โครงการธรรมศึกษาวิจัย

หลักธรรมเพื่อประพฤติพรหมจรรย์

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา

มูลนิธิเบญจนิกาย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑

๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษาพุทธวิธีการพ้นทุกข์ตามหลักฐานทางพระพุทธศาสนาช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษาพุทธวิธีการพ้นทุกข์ให้เข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ และที่สำคัญการอุปมาที่สำคัญ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่  ๑

การครองชีวิตที่ประเสริฐสุด

  การครองชีวิตที่ประเสริฐสุดและการแนะวิธีธรรมปฏิบัติ, พระผู้มีพระภาคได้แสดงกัลยาณมิตร เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ว่า

    ภิกษุทั้งหลายเมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใด  ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำ  เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอารยอัษฎางคิกมรรคแก่ภิกษุ  ฉันนั้นความมีกัลยาณมิตร  เท่ากับเป็นพรหมจรรย์(การครองชีวิตประเสริฐ) ทั้งหมดทีเดียวเพราะว่าผู้มีกัลยาณมิตรพึงหวังสิ่งนี้ได้คือ  จักเจริญจักทำให้มากซึ่งอารยอัษฎางคิกมรรคอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตรผู้มีกัลยาณมิตรย่อมกำจัดอกุศลได้และย่อมยังกุศลให้เกิดขึ้นความมีกัลป์ยาณมิตร

ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ยิ่งใหญ่ [1]

เมื่อมีกัลยาณมิตรแล้วสิ่งที่ดีก็จะปรากฏ ซึ่งจะมีปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ วิธีอันเป็นทางเกิดแห่งแนวคิดที่ถูกต้องและเป็นต้นทางของความดีงามทั้งปวงสิ่งที่เป็นปัจจัยมี

  ๑.ปรโตโมสะ  อันได้แก่เสียงจากผู้อื่นช่วยการกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก

    ๒.โยนิโสมนสิการ  เป็นการใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือกระทำในใจโดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้น ๆหรือปัญหานั้น ๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย“ความได้สดับแต่บุคคลอื่น๑ความทำในใจโดยแยบคาย๑เป็นปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิธรรม๒ประการนี้แลเป็นปัจจัยเมื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ”[2]

  จุดเริ่มที่เป็นบุพภาคของการศึกษาของการได้ยินได้ฟังสิ่งที่ดีที่เรียกปรโตโมสะนั้นก็คือกัลป์ยาณมิตตตาผู้มีหน้าที่การงานที่พึงกระทำสามารถ  ทำให้ประกอบกิจในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่าธุระ ซึ่งในพระพุทธศาสนามี ๒  อย่างคือ

. คันถธุระ  ธุระฝ่ายการศึกษาหรือกิจด้านการเล่าเรียน

.วิปัสสนาธุระ ธุระฝ่ายเจริญวิปัสสนาเป็นกิจด้านการบำเพ็ญภาวนาหรือเจริญกรรมฐานซึ่งรวมทั้งสมถะด้วย เรียกรวมเข้าในวิปัสสนาโดยฐานะเป็นส่วนคลุมยอดธุระ ๒ นี้[3]

โยนิโสมนสิการจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่และเป็นไปเพื่อความดำรงมั่นความไม่เสื่อมสูญและไม่อันตรธานแห่งสัทธรรมฯลฯมีธรรมที่เทียบคล้ายกับโยนิโสมนสิการนี้ ทิฏฐิสัมปทา  ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิและ อัปปมาทสัมปทาความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะพระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงการคบหามิตรที่ดีนี้เป็นสิ่งทีสร้างความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นกับบุคคลมิตรดีดังที่ทรงตรัสไว้ว่า

“ความเป็นผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีเพื่อนดีนี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวดูกรอานนท์อันภิกษุผู้มีมิตรดีมีสหายดีมีเพื่อนดีพึงหวังข้อนี้ได้จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์๘จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์๘”[4]

  หลักธรรมเพื่อประพฤติพรหมจรรย์

การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อยังความบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นทั้งกายวาจาใจนั้นต้องอาศัยธรรมปฏิบัติที่ยังความบริสุทธิ์หรือเพื่อการประพฤติซึ่งพรหมจรรย์๑๐ ประการนี้ คือ

๑.ทาน คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการบริจาคทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ 

๒.เวยยาวัจจะ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการช่วยขวนขวายทำงานที่เป็นบุญ

๓.รักษาศีล คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล๑๐และศีล ๒๒๗

๔.อัปปมัญญา คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการเป็นอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรม คือ เป็นผู้ที่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อคนอื่นเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

๕.เมถุนวิรัติ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ทุกชนิด

๖.สทารสันโดษ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการสันโดษ ยินดีอยู่แต่ในภรรยาสามีของตัวเอง ไม่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาสามีของคนอื่น

  ๗.วิริยะ คือการประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเพียรพยายามละความชั่วพยายามทำ ความดี

  ๘.อุโบสถศีล คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีลอุโบสถ ๘ ประการ

    ๙.อริยมรรค คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการดำเนินชีวิตแบบมีอริยมรรค

  ๑๐.ศาสนา คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการประกาศศาสนา ได้แก่คำสั่งสอนดังที่แสดงไว้ใน มังคลัตถทีปนีดังนี้“พรหมจรรย์มี ๑๐ อย่าง ด้วยสามารถแห่งทาน เวยยาวัจจะ เบญจศีล อัปปมัญญา เมถุนวิรัติ สทารสันโดษ วิริยะ องค์อุโบสถ อริยมรรค และ ศาสนา”[5]

  ลำดับแห่งพรหมจรรย์  อาศัยธรรมที่เพิ่มพูนขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องศีลดังที่แสดง

ก.พรหมจรรย์เบื้องต้น ผู้ครองเรือนครองตนด้วยการรักษาศีล ๕มีความพอใจในคู่ครอง

  ข. พรหมจรรย์ขั้นกลาง ผู้ครองเรือนควรรักษาศีล ๕ เป็นประจำ และรักษาศีล ๘

ค.พรหมจรรย์ขั้นสูง สำหรับผู้ครองเรือน ถือศีล๘ ตลอดชีวิตและครองชีวิตที่ประเสริฐ

ปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด  สำหรับภิกษุก็ประพฤติสมณธรรมพรหมจรรย์ทุกขั้นจะตั้งมั่นอยู่ได้ต้องอาศัยการฝึกสมาธิเป็นหลักพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นโดยการยึดหลักศีล สมาธิ ปัญญา

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องผู้มีมิตรดี มีความเคารพ กระทำตามคำของมิตรนำพาชีวิตให้ เป็นกัลยาณมิตรและกัลยาณมิตรชื่อว่าพรหมจรรย์ดังที่ทรงตรัสไว้ว่า

    ดูกรอานนท์ เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้นก็ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว

    ดูกรอานนท์ อันภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘

  ภิกษุใดผู้มีมิตรดี มีความยำเกรง  มีความเคารพ กระทำตามคำของมิตรดีทั้งหลายมีสติสัมปชัญญะภิกษุนั้นพึงบรรลุธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับฯ[6]

  จึงกล่าวได้ว่า  ”การประพฤติพรหมจรรย์ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท  เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังญาณทัสสนะให้สำเร็จเขามีความยินดีด้วยญาณทัสสนะนั้น แต่มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะญาณทัสสนะนั้น เขาย่อมไม่มัวเมาไม่ถึงความประมาท...เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังสมยวิโมกข์ให้สำเร็จ[7]

  หลักธรรมไตรสิกขา

อันเป็นหลักธรรมสำคัญที่จะนำพาชีวิตให้ข้ามพ้นจากสีลัพพตปรามาสได้ ต้องเป็นผู้ได้รับศึกษาสำเหนียก อบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญาเป็นธรรมที่สร้างให้มีความสามารถข้ามพ้นสีลพัตตปรามาสเพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดคือพระนิพพาน  การอบรม กาย วาจา จิตใจนี้ต้องอาศัยหลักแห่งไตรสิกขา  ความหมาย สิกขาหมายถึงการศึกษาการสำเหนียกข้อที่ต้องศึกษาข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม ไตรแปลว่าสาม ไตรสิกขาหมายถึง สิกขา ๓เป็นข้อที่ต้องศึกษาข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษาคือฝึกหัดอบรม กาย วาจาจิตใจและปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดคือพระนิพพานประเภทสิกขา ๓ประการ คือ“๑. อธิศีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง)  ๒. อธิจิตตสิกขา(สิกขาคือจิตอันยิ่ง)  ๓. อธิปัญญาสิกขา(สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง)”[8]

หลักธรรมในสติปัฏฐาน  ๔ 

หลักธรรมที่นำมาเพื่อแก้ไขให้ข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสที่สำคัญยิ่งคือเรื่องการปฏิบัติในหนทางพ้นทุกข์หนทางนี้เป็นที่ตั้งแห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐาน ๔  หมายเอาที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆมีความเป็นธรรมดาสติ-ปัฏฐาน ๔เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยตรง  ดังนั้น  สติปัฏฐาน ๔  จึงเปรียบเป็นทางเชื่อมสำคัญ ทางเดียวที่นำไปสู่ทางเอกสุดท้าย ทางเอกนั้นคือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะวิปัสสนากรรมฐานมีจุดหมายปลายทางแน่นอนคือวิสุทธิเท่านั้นเมื่อถึงที่หมายคือวิสุทธิแล้วเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทางท่องเที่ยวไปมาในวัฏฏะสงสาร กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิปัสสนากรรมฐาน มีสติปัฏฐานเป็นเหตุ และมีวิสุทธิเป็นผล ความบริสุทธิ์มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความเชื่อ หรือการอ้อนวอน แต่เกิดขึ้นด้วยการพิสูจน์หรือด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น วิสุทธิมรรคกล่าวถึง การตั้งอยู่ในศีล  สมาธิ  ปัญญา ภิกษุผู้ทำศีลให้บริบูรณ์ชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีล เจริญอยู่ในวิปัสสนา เป็นการเจริญปัญญา และมีองค์แห่งความเพียร อาตาปี อันเป็นเหตุเผากิเลสให้เร่าร้อน การเจริญสติปัฏฐาน  ๔  นี้คือการทำงานของสติ ปัญญาและความเพียร พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญและชี้ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเห็นว่าหนทางนี้เป็นทางสายเอก  เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อล่วงความโศกและปริเทวนาการ  เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส  เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานหนทางสายนี้คือสติปัฏฐาน  ๔ ประกอบด้วย

.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นเพียงกายไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

๒.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

    .จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงจิตมีราคะ หรือไม่มีราคะ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติรู้ชัดจิต

    ๔.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงธรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา  คือ “มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลายได้แก่ นิวรณ์ ๕ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒  โพชฌงค์ ๗ อริยสัจ ๔  ว่าคืออะไรเป็นอย่างไรมีในตนหรือไม่เกิดขึ้นเจริญบริบูรณ์และดับไปได้อย่างไรตามที่เป็นจริงอย่างนั้นๆ[9]การเจริญธัมมานุปัสสนามีปัญญารู้เท่าทันดังที่แสดงไว้ว่า  “ธัมมานุปัสสนาใช้สติตามดูมีปัญญารู้เท่าทันเรื่องราวทั้งหลายที่รู้ที่คิดที่เกิดขึ้นในใจ”[10]การเจริญธัมมานุปัสสนามีความสำเร็จต้องอาศัยองค์แห่งปัญญาดังที่  พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า  “การพิจารณาองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้โพชฌงค์๗ พิจารณาตามรู้ในขณะนั้น ๆ ว่า  โพชฌงค์  ๗ อันได้แก่  สติ  ธรรมวิจัย วิริยะ  ปีติ  ปัสสัทธิ  สมาธิ และอุเบกขา มีอยู่ในจิตใจหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วเจริญเต็มบริบูรณ์ได้ โพชฌงค์๗[11]  การเจริญธัมมา-นุปัสสนาพิจารณาองค์แห่ง อริยสัจ  ๔  เห็นความเกิดดับดังที่แสดงให้เห็นว่า

“การพิจารณาองค์แห่ง อริยสัจ  ๔  คือรู้ชัดอริยสัจ  ๔  แต่ละอย่างตามความเป็นจริงว่านี้คือทุกข์  นี้เหตุให้เกิดทุกข์  นี้ความดับทุกข์  นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์[12]  พระพุทธศาสนา  ได้ให้ความสำคัญแก่สติและถือว่าสติเป็นอุปการธรรมในขั้นของศีลขั้นสมาธิ  และขั้นปัญญา การดำเนินชีวิตที่มีสติคอยกำกับนั้น  พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นการดำเนินชีวิตที่ไม่ประมาท หรือมีอัปปมาทธรรม  ยังประโยชน์เพื่อข้ามพ้นความเห็นผิดในทางซึ่งในปทสูตร สังยุตตนิกาย ได้แสดงความยกย่องสติและอัปปมาทธรรมอันเป็นธรรมไม่ประมาทไว้ดังนี้  “ภิกษุควรบำเพ็ญความไม่ประมาทคือการคุ้มครองรักษาใจด้วยสติด้วยตนเองในฐานะ๔  คือจิตของเราอย่าติดใจในธรรมที่ชวนให้เกิดความติดใจจิตของเราอย่างขัดเคืองในธรรมที่ชวนให้เกิดความขัดเคืองจิตของเราอย่างหลงใหลในธรรมที่ชวนให้เกิดความหลงใหล[13] ด้วยเหตุที่การกระทำใดๆของมนุษย์ทั้งดีและเลวล้วนมีที่มาจากจิตซึ่งคอยคิด ตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำ รวมทั้งจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กระทำนั้นไว้ด้วยเป็นสำคัญ การศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับมูลเหตุและปัจจัยอันจะทำให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตหนทางปฏิบัติในปัจจุบันและจะเป็นปัจจัยต่อไปในอนาคตกาลเป็นแนวทางให้เข้าใจความหมายของสีลพัตตปรามาสตามความเป็นจริง  และมีข้อควรปฏิบัติที่ถูก แม้การปฏิบัติจะไม่ถึงจุดประเสริฐสูงสุดทางพระพุทธศาสนา คือ มรรคผล นิพพาน แต่ฝึกพินิจพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ก็จะเห็นผลดีของข้อพึงปฏิบัติและผลเสียของข้อไม่ควรปฏิบัติ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สุขที่แท้จริงกับชีวิตตนเองได้พระพุทธศาสนาเกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบและ ผลตอบแทนที่ได้ จากการตรัสรู้เองนั้นได้ส่องประกายของความสุขแก่ มวลมนุษย์ชาติ ผู้ที่ได้ฟัง ได้ศึกษาได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์โดยไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนาภาษาและ  วัฒนธรรมโดยไม่เลือกชั้นวรรณะโดยให้เข้าถึงหลักธรรมอันสูงสุดและลึกซึ้งถึงคำว่านิพพานการเข้าถึงหรือ การเฉียดเข้าไปให้ใกล้พระนิพพาน มีหลากหลายวิธีตามความเชื่อของศาสนายุคโบราณแต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว ได้สั่งสอนหมู่สัตว์ไปทั่วทุกแห่ง ทั้งมนุษย์ และเทวดาทั้งหลายด้วย พระพุทธองค์ทรง สามารถดึงให้คนทุกชาติ ทุกวรรณะ  ได้เข้าถึงธรรมะโดยทางเดียวกัน  นั่นคือ ความหลุดพ้น 

  หลักธรรมว่าด้วยทางสายกลาง

  พระพุทธศาสนา มีหลักธรรมต่าง ๆ  เป็นเรื่องของความเป็นจริง ตามธรรมชาติ  การเกิด  ดับ  การเปลี่ยนแปลง การพื่งพาอาศัยกัน การอยู่ร่วมกันธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและสั่งสอนสรรพสัตว์ ให้พ้นจากห้วงทุกข์ นี้เป็นสัจจธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา)  เป็นทางอันประเสริฐ  เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ทุกกาลสมัย  เป็นหลักธรรมคำสอนอันปราศจาก ทางสุดโต่งทั้ง  ๒ ทาง  ความทุกข์  หรือความสุข และมรรคมีองค์ ๘  ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงไว้ว่า“ ภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจคืออริยมรรคมีองค์  ๘  คือ  สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นชอบ)  สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ)  สัมมาวาจา[14]  สัมมากัมมันตะ(การกระทำชอบ)  [15]สัมมาอาชีวะ(การเลี้ยงชีพชอบ)  [16]สัมมาวายามะ(ความพยายามชอบ)[17] สัมมาสติ(ความระลึกชอบ)สัมมาสมาธิ(ความมีจิตตั้งมั่นชอบ) “[18]



  [1] สํ.ม. ๑๙/๕-๑๒๙/๒-๓๐; องฺ.เอก. ๒๐/๗๒-๑๒๘/๑๓-๒๒; ขุ.อิติ. ๒๕/๑๙๕/๒๐๔.

[2] ม.มู. ๑๒/๔๙๗/๓๘๑; องฺ.ทุก. ๒๐/๓๗๑/๙๘.

[3] ธ.อ. ๑/๗.

[4] สํ.ม. ๑๙/๕/๒.

    [5] มหามกุฏราชวิทยาลัย, มังคลัตถทีปนีแปล, ภาค ๕,พิมพ์ครั้งที่ ๑๘, ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย ๒๕๓๗ ), หน้า ๓๗.

  [6] ขุ.อิติ. ๒๕/๑๙๕/๒๐๔.

    [7] ม.ม. ๑๒/๓๕๑/๒๖๑-๒๖๓.

[8] องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๐๕/๑๓๒.

  [9] ที.ม. ๑๐/๒๗๓-๓๐๐/๒๕๗-๒๗๗.

    [10] ที.มหา. ๑๐/๒๗๓/๒๕๗.

  [11] ที.ปา. ๑๑/๓๒๗/๒๕๓ ; อภิ.วิ. ๓๕/๕๔๒/๓๑๐.

  [12] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๘๑๒.

  [13]  สํ.มหา. ๑๙/๒๕๓/๖๕ ; องฺ.ทสก. ๒๔/๑๕/๒๕.

    [14]ที.ปา. ๑๑/๘๓/๙๖, ที.มหา. ๑๐/๒๙๙/๒๗๔–๒๗๖,ม.อุ. ๑๔/๗๐๔/๓๘๔–๓๘๖.

[15]ที.มหา. ๑๐/๒๙๙/๒๗๕. 

[16]องฺ.ปญจก. ๒๒/๑๗๗/๒๑๑.

[17]ที.มหา. ๑๐/๒๙๙/๒๗๕, ม.มู. ๑๒/๑๔๙/๘๖, ม.อุ. ๑๔/๗๐๔/๓๘๔.

[18] วิ.มหา. ๔/๑๓/๑๖.