๒๐.๒ วิสุทธิ ๗
วิสุทธิ แปลว่า ความหมดจด หมายถึง ความบริสุทธิ์ หรือความหมดจดจากกิเลส ที่เป็นไปทางกาย ทางจิต และทางปัญญา คือ หมดจดจากกิเลส ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด
วิสุทธิมี ๗ ขั้น ได้แก่ ศีลวิสุทธิ, จิตตวิสุทธิ, ทิฏฐิวิสุทธิ, กังขาวิตรณวิสุทธิ, มัคคามัคคญาณทัสสนะวิสุทธิ, ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ, ญาณทัสสนะวิสุทธิ ในวิสุทธิทั้ง ๗ ที่จัดเป็นปัญญาวิสุทธิมี ๕ ระดับ คือ ตั้งแต่ทิฏฐิวิสุทธิ จนถึงญาณทัสสนวิสุทธิ
ในแต่ละวิสุทธิ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน จะเจริญเพียงอย่างเดียวหรือจะข้ามขั้นกันไม่ได้ ต้องเจริญอย่างต่อเนื่องกัน และไม่อาจเกิดขึ้นเองโดยลำพัง กล่าวคือ ศีลวิสุทธิ ต้องเป็นปัจจัยแก่ จิตตวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิก็เป็นปัจจัยแก่ปัญญาวิสุทธิ การที่จะเป็นวิสุทธิหรือไม่เป็นวิสุทธินั้นขึ้นอยู่กับการโยนิโสมนสิการ
พระบรมศาสดาได้ตรัสไว้ว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ
สมาธิที่เจริญไว้ด้วยสีล ย่อมมีกำลังมากและมีผลานิสงส์มาก ปัญญาที่ได้เจริญไว้ด้วยสมาธินั้น ย่อมมีกำลังมาก มีอานิสงส์มาก จิตใจที่ได้เจริญไว้ด้วยปัญญานั้น ย่อมหลุดพ้นจาก อาสวะ ทั้ง ๔ ได้โดยตนเอง
๑. ศีลวิสุทธิ
คัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า สีลวิสุทฺธิ นาม สุปริสุทฺธํ ปาติโมกฺขสํวราทิ จตุพฺพิธํ สีสํ ฯ “ศีล ๔ อย่างมีการสำรวมในพระปาติโมกข์เป็นต้นที่บริสุทธิ์ดี ชื่อว่า ศีลวิสุทธิ”[1][๓๒]
ก. ศีลพระภิกษุ
ความบริสุทธิ์ของศีลนี้ เป็นวิสุทธิอันดับแรก แม้มิใช่วิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นซึ่งผู้ปฏิบัติวิปัสสนาทุกท่านจะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อน[2][๓๓] ท่านได้จำแนกไว้ดังนี้
กถํ ปาฏิโมกฺขสํวรสีลํ อินฺทฺริยสํวรสีลํ อาชีวปาริสุทฺธิสีลํ ปจฺจยสนฺนิสฺสีลญฺเจติ จตุปาริสุทฺธิสีลํ สีลวิสุทฺธินาม ฯ
แปลความว่า สีลวิสุทธิคือ ปาริสุทธิศีล ๔ ประการ
๑) ปาฏิโมกข์สังวรศีลได้แก่ ศีลที่สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ซึ่ง
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ให้พระภิกษุ (และภิกษุณี) ต้องปฏิบัติรักษาสำหรับ พระภิกษุต้องรักษา ๒๒๗ ข้อ สามเณรต้องรักษา ๑๐ ข้อ ฆราวาสต้องรักษาศีล ๕ ข้อ หรืออาชีวัฏฐมกะศีล (ศีลมีสัมมาอาชีวะเป็นที่ ๘) หรือจะรักษาศีลอุโบสถไปด้วยก็ได้
๒) อินทรียสังวรศีล ได้แก่ ศีลที่มีสติสำรวมระวังในทวารทั้ง
๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มิให้เกิดความยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส และรู้อารมณ์ทางใจ
๓) อาชีวปาริสุทธิศีล ได้แก่ ศีลที่เว้นจากมิจฉาชีพ หรือการ
เลี้ยงชีพโดยบริสุทธิ์ สำหรับพระภิกษุสามเณรต้องเว้นจาก อเนสนา คือการแสวงหาปัจจัย ๔ ในทางไม่สมควรและไม่ถูกต้องพระวินัยบัญญัติ ซึ่งมีรายละเอียดมาก
๔) ปัจจยสันนิสสิตศีลได้แก่ ศีลที่มีเหตุผลในการใช้ปัจจัย ๔
หรือศีลอาศัยปัจจัย ๔ หมายถึง ศีลในการบริโภคใช้สอยปัจจัย ๔ ด้วยความมีสติกำหนดพิจารณาโดยโยนิโสมนสิการ เช่น ในการบริโภคอาหาร ในการใช้ไตรจีวรสำหรับพระภิกษุสามเณร และใช้สอยเสื้อผ้าสำหรับ ฆราวาส ในการเข้าอยู่อาศัยเสนาสนะที่อยู่ที่อาศัย และในการใช้เภสัชเยียวยารักษาโรคการพิจารณาประโยชน์ของปัจจัย๔ หรือการเจริณภาวนาโดยกำหนดเพียงแต่ธาตุหรือสิ่งปฏิกูล จัดเป็นปัจจยสันนิสสิตศีลด้วย
ข. ศีลคฤหัสถ์ ขณะปฏิบัติวิปัสสนาต้องรักษาศีล ๘ จัดเป็นผู้หมดจดสำหรับผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พึงปฏิบัติตนเกี่ยวกับการรักษาศีล ตามนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้นของการปฏิบัติเพราะท่านกล่าวว่า
สีเลน สุคตึ ยนฺติ สีเลน โภคสมฺปทา
สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย.
นรชนไปสู่สุคติ (โลกสวรรค์) ด้วยศีล มีโภคทรัพย์สมบูรณ์ด้วยศีล ไปสู่พระนิพพานด้วยศีล เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงรักษาศีล (ของตน) ให้บริสุทธิ์
อันตราย ๕ อย่างที่เป็นอันตรายต่อการบรรลุมรรคผล คือ
๑. กัมมันตราย อันตรายคือกรรม หมายถึง มาตุฆาตกะ (ฆ่ามารดา) ปิตุฆาตกะ (ฆ่าบิดา) อรหันตฆาตกะ (ฆ่าพระอรหันต์) โลหิตุปปาทกะ (ทำให้พระพุทธเจ้าทรงห้อพระโลหิต) และสังฆเภทกะ (ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกัน) คือกรรมที่ให้ผลไปเกิดในอบายภูมิหลังจากเสียชีวิตแล้ว กรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ขัดขวางการไปสู่สวรรค์และบรรลุนิพพาน ส่วนกรรมอีกประเภทหนึ่ง คือ ภิกษุณีทูสกะ (ประทุษร้ายนางภิกษุณี) ขัดขวางเฉพาะการบรรลุมรรค
๒. กิเลสันตราย อันตรายคือกิเลส หมายถึง มิจฉาทิฏฐิ ๓ ประการคือ
๒.๑) อกิริยทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าไม่มีบุญบาป ไม่ส่งผล
เป็นคุณหรือโทษ (ปฏิเสธทั้งเหตุและผลของกรรม)
๒.๒) นัตถิกทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าเหล่าสัตว์ตายแล้วสูญ
ไม่มีภพใหม่ ไม่มีผลของบุญของบาปในภพต่อไป (ปฏิเสธผลของกรรม)
๒.๓) อเหตุกทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดว่าไม่มีกรรมดีกรรมชั่วที่
เป็นเหตุให้เกิดคุณโทษ (ปฏิเสธเหตุของกรรม)นี้ชื่อว่า นิยตมิจฉาทิฏฐิ นำพาตรงไปสู่นรก เป็นกิเลสขัดขวางการเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน
๓. วิปากันตราย อันตราย คือ วิบาก หมายถึง ผู้ที่ปฏิเสธจิตที่เป็นอเหตุกปฏิสนธิ และทวิเหตุปฏิสนธิปราศจากปัญญา ห้ามบรรลุมรรคผลในชาตินี้ แต่ไม่ห้ามการเข้าถึงสวรรค์
๔. อริยูปวาทันตราย อันตราย คือการว่าร้ายพระอริยบุคคล หมายถึงการพูดให้ร้ายพระอริยบุคคลเพื่อให้ท่านเสียชื่อเสียงหรือศีลธรรม แม้จะรู้ว่าท่านเป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ก็ตาม อันตราย ประเภทนี้ห้ามการเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน ถ้าขอขมาแล้วก็พ้นจากอันตรายนี้ได้
๕. อาณาวีติกกมันตราย อันตราย คือการล่วงละเมิดข้อบัญญัติของพระพุทธเจ้า หมายถึง การต้องอาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในอาบัติ ๗ หมวดของภิกษุ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนีย์ ทุกกฎ และ ทุพภาสิต อันตรายประเภทนี้ห้ามการเข้าถึงสวรรค์และนิพพาน แต่ถ้าชำระโทษตามวินัยกรรมแล้วก็พ้นจากอันตรายนี้
การผิดศีลของคฤหัสถ์ทั่วไปมิได้เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรม เพราะมิได้อยู่ในอันตราย ๕ ข้อ
เช่น เรื่องสันตติอำมาตย์ รบชนะข้าศึก ได้เสวยราชย์เมาตลอด ๗ วัน วันที่ ๗ ได้ฟังธรรมบรรลุพระอรหัตต์
เรื่องพระอุตติยะ ตรัสให้รักษาศีลให้หมดจดก่อนแล้วจึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ แต่มิได้ระบุรักษานานเท่าใด
...เรื่องคนตกปลาได้บรรลุธรรมชื่อ อริยะ รับสั่งว่า ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นย่อมไม่ชื่อว่าผู้ประเสริฐ บรรลุพระโสดาบัน ....เรื่องขโมย ตั้งใจฟังธรรมบรรลุพระโสดาบัน .....เรื่องเจ้าศากยะ ชื่อว่าสรณานิ ประพฤติสิกขาบริบูรณ์ในเวลาใกล้ตาย บรรลุโสดาบัน
๒. จิตตวิสุทธิ
หมายถึง จิตที่มีความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส จิตตวิสุทธิว่าโดยอรรถ ได้แก่ สมาธิวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ หรือสมาธิวิสุทธิ ต้องเป็นไปเพื่ออานิสงส์ที่เป็นปัจจัยแก่การพ้นทุกข์เท่านั้น สมาธินี้จึงชื่อว่าบริสุทธิ์ ถ้าทำสมาธิเพื่อจะได้มีความสุขต้องการให้จิตสงบ ความเข้าใจเช่นนี้ สมาธินั้นก็ไม่บริสุทธิ์ เพราะไม่ต้องการพ้นทุกข์[3][๓๔]
ความหมดจดแห่งจิต หมายถึง สมาธิที่เกิดร่วมกับจิต เมื่อมีกำลังแก่กล้า นิวรณ์ ๕ ที่รบกวนย่อมไม่เกิดแทรก มีเพียงสมาธิแน่วแน่อยู่ในสมถารมณ์หรือวิปัสสนารมณ์ จิตตวิสุทธิจึงเป็นจิตที่มีสมาธิหมดจดจากนิวรณ์ด้วยกำลังสมาธิ องค์ธรรม ได้แก่ เอกัคคตาเจตสิก ในมหากุศลจิต, มหากิริยา มหัคคตกุศลและ มหัคคตกิริยา
สมาธิ ๓ ประเภท[4][๓๕] คือ
๑) อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ใกล้ต่อฌาน
๒) อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่เข้าถึงฌาน สมาธิที่แน่วแน่ องค์ธรรม ได้แก่ เอกัคคตเจตสิก
๓) ขณิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ สุทธิวิปัสสนายานิกะ เป็นการเจริญวิปัสสนาล้วน ๆ
ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ เมื่อกำหนดรู้สภาวธรรม ปรากฏเมื่อจิตตั้งมั่นในอารมณ์ปัจจุบันที่เป็นรูปนามอย่างต่อเนื่องปราศจากนิวรณ์ ในขณะอินทรีย์ ๕ สม่ำเสมอแก่วิปัสสนายานิก
จิตตวิสุทธิของสมถยานิกและวิปัสสนายานิก
๑) อาศัยอุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ชื่อว่า สมถยาน
เรียกบุคคลนั้นว่า สมถยานิก เป็นบาทดำเนินสู่มรรคผลและนิพพานด้วยสมถยาน
๒) อาศัยขณิกสมาธิ ชื่อว่า วิปัสสนายาน เรียกบุคคลนั้นว่า
สุทธวิปัสสนายานิก ดำเนินไปสู่มรรคผลและนิพพานด้วยวิปัสสนายาน
ขณิกสมาธิเป็นได้ทั่วไปในอารมณ์ทั้ง ๖ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ขณะย้ายอารมณ์ไปตามทวารทั้ง ๖ ด้วยเหตุใดก็ตาม ขณิกสมาธิจะติดตามไปด้วยเสมอ ขณิกสมาธิดังกล่าวนี้จึงเป็นปัจจัยหรือเป็นบาทฐานให้แก่วิปัสสนา เพราะการเปลี่ยนอารมณ์ที่เป็นไปตามเหตุผลนั้นเอง ที่เป็นเหตุให้เห็นถึงความเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์และของจิตได้ถ้าหากไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์แล้ว ยากที่จะเข้าใจถึงสภาวะของความเกิด ความดับ ของจิตได้[5][๓๖]
ความเกิดของจิตในอารมณ์หนึ่ง ๆ นั้น รวดเร็วมากจนไม่ทันเห็นความดับของจิตได้ จึงคิดว่าอารมณ์มีอยู่ ดังนั้น สมาธิที่แน่วแน่จึงไม่เป็นบาทแก่วิปัสสนา และไม่เป็นเหตุให้เห็นความเกิดขึ้นและความดับไปของจิตและอารมณ์ ความสามารถในการรู้ทุกข์ในจิตหรือในอารมณ์นั้น ไม่อาจรู้ได้ด้วยสมาธิ แต่จะรู้ได้ด้วยปัญญา จิตที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของสติปัฏฐาน จึงเป็นบาทให้เห็นความเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์ได้ ผู้บำเพ็ญเพียรจะโดยสมถะก็ดี หรือวิปัสสนาก็ดี สิ่งสำคัญอยู่ที่อารมณ์ที่ใช้ในการพิจารณา จึงต้องศึกษาเรื่องอารมณ์ว่าอารมณ์อย่างไร จึงจะเป็นปัจจัยแก่วิปัสสนา และอารมณ์อย่างไรเป็นปัจจัยแก่สมถะ
สมาธิที่เป็นจิตตวิสุทธิ จะต้องเป็นไปในอารมณ์ของสติปัฏฐาน เพราะทำลายกิเลส คือ อภิชฌาและโทมนัส ถ้าสมาธิไม่มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์แล้ว จะทำให้เกิดความสงบ มีความสุข มีความพอใจในความสงบหรือความสุขนั้น ความพอใจเป็นกิเลสอย่างหนึ่งอาศัยสมาธิเกิดขึ้น สมาธิเช่นนี้จึงไม่สามารถทำลายอารมณ์วิปลาสได้
สำหรับการเจริญวิปัสสนาของผู้ที่ได้ฌานแล้ว มีวิธีทำอย่างไร ที่เรามักได้ยินกันว่า ยกองค์ฌานขึ้นสู่วิปัสสนา นั้นหมายความว่า ในองค์ฌานทั้ง ๕ คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข และเอกัคคตา[6][๓๗]ผู้ที่ได้ฌานมักจะติดในสุข และเพลิดเพลินในสุข ความสุขนี้เกิดจากปิติเป็นเหตุ ฉะนั้ การยกองค์ฌานจึงอาศัยการเพ่งปิติซึ่งเป็นองค์ฌานและเป็นนามธรรมนั่นเอง ธรรมชาติของปิตินั้นจะเพ่งหรือไม่เพ่งก็มีการเกิดดับ แม้จิตที่เป็นสมาธิก็มีการเกิดดับ ปิติซึ่งอาศัยจิตที่ได้ฌานแล้ว ยิ่งเกิดดับรวดเร็วมาก ปิตินั่นแหละจะแสดงความเกิดดับให้ปรากฏแก่ผู้เพ่งพิจารณา เมื่อเห็นว่าปิติมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาแล้ว จิตก็จะดำเนินไปในอารมณ์ของวิปัสสนาด้วยอำนาจของการเพ่งลักษณะของปิติ (ไม่ใช่เพ่งอารมณ์บัญญัติ) วิปลาสก็จับในอารมณ์นั้นไม่ได้ ดังนั้น ถ้าฌานใดที่เพ่งลักษณะหรือ สมาธิที่พิจารณาลักษณะที่กำลังเปลี่ยนแปลง(ลักขณูปนิชฌาน) สมาธินั้นชื่อว่าเป็นบาทของวิปัสสนา และเรียกสมาธินั้นว่า จิตตวิสุทธิ ส่วนสมาธิใดที่เพ่งอารมณ์บัญญัติ (อารัมมณูปนิชฌาน) ไม่เพ่งลักษณะ ไม่จัดว่าเป็นจิตตวิสุทธิ
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ
ปัญญาที่มีความเห็นถูก หรือรู้ถูกตามความเป็นจริงโดยปราศจากกิเลส คือ เห็นนามและรูปว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล เป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ ไม่อยู่ในอำนาจใด ได้แก่ นามรูปปริจเฉทญาณ
การเห็นเช่นนี้เป็นภาวนาปัญญา ถ้าเพียงแต่คาดคะแนคิดนึก(สุตามยปัญญ) หรือการวิพากษ์ วิจารณ์ (จินตามยปัญญา) จะเข้าถึงวิสุทธิไม่ได้เลย ทิฏฐิวิสุทธิเป็นผลที่เกิดจากการทำเหตุได้ถูกต้อง จึงควรศึกษาถึงเงื่อนไขการกำหนดนาม-รูปอันเป็นตัวกรรมฐานว่าจะพิจารณาอย่างไร จะโยนิโสมนสิการอย่างไร จึงจะถูกต้อง ถ้าทำเหตุถูกต้องตามควรแก่ผลแล้ว ผลนั้นก็จะเกิดขึ้นได้
อารมณ์ของวิปัสสนาที่พึงระลึกรู้ คือ รูปนามปรมัตถ์ ที่เป็นโลกิยธรรม คือ ธรรมฝ่ายโลก ได้แก่ จิต เจตสิก และรูป ที่ไม่กำหนดรู้โลกุตตรธรรม เพราะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิกถอนกิเลสที่ยึดมั่นว่า เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา ส่วนโลกุตตรธรรมไม่ใช่ฐานะที่รับรู้ได้ ถึงรับรู้ได้ก็ไม่มีประโยชน์ในการกำหนด [7][๓๘]
วิปัสสนา หรือการหยั่งเห็นรูปนามตามความเป็นจริง มี ๒ ประการ คือ ๑. ในขณะปัจจุบัน รู้เห็นสภาวลักษณะ คือ ลักษณะพิเศษและสามัญญลักษณะ คือ ลักษณะทั่วไป ของรูปนามในแต่ละขณะ เรียกว่า ปัจจักขวิปัสสนา ปัจจักขวิปัสสนาควรเจริญตั้งแต่เริ่มปฏิบัติธรรมจนบรรลุอนุโลม
๒. อนุมานรู้รูปนามที่ไม่ได้กำหนดรู้ในปัจจุบัน เรียกว่า อนุมานวิปัสสนา สามารถรู้อารมณ์ที่เป็นโลกิยธรรมทั้งหมดที่เกิดภายใน ภายนอก เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ไม่ต้องพยายามให้เกิดแต่เกิดขึ้นเองในขณะปัจจักขวิปัสสนาแก่กล้าแล้วตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นไป
สภาวธรรมปัจจุบันที่กำหนด แยกเป็น ๒ คือ
๑. ขณะปัจจุบัน คือ ขณะหนึ่งๆที่กำลังเกิดขึ้น
เมื่อมิได้เจริญสติรู้เท่าทัน อารัมณานุสัย อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์ย่อมเกิดขึ้น เมื่อเจริญสติกำหนดตามรู้สภาวธรรมปัจจุบันจึงทำให้เกิดปัญญา เป็นการละกิเลส ละกรรมวิบากและขันธ์ที่เป็นผลของกิเลสต่อมาได้ชั่วขณะ เรียกว่า ตทังคปหาน
๒. สันตติปัจจุบัน ปัจจุบันต่อเนื่องจากอดีตที่เพิ่งดับไป
สิ่งที่ดับไปไม่ควรยึดติดด้วยตัณหาและทิฏฐิ ในอนาคตก็ไม่มีจริงในปัจจุบัน พึงเจริญทุกๆขณะของการปฏิบัติ เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ เพื่อรู้ความปรากฏของ ไตรลักษณ์ จิตไม่ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ทิฏฐิ และความดำริในกามวิตก พยาปาทวิตก และวิหิงสาวิตก (การเบียดเบียน)
๓. อัทธาปัจจุบัน ปัจจุบันโดยระยะกาลตลอดชีวิต
กำหนดรู้เท่าทันสภาวธรรมในปัจจุบันขณะชวนวาระ พระมหากัจจายนะ กล่าวในคัมภีร์วิสุทธิมรรค[8][๓๙] สรุปความว่า มิใช่ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติ แต่เป็นตลอดชีวิตปัจจุบันที่ตัณหา และทิฏฐิก็ไม่อาจฉุดรั้งและไม่สามารถทำให้วิบัติ
การหยั่งเห็น ๗ ประการ คือ
๑. อนิจจานุปัสสนา การหยั่งเห็นความไม่เที่ยง
๒. ทุกขานุปัสสนา การหยั่งเห็นทุก๘
๓. อนัตตานุปัสสนา การหยั่งเห็นความไม่ใช่ตัวตน
๔. นิพพิทานุปัสสนา การหยั่งเห็นความเบื่อหน่าย
๕. วิราคานุปัสสนา การหยั่งเห็นความคลายกำหนัด
๖. นิโรธานุปัสสนา การหยั่งเห็นความดับ
๗. ปฏินัสสัคคานุปัสสนา การหยั่งเห็นความปล่อยวาง
เมื่อกำหนดรู้ปัจจุบันแก่กล้าแล้วจะสามารถอนุมานรู้ธรรม แต่จะไม่สามารถรู้สภาวธรรม ได้ชัดเจน ทั้งไม่ควรกำหนดรู้อดีตหรืออนาคต เพราะเราไม่อาจรับรู้สภาวธรรมในอดีตหรือในอนาคตได้ชัดเจน จึงไม่ควรใส่ใจ ควรเจริญสติกำหนดรู้สภาวธรรมปัจจุบันตามความเป็นจริง
การกำหนดจิตที่กำลังเกิดขึ้น คือ การตามรู้จิต เหมือนการตามรู้(อนุปัสสี)และการใส่ใจ(โยนิโสมนสิการ)
การจำแนกองค์ธรรมของจิต ไม่ใช่การกำหนดรู้จิตในปัจจุบันเป็นเพียงนามบัญญัติ(บัญญัติแสดงชื่อ)และสังขยาบัญญัติ(บัญญัติแสดงจำนวน)ส่วนการรู้จิตผู้อื่น(เจโตปริยญาณ)ต้องกำหนดรู้จิตของผู้อื่นอย่างแท้จริงเหมือนจิตตานุปัสสนา
สัมมสนญาณในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรค กล่าวทั้งที่เป็น ปัจจักขวิปัสสนา และอนุมานวิปัสสนา
อนุมานวิปัสสนา คือ การรับรู้รูปนามทั้งหมดในขณะเดียวกัน มิใช่หยั่งเห็นรูปนามทีละอย่าง
๑. กลาปสัมมสนะ คือ การพิจารณาโดยกลุ่ม
๒. นยวิปัสสนา คือ การหยั่งเห็นโดยนัย
๓. นยทัสสนะ คือ การแสดงโดยนัย
๔. นยมนสิการ คือ การใส่ใจโดยนัย
การเจริญวิปัสสนาของสมถยานิก
ภิกษุผู้บรรลุฌานแล้ว ควรเข้าฌานก่อนจะเจริญวิปัสสนาเพื่อให้ฌานเป็นบาทตามลำดับ เรียกว่า อนุปทธัมมวิปัสสนา การหยั่งเห็นธรรมตามลำดับสมาบัติและองค์ฌาน[9][๔๐]
ทิฏฐิวิสุทธิ การหยั่งเห็นรูปนามตามความเป็นจริง สมถยานิกพึงกำหนดองค์ฌานและธรรมที่ประกอบกับองค์ฌาน(สัมปยุตตธรรม)นั้น
การเจริญอานาปานะเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนา
สมถยานิกกำหนดรู้สัณฐานยาวสั้นของลมหายใจเข้าออก ซึ่งเป็นบัญญัติ ส่วนวิปัสสนายานิกกำหนดรู้สภาวเคลื่อนไหวของลมหายใจที่จมูก ซึ่งจัดเป็นโผฏฐัพพารมณ์กระทบระหว่างวาโยธาตุกับปลายจมูกหรือริมฝีปากบน โผฏฐัพพารมณ์นับเข้าในธรรมานุปัสสนา
การตามรู้รูปนามทีละอย่าง
สมถยานิกกำหนดรู้อารมณ์ที่ปรากฏชัด เมื่อออกจากฌาน นามธรรมคือ ฌานจิตตุปบาทในขณะปัจจุบัน หทัยรูปเป็นที่ตั้ง ส่วนวิปัสสนายานิกกำหนดรู้รูปนามในขณะปัจจุบัน สติรู้เท่าทันสภาวะจิตเจตสิก อายตนะภายนอกเป็นที่ตั้ง การหยั่งรู้ไม่อาจกำหนดรู้และหยั่งเห็นสังขารธรรมในอัตภาพของตนโดยสิ้นเชิงตามกำลังที่ตนสั่งสมมา[10][๔๑] วิปัสสนามีรูปธรรมเพ่งลมหายใจเข้าออก มีนามธรรมย่อมกำหนดรู้องค์ฌาน[11][๔๒] นักปฏิบัติไม่สามารถรับรู้รูปนาม๒ หรือ๓ อย่างในขณะเดียวกันเพราะรูปนามแต่ละอย่างมีสภาวลักษณะต่างกัน
การบรรลุอรหัตตผลโดยไม่ได้รับรู้รูปนามทั้งหมด
หยั่งเห็นธาตุ ๔ บางส่วน[12][๔๓] หยั่งรู้ความเกิดดับของอายตนะอันเป็นเหตุแห่งผัสสะ[13][๔๔] หยั่งรู้ความเกิดดับของอุปาทานขันธ์ ๕[14][๔๕] หยั่งรู้ความเกิดดับของมหาภูต ๔[15][๔๖] หยั่งรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีสภาพเกิดขึ้นดับไป[16][๔๗] สัตบุรุษน้อมอย่างไรก็กล่าวอย่างนั้น[17][๔๘]
การหยั่งเห็นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
พระโมคคัลลานะ กำหนดอารมณ์แห่งการกำหนดของสาวกเพียงบางส่วนเหมือนใช้ปลายไม้เท้าค้ำไว้ พระสารีบุตรกำหนดรู้อารมณ์แห่งการกำหนดของสาวกโดยสิ้นเชิง [18][๔๙]
ธรรมในปฐมฌาน ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา วิญญาณ ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเบกขา มนสิการ
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดวิตก รู้ชัดว่า วิตก มีลักษณะยกจิตเข้าไปสู่อารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดวิจาร รู้ชัดว่า วิจารมีลักษณะ เคล้าคลึงอารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดปีติ รู้ชัดว่า ปีติมีลักษณะชื่นชมยินดีในอารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดสุข รู้ชัดว่า สุขมีลักษณะเสวยอารมณ์ที่น่ายินดี
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดเอกัคคตา รู้ชัดว่า เอกัคคตามีลักษณะไม่ซัดส่าย
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดผัสสะ รู้ชัดว่า ผัสสะมีลักษณะกระทบอารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดเวทนา รู้ชัดว่า เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดสัญญา รู้ชัดว่า สัญญามีลักษณะหมายรู้อารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดเจตนา รู้ชัดว่า เจตนามีลักษณะตั้งใจ
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดจิต รู้ชัดว่า จิตมีลักษณะรู้อารมณ์
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดฉันทะ รู้ชัดว่า ฉันทะมีลักษณะต้องการจะทำ
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดอธิโมกข์ รู้ชัดว่า อธิโมกข์มีลักษณะตัดสิน
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดวิริยะ รู้ชัดว่า วิริยะมีลักษณะพากเพียร
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดสติ รู้ชัดว่า สติมีลักษณะระลึกได้
เข้า-ออก ปฐมฌานกำหนดมนสิการ รู้ชัดว่า มนสิการมีลักษณะใส่ใจ
เข้า-ออก ทุติยฌานกำหนด... รู้ชัดว่า ...มีลักษณะ...
จน เข้า-ออกเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ไม่อาจกำหนด จึงกำหนดรู้ด้วยกลาปสัมมสนนัย(อนุมานวิปัสสนา)[19][๕๐] รู้เห็นธรรมดังกล่าวพร้อมกัน มิได้เห็นทีละอย่างเหมือนในฌานต้นๆ เพราะเป็นธรรมที่ละเอียด มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นสามารถกำหนดรู้ได้[20][๕๑]
การหยั่งเห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของธรรมเหล่านั้น หมายถึง การเกิดอุทยัพพยญาณ และภังคญาณ โดยรับรู้ธรรมที่เป็นปัจจุบันขณะ มิใช่ขณะเข้าฌาน ฌานจิตดวงเดียวกันสามารถหยั่งเห็น
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ
เป็นปัญญาที่ต่อเนื่องมาจากทิฏฐิวิสุทธิ มีความเชื่ออย่างแน่นอนแล้วว่า ในอดีตมีการเวียนว่ายตายเกิด มาแล้ว และในอนาคตก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกถ้ายังทำเหตุของการเกิดอยู่ ผู้ปฏิบัติจะ หมดความสงสัยในเรื่องภพชาติ ทั้งชาติที่แล้วมา ชาตินี้ หรือชาติหน้า จากทิฏฐิวิสุทธิที่เกิดด้วย นาม-รูปริจเฉทญาณที่รู้เพียงความแตกต่างของนามและรูป แต่ไม่รู้ว่านามและรูปเหล่านั้นมาจากไหน
ในกังขาวิตรณวิสุทธิที่หมดความสงสัยได้ เพราะเมื่อกำหนดนาม-รูปจนเข้าใจมากขึ้นแล้ว ก็จะรู้ว่านาม-รูปเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัย (ปัจจยปริคหญาณ) คือ รูปอันใดเกิดขึ้น (อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน) ก็รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด (เพราะมีจิตเป็นตัวรู้และสั่งงาน) นามอันใดเกิดขึ้น (ความคิด ความรู้สึก ชอบ หรือชัง) ก็รู้ว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร (เพราะมีการกระทบอารมณ์ตามทวารทั้ง ๖ เป็นต้น) ไม่เกี่ยวกับการสร้างหรือการดลบันดาลให้เกิดขึ้น สามารถตัดสินได้ว่าแม้ชาติก่อนตนก็เกิดด้วยเหตุ ปัจจัย ปัจจุบันก็เกิดมาได้ด้วยเหตุ ปัจจัย และความสันทัดที่มีอยู่ก็กำลังสร้างเหตุเพื่อการเกิดในชาติหน้า อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ชาติหน้าจึงมีเหตุปัจจัยที่กำลังรอส่งผลเช่นกัน แม้คนอื่นหรือสัตว์อื่น ก็ไม่พ้นไปจาก เหตุปัจจัยเช่นนี้เหมือนกัน
[1][๓๒] วิสุทฺธิ. ๒/๒๕๐
[2][๓๓] สติปัฏฐานสำหรับทุกคน, น. ๓๕
[3][๓๔] ขุ. ปฏิ. ญาณกถา ๓ /๗๒
[4][๓๕] วิสุทฺธิ. ๒/๒๕๐
[5][๓๖] วิสุทธิ. อ. ภาค ๒ / ๒๙
[6][๓๗] (อัฏฐสาลินี อ. ๑ / ๓๕๕)
[7][๓๘] ที. ฏี. ๒/๔๓๐
[8][๓๙] วิสุทฺธิ ๒/๗๐
[9][๔๐] ม. อ. ๔/๕๘
[10][๔๑] ม. ฏี. ๓/๓๒๖
[11][๔๒] ที. ฏี. ๒/๓๗๖
[12][๔๓] ม. อ. ๑/๕๗
[13][๔๔] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
[14][๔๕] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
[15][๔๖] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๐
[16][๔๗] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๑
[17][๔๘] สํ. ฬา. ๑๘/๒๔๕/๑๘๒
[18][๔๙] ม.อ. ๔/๕๘-๕๙
[19][๕๐] อนุปทสูตร ม.อุ. ๑๔/๙๕/๘๐
[20][๕๑] ม.อ. ๔/๖๑-๖๒