๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
คือ ปัญญาที่รู้โดยถูกต้องแน่นอนแล้วว่า วิธีการใดใช่ทาง หรือวิธีการใดไม่ใช่ทาง ที่จะดำเนินไปสู่การดับภพชาติของตน หรือพระนิพพาน ความรู้ ความเข้าใจที่สามารถตัดสิน วิธีการต่าง ๆ ได้นี้ ชื่อว่าปัญญานั้นบริสุทธิ์แล้ว จากความเข้าใจผิดด้วยอำนาจตัณหาและทิฎฐิ เมื่อกำจัดความเข้าใจผิดได้ เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ นับตั้งแต่ อุทยัพพยญาณ อันเป็นวิปัสสนาญาณที่แท้จริงเป็นต้นไป
ปัญญาในอุทยัพพยญาณเป็นปัญญาอันเป็นปฏิปทาที่ถูกต้อง แต่อาจจะยังไม่สมบูรณ์พอที่จะรู้เท่าทัน ในอารมณ์ของกิเลส คือ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง มีโอภาสเป็นต้นที่เกิดจากกำลังของสมาธิ ถ้าอารมณ์ของสมาธิมีมากกว่าก็จะดึงจิตให้ตกจากอารมณ์วิปัสสนา ทำให้เห็นแสงสว่าง หรือรู้สึกสงบ เยือกเย็น เป็นต้น ทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองเข้าถึงธรรมที่ไม่มีกิเลสแล้ว ตนเข้าถึงนิพพานแล้ว ความรู้สึกว่าเป็นตัวเรา อาจจะเข้าอาศัยได้ ความรู้สึกนี้เป็นข้าศึกแก่อารมณ์วิปัสสนาที่ถือว่าไม่ใช่เรา เหตุนี้ความรู้สึกเป็นตัวเราจึงเป็นกิเลสของวิปัสสนา ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมองตกไปจากวิสุทธิ และมักทำให้หลงทาง ถ้ารู้เท่าทันวิปัสสนูปกิเลสที่เกิดขึ้น จะด้วยการศึกษา หรือครูอาจารย์บอกเหตุผลให้ก็ตาม ความรู้สึกในอารมณ์ที่ถูกของอุทยัพพยญาณจึงจะเกิดขึ้น ความรู้สึกที่ถูกต้องจะกันจิต มิให้ตกไปในอารมณ์ที่ผิดอีก ความเข้าใจนี้เรียกว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ปัญญาที่เข้าถึงความรู้สึกในทางที่ถูก ตรงสู่พระนิพพานโดยถูกต้องแล้ว ทางในที่นี้หมายถึง อารมณ์อันเป็นปฏิปทาที่ถูกต้อง ตัณหาแลทิฎฐิไม่สามารถเข้าไปในอารมณ์นั้นได้ อารมณ์ของ วิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ในนาม-รูป เป็นตัวถูกรู้ ส่วนปัญญาเป็นตัวรู้อารมณ์ไตรลักษณ์นั้น ความรู้เช่นนี้เป็นปัจจัยแก่วิปัสสนาญาณเบื้องสูงต่อเนื่องไปถึงโคตรภูญาณ
วิปัสสนาปัญญาตั้งแต่อุทยัพพยญาณที่ปราศจากวิปัสสนูปกิเลสจนถึงโคตรภูญาณจัดเข้าอยู่ในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ดังนั้น วิสุทธิขั้นนี้จึงประกอบด้วยวิปัสสนาญาณลักษณะต่าง ๆ รวม ๑๐ ญาณ ได้แก่ อุทยัพพยญาณที่ปราศจาก วิปัสสนูปกิเลส ภังคญาณ ภยญาน อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณ อนุโลมญาณ และโคตรภูญาณ
อานิสงส์ที่จัดอยู่ในวิสุทธิข้อนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านวิปัสสนาปัญญาขั้นภังคญาณหรือภังคานุปัสสนาญาณแล้ว จะได้รับอานิสง ๘ ประการ คือ
๑. ละความใคร่ในภพต่าง ๆ เพราะรู้แล้วว่าไม่ใช่ความสุข
๒. ละความใคร่ในชีวิต เพราะเห็นแล้วว่าชีวิตเป็นไปเพื่อทุกข์และการแก้ไขเท่านั้น
๓. หมั่นประกอบความเพียร เพื่อจะได้พ้นจากทุกข์
๔ เลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์ ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
๕. ไม่ขวนขวายในทางที่ผิด ให้ผิดไปจากพระธรรมวินัย
๖. มีความกล้าหาญ ไม่ยอมผิดศีล ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่จะทำให้เสียศีลธรรม
๗. มีขันติอดทน ไม่เป็นไปกับกิเลสของคนอื่น เป็นคนสอนง่าย เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อรั้น
๘. อดกลั้นต่อความยินดียินร้ายไม่ตอบสนองกิเลสของตนเองในอารมณ์ต่างๆ โดยผิดทาง
คุณธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ เป็นอานิสงส์อันเนื่องมาจากปัญญาของผู้ปฏิบัติที่เข้าถึง ภังคานุปัสสนาญาณดังกล่าว อาศัยคุณธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยให้บรรลุถึงธรรมที่ดับทุกข์ ถ้าผู้ใดยังไม่ได้รับอานิสงส์นี้แล้ว ก็ยากจะดำเนิน ถึงพระนิพพานได้ อานิสงดังกล่าวมิใช่เกิดจากทาน หรือจากศีล หรือจากสมาธิ แต่จะต้องได้มาจากเหตุโดยตรง คือ จากวิปัสสนาเท่านั้น
จะเห็นว่า วิปัสสนาญาณแต่ละลักษณะทำให้เกิดวิสุทธิได้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ก็เพราะญาณปัญญาแต่ละข้อมีอำนาจไม่เท่ากันนั่นเอง วิปัสสนาบางข้อก็มีอำนาจให้เกิดวิสุทธิได้เต็มข้อ เช่น นาม-รูปปริจเฉทญาณ ทำให้เกิดทิฎฐิวิสุทธิเต็ม ปัจจยปริคหญาณ ทำให้เกิดกังขาวิตรณวิสุทธิ ส่วนอุทยัพพยญาณที่ยังมีวิปัสสนูปกิเลสจัดอยู่ในขั้นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ถ้าปราศจากวิปัสสนูปกิเลสจะจัดอยู่ในขั้นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นต้น แต่วิปัสสนาบางข้อต้องรวมกันหลายข้อ จึงจะสามารถ ทำให้เกิดวิสุทธิได้เพียงข้อเดียว เช่น อุทยัพพยญาณส่วนหลัง จนถึงโคตรภูญาณ รวม ๑๐ ญาณ ทำให้เกิดปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ เพียงข้อเดียว
๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ปัญญาในมัคคญาณที่เห็นแจ้งพระนิพพนาน เป็นปัญญาขั้นสูงสุดของการเจริญวิปัสสนา หรือเจริญมหาสติปัฏฐาน จนเห็นอริยสัจจ์ทั้ง ๔ ครบถ้วน ตั้งแต่วิสุทธิที่ ๑ ถึงวิสุทธิที่ ๖ นั้น รู้อริยสัจจ์เพียง ๒ สัจจะ คือ รู้ทุกข์สัจจ์กับสมุทัยสัจจ์ ส่วนญาณทัสสนวิสุทธิเป็นโลกุตตรวิสุทธิ เพราะรู้แจ้งอริยสัจจ์ครบทั้ง ๔ ทั้งนี้วิสุทธิแต่ละวิสุทธิจะเป็นปัจจัยแก่กันและกันตามลำดับ ไม่มีการข้ามขั้นตั้งแต่วิสุทธิที่๑ ถึงวิสุทธิที่ ๗[10][๕๒]
๒๐.๓ ปริญญา ๓[11][๕๓]
ปริญญา แปลว่า การกำหนดรู้[12][๕๔] หรือทำความรู้จัก หมายถึง การทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ โดยครบถ้วน หรือรอบด้าน แบ่งเป็น 3 ขั้น คือ]
๑) ญาตปริญญา ปัญญาตามกำหนดเห็นลักษณะเฉพาะของอารมณ์นั้น ๆ ว่า รูปมีลักษณะสลาย เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์ เป็นต้น เป็นการกำหนดขั้นรู้จัก คือ รู้ตามสภาวลักษณะ ได้แก่รู้จักจำเพาะตัวของ สิ่งนั้นตามสภาวะของมัน เช่นรู้ว่า นี้คือเวทนา เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ นี้คือสัญญา สัญญา คือสิ่งที่มีลักษณะกำหนดได้หมายรู้ ดังนี้เป็นต้น (รู้ว่าคืออะไร)
ภูมิแห่งญาตปริญญาเริ่มตั้งแต่กำหนดสังขาร จนถึงกำหนดปัจจัย ปริญญานี้ ก็คือ การตามกำหนดอย่างจดจ่อต่อเนื่องจนแจ้งลักษณะเฉพาะของอารมณ์ที่กำหนดนั่นเอง
๒) ตีรณปริญญา คือ วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้จนเห็นลักษณะเฉพาะของอารมณ์ปรมัตถ์ที่
กำหนด เพราะยกธรรมเหล่านั้นขึ้นสู่สามัญลักษณะ โดยนัยว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง เป็นต้น
เป็นการกำหนดรู้ขั้นพิจารณา คือรู้ด้วยปัญญาที่หยั่งลึกซึ้งไปถึงสามัญลักษณะ ได้แก่รู้ถึงการที่สิ่งนั้น ๆ เป็นไปตามกฏธรรมดา โดยพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นว่าเวทนาและสัญญานั้น ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวตน เป็นต้น (รู้ว่าเป็นอย่างไร)
ภูมิแห่งตีรณปริญญาเริ่มตั้งแต่การพิจารณากองสังขาร จนถึงอุทยัพพยานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ) ปริญญานี้ ก็คือ การตามกำหนดอย่างจดจ่อต่อเนื่องจนแจ้งสามัญลักษณะของอารมณ์ที่กำหนดนั่นเอง
๓) ปหานปริญญา วิปัสสนาปัญญาที่ละ ความสำคัญว่าเที่ยง เป็นต้น ในอารมณ์นั้น ๆ ที่กำหนดรู้ เป็นการกำหนดรู้ถึงขั้นละได้ คือ รู้ถึงขั้นที่ทำให้ถอนความยึดติด เป็นอิสระจากสิ่งนั้น ๆ ได้ ไม่เกิดความผูกพันหลงใหล ทำให้วางใจ วางท่าที และปฏิบัติ ต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้อง เช่นเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้ว ก็ละนิจจสัญญา เป็นต้น ในสิ่งนั้น ๆ ได้[13][๕๕]
ภูมิแห่งปหานปริญญา แบ่งเป็นขั้น ๆ ได้ดังนี้
๑)ตั้งต้นแต่ภังคานุปัสสนา(การพิจารณาเห็นความดับ) ต่อ
แต่นั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมละนิจจสัญญาเสียได้
๒)พิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญา
(ความสำคัญว่าเป็นสุข) เสียได้
๓)พิจารณาเห็นโดยความไม่เป็นตัวตน ย่อมละอัตตสัญญา
(ความสำคัญว่าเป็นตัวตน) เสียได้
๒) เบื่อหน่าย ความเพลิดเพลิน สำรอกราคะ ดับตัณหา
สละ ละความยึดถือเสียได้ ด้วยประการ
|
การสงเคราะห์ ญาณ ๑๖ วิสุทธิ ๕ และปริญญา ๓ |
|||
|
ญาณ ๑๖ |
วิสุทธิ ๕ (ปัญญาวิสุทธิ) |
ปริญญา ๓ |
อริยสัจ ๔ |
|
๑.นามรูปปริจเฉทญาณ |
ทิฏฐิวิสุทธิ |
ญาตปริญญารอบรู้ว่าสิ่งใดเป็นเหตุสิ่งใดเป็นปัจจัยสิ่งใดเป็นผล |
ทุกขวัฏฐาน คือ กำหนดทุกข์สัจจ์ |
|
๒.ปัจจยปริคหญาณ |
กังขาวิตรณวิสุทธิ |
สมุทัยววัฏฐาน คือ กำหนดสมุทัยสัจจ์ |
|
|
๓.สัมมสนญาณ |
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ |
ตีรณปริญญาสามารถไตร่ตรองถึงเงื่อนเกิดและเงื่อนดับของการรับรู้อารมณ์ |
มัคคววัฏฐาน คือ กำหนดมรรคสัจจ์ |
|
๔.อุทยัพพยญาณตรุณอุทยัพพยญาณ |
|||
|
๔.อุทยัพพยญาณพลวอุทยยัพพยญาณ |
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ |
ปหานปริญญา |
|
|
๕.ภังคญาณ |
|||
|
๖.ภยญาณ |
|||
|
๗.อาทีนวญาณ |
|||
|
๘.นิพพิทาญาณ |
|||
|
๙.มุญจิตุกัมยตาญาณ |
|||
|
๑๐.ปฏฺสังขารณญาณ |
|||
|
๑๑.สังขารุเปกขาญาณ |
|||
|
๑๒.อนุโลมญาณ |
|||
|
๑๓.โคตรภูญาณ |
|||
|
๑๔.มัคคญาณ |
ญาณทัสสนวิสุทธิ |
||
|
๑๕.ผลญาณ |
|||
|
๑๖.ปัจจเวกขณญาณ |
๒๐.๔ ญาณ ๑๖
ญาณ ๑๖[14][๕๖] คือ ความรู้สึกตัวด้วยปัญญา, หยั่งรู้, กำหนดรู้ ที่ได้มาจากการเจริญวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐาน โดยมีระดับของปัญญาเป็นขั้นๆ ไป ดังต่อไปนี้
(๑) นามรูปปริเฉทญาณ หรือเรียกว่า สังขารปริจเฉทบ้าง นามรูปววัฏฐานบ้าง ปัญญาที่กำหนด จนรู้เห็นรูปเห็นนามว่า เป็นคนละสิ่งคนละส่วน
ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้
การรู้จักจำแนกรูปและนาม
อันเป็นสิ่งที่ถูกรู้หรือเป็นอารมณ์เครื่องระลึกของสติออกจากจิตผู้รู้ หมายถึง
ความรู้จักรูปธรรม-นามธรรมว่า
สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่พอนับได้ว่าเป็นของจริง
ก็มีแต่รูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น และ
กำหนดได้ว่าในการรับรู้และเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของตนนั้น อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม เช่น เมื่อเห็นรูป จักขุประสาท
แสง และรูปหรือสี เป็นรูปธรรม
จักขุวิญญาณ หรือการเห็นเป็นนามธรรม ดังนี้เป็นต้น
เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏแต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคเท่านั้น
แต่ถ้าเราศึกษาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค อันแสดงถึงวัตถุนานัตตญาณ (๑๕) โคจรนานัตตญาณ (๑๖) จริยานานัตตญาณ (๑๗)
ภูมินานานัตตญาณ (๑๘) และธัมมานัตตญาณ (๑๙)
เมื่อกล่าวโดยเนื้อหาสาระแล้ว
ย่อมมีความเหมือนกันกับการอธิบายในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กล่าวคือ
อัตตาตัวตนที่แท้จริงไม่มีเลย
เมื่อว่าโดยปรมัตถธรรม (ความจริงแท้) มีแต่เพียงรูปนามเท่านั้น
ผู้เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานถึงญาณนี้ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า
อัตตาตัวตนเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่ยึดมั่นว่า มีอัตตาตัวตน (เป็นของเรา เราเป็นนั่น
นั่นเป็นอัตตาของเรา) ตามหลักพระพุทธศาสนา ความเห็นเช่นนี้ถือว่า เป็นทิฏฐิวิสุทธิ
คือ มีความเห็นที่บริสุทธิ์
สภาวะของญาณนี้ : เป็นญาณ ที่รู้ความเป็นจริงของธรรมชาติทั้งปวงว่า เป็นเพียง รูป กับนาม เท่านั้น ( รูปธรรม และ นามธรรม) คือ มองเห็นความต่างกันของธรรมชาติ ๒ อย่าง คือ เห็นรูปก็เป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่ง เห็นนามก็เป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่ง เช่นว่า เห็นว่า การเคลื่อนไหวก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถจะรับรู้อะไรได้ตัวมันเองไม่สามารถจะรับรู้อารมณ์ได้ เป็นเพียงแต่ธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็สลายตัวไป จัดว่าเป็นรูปธรรม ส่วนตัวที่เข้าไปรู้ เป็นธรรมชาติที่สามารถจะรับรู้อะไรได้ จัดเป็นนามธรรม สภาวะที่เห็นความต่างกันของธรรมชาติ ๒ อย่างนี้ คือเห็นว่า รูปก็อย่างหนึ่ง เห็นว่า นามก็อย่างหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่า สามารถแยกรูปแยกนามได้ เห็นรูปเห็นนามต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นทวารอื่นก็ตาม ขณะที่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มากระทบกาย มีสติรู้ทัน ก็เห็นว่า เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง นั้นก็เป็นแต่ธรรมชาติที่มากระทบแล้วก็สลายไป ไม่สามารถจะรับรู้อะไรได้ ส่วนตัวจิตใจเป็นตัวที่เข้าไปรู้ได้ เป็นธรรมชาติ ชนิดหนึ่ง เป็นนามธรรม หรือลมหายใจที่เข้าออก กระทบโพรงจมูก หายใจเข้าเย็น หายใจออกร้อน เป็นตัวที่ไม่สามารถจะไปรับรู้ อะไรได้ มีหน้าที่กระทบแล้วก็สลายไป เป็นรูปธรรม ส่วนตัวจิตที่เข้าไปรับรู้ลมหายใจ สามารถที่จะรับรู้ อะไรได้ ก็ไปรับรู้ลมหายใจ เป็นนามธรรม เห็นลมหายใจเป็นเพียงสภาวะอย่างหนึ่ง เห็นจิตที่เข้าไปรู้ลมหายใจก็เป็นสภาวะอีกอย่างหนึ่ง อย่างนี้ก็เรียกว่า มีปัญญาแยกสภาวะรูปนามได้ ก็จะทำให้เข้าใจว่า ในชีวิตนี้มันไม่มีอะไร ในเนื้อแท้จริงๆ แล้วมีแต่รูปกับนามเกิดขึ้นเท่านั้น ปราศจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ในขณะที่จิตไปสัมผัสรูปนามนั้น ก็ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนอะไรต่ออะไร เมื่อผู้ปฏิบัติทำความเพียรต่อไป เจริญสติกำหนดรูปนามยิ่งขึ้นไป ก็จะขึ้นถึงญาณที่ ๒
(๒)
ปัจจยปริคคหญาณ
ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป
เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก
อารมณ์ วัตถุ มนสิการ
รู้ว่ารูปหรือนามปรากฏเป็นคราวๆ เมื่อจิตไปรู้มันเข้า เรียกได้หลายชื่อว่า ธัมมัฏฐิติญาณ บ้าง ยถาภูตญาณ บ้าง สัมมาทัสสนะ บ้าง[15][๕๗] และผู้ประกอบด้วยญาณขั้นนี้ พระอรรถกถาจารย์เรียกว่าเป็น “จูฬโสดาบัน”คือ
พระโสดาบันน้อยเป็นผู้มีคติ
คือ
ทางไปก้าวหน้าที่แน่นอนในพระพุทธศาสนา
เมื่อว่าตามชื่อ ญาณนี้ปรากฏแต่ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ถ้าศึกษาคัมภีร์ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
เราก็จะพบว่า เนื้อหาสาระของญาณนี้ตรงกับธัมมัฏฐิตญาณ(ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)ที่ท่านพระสารีบุตรได้นำปฏิจจสมุปบาทมาจำแนกไว้
ผู้ปฏิบัติตามถึงญาณนี้จะทราบถึงสรรพสิ่งล้วนเกิดมาตามเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท สำหรับผู้ปฏิบัติที่เคยนับถือในพระผู้สร้างโลก (God) เมื่อปฏิบัติมาถึงญาณนี้ ก็จะปฏิเสธเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง
สภาวะของญาณนี้ : คือ เห็นเหตุปัจจัยของรูป-นาม คือจะเห็นว่า รูป- นามนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน มีความเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยกัน เช่น ขณะที่การก้าวไปๆ การคู้ การเหยียด การเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นไปเพราะว่ามีธรรมชาติอย่างหนึ่งเป็นตัวเหตุปัจจัย คือมีจิต จิตปรารถนาจะให้ กายเคลื่อนไหว กายก็เคลื่อนไหวไป จิตปรารถนาจะยืน กายก็ยืน จิตปรารถนาจะเดิน กายก็เดิน จิตปรารถนาจะนอน กายก็นอน คือ ลมก็ไปผลักดันให้กายนั้นเป็นไป อย่างนี้เรียกว่า นามเป็นปัจจัย ให้เกิดรูป นามคือจิตใจเป็นปัจจัยให้เกิดรูป รูปที่ก้าวไป รูปที่เคลื่อนไหว เกิดขึ้นมาได้เพราะว่าจิตเป็นปัจจัย ส่วนรูปบางอย่าง รูปเป็นปัจจัยให้เกิดนาม เช่นเสียง เสียงมีมากระทบประสาทหู เสียงเป็นรูป เมื่อกระทบประสาทหู ซึ่งเป็นรูปด้วยกัน ก็เกิดการได้ยินขึ้น เกิดการรับรู้ทางหูขึ้น ก็จะมองเห็นว่ามันเป็นเหตุปัจจัยกัน เสียงมากระทบจึงเกิดการได้ยินขึ้น เรียกว่ารูปเป็นปัจจัยให้เกิดนาม เย็นร้อน อ่อนแข็ง อ่อนตึง เป็นรูป มากระทบกาย ก็เกิดการรับรู้ซึ่งเป็นนามเกิดขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียร ดูรูปนาม เห็นความเกิดดับ เห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของรูปนามอยู่เสมอก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๓
ผู้ประกอบด้วยญาณนี้ ชื่อว่า จูฬโสดาบัน ดังคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวไว้ว่า อิมินา ปน (ปจฺจยปริคฺคห)ญาเณน สมนฺนาคโต วิปสฺสโก พุทฺธสาสเน ลทฺธสฺสาโส ลทฺธปติฎฺโฐ นิยตคติโก จูฬโสดาปนฺโน นาม โหติ . (วิสุทธิ. ๒/๒๗๑)
คัมภีร์วิสุทธิมรรคมหาฎีกา อธิบายอีกว่า อปริหีนกงฺขาวิตรณวิสุทฺธิโก วิปสฺสโก โลกิยาหี สีลสมาธิปญฺญาสมฺปทาหิ สมนฺนาคตตฺตา อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต สุคติปรายโน โหตีติ วุตฺตํ “นิยตคติโกติ ตโต เอว จูฬโสตาปนฺโน นาม โหติ. (วิสุทฺธิ. ฎี. ๒/๔๒๔)
ผู้เจริญวิปัสสนา ที่กำลังก้าวหน้าในกังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลสมาธิปัญญาที่ บริสุทธิ์แล้ว แต่ยังไม่ถึงขึ้นหลุดพ้น(เพราะเป็นโลกิยะ) ถึงแม้จะยังไม่บรรลุคุณธรรมพิเศษยิ่งๆ ขึ้นไปก็ตาม
แต่ก็เป็นผู้มีสุคติภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “นิยตคติโก” (เป็นผู้มีคติภพที่แน่นอน)และด้วยเหตุที่เป็นผู้มีคติภพที่แน่นอนนี้ จึงไต้ชื่อว่า “เป็นพระจูฬโสดาบัน”
(๓) สัมมสนญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ
ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ
เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว
เห็นอย่างนี้เรียกว่า
สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ
เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์ รู้ว่ารูปนามทั้งปวงนั้นปรากฏเป็นคราวๆ
เมื่อถูกรู้ และรูปนามทั้งปวงนั้นล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย
ตกอยู่ใต้กฎของไตรลักษณ์
เมื่อว่าตามชื่อ
ญาณนี้ปรากฏทั้งในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ญาณที่ ๕) และคัมภีร์วิสุทธิมรรค สาระสำคัญของญาณนี้ คือ ผู้ปฏิบัติรู้ว่า รูปนามดับไป
และเห็นรูปนามใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกันไป แต่สันตติ(ความสืบต่อ)ยังไม่ขาด เพราะเป็นเพียงความรู้ด้วยจินตาญาณ(ความนึก
พิจารณา)หลักฐานในคัมภีร์สัทธัมมปกาสินี :
อิทานิ ยสฺมา เหฏฺฐา สรูเปน
นามรูปววตฺถานญาณํ น วุตฺตํ, ตสฺมา ปญฺจธา
นามรูปปฺเภทํ ทสฺเสตุ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญาวตฺถุนานตฺเต ญาณนฺติอาทีนิ
ปญฺจ ญาณานิ อุทฺทิฏฺฐานิ[16][๕๘]
สัมมสนญาณ คือ
ปัญญาญาณที่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วของนามธรรมและรูปธรรมเป็นอนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา แยกออกเป็น ๔ นัย คือ
๑) กลาปสัมมสนนัย
เห็นชัดถึงรูปอดีต ปัจจุบัน อนาคต รูปภายใน-นอก รูปหยาบ-ละเอียด รูปใกล้-ไกล
รูปเลว-ประณีต ทั้งหมดเป็นอนิจจังสิ้นไปถ่ายเดียวไม่มีกลับ
๒)
อัทธานสัมมสนนัย เห็นรูปนามในอดีตไม่เป็นปัจจุบัน รูปนามปัจจุบันไม่เป็นอนาคต
รูปภายในไม่เป็นรูปภายนอก ฯลฯ เป็นต้น มีเหตุปัจจัยกันอยู่ ปัจจุบันดี อนาคตดี
ปัจจุบันชั่ว อนาคตชั่ว
อุปมาเหมือนดวงตราเมื่อประทับลงในกระดาษนั้นรูปตราปรากฏอยู่
แต่ดวงตราหาติดกระดาษไม่
๓)
สันตติสัมมสนนัย พิจารณาเห็นรูปร้อนหายไปรูปเย็นเกิด รูปเย็น-ดับรูปร้อนเกิด รูปนามไม่เที่ยงเป็นอนัตตา
๔) ขณสัมมสนนัย
เห็นความเกิดดับกันอยู่เรื่อยไป ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่งนอน และเห็นว่า ขันธ์ ๕ เกิด
เพราะ อวิชชาเกิด ขันธ์ ๕ ดับ เพราะอวิชชาดับ
ตั้งแต่ญาณ
๑ ถึงญาณ ๓ นี้เรียกว่า “ญาตปริญญา” คือ
ปัญญาที่ประจักษ์ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏโดยสภาพไม่ใช่ตัวตน
เป็นพื้นฐานให้น้อมพิจารณา ลักษณะของรูปนามอื่นเพิ่มขึ้น
สภาวะของญาณนี้ : เป็นญาณที่เห็นไตรลักษณ์ คือ เห็นอนิจจัง ความ ไม่เที่ยงของรูป-นาม เห็นทุกขัง คือ ความทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ของรูป-นาม เห็นอนัตตา ความบังคับบัญชา ไม่ได้ของรูปนาม แต่ว่าการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในญาณที่ ๓ นี้ ยังเอาสมมุติบัญญัติมาปน ยังมีสุตมยปัญญา (ปัญญาที่เกิดจากการได้ฟัง) มาเอาจินตามยปัญญา (ความตรึกนึกคิด)มาปนอยู่ด้วย ยังไม่บริสุทธิ์ในความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ทำให้รู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ยังมีสมมุติบัญญัติ มีปัญญาที่ได้จากการได้ฟัง จากการคิดพิจารณาขึ้นมา ก็เกิดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติ ได้ทำความเพียร กำหนดดูรูปนามเรื่อยไปก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ ๔
[1][๔๓] ม. อ. ๑/๕๗
[2][๔๔] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
[3][๔๕] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
[4][๔๖] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
[5][๔๗] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๑
[6][๔๘] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๒
[7][๔๙] ม.อ. ๔/๕๘-๕๙
[8][๕๐] อนุปทสูตร ม.อุ. ๑๔/๙๕/๘๐
[9][๕๑] ม.อ. ๔/๖๑-๖๒
[10][๕๒] http://www.abhidhamonline.org/visudhi.htm
[11][๕๓] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 645
[12][๕๔] กำหนดรู้ ในที่นี้หมายถึงกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ อย่าง คือ (๑) ญาตปริญญา การกำหนดรู้ขั้นรู้จัก
(๒) ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ขั้นพิจารณา (๓) ปหานปริญญา การกำหนดรู้ขั้นละ (สํ.นิ.อ. ๒/๖๓/๑๒๔
[13][๕๕]ขุ.มหา.(ไทย) ๒๙/๑๓/๖๓ , ม.มู.อ. ๑/๒/๓๑-๓๔
[14][๕๖] วิสุทฺธิ. ๒/๒๐๕.
[15][๕๗] ขุ.ปฏิ.(ไทย) ๓๑/๓๑/๒๒๗/๓๘๓
[16][๕๘] ขุ.ป.อ. ๑/๓๖ มจร