จิตของมนุษย์มีลักษณะที่แตกต่างจากสัตว์ทั้งหลายคือคิดหาเหตุผลหรือมีเหตุผล ดังนั้นการมีเหตุผลจึงเป็นแบบที่มนุษย์ต้องพยายามบรรลุถึงในที่สุด เพื่อนำไปสู่แบบเฉพาะของตนนั้นเอง ซึ่งวิถีชีวิตที่แสดงถึงความสำเร็จของมนุษย์ในแง่ของการบำรุงเลี้ยงจิตแห่งเหตุผลมี 2 รูปแบบ คือ
1.ชีวิตที่มีเหตุผลหมายถึงชีวิตที่สามารถประพฤติทางสายกลาง (the mean) ไม่มากไม่น้อยอย่างเหมาะสม
2.ชีวิตที่ตริตรองถึงสัจจะไม่ใช่เพียงใช้เหตุผลเท่านั้น แต่หมายถึงการใช้ชีวิตในลักษณะที่ตริตรองถึงสัจจะที่เหนือกว่าการแสวงหาความเหมาะสมเท่านั้น อริสโตเติ้ล มีความเห็นว่า “ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์อยู่ที่การแสวงหาสัจจะ ผู้มีชีวิตเพื่อการแสวงหาสัจจะ เรียกว่ามีคุณธรรมทางปัญญา (intellectual virtues)
สรุปความเห็นของอริสโตเติ้ลได้ว่า ชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์ก็คือชีวิต ที่มีคุณธรรมทางศีลธรรม คือมีความประพฤติที่เหมาะสม และชีวิตที่มีคุณธรรมทางปัญญา คือการตริตรองถึงสัจจะ ดังนั้นเมื่อโยงไปถึงสังคมและรัฐ จึงต้องมีคุณธรรมทางศีลธรรม และมีคุณธรรมทางปัญญานั่นเอง จึงเท่ากับมนุษย์ได้บรรลุแบบเฉพาะของตน และได้รับความสุขด้วย เราจะสัเกตได้ว่า ปรัชญาของท่านมีแนวโน้มเอียงทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง และในสมัยกลางก็เกิดปรัชญาการเมืองขึ้น โดยนักปรัชญารุ่นต่อมา ปรัชญาเหล่านั้นได้ถูกดึงไปเป็นเครื่องมือสำหรับอธิบายและส่งเสริมคำสอนของศาสนาคริสต์ให้ดูมีเหตุผลยิ่งขึ้น คือมีลักษณะส่งเสริมและยกย่องพระเจ้า นักปรัชญาการเมืองตะวันตกสมัยกลางที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
16) เซนต์ ออกัสติน (st. augustine ค.ศ. 354-430) ปัญหาที่ว่า อะไรคือแบบของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น ? ท่านมีความเห็นว่า มนุษย์ต้องเป็นสิ่งที่แสวงหาพระเจ้าหรือรักพระเจ้าเพราะพระเจ้าเป็นผู้ปลูกฝังให้เกิดความรักในพระองค์ ด้วยปัญญาของพระเจ้า และเมื่อมนุษยืรักในพระเจ้าเขาต้องได้ความรักพร้อมทั้งความสุขอย่างแท้จริง เซนต์ ออกัสตินมีความเห็นว่า ในตัวมนุษย์ได้เกิดการต่อสู้ระหว่างความรัก 2 แบบคือ การรักพระเจ้าและการทำตามกฏศีลธรรม กับการรักพระองค์และรักโลกนี้ ดังนั้น ท่านจึงแบ่งมนุษย์ออกเป็น 2 ค่าย คือกลุ่มที่ตัดสินใจรักในพระองค์ กับกลุ่มที่ตัดสินใจปฏิเสธพระเจ้าและรักตัวเองและรักโลกแทน จากสิ่งนี้เองท่านจึงมีทัศนะที่เชื่อมต่อเรื่องสังคมและรัฐ คือให้ทัศนะว่า รัฐ (state) มีความสำคัญน้อยกว่าศาสนจักร (church) ท่านคิดเช่นนั้นก็เพราะว่า ศาสนจักรเป็นนครแห่งพระเจ้า ความยุติธรรมจะเกิดดฉพาะในรัฐและในสังคมที่เคารพบูชาพระเจ้าเท่านั้น ดังนั้น รัฐเป็นสิ่งไม่จำเป็น และไม่มีความสำคัญเท่าศาสนจักร เหตุผลพราะรัฐที่ไม่นับถือพระเจ้าย่อมไม่มีศีลธรรม ก่อเหตุร้ายต่าง ๆ เสมอ และหาความยุติธรรมในสังคมไม่ได้เลยนั้นเอง.
17) มาเคียเวลลี่ (nicolo machiavelli ค.ศ. 146-1527) นักปรัชญาชาวอิตาลี หลักปรัชญาการเมืองของท่าน คือ รัฐเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในตัวเองการเมืองอนุญาตให้ผู้ปกครองทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของรัฐ นั่นหมายความว่า รัฐสามารถใช้ความรุนแรงในการปกครอง เช่นกำจัดฝ่ายตรงข้ามให้หมดไป เพื่อเสถียรภาพของรัฐ และบางครั้งต้องใช้การโกหกหลอกลวง หรือผู้ปกครองให้สัญญาแต่ไม่รักษาสัญญา นั่นหมายความว่า จริยธรรมที่คนทั่วไปยอมรับกัน เช่นการไม่พูดปดและการรักษาคำพูด เป็นสิ่งที่ไม่สามารถนำมาใช้กับการบริหารรัฐ เพราะจุดมุ่งหมายของรัฐมีอย่างเดียวคือความอยู่รอดและสันติสุข จากทัศนะดังกล่าว ทำให้ท่านถูกมองว่า เป็นผู้เสนอทฤษฎีการเมืองแบบใช้อำนาจ และเป็นผู้เพิกเฉยจริยธรรมทั้งหมดนั่นเอง และท่านก็เป็นนักปรัชญาคนสุดท้ายของปรัชญาตะวันตกสมัยกลางดังที่กล่าวแล้ว.
18) โธมัส ฮอบส์ (thomas hobbes 1588-1679) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ท่านมีทัศนะว่า การเคลื่อนที่ (movement)เป็นมูลบทที่ทุกคนต้องยอมรับว่ามีจริง โดยแบ่งความรู้เป็น 4 แขนง คือ
1.เรขาคณิต วิชาว่าด้วยการเคลื่อนที่ของเทห์ (bodies)
2.ฟิสิกส์ วิชาว่าด้วยผลกระทบต่อกันของเทห์ที่เคลื่อนที่
3.จริยศาสตร์ วิชาที่ว่าด้วยการเคลื่อนที่ของระบบประสาท
4.การเมือง วิชาที่ว่าด้วยผลกระทบต่อกันของระบบประสาท
ท่านได้ดึงทฤษฎีเหล่านี้เชื่อมไปที่ความมีศีลธรรมและคุณธรรมที่รัฐและรัฐควรมีต่อกัน และให้ความเห็นว่า โดยสภาพธรรมชาติ มนุษย์เป็นคนเห็นแก่ตัวยึดมั่นในตัวตน (self-assertion) และการรักษาตัวเอง (self-preservation) ทั้ง 2 อย่างนี้มนุษย์เรียกว่าสิทธิตามธรรมชาติ (a natural right)นั่นหมายความว่า มนุษย์เปรียบเหมือนอินทรีย์อื่น ๆ คือเคลื่อนไหวเพื่อตัวตนของตน และรักษาตัวเอง เพราะมันเป็นกฏของการเคลื่อนที่ของอินทรีย์ทั้งหลาย ด้วยเหตุดังกล่าว สภาพแรกของอินทรีย์รวมทั้งมนุษย์ที่ต้องเผชิญ คือการปะทะกันระหว่างอินทรีย์ การขัดแย้งกันของอินทรีย์ และสงครามระหว่างอินทรีย์ ทั้งนี้เพราะต่างฝ่ายต่างยึดมั่นในตัวตนของตนและต่างฝ่ายต่างรักษาตนเอง จากทัศนะข้างตน จึงเป็นการจำเป็นของรัฐที่ต้องมีขึ้นทั้ง ๆ ที่โดยสภาพธรรมชาติมนุษย์มิได้อยู่ในรัฐหรือรัฐเกิดขึ้นเพราะความจำเป็น ทำให้สภาพธรรมชาติเกิดความขัดแย้งกัน ปะทะกันและสงครามระหว่างกัน โดยไม่มีรัฐหรืออำนาจกลางใดที่คอยควบคุมดูแล ทัศนะเกี่ยวกับสังคมและรัฐของฮอบส์จึงแตกต่างจากทัศนะของอริสโตเติ้ล กล่าวคืออริสโตเติ้ลมีทัศนะว่า โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เพราะสังคมช่วยให้มนุษย์มีชีวิตที่ดี คือทีคุณธรรมทางศีลธรรมทางปัญญา แต่ฮอบต์กับมีทัศนะว่า โดยธรรมชาติมนุษย์ไม่ใช่สัตว์สังคม แต่เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัว เพราะต่างมีสิทธิที่จะยึดมั่นตัวตนของตนและรักษาตัวตนของตนไว้ ดังนั้นมนุษย์จึงต้องตกลงจัดตั้งสังคมและรัฐขึ้น และมอบอำนาจการปกครองสูงสุดให้แก่รัฐ เมื่ออยู่ภายใต้การปกครองของรัฏฐาธิปัตย์แล้วจะขัดขืนหรือต่อต้านอำนาจนั้น ๆ ไม่ได้ กฏหมายที่ออกโดยรัฐจึงยุติธรรมทั้งสิ้น.
19.จอหน์ ลอค (john locke 1632-1714) นักปรัชญาชาวอังกฤษ แสดงทัศนะทางการเมืองของเขาไว้ในหนังสือชื่อ the treatises on government ปรัชญาของเขา คือการคัดค้านทฤษฎีเทวสิทธิ์ (divine right) ซึ่งอ้างว่า พระเจ้าได้มอบอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศให้กับกษัตริย์ และสนับสนุนความคิดที่ว่ารัฐกำเนิดขึ้นตามทฤษฎีสัญญาประชาชน (social contract)และสิ่งที่ลอคนำมาใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีนี้คือสภาพตามธรรมชาติ (state of nature) ของมนุษย์และกฏธรรมชาติ (natural law) ซึ่งเป็นสภาพก่อนมีรัฐ ลอคกล่าวถึงสภาพธรรมชาติว่า มนุษย์มีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ (perfect freedom) หมายความว่าโดยธรรมชาติมนุษย์มีสิทธิการกระทำของตนเองโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับคำยินยอมหรือเจตนารมณ์ของใครทั้งสิ้น มนุษย์จึงขึ้นอยู่กับกฏธรรมชาติเท่านั้น และได้มีเสรีภาพทางด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนา ชีวิตส่วนตัว สิทธิในทรัพย์สินที่เขาได้ลงแรงลงไปกับทรัพยากรของโลก นั้นหมายความว่า กฏธรรมชาติซึ่งเป็นกฏของพระเจ้าที่ให้สิทธิ์ไว้ว่า ชีวิตและทรัพย์สินส่วนตัวเป็นทรัพย์สินเอกชนต้องได้รับการเคารพ ใครจะละเมิดสิทธิมิได้ ดังนั้นความเห็นของลอคจึงมีทัศนะตรงที่ว่ามนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพ โดยมีรัฐสามารถให้การป้องกันถึงสิทธิเสรีภาพที่มีอยู่ตามธรรมชาติได้ดีกว่าต่างคนต่างใช้อำนาจบังคับตามกฏธรรมชาตินั้นเอง.
20.รุสโซ (jean – jacqnes rousseau 1712-1778 ) นักปรัชญาการเมืองชาวฝรั่งเศส เขาเห็นว่า สังคมร่วมสมัยตอนนั้นมีลักษณะขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์เป็นสังคมที่เสแสร้ง อุปโลกน์บิดเบือน และฟุ่มเฟือย แม้แต่วิทยาศาสตร์กับศิลปะก็เป็นสิ่งเสแสร้ง เพราะวิทยาศาสตร์เกิดจากความรู้สึกหยิ่งผยองในตัวเองไม่ใช่เกิดจากความรู้สึกที่แท้จริง และศิลปะก็เกิดจากความรู้สึกฟุ้งเฟ้อมากกว่าความรู้สึกที่แท้จริงเช่นกัน รุสโซจึงหันไปชื่นชมการใช้ชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์ เพราะเป็นชีวิตที่อิสระและได้ทำตามความปราถนาของตนและมีคุณธรรมอย่างง่าย ๆ คือไม่สร้างความเจ็บปวดหรือความทุกข์ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นสังคมปัจจุบันในทัศนะของเขา จึงมองเป็นสังคมที่บิดเบือนให้เป็นความรู้สึกแข่งขันและเปรียบเทียบ และความรู้สึกสาใจ ถ้าคู่แข่งขันต้องพ่ายแพ้และประสบความย่อยยับลงไป
ในทัศนะของเขาเห็นว่า สิ่งที่มีความสำคัญคือ เสรีภาพต้องเป็นสิ่งควบคู่กับสังคม ถึงแม้ว่าเสรีภาพในทางสังคมจะแตกต่างจากเสรีภาพขณะที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ในสภาพตามธรรมชาติก็ตาม แต่เสรีภาพในสังคมก็เป็นขั้นตอนของการวิวัฒนาการของมนุษย์ ดังนั้น ถ้าสังคมใดยกเลิกเสรีภาพก็เท่ากับสังคมนั้นถูกทำลายคุณสมบัติของมนุษย์โดยสิ้นเชิง เมื่อสังคมและรัฐเกิดจากเสรีภาพ และให้ความเคารพในเสรีภาพในสังคม มนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญกับเผด็จการ ปัญหาดังกล่าวของรุสโซ คือการสร้างเจตน์จำนงร่วม (general will) ซึ่งต้องกลายมาเป็นแกนนำสังคม เป็นเจตน์จำนงที่มุ่งสู่ความดีของทุกคนมิใช่การคำนึงถึงผลประโยชน์เฉพาะตนและเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นเจตน์จำนงของคนในสังคมทั้งชาติจะเห็นว่าตามทัศนะของรุสโซนั้นเป็นบ่อเกิดของอำนาจทางการเมือง หรือเรียกว่า อำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชนทั้งหมด ดังนั้นสังคมจึงเป็นองค์กรร่วม หรือเป็นเอกภาพเพื่อคนทั้งชาติ สังคมที่ดีจึงต้องอาศัยพื้นฐานสำคัญคือศีลธรรมอันยิ่งใหญ่ของสมาชิกที่มีเจตน์จำนงร่วมกันแต่เริ่มแรก จึงจะเป็นเสรีภาพและอำนาจทางอธิปไตยอย่างแท้จริง.
21.เบ็นธัม (jereny bemtham 1748-1832) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ผู้ให้กำเนิดหลักจริยธรรมที่เรียกว่าหลักประโยชน์นิยมหรือทฤษฎีประโยชน์นิยม (Utilitarianism) คือความประพฤติที่ถูกต้องชอบธรรม และมีผลให้เกิดความสุขหรือความพึงพอใจทางกายมากที่สุดแก่คนส่วนมากที่สุด (The Greatest Happiness For The Greatest Number) จุดมุ่งหมายของเบ็นธัมก์ คือ ในสังคมนั้นรัฐต้องคำนึงถึงความสุข หรือความพึงพอใจของสังคม โดยมุ่งมีกฏหมายมาเป็นตัวบังคับสำหรับหมู่คณะ เพื่อนำไปสู่ความสุขหรือความพึงพอใจแก่คนส่วนใหญ่ ดังนั้นมนุษย์ต้องเคารพกฏหมาย เพราะนำไปสู่ความสุขของสังคมส่วนใหญ่ งานเขียนทางการเมืองที่สำคัญของเขาคือ Introduction to The Principles of Morals and Legislation
22.มิลล์ (J.S.Mill 1806-1873) เป็นนักปรัชญาที่สนับสนุนหลักประโยชน์นิยมของเบ็นธัม ท่านไม่ได้เน้นหลักประโยชน์นิยม แต่เน้นความสำคัญทางเสรีภาพและวิถีชีวิตที่อิสระเสรีโดยท่านแบ่งการกระทำของมนุษย์ออกเป็น 2 ชนิด คือ การกระทำที่มีผลกระทบต่อบุคคลอื่น ๆ และการกระทำที่มีผลจำเพาะต่อผู้กระทำคนเดียว เพื่อที่จะให้เป็นไปตามหลักประโยชน์นิยม คือหยุดยั้งการกระทำที่อาจนำไปสู่ผลคือ ความทุกข์ของคนส่วนใหญ่ แต่การกระทำที่มีผลต่อผู้กระทำเพียงคนเดียวนั้นเป็นอิสระ และใครเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ บุคคลมีสิทธิ์ที่จะนำความคิดต่าง ๆ มาอภิปรายตีแผ่ให้รู้ไปเลยว่าความคิดของใครเป็นสัจจะและเสรีภาพดังกล่าวเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คนแสวงหาสัจจะได้.
23. มาร์กซ์(Karl Marx 1818-1883) นักปรัชญาชาวเยอรมัน เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดในสมัยปัจจุบัน ความคิดของเขาพอที่จะสรุปได้ว่า รัฐเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลยสำหรับสังคม หรือรัฐเป็นสิ่งที่จะต้องหายไปในที่สุดในกระแสวิวัฒนาการของสังคม มาร์กซ์มีความเห็นว่าสังคมต้องมีรัฐก็เพราะสังคมมนุษย์มีบทบาทพื้นฐานคือการผลิต การผลิตของมนุษย์ทำให้เกิดชนชั้นขึ้น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้สามารถเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และผู้ใช้แรงงานการผลิตแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ตัวอย่างเช่น นายทุนเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม และกรรมกรเป็นพียงผู้ขายแรงงานในโรงงาน เมื่อนั้นฝ่ายที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตจะกลายเป็นผู้มีอำนาจ และเพียรพยายามที่จะรักษาสถานภาพและอำนาจของตนไว้ จึงได้สร้างอำนาจรัฐขั้นมา รัฐจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นในแง่ที่เป็นเครื่องมือในการกดขี่ของฝ่ายมีอำนาจที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เพื่อรักษาสถานภาพและทำให้ตนมีผลประโยชน์ตอบแทนสูงที่สุด รัฐจึงจำเป็นในแง่รักษาผลประโยชน์ของชนบางกลุ่มเท่านั้น มิใช่จำเป็นตลอดไปสำหรับสังคมมนุษย์ ทั้งนี้ ถ้าวิธีการผลิตของสังคม ไม่มีใครเป็นฝ่ายยึดกุมการผลิต หรือปัจจัยการผลิตเป็นส่วนกลาง เมื่อนั้นชนชั้นทางสังคมไม่มี หรือกลายเป็นสังคมไร้ชนชั้น และไม่จำเป็นต้องสร้างรัฐขึ้นมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกดขี่หรือขูดรีดอย่างใดทั้งสิ้น ด้วยเหตุดังกล่าว
จึงสามารถสรุปได้ว่า สังคมในอุดมคติของมาร์กซ์คือสังคมมที่ไม่มีชนชั้น (Classless Society) เพราะพื้นฐานการผลิตเป็นแบบคอมมูน คือไม่มีใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และเป็นสังคมที่ปราศจากรัฐ สมาชิกของสังคมสามารถปกครองดูแลตนเอง และควบคุมความประพฤติของตนเองได้ เราจะเห็นได้ว่าในสังคมปัจจุบันก็ยังมีความจำเป็นในการควบคุมหรือการจัดการเกี่ยวกับทางด้านเศรษฐกิจ เช่น การจัดการเกี่ยวกับการผลิต นั่นหมายความว่า ยังคงมีอำนาจศูนย์กลางที่ควบคุมสังคมบางส่วน และยังมีแนวความคิดในกลุ่มอนาธิปไตยที่ปฏิเสธอำนาจการจัดการใด ๆ ทั้งสิ้นโดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจหรือการควบคุมเป็นสิ่งชั่วร้ายและเป็นศัตรูตัวร้ายของมนุษย์ ถ้าขจัดอำนาจรัฐได้โดยสิ้นเชิง สิ่งที่ชั่วร้ายที่เคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลายจะพลอยหายไปด้วย ดังนั้นสังคมที่ดีที่สุดควรเป็นสังคมที่ไร้รัฐ และไร้องค์กรใด ๆ ทั้งสิ้น และปล่อยให้แต่ละคนร่วมมือกันจากความรู้สึกเป็นเพื่อนจากความรัก และจากความเข้าใจที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการบังคับนั่นเอง.
สรุปแนวความคิดของนักปรัชญายุคโบราณ ที่ข้าพเจ้าพอที่จะรวบรวมได้จนปรัชญาสมัยปัจจุบัน จากทัศนะดังกล่าวข้างต้น โดยแท้ที่จริงแล้ว เราไม่อาจบ่งชัดลงไปได้อย่างแน่นอนว่า ปรัชญาตริตรองในปัญหาใดกันแน่ เราสาามารถบอกได้ชัดเจนว่า ตัวเลขเป็นเนื้อหาของวิชาเรขาคณิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นเนื้อหาของวิชาวิทยาศาสตร์ แต่แท้จริงเราไมม่อาจกำหนดได้ว่าอะไรเป็นเนื้อหาของวิชาปรัชญา ทั้งนี้เพราะปรัชญาหมายถึง การรัก การสงสัย การมองเห็นปัญหาที่ยังเป็นปัญหา และการพยายามหาคำตอบที่เป็นไปได้สำหรับปัญหานั้น ๆ และปรัชญาก็เริ่มตั้งแต่สมัยมนุษย์ดึกดำบรรพ์จวบจนทุกวันนี้ ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาหรือสิ่งที่มนุษย์สงสัย จึงมมีอยู่มากมายจนไม่อาจให้ข้อจำกัดลงไปได้ ขอบเขตของวิชาปรัชญาจึงมีอยู่กว้างขวางมาก และก็มีวิวัฒนาการเป็นยุคสมัยต่าง ๆ พอที่จะแบ่งออกได้ดัง เช่น
1.ปรัชญาดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ในโลกครั้งแรก ไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐาน
2.ปรัชญายุคโบราณ หมายถึง ปรัชญาของชนชาติโบราณนับตั้งแต่เริ่มต้นมีหลักฐานและทำการบันทึกไว้
3.ปรัชญายุคกลาง หมายถึง ปรัชญาของมนุษย์ ซึ่งอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 529-ปี ค.ศ. 1500
4.ปรัชญายุคใหม่ หมายถึง ปรัชญาของมนุษย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1500 เป็นต้นจนมาถึงสมัยปัจจุบัน
บทที่
แนวความคิดของนักปรัชญา
ปรัชญาตะวันตกยุคโบราณ
ปรัชญาตะวันตกยุคโบราณ ในที่นี้หมายถึง การรวมปรัชญากรีกและโรมันก่อนมีปัญหาเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา แบ่งเป็น ๓ สมัย คือ
๑. สมัยเริ่มต้น
(ประมาณ ระหว่างศตวรรษที่ ๖-๕ ก.ค.ศ.)
ธาเรส (Thales ก.ค.ศ. ๖๔๐–๕๔๕) ในยุคนี้มีปัญหาใหม่ขึ้น การที่คนเราจะสามารถเข้าใจปัญหาและแก้ปัญหาเองนั้น โดยไม่ต้องอ้างเทพเจ้าจะได้หรือไม่ ธาเรสคิดว่าสามารถทำได้ โดยคิดว่าโลกและเอกภพมีกฏเกรฑ์ตายตัว นั่นคือเป็นจักรวาลที่มีระเบียบ (COSMOS) ไม่ใช่เป็นเอกภพที่ไร้ระเบียบ เทพเจ้าสามารถควบคุมธรรมชาติได้ เพราะพระองค์ทรงรู้กฏของธรรมชาติอย่างดี พระองค์จึงสามารถบันดาลให้เกิดภัยธรรมชาติได้ เช่น ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ธาเรสคิดว่าถ้ามนุษย์รู้กฏธรรมชาติได้อย่างพระเจ้า ก็สามารถควบคุมธรรมชาติได้เช่นกัน ทำอย่างไรจึงจะรู้กฏธรรมมชาติได้ ธาเรสได้สร้างทฤษฎีของตนเองขึ้นมา คือพยายามค้นคว้าว่าธาตุแท้ของโลกคืออะไร และพยายามอธิบายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น โดยอาจเจอวิธีการควบคุมโลกด้วย ท่านค้นคว้าเรื่อยไปจนมีอายุมากก็ยังหาข้อชี้ชัดไม่ได้ว่าอะไร จึงได้ตั้งทฤษฎีใหม่ขึ้นมาว่าปฐมธาตุของสิ่งทั้งหลายคือน้ำ ทุกอย่างเกิดจากน้ำ โดยอธิบายถึงสิ่งต่าง ๆว่ามีน้ำเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่าง ๆ โดยในอดีตยุคโบราณก่อนหน้านั้นคนยังมีความเชื่อเก่า ๆ อยู่ในเรื่องของน้ำ เป็นต้น.
อานักซีมันเดอร์ (Anaximander ก.ค.ศ. ๖๑๐–๕๔๕) เป็นศิษย์ของธาเรสโดยตรง และค้านอาจารย์ของตนว่า ปฐมธาตุไม่ใช่น้ำ แต่ควรเป็นสารไร้รูป และตั้งชื่อว่า อนันต์ (infinity) โดยที่ว่าสารไร้รูปยังไม่เป็นสิ่งใดเลย จึงมีสภาพที่จะเป็นอะไรก็ได้ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น เป็นต้น
อานัดซีเมเน็ส (Anaximenes ก.ค.ศ. ๕๘๘–๕๒๔) ท่านคิดว่า ถ้าปฐมธาตุเป็นสารไร้รูปจริงก็เหมือนกับไม่มีอะไรเลย เพราะถ้าเป็นของมีจริงก็ต้องเป็นอะไรสักอย่าง ท่านคิดว่าสารไร้รูปของอานักซีมันเดอร์นั้นคงได้แก่อากาศ เป็นของมองไม่เห็น ไม่มีรูปร่าง ดังนั้นท่านจึงคิดว่าอากาศจะเป็นปฐมธาตุมากกว่าน้ำ เพราะอากาศมีมากกว่าน้ำมาก
เฮราคลีตุส (Heraclitus ก.ค.ศ. ๕๓๖–๔๗๐) มีความคิดว่าปฐมธาตุคือ ไฟ มากกว่า เพราะไฟเป็นพลังในตัวเอง และแปรสภาพตัวเองเป็นอะไรก็ได้ซึ่งความจริงแล้วก็แปรสภาพตัวเองด้วยตลอดเวลา เรื่อยไปอย่างไม่หยุดยั้งหรือสิ้นสุดลง เพราะไฟเป็นสิ่งนิรันดร เป็นพระเจ้า ดิน น้ำ และหินความจริงแล้วมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ช้าเกินกว่าอายตนะของเราจะรู้สึก เปรียบเหมือนน้ำเดิมจะไหลไปและมีน้ำใหม่ไหลเข้ามาแทนที่ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบเราก็มีการแปรสภาพอยู่ทุกขณะ เหมือนกระแสน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคำตอบนี้ของเฮราคลีตุสชัดที่สุดในทุกคำตอบที่ผ่าน ๆ มาทำให้ปัญหาว่าอะไรเป็นตัวการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ปาร์มีนีเดส (Parmenides ก.ค.ศ. ๕๑๕–๔๕๐) ท่านมีความเห็นแย้งทั้งหมดว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายนั้นล้วนแต่เป็นมายา ไม่ได้มีอยู่จริงสภาพที่แท้จริงของสิ่งทั้งปวง คือ การอยู่นิ่ง และธาตุแท้หรือปฐมธาตุของสิ่งทั้งปวง คือ ดิน
เอ็มเปโดเคล็ส (Empedocles ก.ค.ศ. ๔๙๒–๔๓๐) ท่านมีความเห็นสนับสนุนทุกฝ่ายเป็นลักษณะการปรองดองว่าปฐมธาตุมี ๔ อย่างคือ ดิน น้ำ อากาศ ไฟ โดยว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากการรวมตัวของธาตุ ๔ในอัตราส่วนต่าง ๆ กัน ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการเปลี่ยนของอัตราส่วน และการสูญหายก็เกิดจากการแยกตัวของธาตุ ๔ นั่นเอง ธาตุ ๔ นั้นเป็นสิ่งคงตัวไม่เพิ่มไม่ลด ไม่เกิดใหม่ไม่สูญหาย
อานักซาโกรัส (Anaxagoras ก.ค.ศ. ๔๙๙–๔๒๘) ได้สอนว่าปฐมธาตุมีอยู่ ๒ อย่าง คือ จิต (MIND) และสสาร (MATER) สสารแบ่งประเภทย่อยออกไปนับชนิดไม่ถ้วน “in everything there is a portion of everything” (ในทุกสิ่งมีส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง) เช่น การที่เรากินข้าว ส่วนไหนธาตุเนื้อแรงก็จะกลายเป็นเนื้อส่วนไหนธาตุเลือดแรงก็จะกลายเป็นเลือด เป็นอันว่าท่านเสนอจิตขึ้นมาแก้ปัญหาเรื่องตัวการของการเปลลี่ยนแปลง
ฉะนั้นปัญหาเรื่องปฐมธาตุของโลกจึงยังไม่ยุติ และมีการคิดกันมาเรื่อย ๆ นั่นคือ นักปราญช์ปัจจุบันค้นคว้ากันอยู่ว่าปะจุไฟฟ้าในปรมาณูเป็นอะไรกันแน่ เป็นอันว่าปัญหานี้ซึ่งธาเรสได้พบเมื่อ ๒๖๐๐ ปีมาแล้วและมีผู้หาคำตอบกันนมากมาย แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดและยอมรับกันทุกคน และเป็นข้อที่ดีทำให้ในสมัยต่อมาก็ยังมีการคิดค้นกันเสมอมา
๒. สมัยรุ่งเรือง
(ประมาณ ศตวรรษที่ ๔ ก.ค.ศ.)
ปรัชญาเอกในยุคโบราณนี้มี ๓ ท่านคือ โซคราตีสปลาโต้ และอาริสโตเติ้ล ยุคนี้มีปัญหาใหม่ว่า เรื่องสมรรถภาพของจิตของเราว่า จะรู้จริงได้หรือไม่ จะรู้ได้อย่างไร เอามาตรการอะไรมาตัดสินว่า ความรู้นี้จริง กล่าวคือเกิดปัญหาทางปรัชญานั่นเอง
นักปรัชญากลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มโซฟิสต์ กลุ่มโปรตาโกรัส ทั้ง ๒ กลุ่มมนี้มีความเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างมีเหตุผลสนับสนุน เช่นในเรื่องปฐมธาตุ ดังนั้นสังเกตได้ว่าใครนิยมความคิดของผู้ใดก็ว่าความคิดและเหตุผลของผู้นั้นถูก ส่วนของคนอื่นผิดหมด
โซคราเต็ส (Socrates ก.ค.ศ. ๔๗๐– ๓๙๙) ท่านเล็งเห็นว่าถ้าปล่อยให้ลัทธิโซฟิสต์แพร่หลายคนเราจะไม่มีจุดยึดเหนี่ยว ถ้าไม่มีมาตรการตายตัว ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ และต่อไปในภายหน้าคนเหล่านั้นก็จะถือโอกาสกดขี่ผู้อื่นให้อยู่ใต้อำนาจตนตามสบาย คนที่ฉลาดก็จะเอาเปรียบคนโง่ ทุกคนจะแข่งขันกันคุมอำนาจอย่างไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นท่านจึงสนทนาฟังความคิดเห็นแล้วหาทางเปลี่ยนแนวความคิดที่ผิดของบุคคลเหล่านั้น ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่มีความสุขุมรอบคอบและเจ้าปัญญา จึงทำให้ตัวของท่านเป็นคนที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา
โซคราเต็สมีความคิดว่า ความจริงและความดีจะต้องมีมาตรการแน่นอนตายตัวสำหรับมนุษย์ จิตของมนุษย์นั้นสามารถจะความจริงและความดีได้ แต่เพราะมนุษย์ทุกคนมีกิเลสทำให้จิตปั่นปวน จึงมีการตัดสินใจผิดเพี้ยนกันไปแล้วแต่กิเลสจะพาโน้มไปทางไหน ดังนั้นบุคคลใดอยากคิดให้ถูกเป็นความจริงและความดีมาตรฐาน ต้องพยายามขจัดกิเลสและทำปัสนา จึงจะเห้นความจริงได้ตรงกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า “ความรู้ที่ได้ในขณะปัสนาย่อมไม่มีกิเลส” ภายหลังท่านได้ถูกประหารชีวิตโดยการดื่มยาพิษ โดยรัฐกล่าวหาท่านว่ายุยงงให้คนหนุ่มกระด้างกระเดื่อง
ปลาโต้ (Plato ก.ค.ศ.. ๔๒๘–๓๔๗) เป็นศิษย์คนสำคัญของโซคราเต็ส คิดว่าการถกเถียงปัญหากับประชาชนนั้นย่อมเป็นภัยกับตนเอง และอาจจะลงเอยเหมือนอาจารย์ของท่าน ทฤษฎีของท่านตรงกับอาจารย์ที่ว่า ความจริงและความดีต้องมีมาตรการตายตัวสำหรับทุกคน และเห็นด้วยว่าการขจัดกิเลสและทำปัสนาาเป็นทางนำไปสู่ความรู้จริง นอกจากนี้ปลาโต้ยังมีความคิดเห็นอีกว่า ทำไมเมื่อต่างคนต่างทำปัสนาอย่างไร้กิเลสแล้วจะพบความจริงได้ตรงกัน ปลาโต้เห็นปัญหานี้เพราะสังเกตเห็นว่าช่างแกะสลักฝีมือดี ลงมือแกะสลักหินอ่อนขนาดเดียวกันและเหมือนกัน จะแกะสลักได้รูปต่างกัน ปลาโต้จึงตั้งทฤษฎีแบบ (Theory of Forms) ขึ้น โดยสอนว่ามนุษย์เรามีวิญญาณอมตะ ก่อนจะจุติลงมาในโลก วิญญาณของเราสถิตอยู่ในโลกแห่งจิตหรือโลกแห่งมโนคติ ในโลกนั้นไม่มีสสาร ไม่มีวัตถุแห่งผัสสะ มีแต่มโนคติเท่านั้น มโนคติได้แก่สิ่งสากลทั้งหลายและกฏเกณฑ์สากลต่าง ๆ เช่น มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง ไม่ใช่สุนัขไทย ไม่ใช่สสุนัขจู ไม่ใช่สุนัขอัลเซเชียน แต่เป็นสุนัชสากลล ซึ่งเป็นแบบของงสุนัขทุกตัวที่เกิดมาในโลกแห่งผัสสะ มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งเป็นต้นไม้สากล ซึ่งเป็นแบบของตนไม้ทุกต้นในโลกแห่งผัสสะเช่นนี้เรื่อยไปสำหรับสิ่งสากลทุกอย่าง นอกนั้นยังเป็นที่รวมของกฏเกณฑ์สากลต่าง ๆ ด้วย เช่น กฏคณิตศาสตร์ กฏตรรกศาสตร์ สูตรต่าง ๆ กฏความประพฤติ ฯลฯ ต่างก็มีอยู่ในโลกแห่งมโนคติครบถ้วน สิ่งสากลมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและคงอยู่ถาวร ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงและสิ่งเฉพาะหน่วย (particulars) ในโลกแห่งผัสสะของเรานี้ล้วนแต่เลียนแบบสิ่งสากลในโลกแห่งมโนคติทั้งสิ้น สิ่งเฉพาะหน่วยนั้นมีความบกพร่องไม่มากก็น้อย แล้วแต่จะเลียนแบบมาดีเพียงใด ทั้งยังเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มมีขึ้นจนสลายไปในที่สุด เมื่อนำมาเปรีบยเทียบกับดวงวิญญาณที่อยู่อย่างเป็นสุขในโลกแห่งมโนคติ ซึ่งทยอยกันจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ยังโลก โดยวิญญาณถูกกักขังอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นการขัดขวางการกระทำของวิญญาณทุกประการ ระหว่างเวลาจุติจนถึงเวลาเกิดนั้น วิญญาณต้องอยู่ในสภาพฝืนธรรมชาติของตัวเองอย่างที่สุด ปลาโต้คิดว่าวิญญาณมีอาการสิ้นสติไปชั่วคราว และเมื่อเกิดมาแล้ววิญญาณจึงค่อย ๆ มีสติฟื้นความจำที่ละน้อย เพราะเหตุนี้ถ้าเราทำปัสนาในสภาพไร้กิเลส เราจะพบความจริงอันเดียวกันคือ ความจริงสากลนิรันดรในโลกแห่งมโนคตินั่นเอง
อาริสโตเติ้ล (Aritotle ก.ค.ศ. ๓๘๔–๓๒๒) ท่านเป็นศิษย์ของปลาโต้ และเห็นด้วยกับอาจารย์ตอนแรก ต่อมาได้เกิดปัญหาขึ้นมาว่า “จะอธิบายสิ่งสาากลได้โดยไม่ต้องอ้างโลกแห่งมโนคติไม่ได้หรือ” เพราะโลกแห่งมโนคติของอาจารย์เป็นเพียงสมมติฐาน ซึ่งไม่มีอะไรยืนยันว่าต้องมีจริง อาริสโตเติ้ลคิดว่าสิ่งสากลมิได้อยู่ในโลกต่างหาก แต่อยู่ในโลกแห่งผัสสะของเรา หมายถึงอยู่ในหน่วยเฉพาะทุกหน่วยคือ สิ่งสากล เรารู้ได้โดยถอดสิ่งสากล เอาาส่วนที่เหมือนกันออกมา สิ่งสาากลจึงมิได้เป็นอยู่อย่างเป็นเอกเทส แต่มันมีอยู่จริงในสิ่งเฉพาะหน่วย ดังนั้นจิตของเราสามารถถอดออกมาเป็นความรู้ได้ และสามารถรู้ได้ตรงกันหมดทุกคนด้วย แนวความคิดของอาริสโตเติ้ลนี้มีว่า คนเราจะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพียงแต่ใช้วิธีให้ถูกเท่านั้น ก็จะเห็นความจริงมาตรฐานได้ตรงกันทุกคน
๔. สมัยเสื่อม
(หลังอาริสโตเติ้ลเสียชีวิตไปจนถึงปรัชญาคริสต์)
เป็นสมัยที่พระเจ้าอาเล็กซันเดอร์รวบรวมอำนาจกรีกทั้งหมด พวกโรมันเก่งในเรื่องรบ กฎหมาย และวิศวกรก่อสร้าง เรื่องปรัชญาก็คงเป็นของนักปราชญ์กรีกอยู่เช่นเดิม ในสมัยนั้นกฏหมายโรมันได้ให้ทุกคนมีสิทธิ์นับถือศาสนาตามใจชอบ จึงมรศาสนาและลัทธิต่าง ๆ เกิดขึ้นมามากลาวสิบลัทธิ จึงมีการแข่งขันกันในการที่จะพยายามให้คนมานับถือศาสนาหรือลัทธิของตนทั้งงแบบเก่าและแบบใหม่ ถิงงกับมีการกล่าวโจมตีกัน และว่าของตนดีกว่าของนักปราชญ์คนอื่น ด้วยความพยายามที่กล่าวนี้จึงเป็นสาเหตุแห่งการขัดแย้งของการนับถือตามความเชื่อของแต่ละคนแต่ละฝ่าย ซึ่งมีทั้งปรัชญาและศาสนา ปัญหาที่เกิดเหล่านี้มีว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำการประนีประนอมระหว่างปรัชญากับศาสนานั่นเอง ซึ่งนักปรัชญาบางคนถึงกับท้อใจจึงมีเหมือนกันที่ไม่นับถืออะไรเลย ดังนั้นจึงมีปัญหาเฉพาะตนว่า จะมีความสุขในโลกนี้ได้อย่างไร บางพวกมีความเห็นและมั่นใจความสุขเฉพาะแต่ในโลกหน้า อีกพวกหนึ่งไม่หวังเช่นนั้น มีความคิดว่าอยากจะหาความสุขในโลกนี้แทนก็มี โดยแบ่งเป็นลัทธิใใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
ลัทธิรตินิยมมีแนวความคิดว่า ความสุขอยู่ที่การมีไหวพริบ หาประโยชน์ด้วยความละโมภให้มากที่สุดทุกโอกาส
ลัทธิเอปีคูรุสมีแนวความคิดว่าความสุขเกิดจากรู้จักการที่ตนรู้จักประมาณตน มีความสุขกับสิ่งที่ตนเองพึงพอใจให้มากและนานที่สุด โดยไม่ทำให้ตนเองเกิดความเบื่อและบั่นทอนชีวิต
ลัทธิสโตอาความสุขอยู่ที่ใจมีอุเบกขา พอใจแค่สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเฉพาะตน
ลัทธิคีโนหรือซีนิกความสุขอยู่ที่ใจมีอุเบกขาไม่มีความต้องการสิ่งใด ตัดทุกสิ่งในชีวิตไม่ให้เหลือ มีชีวิตอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ และไร้กังวลเหมือนสุนัข
สรุป: แนวความคิดทางปรัชญา
๑. ปรัชญายุคโบราณ
๒. ปรัชญายุครุ่งเรือง
๓. ปรัชญายุคเสื่อม
ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง
เป็นลักษณะปรัชญาที่ผสมผสานคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะคริสต์ศาสนาเข้ากับปรัชญา นักปรัชญาสมัยนี้ส่วนมากเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ โดยนำเอาปรัชญาของเปโตและอริสโตเติ้ลมาคลุกเคล้ากับคำสอนทางศาสนา และใช้ปรัชญากรีกอธิบายคำสอนแนวคิดทางศาสนาตลอดจนนำปรัชญากรีกมาตีความใหม่เพื่อให้เข้ากันได้ สมัยนี้นักปรัชญาไม่เป็นอิสระกับตัวเอง ถูกอิทธิพลของศาสนาเข้าครอบงำ และนักปรัชญาที่ควรศึกษา คือ
๑. เซนต์ ออกัสติน (St. Augustine 354-430)
ท่านเป็นนักบุญในศาสนาคริสต์ เกิดที่เมืองตากัสเต ใในปี ค.ศ. 345ในอาฟริกา เป็นนักคิดที่ยิ่งใหญ่และเป็นครูที่มีอิทธิพลทางคริสต์ศาสนา ความคิดของท่านเน้นหนักในทางเทวนิยม และปัญหาปรัชญาตลอดชีวิตเขา โลกทัศน์ของคริสต์เตียนก็ได้พัฒนาขึ้นจนกลายเป็นแนวความคิดที่เด่นในปรัชญาคริสต์มมาหลายศตวรรษ ที่สำคัญคือ ลัทธิไตรเอกานุภาพ (Doctrine of The Triniity)
ญาณวิทยา (ทฤษฎีความรู้) ท่านมีความเชื่อว่า ความรู้มีค่าที่สุด หรือความรู้เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าและวิญญาณ ความรู้ประเภทอื่น เช่น ตรรกวิทยา อภิปรัชญาและจริยาศาสตร์ จะมีค่าก็ต่อเมื่อนำมาสนับสนุนความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เพื่อให้เข้าใจพระเจ้าเท่านั้น เพราะเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องเข้าใจสิ่งที่ตนเองเชื่ออย่างแน่วแน่ และพยายามห