โครงการธรรมศึกษาวิจัย

วิธีการสอนพระพุทธศาสนา

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการ

ทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

บทที่ ๑

วิธีการสอนพระพุทธศาสนา

จำเป็นต้องอาศัยองค์รวมของสถานศึกษาและความพร้อมของผู้สอนและผู้เรียนโดยมีรายละเอียดที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้คือ

การเสริมสร้างความศรัทธา

การสอนสาระพระพุทธศาสนาแก่ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายซึ่งเป็นช่วงวัยรุ่นนั้นผู้สอนควรพึงระวังถึงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มากและควรจัดให้เหมาะสมสอดคล้องกับวุฒิภาวะความสนใจตลอดจนควรเอื้อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระศาสนาอีกด้วยดังนั้นจึงควรเริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยวิธีการสร้างศรัทธา (สุมนอมรวิวัฒน์, อ้างถึงในกระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ 2546 : 181) ความเชื่อมั่นที่ผู้เรียนควรมีต่อการเรียนรู้สาระพระพุทธศาสนามี 3 ประการดังต่อไปนี้คือ

(1) เชื่อมั่นว่าหลักพระพุทธศาสนาเป็นความรู้จริงความดีจริงและความงามที่แท้จริงพระธรรมคำสั่งสอนล้วนเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้

(2) เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติตนตามหลักของพระพุทธศาสนาย่อมเกิดผลที่มีคุณค่าที่แท้จริงแก่ชีวิตและ (3) เชื่อมั่นว่าการศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นการเรียนสาระความรู้ที่มีเหตุผลสามารถใช้ปัญญาพิสูจน์ให้เห็นจริงได้การเสริมสร้างศรัทธานั้นครูผู้สอนสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางต่อไปนี้

1. บุคลิกภาพของครูบุคลิกภาพของครูเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างศรัทธาดังนั้นบุคลิกภาพของครูที่สอนศีลธรรมจึงควรมีลักษณะดังนี้

(1.1) บุคลิกภาพทางกายมีความสะอาดแจ่มใสสงบและสำรวม

(1.2) เป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดีและมีจิตใจอิสระที่ปลอดโปร่งจากปัญหาและ

(1.3) มีความมั่นใจในตนเองไม่มีปมเด่นหรือปมด้อยในการที่ต้องมาสอนพระพุทธศาสนา

2. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับศิษย์และระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันผู้สอนต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้เรียนนักเรียนน่าจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นถ้าครูเดินเข้าห้องเรียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในระหว่างดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความจริงใจอีกทั้งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้นครูควรได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มี

ส่วนร่วมกับทุกคนนักเรียนต่างได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งช่วยทำให้กระบวนการเรียนการสอนสามารถดำเนินไปได้จนบรรลุจุดประสงค์ที่ผู้สอนได้วางไว้แต่แรกเริ่ม

3. การเสนอสิ่งเร้าและจูงใจนักเรียนโดยทั่วไปมักมีเจตคติต่อสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาว่าเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ที่คอยควบคุมมิให้ทำสิ่งใดได้ดั่งใจตนดังนั้นการที่จะสร้างศรัทธาให้นักเรียนเกิดความรู้สึกตระหนักในความสำคัญของการนับถือศาสนาจึงต้องใช้สื่อสิ่งเร้าเชื่อมโยงให้เห็นว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเขาและสามารถช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแท้จริงสื่อสิ่งเร้าที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนร่วมกันเกิดความสนใจต่อสาระพระพุทธศาสนากันมากขึ้นไปกว่าเดิมคือ

(3.1) ธรรมชาติและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผู้เรียนได้พบเห็นอยู่ทุกวันและมิได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนเช่นใบไม้ที่เขียวชอุ่มใบไม้แก่ที่เหลืองจัดเป็นต้นสื่อสิ่งเร้าเหล่านี้ครูผู้สอนสามารถที่จะหยิบมาใช้สอนได้อยู่เสมอ

(3.2) ข่าวและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตทุกเพศทุกวัยในแต่ละวันของการดำเนินชีวิต

(3.3) การใช้สื่อและวิธีการจัดทำนำเสนอสื่อต่างๆเพื่อเร้าความสนใจเช่นการจัดป้ายนิเทศการจัดนิทรรศการเป็นต้นและ

(3.4) คำวิจารณ์อย่างมีเหตุผลคำชมเชยการให้รางวัลการประกาศเกียรติคุณเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเสริมแรงจูงใจนักเรียนต่อการเรียนสาระพระพุทธศาสนา

การจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม

บรรยากาศของการเรียนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งสามารถช่วยให้การจัดกระบวนการเรียนการสอนของครูและนักเรียนได้ดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดายดังนั้นการจัดบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของการเรียนนั้นต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้คือ

(1) จัดลักษณะการวางโต๊ะเรียนในห้องเรียนให้ใหม่อยู่เสมอเพื่อใช้ฝึกการปฏิบัติในการเรียนรู้เรื่องมารยาทชาวพุทธหรือการบริหารจิตและเจริญปัญญา

(2) ให้นักเรียนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วมในการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ห้องพุทธศาสตร์บ้างตามวาระโอกาสที่เหมาะสม

(3) ถ้าสถานที่อำนวยครูอาจเปลี่ยนบรรยากาศโดยการพานักเรียนไปนั่งเรียนที่สนามใต้ร่มไม้ท่ามกลางธรรมชาติที่มีความสงบเพียงพอและ

(4) ถ้าโรงเรียนอยู่ใกล้วัดและมีโบสถ์วิหารที่กว้างขวางครูควรนำนักเรียนไปเรียนที่โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญเป็นบางครั้งบางคราวเพราะวัดและพระสงฆ์เป็นแหล่งวิทยาการที่ดีในการเรียนรู้สาระพระพุทธศาสนา

สรุปได้ว่าบรรยากาศในการเรียนรู้นั้นสำหรับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายควรจะมีลักษณะแจ่มใสร่าเริงปะปนคละเคล้าไปด้วยลักษณะของสาระเชิงวิทยาการจึงจะเหมาะสมที่สุด

บทที่ ๒

รูปแบบของการเรียนรู้

รูปแบบการเรียนรู้เป็นโครงสร้างที่ใช้เป็นแนวในการสร้างกระบวนการเรียนรู้การสอนและจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ลักษณะเด่นของรูปแบบการเรียนการสอนมีดังต่อไปนี้

(1)ครูควรพยายามเพิ่มศักยภาพทางความคิดแก่ผู้เรียนควรใช้คำถามกระตุ้นให้ใช้ความคิดระดับสูงตลอดจนการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันด้วย

(2) คำถามหรือแบบฝึกควรเป็นคำถามปลายเปิดเพื่อให้นักเรียนได้คิด

อย่างกว้างขวางและหลากหลายไม่ควรเป็นเรื่องที่มีคำตอบข้อถูกเพียงคำตอบเดียว

(3) ส่งเสริมกรณีศึกษาให้สามารถค้นพบวิธีการแก้ปัญหากรณีพบทางออกของชีวิตด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณให้มาก

4ควรส่งเสริมการเรียนรู้โดยใช้วัดเป็นแหล่งการเรียนรู้

อันจะเป็นหนทางในการหล่อหลอมความเป็นไทยของเยาวชนของชาติได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

(5)ส่งเสริมให้นักเรียนมีอิสระในการเลือกเรื่องที่ต้องการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเช่นเลือกศึกษาเรื่องเกี่ยวกับพระไตรปิฎกเป็นต้นทั้งนี้เพื่อช่วยสร้างนิสัยรักอิสระและเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนและ

(6) ครูควรจัดระยะเวลาเรียนให้พอเหมาะและมีความหลากหลายของวิธีการสร้างกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของเด็กคาดคะเนเวลาอย่างเหมาะสมและเข้าใจหลักการของการบูรณาการเชื่อมโยงหัวข้อความรู้ไปสู่ความคิดรวบยอดที่เป็นองค์รวม

การจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะกระบวนการ

มาตรฐานการเรียนรู้นี้จะประกอบไปด้วยสิ่งที่สำคัญ 3 ประการคือองค์ความรู้ (Knowledge) กระบวนการเรียนรู้ (Performance) และ คุณธรรม (Attribute) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักสูตรที่ต้องการเน้นความรู้คู่คุณธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนการเรียนรู้ตามหลักสูตรจะเน้นที่กระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติกระบวนการของสาระพระพุทธศาสนาได้แก่กระบวนการต่างๆเหล่านี้คือ

(1) กระบวนการความคิดรวบยอดซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอดในสาระการเรียนรู้ที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องและชัดเจน

(2) กระบวนการคิดวิเคราะห์โดยใช้การคิดที่ถูกวิธีคือโยนิโสมนสิการ

(3) กระบวนการสืบค้น

(4) กระบวนการฝึกปฏิบัติบริหารจิตและเจริญปัญญา

(5) กระบวนการขัดเกลาทางสังคม

(6) กระบวนการเผชิญสถานการณ์เพื่อการตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมและ

(7) กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ

จะเห็นได้ว่าวิธีการสอนสาระพระพุทธศาสนานั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญหลายส่วนด้วยกันดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนสาระการเรียนรู้กลุ่มนี้ที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบของการสอนแบบต่างๆทั้งนี้เพราะมีจุดประสงค์ที่เพื่อให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันของครูและนักเรียนกล่าวโดยสรุปก็คือในการจัดการเรียนการสอนนั้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างสูงสุดครูผู้สอนควรต้องคำนึงถึงหลักการและแนวทางในการสอนที่มีประสิทธิภาพควรมีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนของตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาอีกประการหนึ่งด้วย

การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป

การนำบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นมาแล้วผ่านการทดลองพิสูจน์และพัฒนาอย่างเป็นระบบแล้วนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนนั้นถือได้ว่าผู้สอนได้มีการพัฒนาในการทำงานของตนด้วยการนำนวัตกรรมทางการศึกษาหรืออีกนัยหนึ่งได้นำเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาเสริมสร้างคุณภาพในการจัดกระบวนการเรียนรู้แก่ผู้เรียนสำหรับการแก้ไขปัญหาของการเรียนการสอนในครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรงเข้ามาใช้ในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาเพราะสะดวกและประหยัดเวลาพร้อมกันนี้ก็ได้กำหนดสาระการเรียนรู้เรื่องพระไตรปิฎกชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 – ม.6) โดยการนำมาสร้างเป็นบทเรียนเพราะเป็นสาระที่สำคัญต่อการที่ผู้เรียนจะได้นำความรู้ที่ได้ศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและต่อสังคมในวันข้างหน้าได้ซึ่งในการกระทำครั้งนี้ผู้วิจัยได้คำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหาและวัยของผู้เรียนอีกด้วยเช่นกัน

พัฒนาการของบทเรียนสำเร็จรูป

จุดเริ่มต้นของการสร้างบทเรียนรูปได้เริ่มต้นเกิดขึ้นจากความพยายามของมนุษย์ในการที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตนเองตามแนวคิดที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณยุคที่ประเทศกรีซเจริญรุ่งเรืองเพราะมีนักปราชญ์ชาวกรีกนามว่าโสเครติส (Socratis, อ้างถึงในอำภาพันธุ์ธานินทร์ธราธาร 2542: 29) โสเครติสได้อบรมสั่งสอนพวกลูกทาสให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของทฤษฎี

เรขาคณิตด้วยการใช้ไดอะแกรมแบบง่ายๆซึ่งเป็นการสอนไปทีละขั้นจากง่ายไปสู่หลักการใหญ่นับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้บทเรียนสำเร็จรูปก็ได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นประเภทหนึ่งของนวัตกรรมทางการศึกษาที่ครูผู้สอนได้นำเอามาใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของตนตามสถาบันการศึกษาต่างๆทั่วประเทศไทยของเรานี้

ความหมายของบทเรียนสำเร็จรูป

นักการศึกษาจากต่างประเทศและนักการศึกษาไทยได้พยายามที่จะแสวงหาวิธีการปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพด้วยการคิดค้นหาวิธีสอนเพื่อเปลี่ยนบทบาทของครูและผู้เรียนรวมทั้งพยายามเสาะแสวงหาสื่อการสอนมาช่วยในการเปลี่ยนพฤติกรรมของครูและผู้เรียนให้เป็นไปตามจุดหมายปลายทางสำหรับความหมายของบทเรียนสำเร็จรูปนั้น

ดิกคินสัน (Dickinson 1987: 5-6, อ้างถึงในอัจฉราศิริอาชารุ่งโรจน์ 2542 : 35 ; กมลาสุริยพงศ์ประไพ 2546 : 19) กล่าวว่าบทเรียนสำเร็จรูปคือการเรียนรู้ด้วยตนเองในสถานการณ์ที่ผู้เรียนเรียนเป็นกลุ่มหรือเรียนเดี่ยวโดยปราศจากผู้สอนอาจจะเป็นการเรียนในช่วงเวลาสั้นๆเพียงบทเดียวหรืออาจจะเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดทุกบทเรียนผู้เรียนเรียนโดยอิสระและการเรียนด้วยตนเองนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความรับผิดชอบต่อการเรียนผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียนสำเร็จรูปต้องมีความรับผิดชอบสูงในการเรียนรู้จากสื่อกิจกรรมหรือสถานการณ์ต่างๆที่ผู้สอนจัดให้

ณฐพรบัวผัน (2545 : 9) ได้กล่าวสรุปถึงบทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่าหมายถึงสื่อการสอนที่ได้เตรียมการสอนไว้โดยจัดในรูปของบทเรียนที่แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อยๆให้ผู้เรียนได้เรียนทีละส่วนจากง่ายไปหายากตามลำดับมีคำถามที่ผู้เรียนได้คิดและคำตอบที่ผู้เรียนได้ทราบผลในทันทีเป็นการเสริมแรงในการเรียนผู้เรียนจะเรียนได้เร็วหรือช้าตามความสามารถของตัวเอง

ไพจิตรทองพันธ์ (2545 : 5) กล่าวว่าบทเรียนโปรมแกรมหมายถึงบทเรียนที่มีการเตรียมบทเรียนไว้ล่วงหน้าและจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นขั้นตอนให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาทีละน้อยตามความสามารถโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและผู้เรียนสามารถเห็นความก้าวหน้าตลอดเวลามีการตอบสนองระหว่างผู้เรียนและบทเรียนอย่างสม่ำเสมอถ้าหากผลการเรียน

ไม่ผ่านก็ต้องกลับมาเรียนในเนื้อหาเดิมก่อนก่อนที่จะเรียนในเนื้อหาใหม่ได้ไปเป็นขั้นๆ

เอื้องฟ้ายืนยั่ง (2545 : 4) ได้ให้ความหมายของบทเรียนสำเร็จรูปว่าบทเรียนโปรแกรมหมายถึงลำดับประสบการณ์ที่จัดวางไว้สำหรับนำผู้เรียนไปสู่ความสามารถโดยอาศัยหลักความสัมพันธ์ของสิ่งเร้ากับการสนองตอบซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ

กมลาสุริยพงศ์ประไพ (2546 : 20) ได้กล่าวสรุปถึงบทเรียนสำเร็จรูปว่าหมายถึงสื่อการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองโดยเรียงลำดับเนื้อหาแต่ละกรอบจากง่ายไปหายากแต่ละกรอบจะมีการเสนอเนื้อหาคำถามต่อเนื่องกันไปเมื่อผู้เรียนทำแต่ละกรอบเสร็จแล้วก็สามารถตรวจคำตอบได้ทันทีผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความสามารถ

ของแต่ละบุคคลจากความหมายที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปหรือบทเรียนแบบโปรแกรมเป็นเครื่องมือการศึกษาอย่างหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีทางการศึกษาสมัยใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนแก่นักเรียนทั้งนี้เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการคิดแก้ปัญหาตลอดจนคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมีเหตุผลรวมทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนหาความ

รู้ได้ตามกำลังความสามารถและความสนใจของแต่ละบุคคลอีกด้วย

ลักษณะสำคัญของบทเรียนสำเร็จรูป

ได้มีผู้กล่าวถึงลักษณะของบทเรียนสำเร็จรูปไว้หลายท่านด้วยกันเช่น

กุศยาแสงเดช

(2545 : 9) ราตรีหาญอาษา (2545 : 15) เอื้องฟ้ายืนยั่ง (2545 : 15) และกมลาสุริยพงศ์ประไพ (2546: 20-21) เป็นต้นซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับสาระของบทเรียนสำเร็จรูปต่างๆดังกล่าวสามารถสรุปลักษณะที่สำคัญของบทเรียนสำเร็จรูปได้ดังนี้

1. เนื้อหาวิชาถูกแบ่งเป็นขั้นย่อยๆซึ่งเรียกว่า “กรอบ” (Frame) และกรอบเหล่านี้จะเรียงลำดับจากง่ายไปหายากโดยมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ประโยคหนึ่งจนถึงข้อความเป็นตอนๆเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนไปทีละน้อยๆจากสิ่งที่รู้แล้วไปสู่ความรู้ใหม่เป็นการเร้าความสนใจของนักเรียนไปในตัว

2. ภายในแต่ละกรอบจะต้องให้นักเรียนมีการตอบสนอง (Response) เช่นตอบคำถามหรือเติมข้อความลงในช่องว่างทำให้นักเรียนแต่ละคนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้จากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของบทเรียน

3. นักเรียนได้รับเสริมแรงย้อนกลับทันทีซึ่งทำให้นักเรียนทราบว่าคำตอบของตนถูกหรือผิดและสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดของตนได้ทันที

4. การจัดเรียงลำดับหน่วยย่อยๆของบทเรียนต้องต่อเนื่องกันไปตามลำดับจากง่ายไปหายากการนำเสนอเนื้อหาแต่ละกรอบควรลำดับขั้นของเรื่องให้ชัดเจนเพื่อง่ายต่อการเข้าใจและทำให้ผู้เรียนตอบสนองเรื่องนั้นได้โดยตรง

5. ผู้เรียนต้องปฏิบัติหรือตอบคำถามแต่ละกรอบไปตามวิธีการที่กำหนดให้

6. ผู้เรียนค่อยๆเรียนเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆทีละขั้น

7. ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนด้วยตนเองโดยไม่จำกัดเวลาการใช้เวลาในการศึกษา

บทเรียนนั้นขึ้นอยู่กับสติปัญญาและความสามารถของนักเรียนแต่ละคน

8. บทเรียนสำเร็จรูปได้ตั้งจุดมุ่งหมายเฉพาะเอาไว้แล้วมีผลทำให้สามารถวัดได้ว่าบทเรียนนั้นๆได้บรรลุเป้าหมายหรือไม่

9. บทเรียนสำเร็จรูปยึดนักเรียนเป็นสำคัญกล่าวคือการคำนึงถึงผู้เรียนเป็นเกณฑ์นั้นคือต้องนำเอาบทเรียนที่เขียนขึ้นไปทดลองใช้กับผู้ที่สามารถใช้บทเรียนนั้นได้เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องและปรับปรุงให้สมบูรณ์ขึ้นก่อนที่จะนำไปใช้จริงจากลักษณะและแนวคิดหลายทัศนะที่กล่าวมาแล้วสามารถกล่าวได้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปมีลักษณะที่สำคัญ 3 อย่าง (พระสมชายคำอินทร์ 2543 : 26-27) คือวิธีจัดลำดับเนื้อหาวิธีการใช้และประโยชน์ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1. วิธีจัดลำดับเนื้อหามีวิธีการจัดคือ

1.1 เนื้อหาแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยๆ

1.2 จัดลำดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก

1.3 เนื้อหาและคำอธิบายดึงดูดความสนใจของผู้เรียนเนื้อหานั้นจะต้องประกอบไปด้วยลำดับขั้นของหน่วยการสอนที่มีความหมายเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายเฉพาะกรอบต่างๆจะต้องเรียงลำดับจากขั้นหนึ่งไปยังอีกขั้นหนึ่งจนถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการและมีลักษณะต่อเนื่องกัน

2. วิธีการใช้มีลักษณะดังนี้คือ

2.1 ผู้เรียนมีโอกาสกระทำขณะที่เรียน

2.2 การเรียนเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องกัน

2.3 ผู้เรียนสนองตอบสิ่งที่เรียนโดยการเติมคำลงในช่องว่างหรือเลือกคำตอบที่

ถูกต้องผู้เรียนจะก้าวจากสิ่งที่รู้แล้วไปสู่ความรู้ใหม่ที่บทเรียนเตรียมไว้ให้ผู้เรียนจะทราบทันทีว่าผลการตอบสนองของตนนั้นถูกหรือผิด

3. ประโยชน์บทเรียนสำเร็จรูปมีประโยชน์ดังนี้

3.1 ผู้เรียนได้ทราบผลการเรียนได้ด้วยตนเองทันที

3.2 ผู้เรียนได้รับความพอใจในความสำเร็จจากการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป

3.3 บทเรียนสำเร็จรูปเป็นบทเรียนที่ใช้ส่งเสริมหรือสนับสนุนให้นักเรียนใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

3.4 บทเรียนสำเร็จรูปให้โอกาสนักเรียนเรียนไปอย่างรวดเร็วหรือช้าตามความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนกล่าวสรุปได้ว่าลักษณะที่สำคัญของบทเรียนสำเร็จรูปก็คือลักษณะที่เป็นข้อความรู้ที่

แบ่งออกเป็นขั้นตอนย่อยๆเรียงลำดับต่อเนื่องกันไปโดยเริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปยังสิ่งที่ยากขึ้นผู้เรียน

จะต้องศึกษาไปตามขั้นตอนในแต่ละขั้นซึ่งมีคำถามคำตอบไว้เพื่อให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้

ความเข้าใจมีการเสริมแรงเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้นในขั้นต่อไปเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ขึ้น

อยู่กับความสามารถทางสมองของผู้เรียนแต่ละคน

คุณค่าของบทเรียนสำเร็จรูป

บทเรียนสำเร็จรูปที่ดีนั้นย่อมเป็นที่ยอมรับจากนักการศึกษาว่ามีคุณค่าต่อการเรียนการสอนยิ่งนักสมควรที่จะได้รับการสนับสนุนให้มีการนำมาใช้ในวงการศึกษากันอย่างกว้างขวางแต่อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีข้อจำกัดบ้างในบางเรื่องหรือบางสถานการณ์ซึ่งถ้าเราศึกษากันอย่างจริงจังแล้วก็จะพบว่าบทเรียนสำเร็จรูปทุกแบบมีคุณค่าทางการศึกษามากมายนอกจากนี้ยังสามารถช่วย

แก้ปัญหาทางการศึกษาในด้านต่างๆได้อีกด้วยซึ่ง

เพ็ญศรีสร้อยเพชร (2542 : 78-79) ได้กล่าวถึงคุณค่าของบทเรียนสำเร็จรูปไว้ดังนี้คือ

1. ส่งเสริมให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพราะบทเรียนสำเร็จรูปที่นำมาใช้จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบประสิทธิภาพมากมายหลายขั้นตอน

2. นักเรียนมีโอกาสศึกษาด้วยตนเองและดำเนินการเรียนไปตามความสามารถของตนคล้ายกับได้มีโอกาสเรียนกับครูแบบตัวต่อตัว

3. ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาได้ใช้ศึกษาด้วยตนเองไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด

4. ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปนั้นใช้หลักจิตวิทยาเข้าช่วยทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้โดยไม่เบื่อหน่ายเพราะมีการเสริมแรงในบทเรียนอยู่ตลอดเวลา

5. ช่วยเสริมการเรียนรู้ในกรณีที่ผู้เรียนมีสติปัญญาต่ำหรือผู้ที่ขาดเรียนให้เรียนทันเพื่อนได้

6. การถ่ายทอดเนื้อหาที่เริ่มจากง่ายไปยากทำให้ผู้เรียนทุกระดับสามารถศึกษาเนื้อหาบทเรียนได้ง่ายขึ้น

7. ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากเรียนเพราะมีการเร้าให้ตอบและถึงแม้จะตอบผิดก็ไม่มีผู้ใดเยาะเย้ยและเมื่อตอบผิดแล้วสามารถแก้ไขความเข้าใจผิดได้ในทันที

8. ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูเพราะครูคนเดียวสามารถคุมนักเรียนให้เรียนบทเรียนสำเร็จรูปได้คราวละหลายสิบคน

9. สนองความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคลเด็กที่เรียนช้ามีเวลาศึกษามากขึ้นและเด็กที่เรียนเร็วก็ใช้เวลาศึกษาน้อยมีโอกาสใช้เวลาที่เหลือไปทำงานอื่นโดยไม่ต้องเสียเวลารอเพื่อน

10. เป็นการทุ่มเทเวลาในการสอนบทเรียนหนึ่งๆเพราะผลจากการวิจัยหลายฉบับพบว่าบทเรียนสำเร็จรูปสามารถสอนเนื้อหาได้มากเท่ากับวิธีสอนแบบอื่นโดยใช้เวลาน้อยกว่า

11. จากการให้ผู้เรียนเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปจะทำให้ครูมีเวลาศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียนได้มากและง่ายขึ้นนอกจากนี้ครูยังมีเวลาในการเตรียมบทเรียนอื่นๆที่จะใช้สอนต่อไปอีก

12. ช่วยแก้ปัญหาในด้านการลดรายจ่ายในการใช้สื่อการเรียนอื่นเพราะบทเรียนสำเร็จรูปสามารถผลิตขึ้นใช้จำนวนมากๆในต้นทุนที่ต่ำกว่า

13. เป็นการปลูกฝังความมีประชาธิปไตยแก่นักเรียนเพราะการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปผู้เรียนจะต้องมีคารวะธรรมคือไม่แอบดูคำตอบก่อนมีสามัคคีธรรมคือผู้เรียนไม่เกิดการแก่งแย่งกันทางการเรียนเพราะแต่ละคนก็จะเรียนไปตามความสามารถของตนเองและมีปัญญาธรรมเพราะเมื่อผู้เรียนได้ศึกษาเนื้อหาจากบทเรียนสำเร็จรูปแล้วก็จะเกิดการเรียนรู้จากการตอบสนองด้วยตนเองได้จากความเห็นที่ได้กล่าวมาแล้วจึงสามารถสรุปได้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปเป็นนวัตกรรมหรือเป็นเทคโนโลยีทางด้านการศึกษาที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการถูกนำมาใช้สำหรับการศึกษาค้นคว้าหรือทดลองเพื่อหาหลักการที่ดีและเหมาะสมที่สุดต่อการพัฒนาการเรียนการสอนของครูให้ได้ผลดียิ่งขึ้นและสามารถทำให้ผลการเรียนรู้ของนักเรียนสูงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย