ฐานะตถาคต
ทรงมีเวสารัชชญาณสี่อย่าง๑
ภิกษุท. ! เหล่านี้เป็นเวสารัชชญาณสี่อย่างของตถาคตที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้วปฏิญญาตำแหน่งจอมโลกบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในท่ามกลางบริษัทท.ได้, สี่อย่างคือ :-
(๑). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์,เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆในโลกจักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า
“ธรรมเหล่านี้ๆอันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นสัมมาสัมพุทธะอยู่ไม่ได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว”ดังนี้
ภิกษุท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้นจึงเป็นผู้ถึงความเกษมถึงความไม่กลัวถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
(๒). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์,
เทพ, มาร, พรหม,หรือใครๆในโลกจักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า
“อาสวะเหล่านี้ๆอันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นขีณาสพผู้สิ้นอาสวะอยู่ยังไม่
สิ้นรอบแล้ว” ดังนี้. ภิกษุท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น
จึงเป็นผู้ถึงความเกษมถึงความไม่กลัวถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
(๓). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์,
เทพ, มาร, พรหม,หรือใครๆในโลกจักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า
“ธรรมเหล่าใดที่ท่านกล่าวว่าเป็นธรรมทำอันตรายแก่ผู้เสพ, ธรรมเหล่านั้น
ถึงเมื่อบุคคลเสพอยู่ก็หาอาจทำอันตรายไม่”ดังนี้
ภิกษุท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้นจึงเป็นผู้ถึงความเกษมถึงความไม่กลัวถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
(๔). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์,เทพ, มาร, พรหม,หรือใครๆในโลกจักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า
๑. บาลีจตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๐/๘และมหาสีหนาทสูตรมู.ม. ๑๒/๑๔๔/๑๖๗.
“ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใดประโยชน์นั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์
โดยชอบแก่ทำอันตรายแก่ผู้ประพฤติธรรมเหล่านั้น “ดังนี้
ภิกษุท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้นจึงเป็นผู้ถึงความเกษมถึงความไม่กลัวถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้.
ภิกษุท. ! เหล่านี้แลเป็นเวสารัชชญาณสี่อย่างของตถาคตอันตถาคตประกอบพร้อมแล้วปฏิญญาตำแหน่งจอมโลกบันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลายทรงมีวิธี "รุก" ข้าศึกให้แพภัยตัว๑
(เรื่องในชั้นแรกมีอยู่ว่าปริพพาชกชื่อสรภะเคยบวชอยู่ในธรรมวินัยนี้แล้วละทิ้งไปบวชเป็นปริพพาชกเที่ยวร้องประกาศอยู่ว่าคนรู้ถึงธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรทั่วถึงแล้วไม่เห็นดีอะไรจึงหลีกมาเสีย. ครั้นความนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปสู่อารามของปริพพาชกพวกนั้นและสนทนากันในกลางที่ประชุมปริพพาชก. ทรงถามเฉพาะสรภะปริพพาชกให้บรรยายออกไปว่าธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรนั้นเป็นอย่างไร). ตรัสว่า:-
ดูก่อนสรภะ ! ได้ยินว่าท่านกล่าวดังนี้จริงหรือว่า “ธรรมของพวกสมณสากยบุตรนั้นท่านรู้ทั่วถึงแล้วเพราะรู้ทั่วถึงนั่นเองจึงหลีกมาเสียจากธรรมวินัยนั้น”ดังนี้. (ไม่มีคำตอบ, จึงตรัสถามเป็นครั้งที่สอง :-)
ดูก่อนสรภะ ! ท่านจงพูดไปเถิดว่าเรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรอย่างไร. ถ้าท่านพูดได้ครบถ้วนเราจะช่วยพูดเติมให้ครบถ้วนถ้าคำของท่านครบถ้วนถูกต้องดีแล้วเราจักอนุโมทนา (นิ่งไม่มีคำตอบอีกจึงตรัสถาม
เป็นครั้งที่สาม : -)
ดูก่อนสรภะ ! ท่านจงพูดเถิด. ธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรนั้นเราเป็นผู้บัญญัติเองเราย่อมรู้ดี. ถ้าท่านพูดไม่บริบูรณ์เราจะช่วยพูดเติม
๑. บาลีติก. อํ. ๒๐/๒๓๘/๕๐๔. ตรัสแก่ปริพพาชกทั้งหลายริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี.
ให้บริบูรณ์, ถ้าท่านพูดได้บริบูรณ์เราก็จักอนุโมทนา. (นิ่งไม่มีคำตอบ, ในที่สุดพวกปริพพาชกด้วยกันช่วยกันรุมขอร้องให้สรภะปริพพาชกพูด. สรภะก็ยังคงนิ่งตามเดิม. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสข้อความนี้ :-)
ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า “ท่านอวดว่าท่านเป็นสัมมาสัมพุทธะแต่ธรรมเหล่านั้นท่านยังไม่รู้เลย" ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงข้อธรรมที่เขาว่าเราไม่รู้แต่เขารู้). เขานั้นครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้วย่อมหมดหนทางย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก๓ประการอย่างใดอย่างหนึ่งคือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคืองโกรธแค้นน้อยอกน้อยใจออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้นหมดเสียงเก้อเขินคอตกก้มหน้าซบเซาไม่มีคำพูดหลุดออกมาได้เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง
ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า "ท่านอวดว่าท่านสิ้นอาสวะ.แต่อาสวะเหล่านี้ๆของท่านยังมีอยู่" ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงอาสวะที่เขาว่ายังไม่สิ้น). เขานั้นครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้วย่อมหมดหนทางย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก๓ประการอย่างใดอย่างหนึ่งคือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคืองโกรธแค้นน้อยอกน้อยใจออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้นหมดเสียงเก้อเขินคอตกก้มหน้าซบเซาไม่มีคำพูดหลุดออกมาได้เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง
ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า“ท่านแสดงธรรม
เพื่อประโยชน์อันใดประโยชน์อันนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคล
ผู้ประพฤติตาม” ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงประโยชน์ที่เขาว่าจะเป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ประพฤติตาม). เขานั้นครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้วย่อมหมดหนทางย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก๓ประการอย่างใดอย่างหนึ่งคือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคืองโกรธแค้นน้อยอกน้อยใจออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้นหมดเสียงเก้อเขินคอตกก้มหน้าซบเซาไม่มีคำพูดหลุดออกมาได้เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง.
ทรงมีธรรมสีหนาทที่ทำเทวโลกให้สั่นสะเทือน๑
ภิกษุท. ! พญาสัตว์ชื่อสีหะออกจากถ้ำที่อาศัยในเวลาเย็นเหยียดกาย
แล้วเหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบบันลือสีหนาทสามครั้งแล้วก็เที่ยวไปเพื่อหาอาหาร.บรรดาสัตว์เดรัจฉานเหล่าใดที่ได้ยินสีหนาทสัตว์เหล่านั้นก็สะดุ้งกลัวเหี่ยวแห้งใจ,พวกที่อาศัยโพรงก็เข้าโพรงที่อาศัยน้ำก็ลงน้ำพวกอยู่ป่าก็เข้าป่าฝูงนกก็โผขึ้นสู่อากาศ, เหล่าช้างของพระราชาในหมู่บ้านนิคมและเมืองหลวงที่เขาผูกล่ามไว้ด้วยเชือกอันเหนียวก็พากันกลัวกระชากเชือกให้ขาดแล้วถ่ายมูตรและกรีสพลางแล่นหนีไปพลางทั้งข้างโน้นและข้างนี้
ภิกษุท. ! พญาสัตว์ชื่อสีหะเป็นสัตว์มีฤทธิ์มากมีศักดิ์มากมีอานุภาพมากกว่าบรรดาสัตว์เดรัจฉานด้วยอาการอย่างนี้แล.
ภิกษุท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลใดตถาคตอุบัติขึ้นในโลกเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบโดยตนเองสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะไปดีรู้แจ้งโลกเป็นผู้ฝึกบุรุษที่พอฝึกได้ไม่มีใครยิ่งไปกว่าเป็นครูสอนเทวดาและมนุษย์เป็นผู้ปลุกสัตว์ให้ตื่นเป็นผู้จำแนกธรรม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมว่าสักกายะ(คือทุกข์) เป็นเช่นนี้เหตุให้เกิดสักกายะเป็นเช่นนี้ความดับไม่เหลือแห่งสักกายะเป็นเช่นนี้ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสักกายะเป็นเช่นนี้.พวกเทพ
๑. บาลีจุตกฺก. อํ. ๒๑/๔๒/๓๓.
เหล่าใดเป็นผู้มีอายุยืนนานมีวรรณะมากไปด้วยความสุขดำรงอยู่นมนานมาแล้วในวิมานชั้นสูง, พวกเทพนั้นๆโดยมากได้ฟังธรรมเทศนาของตถาคตแล้วก็สะดุ้งกลัวเหี่ยวแห้งใจสำนึกได้ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! พวกเราเมื่อเป็นผู้ไม่เที่ยงก็มาสำคัญว่าเป็นผู้เที่ยงเมื่อไม่ยั่งยืนก็มาสำคัญว่ายั่งยืนเมื่อไม่มั่นคงก็มาสำคัญว่าเราเป็นผู้มั่นคง. พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนไม่มั่นคงและถึงทั่วแล้วซึ่งสักกายะคือความทุกข์”ดังนี้.
ภิกษุท. ! ตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มากศักดิ์มากอานุภาพมากกว่าสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยอาการอย่างนี้แล.ทรงมีธรรมสีหนาทอย่างองอาจ๑
กัสสปะ ! นี้เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้คือเหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าวว่า "พระสมณโคดมบันลือสีหนาทก็จริงแลแต่บันลือในที่ว่างเปล่าหาใช่บันลือในท่ามกลางบริษัทไม่" ดังนี้ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้นแต่พึงกล่าว(ตามที่เป็นจริง) อย่างนี้ว่า “พระสมณโคดมย่อมบันลือสีหนาท
ในท่ามกลางบริษัทท. หาใช่บันลือในที่ว่างเปล่าไม่”.
กัสสปะ ! นี้ก็เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้คือเหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าวว่า “พระสมณโคดมบันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัทก็จริงแต่หาได้บันลืออย่างองอาจไม่” ดังนี้. ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้นแต่พึงกล่าว(ตามที่เป็นจริง) อย่างนี้ว่า “พระสมณโคดมย่อมบันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัทและบันลืออย่างองอาจด้วย”.
๑. บาลีสี.ที. ๙/๒๑๙/๒๗๒. ตรัสแก่อเจลกัสสปะที่อุชุญญา.เรื่องตอนนี้ที่จริงควรนำไปจัดไว้ในตอนที่ได้ประกาศพระศาสาแล้ว, แต่เป็นเพราะเห็นว่าเป็นจำพวกคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าส่วนหนึ่งจึงกล่าวเสียในตอนนี้ด้วยกันทั้งมีเนื้อความเนื่องกันอยู่ด้วย.... –
กัสสปะ ! นี้ก็เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้คือเหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าวว่า “พระสมณโคดมบันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัทอย่างองอาจก็จริงแลแต่ว่าหาได้มีใครถามปัญหาอะไรกะเธอ (ในที่นั้น) ไม่, และถึงจะถูกถามเธอก็หาพยากรณ์ได้ไม่, และถึงจะพยากรณ์ก็ไม่ทำความชอบใจให้แก่ผู้ฟังได้, และถึงจะทำความชอบใจให้แก่ผู้ฟังได้เขาก็ไม่สำคัญถ้อยคำนั้นๆว่าเป็นสิ่งควรฟัง,และถึงจะสำคัญว่าเป็นสิ่งควรฟังก็ไม่เลื่อมใส, และถึงจะเลื่อมใสก็ไม่แสดงอาการของผู้เลื่อมใส, และถึงจะแสดงอาการของผู้เลื่อมใสก็ไม่ปฏิบัติตามคำสอนนั้น, และถึงจะปฏิบัติตามคำสอนนั้นก็ไม่ปฏิบัติอย่างอิ่มอกอิ่มใจ” ดังนี้. ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้นแต่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“พระสมณโคดมบันลือสีหนาทท่ามกลางบริษัทอย่างแกล้วกล้ามีผู้ถามปัญหา,ถูกถามแล้วก็พยากรณ์, ด้วยการพยากรณ์ย่อมทำจิตของผู้ฟังให้ชอบใจ, ผู้ฟังย่อมสำคัญถ้อยคำนั้นๆว่าเป็นสิ่งควรฟังฟังแล้วก็เลื่อมใส, เลื่อมใสแล้วก็แสดงอาการของผู้เลื่อมใส, และปฏิบัติตามคำสอนนั้น, ปฏิบัติแล้วก็เป็นผู้อิ่มอกอิ่มใจได้” ดังนี้.
กัสสปะ ! ครั้งหนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฎใกล้กรุงราชคฤห์. ปริพพาชกผู้เป็นสพรหมจารีของท่านคนหนึ่งชื่อว่านิโครธะได้ถามปัญหาเรื่องการเกียดกันบาปอย่างยิ่งกะเราณที่นั้น. เราได้พยากรณ์แก่เขา. ในการพยากรณ์นั้นเขาได้รับความพอใจยิ่งกว่าประมาณ( คือยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้ก่อน).สิ่งที่ใครๆไม่อาจท้วงติงได้๑
ภิกษุท. ! ตถาคตเป็นผู้ที่ใครๆไม่อาจท้วงติงได้ด้วยธรรม๓อย่างคือ :-
๑. บาลีสตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.
ภิกษุท. ! (๑) ตถาคตมีธรรมอันตนกล่าวไว้ดีแล้ว,ในธรรมนั้นๆตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม,
หรือใครๆในโลกจักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า“ท่านไม่ใช่เป็นผู้มีธรรม
อันตนกล่าวไว้ดีแล้วเพราะเหตุเช่นนี้ๆ ”ดังนี้.
ภิกษุท. ! (๒) ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพานเป็นสิ่งที่เราบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย, -โดยอาการที่สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติแล้วย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะเพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะท. ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในธรรมอันตนเห็นแล้วนี่เองเข้าถึงวิมุตตินั้นแล้วแลอยู่. ในปฏิปทานั้นๆตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะ
มีว่าสมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆในโลกจักท้วงติงเรา
ได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพานเป็นสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย, โดยอาการที่ฯลฯแล้วแลอยู่ก็หาไม่” ดังนี้ภิกษุท. ! (๓) สาวกบริษัทของเรานับด้วยร้อยเป็นอเนกที่ได้ทำ
ให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ๑ฯลฯ. ในข้อนั้นเราไม่มองเห็นวี่แววช่องทาง
ที่จะมีว่าสมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร,พรหม, หรือใครๆในโลก
จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “สาวกบริษัทของท่านมีนับด้วยร้อยเป็นเอนกก็หามิได้ที่ได้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติฯลฯ” ดังนี้.
ภิกษุท. ! เมื่อเรามองไม่เห็นวี่แววช่องทางนั้นๆก็เป็นผู้ถึงความเกษม
ถึงความไม่กลัวถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. นี้แลเป็นสิ่งที่ใครไม่ท้วงติง
ตถาคตได้๓อย่าง.
๑. คือเป็นพระอรหันต์.
ไม่ทรงมีความลับที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด๑
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์อยู่เสมอจึงปฏิญญาว่า
เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้วศีลของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลย,
สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับศีล,ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับศีลเลย.โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มีอาชีวะบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอจึงปฏิญญาว่า
เราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว. อาชีวะของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลย,สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะ,ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะเลย.
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอ
จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์. การแสดงธรรมของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรมเลย
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มีการตอบคำถามบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอจึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีการตอบคำถามบริสุทธิ์. การตอบคำถามของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคตในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถาม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถามเลย.
๑บาลีปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐. ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานะที่โฆสิตารามใกล้เมืองโกสัมพี
โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์ดีอยู่เสมอจึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์แล้ว. ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ขาวผ่องไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้แก่ตถาคต
ในเรื่องอันเกี่ยวกับญาณทัสสนะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับณาณทัสสนะเลย, ดังนี้.
ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด๑
พราหมณ์ ! เราเป็นผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนมากเพื่อความสุขแก่ชนมาก.เราได้ประดิษฐานมหาชนไว้แล้วในอริยญายธรรมคือในความเป็นผู้มีธรรมอันงดงามมีธรรมเป็นกุศล.พราหมณ์ ! เราอยากตริตรึก (วิตก)ไปในวิตกเรื่องใดก็ตริตรึกในวิตกนั้นได้, เราไม่อยากตริตรึกไปในวิตกเรื่องใดก็ไม่ตริตรึกไปในวิตกนั้นได้๒. เราอยากดำริ (สังกัปปะ) ไปในความดำริอย่างใดก็ดำริในความดำรินั้นได้, เราไม่อยากดำริในความดำริอย่างใดก็ไม่ดำริไปใน ความดำริอย่างนั้นได้. พราหมณ์ ! เราเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งความมีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย, เราจึงมีธรรมดาได้ฌานทั้งสี่อันเป็นการอยู่อย่างผาสุกยิ่งในชาตินี้, เราได้โดยง่ายดายไม่ยากไม่ลำบาก. พราหมณ์ !เราแล, เพราะความสิ้นอาสวะท., ได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันปราศจากอาสวะเข้าถึงวิมุตตินั้นแล้วแลอยู่ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน๓
ภิกษุท. ! แม้ตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน. ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจงแล้ว
๑. บาลีจุตกฺก. อํ. ๒๑/๔๗/๓๕. ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์สวนไผ่, ราชคฤห์.
๒. คือทรงบังคับจิตให้คิดหรือไม่ให้คิดก็ได้หรือให้คิดเฉพาะเรื่องใดก็ได้.
๓ . บาลีมูลปริยายสูตรมู.ม. ๑๒/๑๐/๘๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่โคนต้นสาละในป่าสุภวันใกล้เมืองอุกกัฏฐะ.
ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพานไม่ทำความมั่นหมายในนิพพานไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพานไม่ทำความมั่นหมายว่า “นิพพานเป็นของเรา”, ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ?
เพราะเหตุว่านิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตกำหนดรู้ทั่วถึงแล้ว.
ภิกษุท. ! แม้ตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน.ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้วก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพานไม่ทำความมั่นหมายในนิพพานไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพานไม่ทำความมั่นหมายว่า“นิพพานเป็นของเรา”, ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ?เรากล่าวว่าเพราะรู้ว่าความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์และเพราะมีภพจึงมีชาติ, เมื่อเกิดเป็นสัตว์แล้วต้องมีแก่และตาย. เพราะเหตุนั้นตถาคตจึงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไปปราศไปดับไปสละไปไถ่ถอนไปโดยประการทั้งปวงดังนี้.ทรงมีความคงที่ต่อวิสัยโลกไม่มีใครยิ่งกว่า๑
ภิกษุท. ! สิ่งใดๆที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดามารพรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดารวมกับมนุษย์ได้พากันเห็นแล้วได้ยินแล้วรู้รสแล้วรู้สึกแล้วรู้แจ้งแล้วพบปะแล้วแสวงหากันแล้วคิดค้นกันแล้ว, สิ่งนั้นๆเราก็รู้จัก.
๑. บาลีจตุกฺก.อํ.๒๑/๓๑/๒๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่กาฬการามใกล้เมืองสาเกต.
ภิกษุท . ! สิ่งใดๆที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดามารพรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาร่วมกับมนุษย์ได้พากันเห็นแล้วได้ยินแล้วรู้รสแล้วรู้สึกแล้วรู้แจ้งแล้วพบปะแล้วแสวงหากันแล้วคิดค้นกันแล้ว, สิ่งนั้นๆเราได้รู้แจ้งแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง.สิ่งนั้นๆเป็นที่แจ่มแจ้งแก่ตถาคต,สิ่งนั้นๆไม่อาจเข้าไป (ติดอยู่ในใจของ) ตถาคต.
ภิกษุท. ! สิ่งอันเป็นวิสัยโลกต่างๆที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดามาร
พรหมหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาร่วมกับมนุษย์ได้พากันเห็นแล้วได้ยินแล้วรู้รสแล้วรู้สึกแล้วรู้แจ้งแล้วพบปะแล้วแสวงหากันแล้วคิดค้นกันแล้วนั้นๆเราพึงกล่าวได้ว่าเรารู้จักมันดี. มันจะเป็นการมุสาแก่เราถ้าเราจะพึงกล่าวว่าเรารู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง. และมันจะเป็นการมุสาแก่เราเหมือนกันถ้าเราจะพึงกล่าวว่าเรารู้จักก็หามิได้, ไม่รู้จักก็หามิได้, ข้อนั้นมันเป็นความเสียหายแก่เรา,
ภิกษุท. ! เพราะเหตุนี้แลตถาคตเห็นสิ่งที่ต้องเห็นแล้วก็ไม่ทำความมั่นหมายว่าเห็นแล้ว,ไม่ทำความมั่นหมายว่าไม่ได้เห็น, ไม่ทำความมั่นหมายว่าเป็นสิ่งที่ต้องเห็น, ไม่ทำความมั่นหมายว่าตนเป็นผู้หนึ่งที่ได้เห็น,(ในสิ่งที่ได้ฟัง, ได้รู้สึก, ได้รู้แจ้งก็มีนัยอย่างเดียวกัน).
ภิกษุท. ! ด้วยเหตุนี้แลตถาคตชื่อว่าเป็นผู้คงที่เป็นปรกติอยู่เช่นนั้น
ได้ในสิ่งทั้งหลายที่ได้เห็นได้ยินได้รู้รสและได้รู้สึกแล้ว, และเรายัง
กล่าวว่าจะหาบุคคลอื่นที่เป็นผู้คงที่ซึ่งยิ่งไปกว่าประณีตกว่าตถาคตผู้คงที่นั้น
เป็นไม่มีเลย.