ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์เองได้๑
(๑) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็นสีลวาที, เขากล่าว
๑. บาลีสี. ที. ๙/๒๑๘/๒๗๑. ตรัสแก่อเจลกัสสปะที่สวนกัณณกถลอุชุญญา
พรรณาคุณแห่งศีลโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมศีลอันประเสริฐ (อริยะ)
มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใดเราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเราในส่วนปรมศีลอันประเสริฐนั้น :ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเราจะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิศีล.
(๒) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็นตโปชิคุจฉวาที, เขากล่าวพรรณนาคุณแห่งการเกลียดกั้นกิเลสด้วยตบะโดยอเนกปริยาย.
กัสสปะ !การเกลียดกั้นกิเลสด้วยตบะอันอย่างยิ่งและประเสริฐมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใดเราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเราในส่วนการเกียดกั้นกิเลสด้วยตบะอันอย่างยิ่งและประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเราจะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิเชคุจฉะ(คืออธิจิต).
(๓) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็นปัญญาวาที, เขากล่าวพรรณาคุณแห่งปัญญาโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมปัญญาอันประเสริฐมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใดเราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเราในส่วนปรมปัญญาอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเราจะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิปัญญา.
(๔) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็นวิมุตติวาที, เขากล่าวพรรณาคุณแห่งวิมุตติโดยอเนกปริยาย
กัสสปะ ! ปรมวิมุตติอันประเสริฐมีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใดเราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเราในส่วนปรมวิมุตติอันประเสริฐนั้น:ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเราจะมีมาแต่ไหน ?.เราแล,ที่แท้เป็นผู้ยิ่งในอธิวิมุตติทรงยืนยันพรหมจรรย์ของพระองค์ว่าบริสุทธิ์เต็มที่ ๑
พราหมณ์ ! เมื่อผู้ใดจะกล่าวให้ถูกต้องว่าใครประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ขาดไม่ทะลุไม่ด่างไม่พร้อยแล้วเขาควรกล่าวเจาะ
๑. บาลีสัตตัพพิธเมถุนสํโยคสูตรสตฺตก. อํ. ๒๓/๕๕/๔๗. ตรัสแก่ชานุสโสณี
พราหมณ์.จงเอาเราตถาคต. พราหมณ์ ! เรานี่แหละย่อมประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ขาดไม่ทะลุไม่ด่างไม่พร้อยแล้ว.
“ข้าแต่พระโคดม ! ความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์นั้นเป็นอย่างไรเล่า?”
พราหมณ์ ! มีสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็น
พรหมจารีโดยชอบเขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามก็จริงแลแต่ว่า
เขายินดีการลูบคลำการประคบการอาบการนวดฟั้นที่ได้รับจากมาตุคาม. เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอเช่นนั้นจากมาตุคาม.
ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของ
พรหมจรรย์เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบด้วย
การเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัส
และอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็น
พรหมจารีโดยชอบไม่เสพเมถุนธรรมกับมาตุคามและไม่ยินดีการลูบคลำการประคบการอาบการนวดฟั้นจากมาตุคามก็จริงแต่เขายังพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอเช่นนั้นจากมาตุคาม.ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบการอาบการนวดฟั้นจากมาตุคามทั้งไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามก็จริงแต่เขายังชอบสบตาด้วยตาของ
มาตุคาม, แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้น
ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่ก็คือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบแล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบการอาบการนวดฟั้นจากมาตุคามไม่ยินดีในการพูดจากซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามทั้งไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคามก็จริงแต่เขายังชอบฟังเสียงของมาตุคามที่หัวเราะอยู่ก็ดีพูดจาอยู่ก็ดีขับร้องอยู่ก็ดีร้องไห้อยู่ก็ดีข้างนอกฝาก็ตามนอกกำแพงก็ตาม,แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้ฟังเสียงนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่คือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, เขายังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้,ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบแล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามไม่ยินดีการลูบคลำการประคบการอาบการนวดฟั้นจากมาตุคามไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคามทั้งไม่ยินดีในการฟังเสียงมาตุคามก็จริงแต่เขาชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกันกับมาตุคามแล้วก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการเฝ้าระลึกเช่นนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์.เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบแล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามไม่ยินดีการลูบคลำการประคบการอาบการนวดฟั้นจากมาตุคามไม่ยินดีการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามไม่ยินดีการสบตาต่อตากับมาตุคามไม่ยินดีการฟังเสียงมาตุคามและทั้งไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกับมาตุคามก็จริงแต่เขาเพียงแต่เห็นพวกคฤหบดีหรือลูกคฤหบดี
อิ่มเอิบด้วยกามคุณได้รับการบำเรออยู่ด้วยกามคุณก็ปลาบปลื้ม
ยินดีด้วยการได้เห็นการกระทำเช่นนั้น.
ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบด้วยการเกี่ยวกันด้วยเมถุน,ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบแล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบการอาบการนวดฟั้นจากมาตุคามไม่ยินดีการฟังการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามไม่ยินดีการสบตาต่อตากับมาตุคามไม่ยินดีการฟังเสียงมาตุคามไม่ยินดีตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่ตนเคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหวัวกับมาตุคามและทั้งไม่ยินดีที่จะเห็นพวกคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีอิ่มเอิบด้วยกามคุณแล้วตนพลอยนึกปลื้มใจด้วยก็ตามแต่เขาประพฤติพรหมจรรย์โดยตั้งความปราถนาเพื่อไปเป็นเทพยาดาพวกใดพวกหนึ่ง. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาดความทะลุความด่างความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบด้วยการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขโทมนัสและอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์.
พราหมณ์เอย ! ตลอดกาลเพียงใดที่เรายังเห็นการเกี่ยวพันด้วยเมถุนอย่างใดอย่างหนึ่งใน๗อย่างนั้นที่เรายังละมันไม่ได้, ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญญาตัวเองว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้ง
เทวดามารพรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์เทวดาแลมนุษย์
พราหมณ์เอย ! เมื่อใดเราไม่มองเห็นการเกี่ยวพันด้วยเมถุนอย่างใด
อย่างหนึ่งใน๗อย่างนั้นที่เรายังละมันไม่ได้, เมื่อนั้นเราย่อมปฏิญญาตัวเอง
ว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดามารพรหม
หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์เทวดาแลมนุษย์, ญาณและทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว. ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ. ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย.บัดนี้การเกิดใหม่ไม่มีอีกอีกต่อไปสิ่งที่ไม่ต้องทรงรักษาอีกต่อไป๑
ภิกษุท. ! ธรรมสี่อย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ตถาคตไม่ต้องสำรวมรักษา
(ด้วยเจตนางดเว้นอีกต่อไป). สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ?
๑. บาลีสตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.
(๑) ภิกษุท. ! ตถาคตมีมรรยาททางกายบริสุทธิ์สะอาด, กาย -
ทุจริตที่ตถาคตต้องรักษา(คือปิดบัง) ว่า “ใครๆอื่นอย่าล่วงรู้ถึงกายทุจริตข้อนี้ของเรา” ดังนี้ย่อมไม่มีแก่ตถาคต.
(๒) ภิกษุท. ! ตถาคตมีมรรยาททางวาจาบริสุทธิ์สะอาด,วจีทุจริตที่ตถาคตต้องรักษาว่า“ใครๆอื่นอย่าล่วงรู้ถึงวจีทุจริตข้อนี้ของเรา” ดังนี้ย่อมไม่มีแก่ตถาคต.
(๓) ภิกษุท. ! ตถาคตมีมรรยาททางใจบริสุทธิ์สะอาด, มโน -
ทุจริตที่ตถาคตต้องรักษาว่า “ใครๆอื่นอย่าล่วงรู้ถึงมโนทุจริตข้อนี้ของเรา” ดังนี้ย่อมไม่มีแก่ตถาคต.
(๔) ภิกษุท. ! ตถาคตมีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์สะอาด, มิจาฉาชีพที่
ตถาคตต้องรักษาว่า “ใครๆอื่นอย่าล่วงรู้ถึงมิจฉาชีพข้อนี้ของเรา” ดังนี้ย่อมไม่มีแก่ตถาคตเลยทรงฉลาดในเรื่องซึ่งพ้นวิสัยโลก๑
ภิกษุท. ! เราแลเป็นผู้ฉลาดในเรื่องโลกนี้ฉลาดในเรื่องโลกอื่น,เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมารฉลาดต่อวิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมารเป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมฤตยูฉลาดต่อวิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของ
มฤตยู.ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์
เกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนานทั้งโลกนี้และโลกอื่นตถาคตผู้ทราบดีอยู่ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้วทั้งที่ที่มารไปไม่ถึงและที่ที่มฤตยูไปไม่ถึงตถาคตผู้รู้ชัดเข้าใจชัด
๑. บาลีจูฬโคลปาลสูตรมู.ม. ๑๒/๔๒๑/๓๘๑.
ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่ฝั่งน้ำคงคาใกล้เมืองอุกกเวลา(เฉพาะสูตรนี้มีอยู่ในภาคนำด้วยแล้ว)ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้วเพราะความรู้โลกทั้งปวงประตูนครแห่งความไม่ตายตถาคตเปิดโล่งไว้แล้วเพื่อสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงถิ่นอันเกษมกระแสแห่งมารผู้มีบาปตถาคตปิดกั้นเสียแล้วกำจัดเสียแล้วทำให้หมดพิษสงแล้ว .
ภิกษุท .! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากมูนด้วยปราโมทย์ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด.
ตถาคต
ภิกษุท.! โลก๓เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วตถาคตจึงเป็นผู้ถอนตนจากโลกได้แล้ว. เหตุให้เกิดโลกเป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วตถาคตจึงละเหตุให้เกิดโลกได้แล้ว. ความดับไม่เหลือของโลกเป็นสภาพที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้วตถาคตจึงทำให้แจ้งความดับไม่เหลือของโลกได้แล้ว. ทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลกเป็นสิ่งที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว
ตถาคตจึงทำให้เกิดมีขึ้นได้แล้วซึ่งทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลกนั้น.
ภิกษุท. ! อายตนะอันใดที่พวกมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกมาร,พรหม, ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ได้เห็นได้ฟังได้ดม-ลิ้ม-สัมผัสได้รู้แจ้งได้บรรลุได้แสวงได้เที่ยวผูกพันติดตามโดยน้ำใจ, อายตนะนั้นตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วทั้งสิ้นเพราะเหตุนั้นจึงได้
นามว่า “ตถาคต”.
ภิกษุท.! ในราตรีใดตถาคตได้ตรัสรู้และในราตรีใดตถาคต ปรินิพพาน, ในระหว่างนั้นตถาคตได้กล่าวสอนพร่ำสอนแสดงออกซึ่งคำใด, คำนั้นทั้งหมดย่อมมีโดยประการเดียวกันทั้งสิ้นไม่แปลกกันโดยประการอื่นเพราะเหตุนั้นจึงได้นามว่า “ตถาคต”.
๑. ระหว่างนี้ทรงแสดงข้อปฏิบัติเรื่องศีลสันโดษสติสัมปชัญญะฯลฯว่าเป็นอนุศาสนีปาฎิหาริย์
ของพระองค์อันหนึ่งๆทุกอัน.
๒. บาลี. อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓, และจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๐/๒๓.
ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
๓. โลกในที่นี้คือทุกข์.
ภิกษุท. ! ตถาคตกล่าวอย่างใดทำอย่างนั้นทำอย่างใดกล่าวอย่างนั้น, เพราะเหตุอย่างนั้นจึงได้นามว่า “ตถาคต”
ภิกษุท. ! ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมาร, พรหม, ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ตถาคตเป็นผู้เป็นยิ่งไม่มีใครครอบงำเป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาดเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด (โดยธรรม)แต่ผู้เดียว, เพราะเหตุนั้นจึงได้นามว่า “ตถาคต”.ทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะเมื่อทรงคล่องแคล่วในอนุปุพพวิหารสมาบัติ๑
อานนท์ ! ตลอดกาลเพียงใดที่เรายังไม่อาจเข้าออกอย่างคล่องแคล่วซึ่งอนุปุพวิหารสมาบัติเก้า๒ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว, ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อม
ทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์.
อานนท์ ! ก็แต่ว่าในกาลใดแลเราได้เข้า-ได้ออกอย่างคล่องแคล่วซึ่งอนุปุพพวิหารสมาบัติเก้าทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว, ในกาลนั้นเราจึงปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์. อนึ่งปัญญาเครื่องรู้และปัญญาเครื่องเห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา
๑. บาลีนวก. อํ. ๒๓/๔๖๙/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์.
๒. อนุปพพวิหารเก้ามีอะไรบ้างดูตอนที่ว่าด้วย “การทรงพยายามในเนกขัมมจิตและอนุปุพพวิหารสมาบัติก่อนตรัสรู้” ภาค๒หน้า๙๔
ว่า “ความหลุดพ้นแห่งใจของเราไม่กลับกำเริบชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้
ภพใหม่มิได้มีอีกต่อไป”ดังนี้.
ทรงปฏิญญาเป็นอภิสัมพุทธะเมื่อทรงทราบอริยสัจจ์หมดจดสิ้นเชิง๑
ภิกษุท. ! ตลอดกาลเพียงไรที่ญาณทัสสนะ (เครื่องรู้เห็น) ตามเป็นจริงของเราอันมีปริวัฏฏ์สามมีอาการสิบสองในอริยสัจจ์ทั้งสี่ยังไม่เป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี, ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกกับทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.
ภิกษุท. ! เมื่อใดญาณทัสสนะตามเป็นจริงของเราอันมีปริวัฏฏ์สามมีอาการสิบสองในอริยสัจจ์ทั้งสี่เป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี, เมื่อนั้นเราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก
กับทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้ง
เทวดาและมนุษย์ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ๒
วัจฉะ ! พวกชนเหล่าใดที่กล่าวว่า "พระสมณโคดมเป็นผู้สัพพัญญู
๑. บาลีมหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๐/๑๖๗๐. ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุที่พาราณสี.
๒. บาลีม.ม. ๑๓/๒๓๗/๒๔๑. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชกที่อารามเอกบุณฑริก.
รู้สิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดาเป็นผู้สัพพทัสสาวีเห็นสิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดาและปฏิญญาความรู้ความเห็นทั่วทุกกาลไม่มีส่วนเหลือว่าเมื่อเราเที่ยวไปๆก็ดีหยุดอยู่ก็ดีหลับอยู่ก็ดีตื่นอยู่ก็ดีความรู้ความเห็นนั้นย่อมปรากฏแก่เราติดต่อเนื่องกันอยู่เสมอ" ดังนี้ชนพวกนั้นไม่ได้กล่าวตรงตามที่เรากล่าว, แต่เขากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่มีจริงไม่เป็นจริง.
วัจฉะ ! ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณเราจึงตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนฯลฯ.๑ต่อเราต้องการจะน้อมจิต
ไปเฉพาะเพื่อทิพพจักขุญาณเราจึงน้อมจิตไปเพื่อทิพพจักขุญาณฯลฯ. เราทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติฯลฯแล้วแลอยู่.
วัจฉะ ! เมื่อผู้ใดกล่าวให้ชัดว่า “พระสมณโคดมมีวิชชาสาม” ดังนี้จึงจะชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง, เป็นการกล่าวถูกต้องตามธรรมและผู้ที่กล่าวตามเขาต่อๆไปก็จะไม่ตกไปในฐานะอันใครจะพึงติเตียนได้ทรงยืนยันความเป็นมหาบุรุษ๒
วัสสการพราหมณ์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลว่า :-
พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าย่อมบัญญัติบุคคลที่มีธรรม๔ประการ
ว่าเป็นมหาบุรุษมหาปราชญ์. ธรรม๔ประการเหล่าไหนเล่า ?
พระโคดมผู้เจริญ ! คือคนในโลกนี้เป็นพหุสูตมีเรื่องที่ควรสดับอันตนได้สดับแล้วมาก. เป็นคนรู้เนื้อความแห่งข้อความที่มีผู้กล่าวแล้วนั้นๆว่านี้เป็น
๑. คำที่ละด้วย ...ฯลฯ... ดูเต็มที่ได้ในตอนตรัสรู้วิชชาวาม, ในภาค๒.
๒. บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕. ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ที่เวฬุวันใกล้เมืองราชคฤห์.
ความหมายแห่งภาษิตนี้, เป็นคนมีสติระลึกสืบสาวการที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้,และเป็นคนฉลาดในกิจการของคฤหัสถ์ที่ต้องจัดต้องทำขยันไม่เกียจคร้านในกิจการเหล่านั้นมีปัญญาพิจารณาสอบสวนอันเป็นอุบายวิธีที่จะให้กิจการนั้นสำเร็จได้ด้วยดีสามารถทำเองและสามารถที่จะจัดให้ผู้อื่นทำในกิจการเหล่านั้น, พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าบัญญัติบุคคลผู้มีธรรม๔ประการเหล่านี้แลว่าเป็นมหาบุรุษมหาปราชญ์. ถ้าคำของข้าพเจ้าควรอนุโมทนาก็ขอจงอนุโมทนา, ถ้าควรคัดค้านก็ขอจงคัดค้านเถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า :-
พราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่านเราเองก็บัญญัติบุคคลที่มีธรรม๔ประการว่าเป็นมหาบุรุษมหาปราชญ์ธรรม๔ประการเหล่าไหนเล่า ?พราหมณ์ ! คือคนในโลกนี้เป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชนเพื่อ
ความสุขของมหาชนยังประชุมชนเป็นอันมากให้ประดิษฐานอยู่ในอริยญายธรรมคือความเป็นผู้มีธรรมงามมีธรรมเป็นกุศล.
อนึ่งเขาเป็นผู้จำนงจะตรึกเรื่องใดก็ตรึกเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะตรึกเรื่องใดก็ไม่ตรึกเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริเรื่องใดก็ดำริเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะดำริเรื่องใดก็ไม่ดำริเรื่องนั้นได้เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่ง
ความตรึกทั้งหลาย.
อนึ่งเขาเป็นผู้ได้ตามต้องการได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌาน
ทั้ง๔อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันนี้อันเป็นธรรมเป็นไปในทางจิตขั้นสูงอนึ่งเขานั้นย่อมกระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วและอยู่ในวิหารธรรมนั้นในภพอันเป็นปัจจุบันนี้.
พราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่าน, แต่เราบัญญัติบุคคลที่มีธรรม๔ประการนี้แลว่าเป็นมหาบุรุณมหาปราชญ์
วัสสการพราหมณ์ได้อนุโมทนาสรรเสริญคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมากในที่สุดพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ว่า :-
พราหมณ์ ! ท่านกล่าวคำพาดพิงถึงเรา. เอาเถิดเราจะพูดให้แจ้งชัดทีเดียวว่าเราและเป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชนเพื่อความสุขของมหาชนยังประชุมชนให้ตั้งอยู่ในอริยญายธรรมกล่าวคือความเป็นผู้มีธรรมงามเป็นผู้มีธรรมเป็นกุศล. เราแลเป็นผู้จำนงจะตรึกในเรื่องใดก็ตรึกในเรื่องนั้นได้ไม่จำนงจะตรึกในเรื่องใดก็ไม่ตรึกในเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริในเรื่องใดก็ดำริในเรื่องนั้นได้ไม่จำนงจะดำริในเรื่องใดก็ไม่ดำริในเรื่องนั้นได้เพราะเราเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย. เราแลเป็นผู้ได้ตามต้องการได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากวึ่งฌานทั้ง๔อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพเป็นปัจจุบันนี้อันเป็นธรรมเป็นไปในทางจิตขั้นสูง. เราแลเป็นผู้ทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงแล้วและอยู่ในวิหารธรรมนั้นในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ดังนี้.