มรรคมีองค์ ๘หรืออริย-อัฏฐังคิกมรรค แปลว่า  ทางมีองค์ ๘ประการอันประเสริฐ ประกอบด้วย

  . สัมมาทิฏฐิ  เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือรู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท  สัมมาทิฏฐิ  คือ  ความเห็นถูกต้อง  ความรู้ถูกต้อง  ความเข้าใจถูกต้อง  หมายความว่า  การเห็นอริยสัจ  ๔  ตามความเป็นจริง  เห็นตรงตามสภาวะของธรรมชาติซึ่งเริ่มจากการรู้จักคิดใคร่ครวญและพิจารณาอันเป็นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลเรียกว่า  โยนิโสมนสิการ  ประกอบปัจจัยภายนอกคือกัลยาณมิตร  ได้แก่สิ่งแวดล้อมที่ดีงามถูกต้อง  ช่วยชักจูงให้เกิดสัมมาทิฏฐิ การกระทำต่าง ๆ เป็นไปด้วยความถูกต้องดีงามมีพระพุทธพจน์ที่แสดงถึงความสำคัญของสัมมาทิฏฐิ  ไว้ดังนี้

    ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน  สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนคือ  แสงเงินแสงทองฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจ ๔ตามความเป็นจริง  คือ  สัมมาทิฏฐิ  ฉะนั้น เหมือนกันอันภิกษุผู้มีความเห็นชอบพึงหวังข้อนี้ว่า  จักรู้ตามความเป็นจริงว่า  นี้ทุกข์นี้ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา[1]

  สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานในมรรคมีองค์ ๘ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

  “บรรดามรรค  ๘  นั้นสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือภิกษุรู้จักมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ  รู้จักสัมมาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ  ความรู้ของเธอนั้นเป็น  สัมมาทิฏฐิ[2]  สัมมาทิฏฐิ  แบ่งเป็น  ๒  ระดับ  คือ  “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน เรากล่าวว่าสัมมาทิฏฐิมี ๒  อย่างคือสัมมาทิฏฐิยังมีอาสวะซึ่งจัดเป็นฝ่ายบุญ อำนวยวิบากขันธ์อย่างหนึ่งกับสัมมาทิฏฐิ  เป็นอริยะเป็นโลกุตตระ  และเป็นองค์มรรคอย่างหนึ่ง[3]

    .สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกียะ  คือสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นที่เป็นฝ่ายบุญ  เช่น  ความเห็นว่า  การทำบุญมีผล  การให้ทานแล้วมีผล  กรรมที่ทำไว้ย่อมมีผล  ซึ่งความเห็นในระดับนี้สามารถกำจัดความเห็นผิดในขั้นหยาบได้  เป็นแรงชักนำให้เกิดกายกรรม  วจีกรรม  และมโนกรรมที่เป็นกุศล  สัมมาทิฏฐิขั้นนี้อาจเรียกได้ว่า  การเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม

    .  สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตระ  คือสัมมาทิฏฐิเบื้องสูงเป็นองค์มรรคเป็นตัววิชชา  ปัญญาของพระอริยเจ้า  ซึ่งความเห็นในระดับนี้สามารถกำจัดความเห็นผิดขั้นอนุสัยคืออวิชชา  เป็นต้นได้  สัมมาทิฏฐิประเภทนี้เกิดจาก  โยนิโสมนสิการ  และไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงปรโตโฆสะทีดีหรือกัลยาณมิตรด้วยการรับฟังแล้วเชื่อตามคนอื่นด้วยศรัทธา  เพราะสัมมาทิฏฐิประเภทนี้ต้องเป็นการรู้จักที่ตัวสภาวะ  ต้องเอาธรรมชาตินั่นเองมาเป็นข้อพิจารณาโดยตรง  จึงเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง  หรือรู้เข้าใจตามสภาวะของธรรมชาตพระพุทธศาสนา  ถือว่าสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้เกิดสัมมาทิฏฐินั้น  คือความเห็นคลาดเคลื่อน  ไม่ตรงตามความเป็นจริง  เรียกว่าวิปปัลลาส  มี  ๓  อย่างคือ 

  ๑)สัญญาวิปปัลลาส  ความจำได้หมายรู้คลาดเคลื่อนจากความจริงว่าในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง  ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม 

  ๒)  จิตวิปปัลลาส  ความคิดคลานเคลื่อนไปจากความจริงว่าในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม

  )  ทิฏฐิวิปปัลลาส”ความเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความจริงว่า  ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง  ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข  ในสิ่งที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน  ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม[4]

    ความรู้ธรรมชาติอันเป็นสัมมาทิฏฐิเมื่อพิจารณาตามกฏปฏิจจสมุปบาท เป็นเหตุให้การปฏิบัติเข้าถึงธรรมยังผลให้ข้ามพ้นสีลพัตตปรามาสได้ ไม่ชื่อว่าเป็น โมฆบุรุษ เหตุเพราะความเห็น ถูกต้องตามสภาวธรรมตามความเป็นจริง สัมมาทิฏฐินี้ จะเห็นได้ว่ารอบแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในปฏิจจสมุปบาทธรรมอันแสดงถึงสถานะของมนุษย์โดยไม่อิงกับ“ความเชื่อสุดโต่ง ๒ ประการคือความเชื่อในตัวตนที่ถาวรหรือสัสสตทิฐิและกับความเชื่อเรื่องการขาดสูญหรืออุจเฉททิฏฐิ”[5]แต่ได้แสดงสถานะความเป็นไปของมนุษย์ตามกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารฯลฯกระบวนธรรมที่แสดงในท่ามกลางนี้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา

๒.สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ได้แก่  เนกขัมมสังกัปปะ  อพยาบาทสังกัปปะ  อวิหิงสาสังกัปปะกุศลวิตก ๓

๓.สัมมาวาจา  เจรจาชอบได้แก่วจีสุจริต ๔

๔.สัมมากัมมันตะ  กระทำชอบได้แก่กายสุจริต ๓

๕.สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบได้แก่เว้นมิจฉาชีพประกอบสัมมาชีพ 

๖. สัมมาวายามะ  ความเพียรชอบคือ มีจิตไว้มุ่งมั่นเพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันเป็น“บาปที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้นเพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดแล้วเพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นเพื่อความดำรงอยู่ไม่เลือนหายเพื่อภิญโญภาพเพื่อความ ไพบูลย์เจริญเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว[6] มีพุทธพจน์แสดงถึงความเพียรเป็นหน้าที่ไว้ว่า  “ความเพียรเป็นหน้าที่ของท่านต้องทำเองตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทางให้”[7]  กุศลธรรมหรือความดีที่เกิดขึ้นแล้วในจิตใจ คอยถนอมสมาธิที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น  และกระทำในความดีให้เจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ๆ  ขึ้นไป มีพระพุทธพจน์ที่เน้นถึงความเพียรดังนี้คือภิกษุทั้งหลาย  เรารู้ชัดถึงคุณธรรม  ๒  ประการ  คือ 

  ๑)  ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย 

    ๒)  ความเป็นผู้ไม่ยอมถอยหลังให้การบำเพ็ญเพียร

    เราจักตั้งความเพียรอันไม่ถอยหลังถึงจะเหลือแต่หนัง  เอ็น  กระดูก  เนื้อ  และเลือดในสรีระจะเหือดแห้งไปก็ตามที ยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุถึงด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ[8]

  องค์ประกอบของความเพียร  ที่จะกระทำให้ได้ผลดีมีดังนี้

  ๑.  คุณสมบัติของผู้ประกอบความเพียร

    ๒.  สมัยที่ควรประกอบความเพียร  และสมัยที่ไม่ควรประกอบความเพียร

  ๓.  สัปปายะคือความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ[9]

  . สัมมาสติ  ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔มีสติกำกับตน  ควบคุมจิตใจไว้และให้อยู่กับสิ่งที่กำลังกระทำหรือที่เกี่ยวข้องในเวลานั้น ๆ  ใจอยู่กับกิจ  จิตอยู่กับงาน  ระลึกได้ถึงสิ่งที่ดีงาม  เกื้อกูลเป็นประโยชน์ไม่หลงไหลเลื่อนลอย ไม่ละเลยหรือปล่อยตัวเผอเรอโดยเฉพาะ”สติที่กำกับตนให้ทันต่อพฤติกรรมของร่างกาย  ความรู้สึก  สภาพจิตใจ  และความนึกคิดของตน  ไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่เย้ายวนหรือยุยงมาฉุดกระซากให้หลุดหลงเลื่อนลอยไปเสีย[10]

  . สัมมาสมาธิ  ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่การฝึกฝนอบรมจิตในขั้นที่ลึกซึ้ง เพื่อให้จิตมีความสงบ  ตั้งมั่นแน่วแน่ต่ออารมณ์ที่กำลังกำหนดพิจารณา  จิตที่มีสมาธิย่อมเป็นจิตที่มีคุณภาพและสมรรถภาพสูง  “ประโยชน์สูงสุดของสมาธิคือ  การปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายได้แก่  การรู้เห็นตามความเป็นจริง มีอุเบกขาและสติบริสุทธิ์อยู่[11]

ข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ที่สุด ๒ ข้อปฏิบัติอันที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ต้องการนี้เรียก”ปฏิปทา มี ๓อย่างคือ

๑.อาคาฬหปฏิปทาข้อปฏิบัติอย่างหยาบช้า(กามสุขัลลิกานุโยค)

๒.นิชฌามปฏิปทาข้อปฏิบัติอย่างเหี้ยมเกรียม(อัตตกิลมถานุโยค)

๓. มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอย่างกลาง “[12]

  มัชฌิมาปฏิปทา ข้อปฏิบัติอย่างกลาง ในอริยมรรคนี้เป็นการดำเนินชีวิตพอดี  หรือการปฏิบัติพอดี  ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า  หลักมัชฌิมาปฏิปทา  ซึ่งมีความหมายเป็นอันเดียวกับการดำเนินชีวิตที่ดีงาม  กล่าวคืออริยมรรค  แปลว่า  มรรคาอันประเสริฐ  คือทางดำเนินชีวิตที่ดีงาม  ปราศจากพิษภัยไร้โทษ  นำสู่เกษมศานต์และความสุขที่สมบูรณ์พระพุทธศาสนา  แสดงให้เห็นว่า  สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะนั้นมีความสัมพันธ์กันในเชิงปฏิบัติ  กล่าวคือ  มนุษย์เมื่อจะคิดอย่างไร มักจะเป็นไปตามความเห็น หรือความรู้ของตนคือทิฏฐิ และ จะพูด จะทำอย่างไรต่อไปก็ต่อเนื่องมาจากความคิดดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าทิฏฐิหรือความเห็นเป็นรากฐานที่สำคัญของสังกัปปะหรือความคิด  อริยมรรคมีองค์ ๘ และ แนวทางการปฏิบัติเพื่อความพ้นจากทุกข์เหมือนกัน  และมีจุดหมายร่วมกันดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เจริญอริยมรรคมีใจจะโน้มไปสู่นิพพานและกล่าวถึงศีล  และ  ปัญญาว่าเป็นยอดในโลกเหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือหรือล้างเท้าด้วยเท้าพระพุทธองค์ตรัสถึงบุรพกิจก่อนที่จะเจริญวิปัสสนาว่าศีลกับทิฏฐิต้องดีและตรงทรงแสดงว่า

  ภิกษุ ! ก่อนอื่นเธอจงทำเหตุเบื้องต้น แห่งกุศลธรรมให้บริสุทธิ์ก่อนเหตุเบื้องต้น

  ของกุศลธรรม คือ ศีลที่บริสุทธิ์ดี และความเห็นตรงเมื่อใด ศีลของเธอบริสุทธิ์ดีแล้วและความเห็นของเธอก็ตรงดีแล้ว เมื่อนั้นเธออาศัยศีลตั้งอยู่ในศีลแล้วพึงเจริญสติปัฏฐาน ๔มีกาย เวทนา จิต และธรรมต่อไป

    ภิกษุ! เมื่อใดเธออาศัยศีล และตั้งอยู่ในศีลแล้วจะเจริญสติปัฎฐาน ๔ เหล่านี้โดยส่วน ๓ อย่างนี้เมื่อนั้นเธอพึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียวตลอดคืน หรือวันอันจะมาถึงไม่มีความเสื่อมเลย

  ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วจึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘อย่างนี้แล ฯ[13]

มัชฌิมาปฏิปทา เป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสองคือ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค[14]

ในพระสุตตันตปิฎก  เทวทหสูตร  ได้กล่าวถึงลักษณะการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องไว้  ๓  ประการดังนี้

    ๑)  ไม่เอาทุกข์มาทับถมตน 

    ๒)  ไม่ละทิ้งความสุขที่ชอบธรรม 

    ๓)  ไม่หมกมุ่นสยบติดอยู่กับความสุขนั้น[15] 

  การถือศีลวัตรปฏิบัติของบรรพชิตพระพุทธองค์ได้ทรงวางแนวทางให้ไว้ดังนี้

  ชีวิตบรรพชิตซึ่งต้องอาศัยปัจจัยที่ชาวบ้านบริจาคให้ในการดำเนินชีวิต  การกระทำตนต้องเป็นคนมักน้อยสันโดษ  เป็นคนเลี้ยงง่าย  ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ไม่ว่าจะเศร้าหมองหรือปราณีต  จึงเป็นการเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง[16]

    ทรงชี้ทางการปฏิบัติในศีลวัตรโดยนัยแห่งอริยมรรคมีองค์แปดที่เป็นทางสายกลางว่าทางประเสริฐควรดำเนินดังที่แสดงใน มรรควรรค  ธรรมบท ไว้ว่า

    ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ทางนี้เท่านั้นเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะทางอื่นไม่มีเพราะเหตุนั้น  ท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละเพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลงด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้  เราทราบชัดธรรมเป็นที่สลัดกิเลสเพียงดังลูกศรออกบอกทางแก่ท่านทั้งหลายแล้วท่านทั้งหลายพึงทำความเพียรเครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อนพระตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้บอกชนทั้งหลาย ดำเนินไปแล้วผู้เพ่งพินิจ จะพ้นจากเครื่องผูกแห่งมารได้ เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์     เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์นี้เป็นทางแห่งความหมดจด  เมื่อใด บุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมปวงเป็นอนัตตาเมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด พึงยินดีมรรคที่ฤาษีประกาศแล้ว ปัญญาเพียงดังแผ่นดินย่อมเกิดเพราะความ ประกอบโดยแท้ความสิ้นไปแห่งปัญญาเพียงดังแผ่นดินเพราะความไม่ประกอบบัณฑิตรู้ทางสองแพร่งแห่งความเจริญและความเสื่อมนี้แล้วพึงตั้งตนไว้โดยอาการที่ปัญญาเพียงดังแผ่นดินจะเจริญขึ้นได้ ท่านทั้งหลายจงตัดป่าอย่าตัดต้นไม้  ภัยย่อมเกิดแต่ป่าผู้รู้เห็นประโยชน์แล้วพึงเป็นผู้สำรวมด้วยศีลพึงรีบชำระทางเป็นที่ไปสู่นิพพานพลันทีเดียวฯ [17]

มัชฌิมาปฏิปทาจึงเป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่ความพ้นทุกข์อย่างชัดเจนซึ่งผู้ที่เพ่งในปัญญาย่อมได้ปัญญา  ถ้าทำความเข้าใจให้ถึงหลักคำสอนแล้ว ได้มีหลักธรรมประการหนึ่งที่จะทำให้รู้ว่าแนวทางการดำเนินชีวิตของมนุษย์ภายใต้ความมี มโนธรรม  คุณธรรม  และความมีจริยธรรมซึ่งจะนำมาสู่การประพฤติปฏิบัติตามครรลองคลองธรรมที่ถูกต้องเหมาะสมพระพุทธองค์จึงได้ตรัสไว้ในสติปัฏฐานว่า  “เอกายโน อยํ  ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยาภิกษุทั้งหลายหนทางสายนี้เป็นทางสายเอกเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลายดังนี้ “[18]

หลักธรรมที่ก่อให้เกิดญาณปัญญา

  หลักธรรมที่นำมาเพื่อแก้ไขหรือหาทางกำจัดเสียซึ่งทิฏฐิแห่งสีลัพพตปรามาสการจะกำจัดเสียซึ่งสีลัพพตปรามาสให้เด็ดขาดต้องปฏิบัติหนทางสติปัฏฐาน ๔เจริญวิปัสสนาผู้ปฏิบัติจะเข้าถึงความเข้าใจในการประพฤติปฏิบัติและก่อให้เกิดญาณปัญญาอันเป็นความรู้ตามสภาวธรรมตามความเป็นจริงจะเป็นการบรรลุผลธรรมตามลำดับ  ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงถึงวิธีการทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยการปฏิบัติตามแนวแห่ง”วิปัสสนาญาณ ๙ ประการ”[19]คือวิปัสสนาญาณ ๙ เป็นญาณในวิปัสสนาญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้งเข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริงปฏิบัติหนทางถูกตามมรรคมีองค์ ๘ นี้ผลย่อมเกิดญาณเข้าไปรู้ธรรมชาติตามความจริงที่ว่า“สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา”[20]

  สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณ หยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว  รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ[21]

หลักธรรมมุ่งสู่ทางแห่งวิสุทธิ

ผลของการปฏิบัติเพื่อหนทางสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ข้ามพ้นสีลัพพตปรา-มาสนั้นคือความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า วิสุทธิ คำว่า วิสุทธิเป็นธรรมอันปราศจากมลทินทั้งปวง และมีความบริสุทธิ์แท้จริง วิสุทธิมรรคจึงหมายถึงทางสู่ความบริสุทธิ์หรืออุบายที่เป็นเครื่องบรรลุนิพพานเมื่อสมบูรณ์ด้วยศีล มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีปัญญาย่อมถึงวิสุทธิดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

“ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีปัญญา มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีตนอันส่งไปแล้วในกาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะอันยากที่จะข้ามได้”[22]  และทรงแสดงธรรมที่จะบริสุทธิ์ได้เนื่องเพราะฌานและปัญญา เช่น“ฌานย่อมไม่มีแต่ผู้หาปัญญามิได้ ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน  ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นแลอยู่ใกล้พระนิพพาน[23]  ปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทางบริสุทธิ์ทรงตรัสไว้ว่า“เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นเขาย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นคือ ทางแห่งวิสุทธิ”[24]  ในรถวินีตสูตร มัชฌิมปัณณาสก์  แสดงวิสุทธิ ๗ ว่าส่งต่อกันโดยลำดับจนถึงอนุปาทาปรินิพพาน เหมือนการเดินทางกว่าจะถึงที่สุด ด้วยรถ ๗  ผลัดในวิสุทธิ  ๗ นี้ วิสุทธิ ๒  เบื้องปลาย จัดเป็นโลกุตรด้วยภาวะเป็นอริยมรรคอริยาผล  ท่วงทีเดียวกับวิมุตติในทางบริสุทธิ์แห่งทัสสนะเป็นวิสุทธิเป็นกิจแห่งปัญญาในบาลีว่าปญฺายปริสุชฺฌติย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ดังที่อุปมาไว้ว่า ผ้าฟอกแล้วย่อมหมดมลทิน  ย่อมขาวผ่อง  ฉันใดจิตสำรอกจากกิเลสกามหรือจากอาสวะแล้วย่อมหลุดพ้นจากความเศร้าหมอง  ย่อมผ่องแผ้วฉันนั้นเหตุนั้นสำหรับผู้ปฏิบัติ  การหัดจิตไปตามทางแห่งวิสุทธิ สร้างความหมดจดแห่งความรู้ยิ่งแห่งญาณทัสสนะอันจะรู้ได้ว่านี้เป็นทางหรือมิใช่ทางด้วยญาณเป็นการข้ามพ้นการปฏิบัติที่ผิดทางซึ่งพื้นความเห็นผิดแห่งสีลัพพตปรามาส ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า 

“ในกาลนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นเพราะมารู้ธรรมเป็นไปกับเหตุ...และเพราะมารู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย.”[25]และทรงให้พิจารณาแลเห็นสังขารด้วยอาการอย่างนั้น โดยใช้โยนิโสมนสิการเป็นเครื่องกำกับ  ให้รู้จักว่าน้อมจิตอย่างไรถูกทาง อย่างไรผิดทาง ดังกล่าวแล้วในอนัตตลักขณะ จัดเป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ  หมดจดแห่งญาณทัสสนะว่าทางหรือมิใช่ทาง  อันอุปกิเลสแห่งวิปัสสนา มิใช่ทาง  พิจารณาแลเห็นสำเร็จเป็นอริยมรรค  จัดเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ  หมดจดแห่งญาณทัสสนะเป็นทาง  เมื่อพิจารณาแลเห็นเป็นอริยผล  จัดเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ  หมดจดแห่งญาณทัสสนะ ดังที่กล่าวในบาลีว่า

    “เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา

  ทางนั้นแล  ไม่มีทางอื่น  เพื่อหมดจดแห่งทัสสนะ[26]

  ในความหลุดพ้นจากกองกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงจะพ้นและขจัดความเห็นอันผิดทางได้นั้นจะต้องอาศัยช่องทางออกได้แยกประเภทของความหลุดพ้นไว้  โดยจัดตามลักษณะการเห็น

ไตรลักษณ์  ที่ชื่อว่าวิโมกข์ มี ๓และในการปฏิบัติหนทางที่ถูกทางนี้ยังความหลุดพ้น รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองแล้ว  ยังสามารถเข้าถึงเป็นพระอริยบุคคล ข้ามพ้นและขจัดสิ้นซึ่งสีลัพพตปรามาสตามหลักในสติปัฏฐานการละทิฏฐิที่ผิดนั้นเป็นกิจสำคัญแห่งโสดาปัตติมรรคแม้สังโยชน์ที่โสดาบันละได้ก็ขึ้นต้นด้วยสักกายทิฏฐิ ตรงกันข้าม  การประกอบด้วยทิฏฐิชอบที่ลงร่องกระแสแห่งนิพพานเป็นเหตุให้ได้นามว่าโสดาบัน ก็เป็นคุณสำคัญในความเป็นอริยบุคคลชั้นต้น  จึงมีพระบาลีเรียกพระโสดาบันว่า  ”ทิฏฺิสมฺปนฺโน  ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ”.[27]สัมมาทิฏฐิความเห็นอันประเสริฐนั้นเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้เป็นญาณความรู้ยิ่ง แต่ไม่ทั่วไปแก่ปุถุชนทั้งหลาย  ญาณนี้จะทำให้เป็นพระโสดาบัตติผล ลักษณะที่จะยังความรู้มุ่งสู่ญาณแห่งพระอริยทั้งหลายเพื่อถอนสีลัพพตปรามาสการถือปฏิบัติเป็นธรรมดาของพระอริยสาวกที่มีผลแห่งความสำเร็จขจัดเสียซึ่งสีลัพพตปรามาส



[1] สํ.มหา. ๑๙/๑๗๒๐/๔๓๗.

  [2] ม.อุ. ๑๔/๒๕๔/๑๕๘. 

    [3] ม.อุ. ๑๔/๒๕๘/๑๕๙.

  [4] มหาวงศ์  ชาญบาลี, พระวิสุทธิมรรค, เล่มเดียวจบ, ( กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เลียงเชียง, ๒๔๗๘) หน้า ๘๑๘.

  [5] พระธรรมปิฎก ( ป.อ.ปยุตฺโต ), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๑๓๑.

  [6]ที.มหา. ๑๐/๒๙๙/๒๗๕, ม.อุ. ๑๔/๗๐๔/๓๘๔.

  [7]ขุ.ธ. ๒๕/๓๐/๔๓–๔๔.

  [8]องฺ. ทุก.๒๐/๒๕๑/๕๘. 

  [9]องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๕๓/๖๕, ที.ปา.๑๑/๔๑๑/๒๙๕, องฺ.ทสก.๒๔/๑๑/๑๗. 

  [10]ที.มหา. ๑๐/๒๘๘/๒๖๓. 

  [11]ที.มหา. ๑๐/๒๙๙/๒๗๔; ม.อุปริ.๑๔/๗๐๔/๓๘๔;อภิ.วิ. ๓๕/๑๗๐/๑๒๓,อภิ.วิ. ๓๕/๕๗๗/๓๒๖.

  [12] องฺ.ทุก. ๒๐/๕๙๖/๒๘๗-๒๘๘.

  [13] สํ. ม. ๑๙/๒๖๔/๗๖.

  [14] ที.ม. ๑๐/๒๙๙/๒๖๕.

  [15] ม.อุ. ๑๔/๑๒/๑๒.

[16] องฺ.จตุก. ๒๑/๒๘/๓๑–๓๓ ; ที.ปา. ๑๑/๒๓๗/๒๐๙–๒๑๐ ; ขุ.จู. ๓๐/๖๙๑/๒๗๑.

  [17] ขุ.ธ. ๒๕/๓๐/๔๓.

[18] ที.ม. ๑๐/๒๗๓/๓๒๕ ; ม.มู. ๑๒/๓๘/๑๑๙.

  [19] ขุ.ปฏิ. ๓๑/๑/๑.

  [20] ขุ.ธ. ๒๕/๓๐/๔๓.

  [21] สํ.สฬ. ๑๘/๑/๑.

  [22] สํ.ส. ๑๕/๗๔/๒๑.

    [23] ขุ.ธ. ๒๕/๖๕/๑๙.

    [24] ขุ.ธ. ๒๕/๕๑/๑๔.

[25] ขุ.อ. ๒๕/๓๙/๖๓.

[26] ขุ.ขุ. ๒๕/๓๐/๔๓.

[27] มหามกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล, ภาค ๑ ตอน ๑, อ้างแล้ว, หน้าที่ ๑๐๓.