนึ่งแล้วค่อยขยายเส้นผ่าศุนย์กลางขึ้นเป็นลำดับ มันดึงดูดธาตุต่าง ๆ ในกลุ่มมวลสารมาไว้ กระบวนการสร้างโลกจึงเกิดขึ้น ธาตุต่าง ๆ ที่หลุดเข้าไปในวงวนจะรวมตัวกัน โดยธาตุที่เหมือนกันผสมกัน ธาตุดินเข้าผสมกับธาตุดิน ธาตุไม้ผสมกับธาตุไม้ จนกลายเป็นสรรพสิ่งในโลกเป็นสัดส่วนอย่างมีระเบียบ เอมเปโดเคลสกล่าวว่า ความเกลียดและความรักคือพลังตัวการที่แยกและรวมธาตุ แต่อานักซาโกรัส ไม่เห็นด้วย ท่านกล่าวว่า ความเกลียดและความรักเป็นพลังทางกายภาพที่ไร้ชีวิตจิตใจเหมือนสสารทั่วไป พลัทั้งสองจึงเป็นพลังตาบอดที่จะแยกและรวมธาตุอย่างไร้จุดหมาย ท่านเปรียบเทียบว่าโลกเกิดจากความคิดของสถาปนิกชั้นเยี่ยม สถาปนิกนั้นก็คือ จิต หรือ มโน (mind or nous) ตามความคิดของท่านคำว่า จิต หรือ มโน ไม่ได้หมายถึงพระเจ้า แต่มโนเป็นพลังจิตผู้อำนวยการจัดรูปแก่โลก มโนเป็นพลังตัวการแยกและรวมธาตุ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวในจักรวาล มโนเป็นพลังจิตที่จัดระเบียบ คอยทำหน้าที่วางแผนและควบคุมการจัดรูปให้กับโลก (world ordering spirit)

มโนที่ไม่ได้สร้างโลก เพราะเป็นเพียงแต่ผู้จัดรูปให้กับโลก ไม่ได้สร้างส่วนประกอบต่าง ๆ ของโลกขึ้น ส่วนประกอบเหล่านั้นเป็นธาตุที่ทีจำนวนมหาศาลล่องลอยอยู่ในจักรวาลอย่างไร้ระเบียบ เพื่อคอยให้มโนนำเอาไปผลิตเป็นโลกขึ้น  ธาตุเหล่านั้นเป็นควาามจริงสูงสุดพอ ๆ กับมโน เพราะมโนไม่ได้สร้างธาตุ ทั้งธาตุก็ไม่ได้สร้างมโน สิ่งทั้งสองเป็นความจริงแท้เท่า ๆ กัน และมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะมโนเป็นจิต ในขณะที่ธาตุเป็นสสาร ปรัชญาของอานักซาโกรัสจัดเป็นทวินิยม (dualism) เพราะยอมรับว่าความจริงสูงสุดมี 2 อย่าง คือ จิต และ สสาร ท่านเป็นปรัชญาคนแรกที่พูดถึง จิตไว้ชัดเจน นักปรัชญายุคต่อมาได้นำแนวคิดนี้ไปสร้างปรัชญาจิตนิยม (idealism) ท่านเป็นผุให้กำเนิดปรัชญานิยม และเป็นนักปรัชญาคนแรกที่นำไปเผยแพร่แก่ชาวเอเธนส์ จนเป็นศุนย์กลางแห่งปรัชญาในกาลต่อมาหลายศตวรรษ

11.เดมอคริตุส (democritus) เกิด พ.ศ. 83-173 ที่เมืองอับเดรา (abdera) ในแคว้นเธรส (thrace) ท่านเป็นศิษย์ของผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญาปรมาณูนิยม (the school of atomists) มีชื่อว่าลิวซิปปุส(leucippus) ผู้มีชีวิตร่วมสมัยเดียวกันกับเอมเปโดเคลสและอานักซาโกรัส ได้ศึกษาปรัชญาจากสำนักเอเลียเป็นต้นฉบับ ท่านรุ่งเรืองถึงขีดสุดในปี พ.ศ. 103 และได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ของท่านขื่อ เดมอคริตุส ผลงานชิ้นสำคัญขิงเดมอคริตุส ที่ยังเหลือปรากฏอยู่ให้เราได้รู้จัก ผลงานของท่านมีมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยโบราณกว่า 60 ชิ้น แต่ได้สูญหายไปเกือบหมดที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันเป็นเพียงเศษนิพนธ์ ผลงานส่วนใหญ่เกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์, อภิปรัชญญา, จริยศาสตร์, ประวัติศาสตร์, และคณิตศาสตร์

ท่านยอมรับระหว่างความเที่ยงแท้ถาวรกับการเปลี่ยนแปลง โดยมีทัศนะไม่ต่างจากเอมเปโดเคลสและอานักซาโกรัส เบื้องแรกท่านยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงในโลกเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิสธ การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่กระทบกระเทือนต่อปฐมธาตุหรือแก่นแท้ของโลก นั่นก็คือ แม้สรรพสิ่งในโลกจะกำลังเปลี่ยนแปลง ปฐมธาตุหรือส่วนประกอบดั่งเดิมของโลกไม่เคยเปลี่ยนแปลงและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ปัญหาที่ว่า ปฐมธาตุคืออะไร ? เดมอคริตุสกล่าวว่า ปฐมธาตุไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างที่เอมเปโดเคลสเสนอ สำหรับเดมอคริตุสแล้ว ปฐมธาตุคือ ปรมาณู หรือ อะตอม (atom) และคำว่า ปรมาณู หมายถึง “วัตถุที่มีขนาดเล็กที่สุดไม่สามารถจะแบ่งย่อยได้อีกแล้ว จึงหมายถึงของสิ่งเดียวกับ “อะตอม” ที่แปลว่า ”สิ่งที่ไม่อาจตัดแบ่งออกไปได้อีก (uncuttable) ดังนั้น ปรมาณูหรืออะตอมจึงได้แก่ชิ้นส่วนเล็กที่สุดของสสารที่เหลืออยู่ภายหลังการตัดแบ่งสสารชิ้นหนึ่ง ๆ  ปรมาณูนั้นเป็นอนุภาคเล็กที่สุดของสสาร มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ปรมาณูเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างโลก มันมีอยู่ก่อนหน้าการกำเนิดของโลก เพราะปรมาณูเกิดขึ้น สรรพสิ่งจึงเกิดขึ้น เพราะปรมาณูแยกตัวออกจากกัน สรรพสิ่งจึงแตกสลาย การเกิดเป็นเพียงการรวมตัวกันของปรมาณูที่นอนรออยู่แล้ว ส่วนการดับเป็นการแยกตัวของปรมาณู โดยนัยนี้ปรมมาณูจึงมีอยู่ก่อนการเกิดโลก และจะคงอยู่ต่อไปหลังโลกแตกสลาย ปรมาณูไม่มีการเกิดดับ ปรมาณูไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่มีวันถูกทำลาย ปรมาณูจึงเป็นความจริงแท้ของโลก มันมีลักษณะเช่นเดียวกับภาวะ (being) ของปาร์มีนิเดส จะต่างกันก็ตรงที่ว่า ภาวะเป็นมวลสารชิ้นเดียวมหึมาที่แผ่ติดเป็นพืดทั่วจักรวาล ส่วนปรมาณูก็คือภาวะนั่นเอง ได้ถูกสับย่อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหตุนั้นสิ่งทั้งสองจึงมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือเป็นความแท้ที่คงที่ถาวรชั่วนิรันดร์

ทานกล่าวว่า ปรมาณูมีมากมายนับไม่ถ้วน พอที่จะสร้างระบบจักรวาลไม่รู้จบทีเดียว ปรมาณูแต่ละชิ้นแตกต่างกันที่ปริมาณ คืออาจมีรูปร่างต่างกัน ขนาดต่างกัน และน้ำหนักมากน้อยต่างกัน นอกจากนี้แล้วปรมาณูไม่มีข้อแตกต่างจากกันและกัน ไม่มีข้อแตกต่างทางคุณภาพ ไม่มีสี กลิ่น รส ไม่บรรจุเชื้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นปรมาณูจึงไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ เหตุนั้นจึงกล่าวได้ว่า ปรมาณูแตกต่างกันที่ปรมาณ ไม่ใช่คุณภาพ ท่านบอกว่า ปรมาณูที่เข้ารวมตัวกันจนก่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ ไม่มีตัวการภายนอกทำให้ปรมาณูเคลื่อนที่ ไม่มีพลังงานแห่งความรักและความเกลียดอย่างที่เอมเปโดเคลสเสนอ ไม่มีพลังจิตหรือมโนอย่างที่อานักซาโกรัสเข้าใจ ปรมาณูเคลื่อนที่เข้าหากันเพราะมันมีพลังเคลื่อนไหวในตัวเอง ปรมาณูเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาเหมือน “ละอองฝุ่นในแสงแดด” ทานบอกว่าปรมาณูจะเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ก็เพราะมีที่ว่างหรืออวกาศ อวกาศเป็นของที่มีอยู่จริงทั้ง ๆ ที่ไม่อาจมองเห็นหรือแตะต้องได้ สิ่งที่มีอยู่จริงไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างตัวตน อวกาศไม่ใช่ของว่างเปล่า แท้จริงอวกาศและปรมาณูล้วนเป็นของจริงแท้เท่า ๆ กัน อวกาศนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับอภาวะ (non-being) ของปาร์มีนิเดส จะต่างกันตรงที่ว่าสำหรับปาร์มีนิเดส อภาวะไม่มีอยู่จริง แต่อวกาศของเดมอคริตุสเป็นของจริงแท้ ๆ พอกับปรมาณู เหตุนั้น เดมอคริตุสจึงกล่าวว่า ความจริงแท้ในโลกมีอยู่ 2 อย่างคือ ปรมาณู และ อวกาศ ท่านกล่าวว่า ก่อนกำเนิดโลก ปรมาณูจำนวนนับไม่ถ้วนลอยกระจายในห้วงอวกาศ เนื่องจากปรมาณูมีน้ำหนัก และขนาดประจำตัว ปรมาณูที่ใหญ่กว่าและหนักกว่าจะตกลงเบื้องล่าง แล้วปะทะกับปรมาณูที่เล็กกว่าเบากว่าก่อให้เกิดวงวน (vortex) วงวนนี้มีสภาพเหมือนวังน้ำวนที่พัดเอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาในรัศมีทำการของตน ปรมาณูภายในวงวนจะรวมตัวกันโดยปรมาณูที่มีรูปร่างและขนาดคล้ายคลึงกัน จะเกาะตัวกันเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ และสิ่งต่าง ๆ จนเป็นโลกนี้และดวงดาวในจักรวาล ดังนั้นการเกิดโลกและการเปลี่ยนแปลงใด ๆ บนพื้นโลกล้วนเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของปรมาณูนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงโดยความบังเอิญ เดมอคริตุสกล่าวว่า การเคลื่อนที่ของปรมาณูดำเนินตาามกฏกลศาสตร์ (mechanical law) อันตายตัว”ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล สรรพสิ่งเกิดขึ้นตามเหตุผลและความจำเป็น” ในทัศนะเรื่องวิญญาณ ท่านกล่าวว่า วิญญาณของคนเราเกิดจากการรวมกลุ่มของปรมาณูที่กลมที่สุด ประณีตที่สุด คล่องแคล่วที่สุด เรียกปรมาณูพวกนี้ว่า “ ปรมาณูวิญญาณ.” (soul atom) มันแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทำหน้าที่อำนวยการความเคลื่อนไหวของอวัยวะในร่างกาย ทำหน้าที่ต่างกันไป เช่น ปรมาณูส่วนสมองทำหน้าที่คิด ปรมาณูส่วนหัวใจทำหน้าที่โกรธ ดังนั้นปรมาณูวิญญาณมีการถ่ายเทเข้าออกในร่างกายของเรา เวลาหายใจออก ปรมาณูวิญญาณบางส่วนออกไปกับลมหายใจ หายใจเข้าปรมาณูวิญญาณบางส่วนเข้ามา ชีวิตคนเราจึงดำเนินไปตามปกติตราบที่ปรมาณูวิญญาณนี้มีการถ่ายเทเป็นไปสม่ำเสมอ ในเวลาตายปรมาณูมีสภาพเหมือนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง ปรมาณูวิญญาณเหล่านี้จะคุมตัวกันเป็นสัมภเวสีที่เที่ยวหาภพชาติเกิดใหม่จึงไม่มี

ส่วนทฤษฎีความรู้ของท่าน ได้ถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ความรู้เทียมกับความรู้แท้ ความรู้อย่างแรกเกิดจากประสาทสัมผัส เช่น การเห็นภาพ, ได้ยินเสียง เกิดขึ้นเพราะวัตถุต่าง ๆ แพร่ “ภาพเหมือน”(images) ของตัวเองกระจายออกไปรอบด้าน ภาพเหมือนจะกระทบเข้าประสาทตาของเรา ประสาทตารายงานไปยังปรมาณูวิญญาณที่ทำหน้าที่เห็นภาพ การเห็นภาพจึงเกิดขิ้น และในเวลาที่ภาพเหมือนแล่นผ่านอากาศ กระทบประสาทตาปรากฏมีภาพเหมือนของวัตถุอื่นเข้าแทรกซ้อน การเห็นภาพจะสับสนกลายเป็นภาพลวงตา เดมอคริตุสกล่าวว่า ความรู้ระดับสัมผัสนี้เป็นควมรู้เทียม เพราผัสสะบิดเบือนโลกภายนอก เช่น ตารายงานว่า เห็นวัตถุสีขาวอยู่ตรงหน้า  สมมติว่ามีสตรีสวมเสื้อผ้าสีขาว ประสาทหูรายงานว่า เธอพูดกับเราด้วยเสียงมอันไพเราะ จมูกเราได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ เราเชื่อสนิทว่า สี เสียง และกลิ่นเหล่านั้น มีอยู่จริงตรงหน้าเรา ท่านตั้งปัญหาว่า สี เสียง และกลิ่นมาจากไหน ? ไม่ใช่สตรีที่อยู่เบื้องหน้าเราอย่างแน่นอน เพราะสตรีที่อยู่เบื้องหน้าเรานั้น แท้จรริงเป็นเพียงกองแห่งปรมาณูจำนวนหนึ่งเท่านั้น สิ่งทั้งหลายในโลกเกิดจากการรวมตัวของปรมาณู ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีสี เสียง กลิ่นหรือรส ดังนั้นวัตถุในโลกทั้งหมดจึงไร้ สี เสียง รส และกลิ่นเป็นสิ่งที่ใจเราสร้างขึ้นหลังจากที่ภาพเหมือนของวัตถุมากระทบประสาทสัมผัสของเรา คุณภาพเหล่านี้ นักปรัชญายุคต่อมาจึงเรียกว่า “คุณภาพทุติยภูมิ“ คุณภาพทุติยภูมิไม่ได้มีอยู่จริงในวัตถุ การรับรู้นั้นจึงเป็นความรู้เทียม ความรู้ที่แท้ต้องเป็นความรู้เกี่ยวกับปรมาณูตามที่เป็นจริง คือรู้ตัวคุณภาพปฐมภูมิของปรมาณูว่า มันมีรูปร่าง ขนาด และน้ำหนักเท่านั้น เพราะปรมาณูเล้กมากเราจึงไม่เห็น เราเพียงคิดถึงความมีอยู่ของปรมาณูด้วยเหตุผล (reason) ดังนั้นความรู้แท้ถึงความจริงเรื่องปรมาณู จึงเกิดขึ้นจากความคิดที่มีเหตุผล ความรู้แท้เป็นความรู้ระดับเหตุผล ไม่ใช่ระดับสัมผัส เดมอคริตุสจึงให้ความสำคัญแก่เหตุผลมากกว่าสัมผัสนักปรัชญาเรียกท่านว่า “เป็นนักเหตุผลนิยม” (ratoinalist)

เดมอคริตุส กล่าวว่า เทพเจ้าเกิดจากการรวมตัวของปรมาณูที่ประณีตมาก จึงมีอำนาจและเหตุผลเหนือมนุษย์ เทพเจ้ามีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ แต่ไม่เป็นอมตะ เทพเจ้ามีวันตายเหมือนกัน ท่านบอกว่า เทพเจ้าไม่นิยมมาแทรกแซงกิจการภายในของมนุษย์  ดังนั้น มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกลัวเกรงหรือเซ่นไหว้เทพเจ้าแต่ประการใด ในเรื่องจริยศาสตร์ท่านกล่าวว่า ชีวิตทุกชีวิตมีจุดหมายคือ ความสุข ความสุขคือความสบายใจ เนื่องจากความสงบราบเรียบภายในดวงใจ ไม่ใช่ความสุขทางเนื้อหนังประเภทนี้เกิดชั่วครึ่งชั่วยาม ท่านบอกว่า คนเรายิ่งลดความทะยานอยากลงได้มากเท่าใด โอสาศที่เขาจะชอกช้ำใจ เพราะความผิดหวังก็มีน้อยลงเท่านั้น.

สรุปเดมอคริตุส เป็นนักวัตถุนิยม (materialist) เพราะเชื่อว่าความจริงสูงสุด เป็นอนุภาคของสสารหรือปรมาณู วิญญาณในทัศนะของท่านก็เป็นปรมาณู  เป็นอัจฉริยของชาวกรีกที่นัปรัชญาปรมาณูนิยม ได้คนพบปรมาณูแล้วหลายศตวรรษ และปรัชญาของท่านเป็นที่ยอมรับในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี่เอง เดมอคริตุสกล่าวว่า ปรมาณูหรืออะตอมเป็นสิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่นัวิทยาศาสตร์ได้แยกส่วนประกอบของปรมาณูออกเป็นประจุไฟฟ้าอีเลคตรอน โปรตรอน และนิวตรอน นับว่าปรัชญาของท่านมีอิทธิพลต่อแนวความคิดของนักปรัชญายุคต่อมา และได้รับการกล่าวถึงเรื่อยมาถึงปัจจุบัน เป็นการสิ้นสุดปรัชญากรีกสมัยเริ่มต้น

ปรัชญากรีกสมัยรุ่งเรืองซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเอเธนส์ และมีความเจริญก้าวหน้าถึงขีดสุด นักปรัชญากรีกในสมัยเริ่มต้น เป็นนักปรัชญาธรรมชาติ มีความสนใจอยู่แต่เรื่องปฐมธาตุของโลก อันเป็นปัญหาที่ไกลตัวมนุษย์ ส่วนนักปรัชญาสมัยกรีกรุ่งเรือง ได้ให้ความสนใจปัญหาใกล้ตัวมนุษย์ยิ่งขึ้น ความคิดของกลุ่มโซฟิสต์ (sophists) มีอิทธิพลมากต่อความเปลี่ยนแปลงของนักปรัชญายุคนี้ คำว่าโซฟิสต์ ในภาษาอังกฤษแปลงมาจากคำในภาษากรีกอันเป็นคำเรียก”ครู” ในสมัยที่กรีกรุ่งเรือง จึงได้แก่ครูผู้จาริกไปตามนครรัฐต่าง ๆ  เพื่อสั่งสินศิลปวิทยาการ พวกโซฟิสต์เปิดสอนวิทยาการหลายแขนง เช่น ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา และวาทศิลป์ นักปรัชญากลุ่มของโซฟิสต์มีหลายคน คือ

1) โปรแทกอรัส (protagoras) สอนหลักการสร้างความสำเร็จทางการเมือง

2) กอร์เกียส (gorgias) สอนวิชาวาทศิลป์และการเมือง

3) โปรดิคุส (prodicus) สอนไวยากรณ์และคณิตศาสตร์

4) ฮิปเปียส(hippias) สอนประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์

12.โปรแทกอรัส (protagoras) เกิด พ.ศ.63-133 ที่เมืองอับเดรา (abdera) ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับเดมอคริตุสเช่นกัน ปรัชญาของท่านจัดอยู่ในประเภทญาณวิทยา หรือทฤษฎีความรู้ ท่านกล่าวว่า เมื่อมีความเห็นในเรื่องใดแตกแยกออกเป็นหลายอย่าง การตัดสินใครถูกใครผิด ทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินเท่าเทียมกัน โปรแทกอรัสกล่าวว่า คนเป็นเครื่องวัดสรรพสิ่งอะไรจริงอะไรเท็จขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคน ใครว่าอะไรจริงก็จริงสำหรับเขาผู้นั้น คนอื่นไม่อาจคัดค้านได้ เมื่อธาเรสกล่าวว่า น้ำเป็นปฐมธาตุของโลก นั่นก็ถูกตามทัศนะของธาเรส ครั้นเฮราคลีตุสกล่าวว่า ไฟเป็นปฐมธาตุ นั่นก็ถูกตามทัศนะของเฮราคลีตุส การตัดสินว่าอะไรถูกอะไรผิดเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ตามทัศนะขิงโปรแทกอรัส ความเห็นของทุกคนถูกทั้งหมด เพราะคนแต่ละคนเป็นมาตรการตัดสินความจริงเสมอกัน ความจริงสำหรับโปรแทกอรัสจึงเป็นอันเดียวกับ“ทัศนะอัตนัย” (subjective opinion) หรือความเห็นเฉพาะบุคคล ท่านไม่แยกทัศนะอัตนัยออกจากความจริง “ความจริงแบบปรนัย” (objective truth)

คำว่า ทัศนะอัตนัย”(subjective opinion) และ “ความจริงแบบปรนัย (objective truth) ต้องทำความเข้าใจทั้งสองประการนี้ให้ถูกต้องก่อน สมมติว่า ข้าพเจ้าสงสัยว่า “โลกนี้กลมหรือแบน” ในความสงสัยนี้มีองค์ประกอบสำคัญสองส่วน คือ (1) ข้าพเจ้า หรือ จิต ผู้คิดสงสัย (2) โลก หรือ วัตถุ ที่ถูกคิด

วิธีแรก เป็นแบบอัตนัยคือให้ข้อพิสูจน์จากฝ่ายผู้คิด ข้าพเจ้าตอบตัวเองว่า โลกแบน เพราะสายตาบอกข้าพเจ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้ามองไปเบื้องหน้า ข้าพเจ้าเห็นแต่ที่ราบยาวไปจรดขอบฟ้า ดังนั้นข้าพเจ้าต้องสรุปว่า โลกแบนเพราะ ข้าพเจ้าเห็นว่ามันแบน ความรู้ที่ได้จากการพิสูจน์จากฝ่ายผู้คิดนี้เป็นทัศนะอัตนัย หรือความเห็นส่วนตัว ทัศนะของข้าพเจ้าอาจต่างจากทัศนะของคนอื่น ทัศนะของข้าพเจ้าก็ถูกเพราะมันเป็นความจริงในทัศนะของข้าพเจ้า

วิธีที่สอง เป็นแบบปรนัย คือ ให้ข้อพิสูจน์จากฝ่ายวัตถุ ข้าพเจ้าอาจขอร้องให้นักวิทยาศาสตร์ส่งดาวเทียมขึ้นไปถ่ายภาพของโลก ปรากฏว่า โลกที่ปรากฏในภาพมีรูปทรงกลม ข้าพเจ้าเชื่อตามภาพนั้น ดังนั้นข้าพเจ้าต้องสรุปว่า โลกกลมโดยอาศัยหลักฐานจากโลกหรือวัตถุที่คิด ใครจะคิดว่าโลกแบนก็คิดไป แต่โลกในความเป็นจริงเป็นโลกกลม ความรู้ที่เกิดจากการอ้างหลักฐานจากวัตถุตามมที่เป็นจริงอย่างนี้ เป็นความรู้แบบปรนัย ความจริงที่ได้เป็นความจริงแบบปรนัยที่ไม่เกี่ยวกับทัศนะส่วนตัวของใคร

สำหรับโปรแทกอรัส ความรู้เป็นทัศนะอัตนัยที่แตกต่างไปตามรายบุคคล ท่านไม่ยอมรับว่า มีความจริงแบบปรนัย ท่านว่าทัศนะของแต่ละคนถูกด้วยกันทั้งคู่ ที่ว่าถูกคือถูกตามทัศนะของคนทั้งสอง ไม่มีทัศนะของใครเป็นจริงยิ่งกว่าทัศนะของคนอื่น เช่น อีกคนบอกว่า ผีมีจริง แต่อีกคนบอก ผีไม่มีจริง ย่อมเป็นความจริงตามทัศนะของทั้งคู่ อีกอย่างสำหรับคนที่เป็นโรคต่าง ๆ กับคนที่ไม่เป็นโรคนั้น โปรแทกอรัสให้ทัศนะว่าคนมีสูขภาพแข็งแรงดีกว่าการเจ็บไข้ ภาพของคนปกติย่อมดีกว่าคนวิกลจริต ทัศนะแรกจึงดีกว่าทัศนะหลัง แนวความคิดของท่านใกล้เคียงกับปรัชญาสำนักปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่ถือเอาการปฏิบัติเป็นมาตรการตัดสินความจริง และไม่แปลกที่ชิลเลอร์ (f. schiller พ.ศ. 2407-2480 ) ผู้ก่อตั้งสำนักปฏิบัตินิยมแบบมนุษย์ธรรม และได้ประกาศตัวเป็นศิษย์ของโปรแทกอรัส

ในส่วนทฤษฎีความรู้ด้านจริยศาสตร์ ท่านปฏิเสธความดีในตัวเอง หรือความดีอันเป็นที่ยอมรับของคนในทุกสังคม ทานเห็นว่าความดีเป็นเรื่องที่คนแต่ละคนกำหนดค่าให้ อะไรที่ว่าดี ก็เพราะมีคนไปกำหนดค่าว่าดี จึงเป็นไปได้ที่ความดีในสังคมหนึ่งอาจจะไม่ใช่ความดีในสังคมอื่น เช่นถ้าใคร นำลัทธิเมียคนเดียวผัวหลายคน ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมธิเบตมาใช้ในประเทศไทย ก็คงถูกตำหนิอย่างรุนแรง ความดีความชั่วในตัวเองไม่มี บทบัญญัติทางศิลธรรมและกฏหมายประเพณีเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคม นี่เป็นทัศนะของท่าน แต่ท่านก็มีความเห็นเสริมว่า ทุกคนควรเคารพประเพณี และปฏิบัติตามบัญญัติทางประเพณีและศิลธรรมเป็นสิ่งทีมีประโยชน์เป็นทัศนะแบบนักปฏิบัตินิยม และทัศนะนี้เด่นชัดมากเมื่อมาถึงปัญหาเรื่องการบูชาเทพเจ้า ทั้งที่ท่านไม่แน่ใจว่า เทพเจ้ามีจริงหรือไม่ ท่านก็ยังสนับสนุนให้บูชาเทพเจ้า เพราะคนที่เคารพเกรงกลัวเทพเจ้า ย่อมไม่ประกอบกรรมชั่วโดยง่าย

แม้ว่าในเบื้องต้น โปรแทกอรัสจะกล่าวว่า ไม่มีมาตรการตัดสินใด ๆ เป็นเครื่องชี้ขาดว่า ทัศนะหนึ่งเป็นจริงกว่าทัศนะอื่น แต่ในตอนท้ายท่านกลับตั้งมาตรการตัดสินความจริงขึ้นมาอีก มาตรการอันนี้คือ ความมีประโยชน์ เพราท่านยอมรับว่า ทัศนะหนึ่งดีกว่าทัศนะอื่น ก็เพราะมีประโยชน์มากกว่า ดังนั้น โปรแทกอรัสจึงไม่ซื่อตรงต่อทัศนะของท่านที่ว่า “คนเป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง” ท่านได้ตั้งทาตรการซ้อนลงไปว่า “ ความมีประโยชน์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง” จึงเป็นความสับสนในปรัชญาของท่าน

สรุปปรัชญาของโปรแทกอรัสนั้น ไม่มีมาตรการใด ๆ เป็นเครื่องตัดสินความจริงและความดี การตัดสินว่าอะไรจริง อะไรดีขึ้นอยู่กับทัศนะส่วนตัวของแต่ละคน โวฟิสต์รุ่นหลัง ๆ ได้พัฒนาแนวคิดของเขาออกไป โพลุสและธราซีมาดุสกล่าวว่า ความดีและความยุติธรรมมไม่มีจริง กฏหมายเป็นเครื่องมือที่คนอ่อนแอสร้างขึ้นมาควบคุมคนแข็งแรง แท้ที่จริงกฏหมายคือ อำนาจ ใครมีอำนาจพอที่จะฝ่าฝืนกฏหมายโดยไม่ถูกลงโทษ เขาก็มีสิทธิฝ่าฝืน โซฟิสต์เป็นพวกแรกที่ตัดสินว่าอำนาจคือธรรม จะเห็นว่าแนวคิดของพวกเขาเป็นการบ่อนทำลายศาสนา ศิลธรรม และประเพณีของชาวกรีก เหตุนั้น นักปรัชญาคนสำคัญอย่างโสคราตีสและพลาโต้ จึงเผยแพร่ปรัชญาที่หักล้างแนวความคิดของพวกโซฟิสต์อย่าางหนักคนส่วนมากเชื่อพลาโต้ และมองเห็นโซฟิสต์เป็นนักปรัชญาจอมปลอมหรือคนตลบตะแลง จนหลังปี พ.ศ. 2473 จึงมีกลุ่มนักปรัชญารณรงค์กู้ชื่อเสียงให้กับโซฟิสต์ คาร์ล ป็อปเปอร์ (karl popper) ยกย่องโซฟิสต์เป็น “ยุคคนที่ยิ่งใหญ่ ”(the great generation) แลเป็นที่ยอมรับในฐานะที่โซฟิสต์ เป็นพวกแรกที่สนใจวิชาไวยากรณ์, ศิลปการประพันธ์, ดนตรี, และเป็นผู้ริเริมการศึกษาวิชาวาทศิลป์.

13.โสคราตีส (socrates) เกิดที่กรุงเอเธนส์ พ.ศ. 73-144 บิดาชื่อโซโฟรนิสคุส (sophromiscus) เป็นช่างแกะสลัก มารดาชื่อเฟนารีท (phaenarete) ก่อนท่านถูกประหารชีวิตในกรีก ได้รับการบันทึกไว้โดยละเอียดในบทสนทนาของฟลาโดชื่อ (phaedo) เมื่อมีผู้ถามว่า ทำไมท่านจึงไม่กลัวความตาย ท่านตอบว่า เพราะท่านเชื่อว่า “วิญญาณของคนเราเป็นอมตะถ้าท่านตาย วิญญาณของท่านจะกลับสู่สรวงสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นเหตุเพราะท่านเป็นนักปรัชญา ท่านอธิบายว่า นักปรัชญา คือ ผู้ที่แสวงหาความรู้ที่สมบูรณ์ แต่นักปรัชญาไม่มีวันเข้าถึงความรู้ที่สมบูรณ์ ถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เพราะวิญญาณของเขาถูกคุมขังอยู่ในร่างกายจึงขาดอิสรภาพในอันเข้าถึงสัจธรรม การประสบความตาย คือการได้ปลดปล่อยวิญญาณจากเครื่องพันธนาการ เมื่อนั้นวิญญาณจะเข้าถึงความรู้ที่สมบูรณ์ นักปรัชญาผู้แสวงหาความรู้ที่สมบูรณ์จึงไม่กลัวความตาย”

การประหารชีวิตโสคราตีส เป็นตราบาปอันหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตยชนชาติกรีก เพราะบางครั้งประชาธิปไตยก็เป็นเผด็จการโดยเสียงข้างมาก ศาลเอเธนส์สั่งประหารท่านด้วยใจอคติว่า ท่านคือโซฟิสต์ที่พวกตนเคียดแค้น ชาวเอเธนส์ฝ่ายอนุรัษ์นิยมเชื่อว่าท่านได้ทำลายกฏหมายประเพณี และวัฒนธรรมของชาวเอเธนส์ ในกรณีจากเรื่องนี้ได้ถูกสร้างเป็นบทละครหัสนาฏกรรมเรื่อง ”เมฆ” (the clouds) ของอะริสโตฟาเนส ซึ่งได้ถูกเผยแพร่ในเอเธนส์ สมัยที่โสคราตีสยังมีชีวิตอยู่ นี่เป็นความเข้าใจผิดเพราะความเขลาของชาวเอเธนส์ แท้จริงแล้วโซคราตีสเป็นคนละพวกกับโซฟิสต์ ปรัชญาของโสคราตีสเกิดขึ้นมาก็เพื่อหักล้างคำสอนของพวกโซฟิสต์โดยตรง

โสคราตีส ได้ปฏิเสธปรัชญาธรรมชาติ เพราะความรู้เรื่องปฐมธาตุของโลก หรือจักรวาลมีประโยชน์น้อยมาก ความรู้เรื่องนี้ไม่ช่วยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้ถูกต้องมากขึ้น ความรู้ที่นักปรัชญาแสวงหาควรเป็นความรู้เกี่ยวกับมนุษย์และหน้าที่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์สามารถนำความรู้เหล่านี้ไปปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น ดังนั้นจุดมุ่งหมายของท่านอยู่ที่การปฏิบัติมากกว่าจะสร้างทฤษฎีทางอภิปรัชญา ท่านต่อต้านพวกโซฟิสต์เช่น โปรแทกอรัสสอนว่า ไม่มีมาตรการใใด ๆ เป็นเครื่องตัดสินความจริงและความดี อะไรที่ว่าจริงว่าดีเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวของปัจเจกบุคคล โปรแทกอรัสปฏิเสธความจริงแบบปรนัยหรือความเป็นจริงสากลที่ทุกคนยอมรับ ซึ่งคำสอนนี้โสคราตีสแย้งว่า แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายของแต่ละคนจะขัดแย้งกันในบางครั้งแต่นั่นไม่หมายความว่า จะไม่มีความจริงแบบปรนัยที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน ความเป็นจริงสากลมีอยู่ แต่โซฟิสต์ค้นไม่พบ เพราะโซฟิสต์ยอมรับเพียง สัญชาน (perception) ว่าเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้แต่สัญชานให้ความรู้อย่างจำกัด โซฟิสต์จึงไม่อาจเข้าถึงความรู้แท้ได้โดยอาศัยสัญชาน โสคราตีสมีทัศนะว่า เหตุผล (reason) เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ที่ช่วยให้คนเราค้นพบความจริงแบบปรนัยหรือมโนภาพ (concept) ของสิ่งทั้งหลาย