โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พุทธวจนะแสดง

ความเป็นสัมมาสัมพุทโธ

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

พุทธวจนะแสดง

ความเป็นสัมมาสัมพุทโธ

มีเรื่อง:- โลกธาตุหนึ่งมีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว

- -การปรากฏของพระตถาคตมีได้ยาก

-- โลกที่กำลังมัวเมาก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต

-- การมีธรรมของพระตถาคตอยู่ในโลกคือความสุขของโลก

-- พระตถาคตเกิดขึ้นเพื่อความสุขของโลก

-- พระตถาคตเกิดขึ้นในโลกเพื่อแสดงแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐแก่โลก

- - พระตถาคตเกิดขึ้นแสดงธรรมเพื่อความรำงับดับ, รู้

-- ผู้เชื่อฟังพระตถาคตจะได้รับประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน

--ทรงขนานนามพระองค์เองว่า “พุทธะ”

โลกธาตุหนึ่งมีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว๑

อานนท์! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะนั้นย่อมรู้ว่าข้อนี้มิใช่ฐานะข้อนี้มิใช่โอกาสที่จะมีคือข้อที่ในโลกธาตุอันเดียวจะมีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะสององค์เกิดขึ้นพร้อมกันไม่ก่อนไม่หลังกัน.นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้ส่วนฐานะอันมีได้นั้นคือในโลกธาตุอันเดียวมีพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะองค์เดียวเกิดขึ้น. นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้.

๑. บาลีพหุธาตุกสูตรอุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕.

การปรากฏของพระตถาคตมีได้ยากในโลก๑

ภิกษุท.! การมาปรากฏของบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง)มีได้ยากในโลก. ใครเล่าเป็นบุคคลเอก? ตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองเป็นบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง). การปรากฏของบุคคลเอกนี้แลมีได้ยากในโลกโลกที่กำลังมัวเมาก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต๒

ภิกษุท.! เพราะเหตุที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้นจึงเกิดมีของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีสี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น. สี่อย่างอะไรเล่า?

ภิกษุท.! ประชาชนทั้งหลายพอใจในกามคุณยินดีในกามคุณบันเทิงอยู่ในกามคุณ, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณประชาชนเหล่านั้นก็ฟังเงี่ยหูฟังตั้งใจฟังเพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.

ภิกษุท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีอย่างที่หนึ่ง, มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๒. ภิกษุท.! ประชาชนทั้งหลายพอใจในการถือตัวยินดีในการถือตัวบันเทิงอยู่ในการถือตัว, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่กำจัดการถือตัวประชาชนเหล่านั้นก็ฟังเงี่ยหูฟังตั้งใจฟังเพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุท.!นี่คือของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีอย่างที่สอง, มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๑. บาลีเอก, อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

๒. บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.

๓. ภิกษุท.! ประชาชนทั้งหลายพอใจในความวุ่นวายไม่สงบยินดีในความวุ่นวายไม่สงบบันเทิงอยู่ในความวุ่นวายไม่สงบ, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบประชาชนเหล่านั้นก็ฟังเงี่ยหูฟังตั้งใจฟังเพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีอย่างที่สาม,มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

๔. ภิกษุท.! ประชาชนทั้งหลายประกอบอยู่ด้วยอวิชชาเป็นคนบอดถูกความมืดครอบงำเอาแล้ว, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่กำจัดอวิชชาประชาชนเหล่านั้นก็ฟังเงี่ยหูฟังตั้งใจฟังเพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุท.!นี่คือของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีอย่างที่สี่, มีขึ้นมาเพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

การมีธรรมของพระตถาคตอยู่ในโลกคือความสุขของโลก๑

ภิกษุท.! เมื่อพระสุคตก็ดีระเบียบวินัยของพระสุคตก็ดียังคงมีอยู่ในโลกเพียงใดอันนั้นก็ยังเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความสุข

ของชนเป็นอันมากเพื่ออนุเคราะห์แก่โลก, เพื่อประโยชน์เพื่อความเกื้อกูล

เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, อยู่เพียงนั้น.

ภิกษุท.! พระสุคตนั้นคือใครเล่า? คือตถาคตบังเกิดขึ้นในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเองถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ไปดีรู้แจ้งโลก

เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่าเป็นครูของเทวดาและมนุษย์เป็นผู้

เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสอนสัตว์. นี้คือพระสุคต.

ภิกษุท.! ระเบียบวินัยของพระสุคตนั้นคืออะไรเล่า? คือตถาคตนั้น

แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์

๑.  บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.

พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. ธรรมที่ตถาคต

แสดงพรหมจรรย์ที่ตถาคตประกาศนี้แลคือระเบียบวินัยของพระสุคต.

ภิกษุท.! เมื่อพระสุคตก็ดีระเบียบวินัยของพระสุคตก็ดียังคงมีอยู่ในโลกเพียงใดอันนั้นก็ยังเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความสุขของชนเป็นอันมากเพื่ออนุเคราะห์แก่โลก, เพื่อประโยชน์เพื่อความเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, อยู่เพียงนั้นพระตถาคตเกิดขึ้นเพื่อความสุขของโลก๑

พราหมณ์เอย! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกลางคืนแท้ๆก็เข้าใจไปว่ากลางวัน๒กลางวันแท้ๆก็เข้าใจไปว่ากลางคืน. ข้อนี้เรากล่าวว่าเป็นเพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้อยู่ด้วยความหลง.

พราหมณ์เอย! ส่วนเราตถาคตย่อมเข้าใจกลางคืนเป็นกลางคืนกลางวันเป็นกลางวัน.

พราหมณ์เอย! เมื่อใครจะเรียกผู้ใดให้เป็นการถูกต้องว่าเป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็นปรกติและเกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมากเพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์เพื่อความเกื้อกูลเพื่อความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว; เขาเมื่อจะเรียกให้ถูกต้องเช่นนั้นพึงเรียกเราตถาคตนี้แลว่าเป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็นปรกติเกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก

เพื่ออนุเคราะห์โลก. เพื่อประโยชน์เพื่อความเกื้อกูลเพื่อความสุขของเทวดา

และมนุษย์ทั้งหลาย.

๑. บาลีภยเภรวสูตรมู.ม. ๑๒/๓๗/๔๖. ตรัสแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ที่เชตวัน.

๒. คำว่ากลางคืนกลางวันในที่นี้มิได้มีความหมายตามตัวหนังสือ.

พระตถาคตเกิดขึ้นในโลก

เพื่อแสดงแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐแก่โลก๑

ภิกษุท.! ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะดำเนินไปดีรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่าเป็นครูของเทวดาและมนุษย์เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว์.

ภิกษุท.! ตถาคตนั้นได้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้กับทั้งเทวดามารพรหมซึ่งหมู่สัตว์กับทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้แจ้งตามตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะพร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง.คฤหบดีหรือลูกคฤหบดีหรือคนที่เกิดในตระกูลอื่นใดในภายหลังย่อมฟังธรรมนั้น. ครั้นฟังแล้วย่อมเกิดศรัทธาในตถาคต. กุลบุตรนั้น

ผู้ประกอบอยู่ด้วยศรัทธาย่อมพิจารณาเห็นว่าเพศฆราวาสนี้เป็นทางมาแห่งธุลี; ส่วนการบรรพชาเป็นโอกาสว่าง. มันไม่เป็นไปได้โดยง่ายที่เราผู้อยู่ครองเรือนเช่นนี้จะประพฤติพรรหมจรรย์นั้นให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดสะอาดดีแล้ว. ถ้ากระไรเราพึงปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือนไป, บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด....

๑. บาลีมู.ม. ๑๒/๔๘๙/๔๕๔. ตรัสแก่ภิกษุท. ที่เชตวัน, และบาลีอื่นๆอีกเป็นอันมาก.

พระตถาคตเกิดขึ้นแสดงธรรมเพื่อความรำงับ, ดับ, รู้.

ภิกษุท.! ตถาคตเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเองสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะดำเนินไปดีรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่าเป็นครูของเทวดาและมนุษย์เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว์.ธรรมที่ตถาคตแสดงนั้นเป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ,เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความดับเย็นสนิท, เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความรู้ครบถ้วน,เป็นธรรมที่ประกาศไว้โดยพระสุคตผู้เชื่อฟังพระตถาคตจะได้รับประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน๒

ภิกษุท.! เราแลเป็นผู้ฉลาดในเรื่องโลกนี้ฉลาดในเรื่องโลกอื่น,เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมารฉลาดต่อวิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมาร,เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมฤตยูฉลาดต่อวิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมฤตยู. ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนาน.

(ครั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำนี้แล้วพระสุคตได้ตรัสคำอื่นอีกดังนี้ว่า :-)

ทั้งโลกนี้แลโลกอื่นตถาคตผู้ทราบดีอยู่ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว. ทั้งที่ที่มารไปไม่ถึงและที่ที่มฤตยูไปไม่ถึงตถาคตผู้รู้ชัดเข้าใจชัดได้ประกาศไว้ชัดแจ้ง

๑. บาลีอัฏฐก. อํ. ๒๓/๒๒๙/๑๑๙. ตรัสแก่ภิกษุท. ที่ป่ามะม่วงของหมอชีวกใกล้กรุงราชคฤห์.

๒. บาลีจูฬโคปาลสูตรมู.ม๑๒/๔๒๑/๓๙๑. ตรัสแก่ภิกษุท. ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้เมืองอุกกเวลา.

แล้วเพราะความรู้โลกทั้งปวง. ประตูนครแห่งความไม่ตายตถาคตเปิดโล่งไว้แล้วเพื่อสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงถิ่นอันเกษม. กระแสแห่งมารผู้มีบาปตถาคต

ปิดกั้นเสียแล้วกำจัดเสียแล้วทำให้หมดพิษสงแล้ว.

ภิกษุท.! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากมูนด้วยปราโมทย์ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิดทรงขนานนามพระองค์เองว่า “พุทธะ”๑

(การสนทนาดับโทณพราหมณ์, เริ่มในที่นี้ด้วยพราหมณ์ทูลถาม )

“ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นเทวดาหรือ ?”

“พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นเทวดาดอก”.

“ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นคนธรรพ์หรือ ?”

“พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นคนธรรพ์ดอก”.

“ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นยักษ์หรือ ?”

“พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นยักษ์ดอก”.

“ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นมนุษย์หรือ ?”

“พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นมนุษย์ดอก”.

“ท่านผู้เจริญของเรา ! เราถามอย่างไรๆท่านก็ตอบว่ามิได้เป็นอย่างนั้น ,ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นอะไรเล่า?”

“พราหมณ์เอย ! อาสวะเหล่าใดที่จะทำให้เราเป็นเทวดาเพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้นเราละได้ขาดถอนขึ้นทั้งรากแล้วทำให้เหมือนตาลยอดด้วนไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว, พราหมณ์เอย

๑. บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๙/๓๖. ตรัสแก่โทณพราหมณ์ที่โคนไม้ระหว่างทางแห่งหนึ่ง.

อาสวะเหล่าใดที่จะทำให้เราเป็นคนธรรพ์เป็นยักษ์เป็นมนุษย์เพราะยัง

ละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้นเราละได้ขาดถอนขึ้นทั้งรากแล้วทำให้เหมือน

ตาลยอดด้วนไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว.

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนดอกบัวเขียวบัวหลวงหรือบัวขาว,มันเกิดในน้ำเจริญในน้ำโผล่ขึ้นพ้นน้ำตั้งอยู่น้ำไม่เปียกติดมันได้ฉันใดก็ฉันนั้นนะพราหมณ์ ! เรานี้เกิดในโลกเจริญในโลกก็จริงแต่เราครอบงำโลกเสียได้แล้วและอยู่ในโลกโลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อนเราได้.พราหมณ์ ! ท่านจงจำเราไว้ว่าเป็น “พุทธะ” ดังนี้เถิด.

ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ในโลก๑

ภิกษุท. ! บุคคลเอกเมื่อเกิดขึ้นมาในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก? ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองนี้แลเป็นบุคคลเอก.

ภิกษุท. ! นี่แลบุคคลเอกซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ดังนี้ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา๒

ภิกษุท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายมีรูปเป็นทียินดีกำหนัดแล้วในรูปบันเทิงด้วยรูป.เทวดาแลมนุษย์ท. ย่อมทนทุกข์อยู่เพราะความแปรปรวนความกระจัดกระจายความแตกทำลายของรูป. ภิกษุท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายมีเสียง๓ฯลฯ, มีกลิ่นฯลฯ, มีรสฯลฯ, มีโผฏฐัพพะฯลฯ,

มีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดีกำหนัดแล้วในธรรมารมณ์บันเทิงด้วยธรรมารมณ์.

เทวดาแลมนุษย์ท. ย่อมทนทุกข์อยู่เพราะความแปรปรวนความกระจัดกระจายความแตกทำลายของธรรมารมณ์.

๑. บาลีเอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

๒. บาลีสฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖.

๓. มีข้อความเต็มเหมือนในข้อต้นที่ว่าด้วยรูปเป็นที่ยินดีจนตลอด,

ภิกษุท. ! ส่วนตถาคตผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะรู้แจ้งตามเป็นจริงซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้นซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ซึ่งรสอร่อยซึ่งโทษคือความต่ำทรามและอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้แห่งรูปทั้งหลายแล้ว ; ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่ยินดีไม่กำหนัดในรูปไม่บันเทิงด้วยรูป. ภิกษุท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข

เพราะความแปรปรวนความกระจัดกระจายความแตกทำลายของรูป,

ภิกษุท. ! ตถาคตรู้แจ้งตามเป็นจริงซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้นซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ซึ่งรสอร่อยซึ่งโทษคือความต่ำทรามและอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้แห่งเสียงท. แห่งกลิ่นท. แห่งรสท. แห่งโผฏฐัพพะท. และแห่งธรรมารมณ์ท.แล้ว; ไม่เป็นผู้มีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เป็นที่ยินดีไม่กำหนัดไม่บันเทิงด้วยเสียงเป็นต้นภิกษุท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุขเพราะความแปรปรวนความกระจัดกระจายความแตกทำลายแห่งธรรมมีเสียงเป็นต้นนั้นๆ. (พระผู้มีพระภาคได้ทรงกล่าวคำนี้แล้ว, พระสุคตครั้นตรัสคำนี้แล้วพระศาสดาได้ภาษิตคำอื่นอีกที่ผูกเป็นคาถาดังนี้ว่า :-)

รูปท. เสียงท. กลิ่นท. รสท. ผัสสะท. ธรรมท. ทั้งสิ้นอันน่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าชอบใจยังเป็นสิ่งกล่าวได้ว่ามีอยู่เพียงใดมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลกก็ยังสมมติว่า “นั่นสุข”อยู่เพียงนั้น. ถ้าเมื่อสิ่งเหล่านั้นแตกดับลงในที่ใด, สัตว์เหล่านั้นก็สมมติว่า “นั่นทุกข์”ในที่นั้น. สิ่งที่พระอริยเจ้าท.เห็นว่าเป็นความสุขก็คือความดับสนิทแห่งสักกายะทั้งหลาย,แต่สิ่งนี้กลับปรากฏเป็นข้าศึกตัวร้ายกาจแก่สัตว์ท.ผู้เห็นอยู่โดยความเป็นโลกทั้งปวง. สิ่งใดที่สัตว์อื่นกล่าวแล้วโดยความเป็นสุข, พระอริยเจ้าท. กล่าวสิ่งนั้นโดยความเป็นทุกข์. สิ่งใดที่สัตว์อื่นกล่าวแล้วโดยความเป็นทุกข์, พระอริยะผู้รู้กล่าวสิ่งนั้นโดยความเป็นสุข, ดังนี้.

ทรงเปรียบเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด

พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนฟองไข่ของแม่ไก่อันมีอยู่๘ฟองหรือ ๑๐ฟองหรือ๑๒ฟอง, เมื่อไม่ไก่นอนทับกกฟักด้วยดีแล้ว, บรรดาลูกไก่ในไข่เหล่านั้นตัวใดเจาะแทงทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้าหรือจะงอยปากออกมาได้ก่อนตัวอื่นโดยปลอดภัยเราควรเรียกลูกไก่ตัวนั้นว่าอย่างไรคือจะเรียกว่าตัวพี่ผู้แก่ที่สุดหรือตัวน้องผู้น้อยที่สุด ?

“พระโคดมผู้เจริญ! ใครๆก็ควรเรียกมันว่าตัวพี่ผู้เจริญที่สุดเพราะมันเป็นตัวที่แก่ที่สุดในบรรดาลูกไก่เหล่านั้น" พราหมณ์ทูลตอบพราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เรานี้, ขณะเมื่อหมู่สัตว์กำลังถูกอวิชชาซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่แล้ว, ก็ทำลายเปลือกหุ้มคือ

๑.  บาลีมหาวิภังค์วินัยปิฎก๑/๕/๓ . ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์.

อวิชชาออกมาได้ก่อนใครๆเป็นบุคคลแต่ผู้เดียวในโลกได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว

ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอันไม่มีญาณอะไรยิ่งไปกว่า

พราหมณ์ ! เรานั้น,เป็นผู้เจริญที่สุดประเสริฐที่สุดของโลก. ความเพียรเราได้ปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน, สติเราได้กำหนดมั่นแล้วไม่ลืมหลง, กายก็รำงับแล้วไม่กระสับกระส่าย,จิตตั้งมั่นแล้วเป็นหนึ่ง, เราได้บรรลุปฐมฌานฯลฯ๑ทุติยฌานฯลฯตติยฌานฯลฯจตุตถฌานแล้วก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณฯลฯเป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งแรก,ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อจุตูปปาตญาณฯลฯเป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สอง, ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณฯลฯ

เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สาม, ดังนี้.

ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้๒

มาคัณฑิยะ ! จักขุเป็นสิ่งซึ่งมีรูปเป็นที่ยินดีกำหนัดแล้วในรูปอันรูปทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, จักขุนั้นอันตถาคตทรมานควบคุมรักษาสำรวมไว้ได้แล้วและตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อการสำรวมจักขุนั้นด้วย.

มาคัณฑิยะ ! โสตะเป็นสิ่งซึ่งมีเสียงเป็นที่ยินดีฯลฯ๓, ฆานะเป็นสิ่งซึ่งมีกลิ่นเป็นที่ยินดีฯลฯ, ชิวหาเป็นสิ่งซึ่งมีรสเป็นที่ยินดีฯลฯ,กายะเป็นสิ่งซึ่ง

๑. คำที่ละด้วยฯลฯดังนี้ดูเนื้อความเต็มที่ได้จากในภาค๒ตอนว่าด้วยการตรัสรู้คือฌาน๔และวิชชา๓เหมือนกันไม่มีแปลก, ในที่นี้จึงยกมาแต่ชื่อให้สะดวกแก่ผู้ศึกษา, ไม่ต้องอ่านคำซ้ำๆกันอีกตั้งยาวๆให้ยืดยาด.

๒. บาลีมาคัณฑิยสูตรม.ม. ๑๓/๒๗๒/๒๗๙. ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชกที่โรงบูชาไฟแห่งหนึ่ง.

๓. ที่ละฯลฯเช่นนี้เติมให้เต็มเหมือนในข้อจักขุเอาเองได้.

มีโผฎฐัพพะเป็นที่ยินดีฯลฯ, ใจเป็นสิ่งซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดีกำหนัดแล้ว

ในธรรมารมณ์อันธรรมารมณ์ทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, ใจนั้นอันตถาคตทรมานควบคุมรักษาสำรวมไว้ได้แล้วและตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อสำรวมใจนั้นด้วย.ทรงมีตถาคตพลญาณสิบอย่าง

ภิกษุท.! ตถาคตเป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ๑๐อย่างและประกอบด้วยเวสารัชชญาณ๔อย่างจึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลกบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย.๑

สารีบุตร ! เหล่านี้เป็นตถาคตพล๑๐อย่างของตถาคตที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้วปฏิญญาตำแหน่งจอมโลกบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในท่ามกลางบริษัททั้งหลายได้, สิบอย่างคือ:-๒

(๑) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งสิ่งเป็นฐานะ (คือมีได้เป็นได้)โดยความเป็นสิ่งมีฐานะ,ซึ่งสิ่งไม่เป็นฐานะ (คือไม่มีได้ไม่เป็นได้) โดยความเป็นสิ่งใช่ฐานะ : นี้เป็นตถาคตพลของตถาคต.

(๒) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งวิบาก (คือผล) ของการทำกรรมที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบันได้ทั้งโดยฐานะและโดยเหตุ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

(๓) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ไปสู่ภูมิทั้งปวงได้ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

๑บาลีนิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๕. ตถาคตพลสิบเรียกกันว่าทสพลญาณ.

๒บาลีมหาสีหนาทสูตรมู.ม. ๑๒/๑๔๐/๑๖๖. ตรัสแก่พระสารีบุตรที่ชัฎป่านอกนครเวสาลี.

(๔) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งโลกนี้อันประกอบด้วยธาตุมิใช่อย่างเดียวด้วยธาตุต่างๆกัน ๑ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต

(๕) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งอธิมุติ (คือฉันทะและอัธยาศัย)

อันต่างๆกันของสัตว์ทั้งหลาย : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

(๖) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่นของบุคคลเหล่าอื่น : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

(๗) ตถาคตย่อมรู้ตามเป็นจริงซึ่งความเศร้าหมองความผ่องแผ้วความออกแห่งฌานวิโมกข์สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

(๘) ตถาคตย่อมระลึกได้ซึ่งขันธ์อันตนเคยอยู่อาศัยในภพก่อนมีชนิดต่างๆกันคือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้างสองชาติบ้าง๒ฯลฯ, :นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต.

(๙) ตถาคตย่อมเห็นสัตว์ท. ด้วยทิพยจักขุอันหมดจดก้าวล่วงจักขุมนุษย์ : เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้เคลื่อนอยู่บังเกิดอยู่๓ฯลฯ, : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต

(๑๐) ตถาคตย่อมทำให้แจ้งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันไม่มีอาสวะเพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะท. ได้๔ฯลฯ: นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต

สารีบุตร! เหล่านี้แลเป็นตถาคตพลสิบอย่างของตถาคตที่ตถาคตประกอบแล้วย่อมปฏิญญาตำแหน่งจอมโลกบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรให้

เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย.

๑เช่นรูปธาตุนามธาตุเป็นต้นซึ่งแยกกระจายออกได้อีกมาก.

๒ดูที่จำแนกพิสดารในภาค๒ตอนการตรัสรู้ว่าด้วยวิชชาที่หนึ่ง.

๓ดูที่จำแนกพิสดารในภาค๒ตอนการตรัสรู้ว่าด้วยวิชชาที่สอง.

๔ดูที่จำแนกพิสดารในภาค๒ตอนการตรัสรู้ว่าด้วยวิชชาที่สาม.