บทที่ 

  หลักธรรมมุ่งสู่นิพพาน

  สีลัพพตปรามาสนั้นเป็นเพราะความเห็นหรือความเข้าใจผิดในการปฏิบัติที่ผิดทางไม่สามารถเป้าหมายที่สำคัญยิ่งคือ  การไม่เข้าใจเป้าหมายของการปฏิบัติ  หรือ  ธรรมอันเป็นที่สุดของจุดหมายหรือเป้าหมายอันจุดหมายของการได้ข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสนั้นก็คือ  ถึงซึ่งพระ-นิพพานถ้าไม่เข้าใจความหมายพระนิพพานว่า คืออะไร? หรือมีเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาวธรรมตามความเป็นจริงแล้วอาจจะทำให้ความเห็นผิดทำให้เกิด การปฏิบัติตนเพื่อถึงพระนิพพานผิดไปด้วยธรรมดาความเห็นผิดในหนทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงมรรคผลนั้นที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาสมีอยู่กับปุถุชนผู้แน่นหนาด้วยกิเลส สิ่งสำคัญจึงต้องศึกษาและทำเข้าใจความหมายของพระนิพพานให้ดี คำถามที่ว่าพระนิพพานคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงสภาวธรรมตามความเป็นจริงและเข้าใจถึงความเป็นไปของพระนิพพานแล้ว การปฏิบัติก็จะทำให้เกิดมีส่วนเบี่ยงเบนออกไปหรือถึงกับขั้น ขวางกั้นหนทางเดินที่ถูกต้องเลยที่เดียว ความเห็นผิดหรือความเชื่อว่าตายแล้วสูญ โลกนี้เที่ยง สิ้นชีวิตแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้า แม้กระทั่งเห็นว่านิพพานเป็นพุทธเกษตรเป็นที่อยู่ภายหลังความตายของผู้ที่บูชานับถืออ้อนวอนและร้องขอฉะนั้นเพื่อให้ถึงเป้าหมายแห่งการปฏิบัติจึงจำต้องมีความเข้าใจนิพพานให้ถูกต้องเสียก่อน เรื่องพระนิพพานคนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลที่เบื่อโลกเท่านั้นส่วนคนที่ยังต้องการสนุกสนานอยู่ในโลกเรื่องนิพพานไม่จำเป็น  ในมติแห่งลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แสดงถึงมติแห่งศาสนาพราหมณ์มีต้นเดิมเรียกว่า "ปรมาตฺมนฺ"  นิพพานอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เรื่องของการวนเวียนแห่งชีวิตอันมีคติของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวในสังสารวัฏของหลักศาสนา และ ลัทธิต่างๆในโลกนั้นมีความต่างกันเป็นเหตุให้ความเข้าใจเรื่องความสิ้นสุดของการวนเวียนแห่งชีวิตจึงมีความต่างกันในเรื่องการวนเวียนแห่งชีวิตนั้นเป็นไปเพื่อหาหนทางพ้นธรรมดาพื้นแห่งจิตใจของสัตว์ทั้งหลายประกอบด้วยความเห็นผิดอันมีสีลัพพตปรามาส ทำให้ยากที่พ้นจากกองกิเลสและกองทุกข์หยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้ โดยเฉพาะความเห็นผิดในการมีชีวิต และ  วงรอบแห่งการเวียนของชีวิตก็มีความเข้าใจต่างกัน อันกล่าวในอรรถกถาแห่งชาดก  ในเมตตสูตร กล่าวถึงแผ่เมตตาแก่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด  เรียกสัมภเวสี  คู่กับสัตว์ผู้เกิดแล้วเรียกภูตะ  สัตว์ชนิดนั้นเทียบได้กับ  อาตฺมนฺ  กำลังร่อนหาร่าง เพื่อเข้าสิง  อาตฺมนฺ  นั้นท่องเที่ยวไปในที่สุด  ย่อมถึงความบริสุทธิ์  จากบาปด้วยประการทั้งปวง  ได้ชื่อว่า  "มหาตฺมนฺ"  เทียบกับมคธว่า " มหตฺตา"  แปลว่า "อัตตาใหญ่."  คำว่า มหัตตา หมายเอาประโยชน์ใหญ่บ้าง  ความเป็นใหญ่บ้าง"มหาตฺมนฺ"  ทางลัทธินี้เชื่อว่าเมื่อตายหรือจุติจากร่างที่สุดแล้ว  ย่อมกลับเข้าหา  ปรมาตฺมนฺ อันเป็นต้นเดิม  เป็นอยู่ยืนคงทน  ไม่จุติอีกนี้เป็นที่สุดแห่งสงสารของเขา  ซึ่งลัทธินี้เรียกว่า นิรฺวาณมฺ  แปลอย่างเดียวกับนิพพานของธรรมวินัยของเราซึ่งมีแสดงในปกรณ์ชื่อ”นิรฺวาณปุราณมฺนิพพาน มีชื่อเรียกในเพื่อเข้าสิง อาตฺมนฺ นั้นท่องเที่ยวไป  ในที่สุด  ย่อมถึงความบริสุทธิ์  จากบาปด้วยประการทั้งปวง  ได้ชื่อว่า  มหาตฺมนฺ  เทียบกับมคธว่า มหตฺตา  แปลว่า อัตตาใหญ่

  ในมติแห่งศาสนาคริตส์และในอิสลามก็บัญญัติที่สุดแห่งสงสารก็ทำนองนี้ แต่โดยอาการอยู่ข้างเป็นบุคคลาธิษฐาน  นักบุญเบื้องหน้าแต่มรณะย่อมขึ้นสวรรค์  อยู่กับพระเจ้าเป็นนิรันดร  ไม่โยกย้ายแต่ปฏิเสธการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ และเป็นดิรัจฉานต่างชนิดสับสนกัน.

  แต่มติข้างพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แยกมูลเหตุอันแต่งสังขารเป็นต้นสายนิพพานเป็นปลายสาย  และปฏิเสธอัตตา  แต่ยอมรับความเชื่อมถึงกันแห่งจุติจิตในภพหลัง  และปฏิสนธิจิตในภพหน้า  โดยอาการอย่างสืบแห่งสันตติในชีวิตอันเดียว  ผลแห่งสันตติต้น ย่อมสืบมาสันตติหลัง  แต่เชื่อมถึงกันด้วยอย่างไรในเมื่อสันตติขาดแล้ว  เป็นข้อลี้ลับอยู่ ยอมรับการตกนรกขึ้นสวรรค์  และการถือเอากำเนิดเป็นมนุษย์  และเป็นดิรัจฉานต่างชนิดสับสนกันด้วยอำนาจกรรม  แต่บัญญัติการตกนรก  มีที่สุด  พึงเห็นในการพยากรณ์คติแห่งคนทำอนันตริยกรรมเช่นพระเทวทัตและพระเจ้าอชาตศัตรู  คงสิ้นกรรมแล้วได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธะในอวสาน  กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวงแห่งจิตอันท่องเที่ยวในสังสารวัฏ  ที่ได้แก่บรรลุพระอรหัต  โดยอาการอย่างเดียวกัน  แต่คัดค้านการค่อยบริสุทธิ์เองที่เรียกว่าสังสารสุทธิแก้ว่าต้องสำเร็จด้วยวิริยะกับปัญญาแต่ยอมรับว่าไม่สำเร็จโดยรวดเร็วในไม่กี่ภพพึงเห็นในการกล่าวถึงระยะกาลที่บำเพ็ญพระบารมีของโพธิสัตว์  ในอวสาน  กล่าวถึงการดับแห่งจิตอันบริสุทธิ์นั้น  ในปัจฉิมชาติแล้วไม่เกิดอีก  เป็นถึงที่สุดเพียงนี้  ได้ในบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า อยมนฺติมา  ชาติ  นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว  นี้เป็นชาติมีในที่สุด  บัดนี้ภพอีกย่อมไม่มี  และในบาลีอนัตตลักขณสูตรเป็นต้นว่า  ย่อมรู้ว่าชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว  กรณียะทำแล้ว  กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างไม่มีอีก  นี้กล่าวคือนิพพาน  ยกย่องว่าเป็นธรรมไม่ตาย  เป็นฐานไม่จุติ  ได้ในบาลีว่า อปฺปมาโท  อมตปท ความไม่ประมาทเป็นบทไม่ตาย  นิพพานอันเป็นปลายสาย  ย่อมจัดเป็นวิสังขาร มิใช่  สังขาร  และเป็นอสังขตะ อันปัจจัยมิได้แต่ง  เพราะพ้นจากความเป็นสังขาร  และอันปัจจัยมิได้แต่งให้เกิดภาษาบาลีมาจาก

    นิอุปสรรค  (แปลว่าพ้นไปหมดไปเลิกไม่มี) วาน (แปลว่าพัดไปเป็นไปเครื่องรึงรัด)  หากใช้เป็นกิริยาของไฟหรืออาการของไฟแปลว่าดับไฟดับร้อนเย็นลงหากใช้เป็นกิริยาของจิตหมายถึงความเย็นใจ ไม่มีความกระวนกระวาย  ไร้เครื่องเสียดแทงในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า“นิรวาน”ซึ่งมาจากคำว่านิร+วาน  คำแรกมีความหมายเชิงปฏิเสธส่วนคำหลังเป็นชื่อของกิเลสดังนั้นคำว่า “นิรวาน” จึงหมายถึงการดับกิเลส  ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของนิพพานไว้ว่า  “ภิกษุทั้งหลายภาวะอันไม่เกิด ไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำไม่ปรุงแต่งมีอยู่ภิกษุทั้งหลายหากภาวะอันไม่เกิดไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำไม่ปรุงแต่งจักไม่มีเลยการสลัดภาวะที่เกิดที่เป็นอันปัจจัยทำปรุงแต่ง  จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย” ดังที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นธรรมชาตินี้และมีพุทธอุทาน ว่า  ”ภิกษุผู้ดุจภูเขาย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความสิ้นโมหะเหมือนภูเขาหินไม่หวั่นไหวตั้งอยู่ด้วยดีฉะนั้นฯ”[1]  พระนาคเสนเถระ  ให้ความหมายว่านิพพานเป็นอนุปาทนียะคือไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน(ความยึดมั่น) ส่วนในคัมภีร์ปรมัตถทีปนีให้ความหมายว่า

“นิพพานนั้นเป็นที่ดับความเร่าร้อนที่เกิดจากวัฏฏทุกข์ทั้งหมด”[2] และแสดงภาวะไว้ว่า ความสิ้นไปแห่งความอยากคือ  ตัณหาภายในใจว่าเป็นภาวะของนิพพานความหมายนิพพานนั้นนำมาแสดงไว้๓นัยคือ

  ก.นัยปฏิเสธเช่นนิพพานคือความสิ้นราคะสิ้นโทสะสิ้นโมหะคือความสิ้นตัณหาคือจุดจบแห่งทุกข์คือความไม่ตายเป็นต้น 

  ข.นัยอุปมา เช่นนิพพาน เป็นเหมือนภูมิภาคอัน ราบเรียบน่ารื่นรมย์เหมือนไฟดับเพราะเชื้อเพลิงหมดเป็นต้น 

    ค.นัยไวพจน์เช่นคำว่าสงบ,ปณีต,บริสุทธิ์, เกษม, อุดมเป็นต้น นัยบรรยายภาวะโดยตรงดังพุทธพจน์ว่าภาวะที่พึงรู้ได้มองไม่เห็นด้วยตาไม่มีที่สิ้นสุดเข้าถึงได้ทุกด้านตรงนี้อาโปปฐวีเตโชและวาโย  ตั้งอยู่ไม่ได้ตรงนี้ยาวสั้นละเอียดหยาบงามไม่งามก็ตั้งอยู่ไม่ได้ตรงนี้นามรูปดับสนิทตรงนี้เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ  [3] 

  นิพพานคือวิราคธรรม  ซึ่งแปลว่า  ธรรมอันเป็นที่คลายออกซึ่งกิเลส  คือหมายความว่า  ใจของใครก็ตามเมื่อมาพบกับวิราคธรรมเข้าแล้ว  กิเลสทั้งหลาย  ย่อมจะคลายตัวออกจากใจ  จนกระทั่งในที่สุดไม่มีเหลือ และคำว่าวิราคธรรมในที่นี้ ก็หมายถึงความสงบอันประณีตนั่นเองนิพพานเป็นอสังขตธรรม ลักษณะอสังขตธรรมมี ๓ อย่างคือ

  ๑.  ไม่ปรากฏความเกิด

  ๒.  ไม่ปรากฏความสลาย

  ๓.  เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฏความผันแปร

  โดยสรุป พระนิพพานก็คือที่ๆไม่มีกิเลสตัณหาที่จะร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจและเป็นที่สิ้นไปแห่งกองทุกข์ตามลำดับการเข้าถึงในขุททกนิกายอิติวุตตกะกล่าวถึงนิพพาน ๒ ประเภทคือ

  (๑) สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุยังมีเชื้อเหลือดับกิเลสยังมีเบญจขันธ์เหลือ

  (๒) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุที่ไม่มีเชื้อเหลือ  ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์อีก[4]

  ความเข้าใจเรื่องของพระนิพพานนี้ถ้าไม่ศึกษาก็จะไม่เข้าถึงสภาวธรรมอย่างแท้จริงซึ่งอาจจะเกิดทิฏฐิคิดว่าเป็นที่สุดแห่งทุกข์พ้นการเกิดนั้นเป็นของเที่ยงแท้เป็นนิรันดร์เป็นสัสสตทิฏฐิเข้าแอบแฝงหรือเข้าใจว่านิพพานเป็นอุจเฉททิฏฐิ และแม้เข้าใจว่าเป็นของไม่มี ก็เป็นนัตถิกทิฏฐิ ท่านนาคารชุนเข้าใจพระนิพพาน ว่า นิพพานคือรูป รูปคือนิพพานและจากหลักฐานคัมภีร์ทางศาสนามีการแสดงเรื่อง  ความหมายของพระนิพพานในศาสนาอื่นๆนั้น ก็ไม่ตรงกับสภาวธรรมของนิพพานฝ่ายเถรวาท  ความเห็นที่มองจุดเป้าหมายสูงสุดถ้ามีความเชื่ออันเกิดจากความเห็นผิดในหนทางปฏิบัติเป็นสีลัพพตปรามาสนี้ด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้การปฏิบัติให้ถึงผลอันเป้าหมายของผู้เดินทางเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงได้ซึ่งอุปมาได้กับ ผู้ที่จะเดินทางไปเชียงใหม่แต่ไม่รู้ว่าเชียงใหม่อยู่ทิศไหนด้วยเหตุฟังหรือเชื่อก่อให้มีความคิดผิดเป็นเหตุให้ต้องตีตั๋วรถทัวร์ผิด  อาจจะตีตั๋วลงไปทางใต้การเดินทางของบุคคลดังกล่าวก็จะไม่ถึงที่หมายคือนิพพานได้เสียที การที่ไม่เข้าใจหนทางเดิน  หรือ  ทิศทางที่ถูกหรือไม่รู้ว่า  พระนิพพานคืออะไร ก็เท่ากับเป็นการขวางทางเดินที่ถูกต้องของบุคคลนั้นได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของพระนิพพานมีคำอธิบายไว้ในหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงความหมายของพระนิพพานไว้หลายนัยอาทิเช่น คำว่า โมกฺโข  นิพพาน,โมกขธรรม,นิพพานเป็นที่หลุดพ้นจึงชื่อโมกขะ , นิพพานเป็นเครื่องหลุดพ้นจากราคะเป็นต้นจึงชื่อว่าโมกขะดังที่แสดงไว้ว่า

  “ธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งปวงสัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้วถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้วจักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้งยากที่จะเห็นละเอียดยิ่งอันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน.[5] 

  หลักธรรมที่นำมาการปฏิบัติ

หนทางไปสู่เป้าหมายเพื่อขจัดความเห็นผิดข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสเพื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพานขอประมวลหลักธรรมที่นอกจากแสดงไว้ข้างต้นแล้วยังมีธรรมที่อนุเคราะห์การปฏิบัติดังนี้

  ๑.อริยทรัพย์ ๗เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องนำพาชีวิตเราในจะแก้ไขให้ข้ามพ้นหรือขจัดซึ่งสีลัพพตปรามาส  ที่สำคัญดุจทรัพย์ที่ประเสริฐหนุนนำให้ถึงพระนิพพานได้ชื่อว่าเป็นอริยทรัพย์

ซึ่งเป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ  เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง  ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆทำใจให้ไม่อ้างว้าง ยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ที่ประเสริฐ อริยทรัพย์ ๗จึงเป็หลักธรรมที่มีอยู่ประจำใจอย่างประเสริฐ อันบุคคลนั้นได้สะสมอบรมมาเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามพ้นสีลพัตตปรามาสไปได้คุณธรรมประจำใจที่ประเสริฐนี้ชื่อว่าอริยทรัพย์ ๗ซึ่งเป็นที่ทรัพย์อันประเสริฐหรือทรัพย์ที่เป็นคุณธรรมประจำใจมีดังนี้

๑.ศรัทธา  ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ

๒.ศีล  การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม

๓.หิริ  ความละอายใจต่อการทำความชั่ว

๔.โอตตัปปะ  ความเกรงกลัวต่อความชั่ว

๕.พาหุสัจจะ  ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก

๖.จาคะ  ความเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

๗.ปัญญา  ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผลดีชั่วถูกผิดคุณโทษ [6]

    “ธรรมที่เป็นอริยทรัพย์นี้ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจดีกว่าทรัพย์ภายนอกเพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆทำใจให้ไม่อ้างว้าง ยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วยธรรม ๗ นี้ เรียกอีกอย่างว่า พหุการธรรม หรือธรรมมีอุปการะมาก” [7] 

  เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมบารมีต่างๆยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มากย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆได้เป็นอันมาก ธรรม ๗นี้เรียกอีกอย่างว่า” พหุการธรรม หรือ ธรรมมีอุปการะมาก” [8]

  เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์  เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มากย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆได้เป็นอันมาก

๒.อปัณณกปฏิปทา  เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรมเป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด

    อปัณณกปฏิปทา ประกอบด้วยองค์ ๓คือ

  ก.อินทรียสังวรการสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖

  ข.โภชเน มัตตัญญุตาความรู้จักประมาณในการบริโภคคือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุกมิใช่เพื่อสนุกสนาน มัวเมา

  ค.ชาคริยานุโยคการหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียรตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป[9]

๓.นวกภิกขุธรรม ๕  เป็นหลักธรรมแห่งการปฏิบัติสำหรับพระที่เพิ่งเข้ามาในธรรมวินัยที่มุ่งเข้าถึงพรหมจรรย์  หรือเป็นหลักธรรมที่ผู้ปฏิบัตินำมาใช้เพื่อมุ่งผลการปฏิบัติธรรมเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมั่นคง, ดำรงกรรมฐานให้เข้าถึงธรรม โดยมีองค์แห่งการปฏิบัติ ๕ อย่างดังนี้   ๑.ปาติโมกขสังวรสำรวมในพระปาติโมกข์ รักษาศีลเคร่งครัด ทั้งในส่วนเว้นข้อห้ามและทำตามข้ออนุญาต  ถ้าเป็นฆราวาสให้มีศีลมั่นคง

  ๒.อินทรียสังวรสำรวมอินทรีย์ มีสติระวังรักษาใจ มิให้กิเลสคือความยินดี ยินร้ายเข้าครอบงำในเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ มีเห็นรูปด้วยตาเป็นต้น 

  ๓.ภัสสปริยันตะพูดคุยมีขอบเขต คือ จำกัดการพูดคุยให้น้อย รู้ขอบเขต ไม่เอิกเกริก

  ๔.กายวูปกาสะปลีกกายอยู่สงบคือเข้าอยู่ในเสนาสนะอันสงัด 

    ๕.สัมมาทัสสนะปลูกฝังความเห็นชอบ คือ สร้างเสริมสัมมาทิฏฐิ  [10]

    การปฏิบัติเพื่อข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสตามหลักธรรมนี้ ย่อมก่อให้เกิดความมั่งคงในการปฏิบัติพร้อม มีปฏิปทาที่เป็นส่วนที่มีแก่นสารหรือเนื้อแท้ถูกต้องและถูกทาง

  ๔.อุปัญญาตธรรม  ธรรมเป็นที่ดำเนินไปสู่อริยมรรคจนบรรลุจุดหมายสูงสุด พระพุทธองค์ได้ทรงอาศัยธรรมนี้เพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ  อันมีองค์คุณ ๒ ประการคือ

  ก.อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ  ความไม่สันโดษในกุศลธรรม, ความไม่รู้อิ่มไม่รู้พอในการสร้างความดีและสิ่งที่ดี

  ข.อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ  ความไม่ระย่อในการพากเพียร, การเพียรพยายามก้าวหน้าเรื่อยไปไม่ยอมถอยหลัง [11]

  ๕.วุฑฒิธรรมบุคคลที่ประสงค์จะเจริญสติปัฏฐานและข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสได้จะต้องสร้างธรรมอันเป็นเครื่องเจริญหรือคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามเรียกว่า

    วุฑฒิธรรม  ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการคือ

๑.สัปปุริสังเสวะคบหาสัตบุรุษ, เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ

๒.สัทธัมมัสสวนะฟังสัทธรรม,เอาใจใส่เล่าเรียนหาความรู้จริง

๓.โยนิโสมนสิการทำในใจโดยแยบคาย,คิดหาเหตุผลโดยถูกวิธี

๔.ธัมมานุธัมมปฏิบัติ  ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม,ปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามหลัก คือ

  ให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับธรรมข้ออื่นๆ  นำสิ่งที่ได้เล่าเรียนและตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักตามความมุ่งหมายของสิ่งนั้นๆธรรมที่เป็นไปเพื่อปัญญาวุฒิเพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา[12]

  ๖.จักร เป็นธรรมปฏิบัติที่ยังผู้เจริญวิปัสสนาจะนำพาชีวิตของตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองดุจล้อนำรถไปสู่ที่หมาย  จักร ๔ ประกอบด้วย

  ๑.ปฏิรูปเทสวาสะ  อยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม

๒.สัปปุริสูปัสสยะ  สมาคมกับสัตบุรุษ

๓.อัตตสัมมาปณิธิตั้งตนไว้ชอบ, ตั้งจิตคิดมุ่งหมาย นำตนไปถูกทาง

๔.ปุพเพกตปุญญตาความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว, มีพื้นเดิมดี, ได้สร้างสมคุณความดีเตรียมพร้อมไว้แต่ต้น [13] 

  ธรรม ๔ ข้อนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพหุการธรรมคือธรรมมีอุปการะมาก เป็นเครื่องช่วยให้สามารถสร้างความดีอื่นๆ ทุกอย่าง  และช่วยให้ประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต บรรลุความงอกงามไพบูลย์.

  ๗.สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือการปฏิบัติธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้าอันหลักธรรมอันที่จะอำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการเจริญวิปัสสนาในการข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส มีหลักธรรมอันว่าด้วยสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรมมี ๔อย่างดังนี้

  ก.สัทธาสัมปทาถึงพร้อมด้วยศรัทธา 

      ข.สีลสัมปทาถึงพร้อมด้วยศีล 

    ค.จาคสัมปทาถึงพร้อมด้วยการเสียสละ

    ง.ปัญญาสัมปทาถึงพร้อมด้วยปัญญา [14]

  ๘. อนุตตริยะ  การดำเนินตามวิถีชีวิตโดยอาศัยหลักธรรมเหล่านี้  เป็นศีลวัตรในการนี้ชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสิ่งที่เป็นไปได้  เพราะว่ามนุษย์และโลกเป็นอย่างนั้นๆนั่นเอง  วิถีชีวิตดังกล่าวที่ปฏิบัติหนทางเพื่อข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสเจริญวิปัสสนาจะช่วยให้คนได้บรรลุถึงซึ่งความดีสูงสุดการปฏิบัติและความเข้าถึงผลที่เยี่ยม  อนุตตริยะเป็นภาวะอันยอดเยี่ยม ในการเห็นเป็นการปฏิบัติเพื่อข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส อนุตตริยะ มี ๓ ประการ คือ

  ๑.ทัสสนานุตตริยะการเห็นอันเยี่ยมปัญญาอันเห็นธรรมหรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน

    ๒.ปฏิปทานุตตริยะการปฏิบัติอันเยี่ยม  ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้วกล่าวให้ง่ายหมายเอามรรคมีองค์ ๘

  ๓.วิมุตตานุตตริยะ  การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้นคือความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือนิพพาน  [15]

    ๙. สัปปายะ ธรรมที่ทำเกิดความสบายท่านผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ มีการประพฤติปฏิบัติตนทำอย่างสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ มีสัมมาทิฏฐิที่เรียกว่า สัปปุริสทิฏฐิพระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงการให้เป็นผู้รู้จักเหตุและผลในการกระทำดังนี้ ดังที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า

    “ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้๑.เป็นผู้รู้จักเหตุ  ๒. เป็นผู้รู้จักผล ๓.เป็นผู้รู้จักตน๔. เป็นผู้รู้จักประมาณ๕. เป็นผู้รู้จักกาล๖. เป็นผู้รู้จักบริษัท๗.เป็นผู้รู้จักบุคคล “[16]  ปัจจัยสำคัญที่จะให้มีโอกาสได้พบกับทางสายแห่งความพ้นทุกข์และข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสได้นั้นเรียกว่า สัปปายะหรือสิ่งที่ทำเกิดความสบายมี ๔อย่าง คือ

  ๑. การปฏิบัติวิปัสสนา หาที่เป็นสัปปายะ

  ๒. บุคคลเป็นที่สัปปายะ  เพราะเป็นเสมือนผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทาง

  ๓. อาหารเป็นที่สัปปายะนั้น

  ๔. ธรรมสัปปายะ  [17]

  บุคคลเป็นที่สัปปายะในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อ้างถึงลักษณะของบุคคลเป็นที่สบายอันเป็นผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทางที่เรียกว่ากัลยาณมิตร

  หลักธรรมเหล่านี้เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเพียรปฏิบัติ  ย่อมยังประโยชน์สามารถนำพาชีวิตข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสไปได้

  ประโยชน์ที่ได้จากการข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส

  การมีชีวิตที่ยังลูบคลำศีลพรตอยู่ร่ำไป  การมีชีวิตถือศีลพรตหรือวัตรที่ปฏิบัติกันต่างๆนี้ก่อให้เกิดความเชื่อและให้ปฏิบัติตามกัน สร้างลัทธิความเชื่อต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งบางลัทธิปรารถนาความหลุดพ้นด้วยการประพฤติที่เน้น การทรมานตนเบาบ้างมากบ้าง บางลัทธิปรารถนา มีอิทธิฤทธิ์บางลัทธิปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ย่อมเชื่อถือความหมดจดความหมดจดวิเศษ ความหมดจดรอบ ความพ้นความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบด้วยเหตุสักว่าศีลและวัตร พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นวัตรปฏิบัติที่ผิด เป็นมรรคอื่นหรือมรรคที่นอกธรรมวินัยนี้เป็นมรรคอันไม่หมดจด เป็นปฏิปทาที่ผิด  เป็นวัตรนอกพระพุทธศาสนาสิ่งเหล่านี้จะหมดสิ้นไปจากขันธสันดานของบุคคลที่ขจัดและข้ามพ้นจากสีลัพพตปรามาสได้  เป็นผู้ประเสริฐเป็นอริยชนก่อเกิดประโยชน์ที่ได้จากการข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี




  [1] ขุ.อ. ๒๕/๗๖/๙๘.

  [2] พระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต ), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๑๒๕.

    [3] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๒๓๒.

  [4] ขุ.อิติ. ๒๕/๒๒๒/๒๓๑.

[5] วิ.มหา. ๔/๗/๗.

  [6] ที.ปา. ๑๑/๓๒๖/๒๕๓; องฺ.สตฺตก.๒๓/๖/๕.

  [7] ที.ปา. ๑๑/๔๓๓/๓๐๗.

  [8] ที.ปา. ๑๑/๔๓๓/๓๑๐.

  [9] องฺ.ติก. ๒๐/๔๕๕/๑๒๙.

  [10] องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๑๔/๑๓๘-๑๓๙.

  [11] ที.ปา. ๑๑/๒๒๗/๑๙๐; องฺ.ทุก. ๒๐/๒๕๑/๕๘.

  [12] องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๒๔๘/๒๗๙.

  [13] ที.ม. ๑๐/๑๓๔/๑๓๗.

  [14] องฺ.อฏก. ๒๓/๑๔๔/๒๖๐.

  [15] ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๑๙๑; ม.มู. ๑๒/๔๐๒/๓๐๗.

  [16] ที.ปา. ๑๑/๓๓๑/๒๕๕.

    [17] องฺ.สตฺตก. ๒๗/๓๗/๑๔.