บทที่ ๒
หลักธรรมมุ่งสู่นิพพาน
สีลัพพตปรามาสนั้นเป็นเพราะความเห็นหรือความเข้าใจผิดในการปฏิบัติที่ผิดทางไม่สามารถเป้าหมายที่สำคัญยิ่งคือ การไม่เข้าใจเป้าหมายของการปฏิบัติ หรือ ธรรมอันเป็นที่สุดของจุดหมายหรือเป้าหมายอันจุดหมายของการได้ข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสนั้นก็คือ ถึงซึ่งพระ-นิพพานถ้าไม่เข้าใจความหมายพระนิพพานว่า คืออะไร? หรือมีเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาวธรรมตามความเป็นจริงแล้วอาจจะทำให้ความเห็นผิดทำให้เกิด การปฏิบัติตนเพื่อถึงพระนิพพานผิดไปด้วยธรรมดาความเห็นผิดในหนทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงมรรคผลนั้นที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาสมีอยู่กับปุถุชนผู้แน่นหนาด้วยกิเลส สิ่งสำคัญจึงต้องศึกษาและทำเข้าใจความหมายของพระนิพพานให้ดี คำถามที่ว่าพระนิพพานคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงสภาวธรรมตามความเป็นจริงและเข้าใจถึงความเป็นไปของพระนิพพานแล้ว การปฏิบัติก็จะทำให้เกิดมีส่วนเบี่ยงเบนออกไปหรือถึงกับขั้น ขวางกั้นหนทางเดินที่ถูกต้องเลยที่เดียว ความเห็นผิดหรือความเชื่อว่าตายแล้วสูญ โลกนี้เที่ยง สิ้นชีวิตแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้า แม้กระทั่งเห็นว่านิพพานเป็นพุทธเกษตรเป็นที่อยู่ภายหลังความตายของผู้ที่บูชานับถืออ้อนวอนและร้องขอฉะนั้นเพื่อให้ถึงเป้าหมายแห่งการปฏิบัติจึงจำต้องมีความเข้าใจนิพพานให้ถูกต้องเสียก่อน เรื่องพระนิพพานคนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลที่เบื่อโลกเท่านั้นส่วนคนที่ยังต้องการสนุกสนานอยู่ในโลกเรื่องนิพพานไม่จำเป็น ในมติแห่งลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แสดงถึงมติแห่งศาสนาพราหมณ์มีต้นเดิมเรียกว่า "ปรมาตฺมนฺ" นิพพานอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ เรื่องของการวนเวียนแห่งชีวิตอันมีคติของสัตว์ผู้ท่องเที่ยวในสังสารวัฏของหลักศาสนา และ ลัทธิต่างๆในโลกนั้นมีความต่างกันเป็นเหตุให้ความเข้าใจเรื่องความสิ้นสุดของการวนเวียนแห่งชีวิตจึงมีความต่างกันในเรื่องการวนเวียนแห่งชีวิตนั้นเป็นไปเพื่อหาหนทางพ้นธรรมดาพื้นแห่งจิตใจของสัตว์ทั้งหลายประกอบด้วยความเห็นผิดอันมีสีลัพพตปรามาส ทำให้ยากที่พ้นจากกองกิเลสและกองทุกข์หยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้ โดยเฉพาะความเห็นผิดในการมีชีวิต และ วงรอบแห่งการเวียนของชีวิตก็มีความเข้าใจต่างกัน อันกล่าวในอรรถกถาแห่งชาดก ในเมตตสูตร กล่าวถึงแผ่เมตตาแก่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด เรียกสัมภเวสี คู่กับสัตว์ผู้เกิดแล้วเรียกภูตะ สัตว์ชนิดนั้นเทียบได้กับ อาตฺมนฺ กำลังร่อนหาร่าง เพื่อเข้าสิง อาตฺมนฺ นั้นท่องเที่ยวไปในที่สุด ย่อมถึงความบริสุทธิ์ จากบาปด้วยประการทั้งปวง ได้ชื่อว่า "มหาตฺมนฺ" เทียบกับมคธว่า " มหตฺตา" แปลว่า "อัตตาใหญ่." คำว่า มหัตตา หมายเอาประโยชน์ใหญ่บ้าง ความเป็นใหญ่บ้าง"มหาตฺมนฺ" ทางลัทธินี้เชื่อว่าเมื่อตายหรือจุติจากร่างที่สุดแล้ว ย่อมกลับเข้าหา ปรมาตฺมนฺ อันเป็นต้นเดิม เป็นอยู่ยืนคงทน ไม่จุติอีกนี้เป็นที่สุดแห่งสงสารของเขา ซึ่งลัทธินี้เรียกว่า นิรฺวาณมฺ แปลอย่างเดียวกับนิพพานของธรรมวินัยของเราซึ่งมีแสดงในปกรณ์ชื่อ”นิรฺวาณปุราณมฺนิพพาน มีชื่อเรียกในเพื่อเข้าสิง อาตฺมนฺ นั้นท่องเที่ยวไป ในที่สุด ย่อมถึงความบริสุทธิ์ จากบาปด้วยประการทั้งปวง ได้ชื่อว่า มหาตฺมนฺ เทียบกับมคธว่า มหตฺตา แปลว่า อัตตาใหญ่
ในมติแห่งศาสนาคริตส์และในอิสลามก็บัญญัติที่สุดแห่งสงสารก็ทำนองนี้ แต่โดยอาการอยู่ข้างเป็นบุคคลาธิษฐาน นักบุญเบื้องหน้าแต่มรณะย่อมขึ้นสวรรค์ อยู่กับพระเจ้าเป็นนิรันดร ไม่โยกย้ายแต่ปฏิเสธการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ และเป็นดิรัจฉานต่างชนิดสับสนกัน.
แต่มติข้างพระพุทธศาสนาเถรวาทได้แยกมูลเหตุอันแต่งสังขารเป็นต้นสายนิพพานเป็นปลายสาย และปฏิเสธอัตตา แต่ยอมรับความเชื่อมถึงกันแห่งจุติจิตในภพหลัง และปฏิสนธิจิตในภพหน้า โดยอาการอย่างสืบแห่งสันตติในชีวิตอันเดียว ผลแห่งสันตติต้น ย่อมสืบมาสันตติหลัง แต่เชื่อมถึงกันด้วยอย่างไรในเมื่อสันตติขาดแล้ว เป็นข้อลี้ลับอยู่ ยอมรับการตกนรกขึ้นสวรรค์ และการถือเอากำเนิดเป็นมนุษย์ และเป็นดิรัจฉานต่างชนิดสับสนกันด้วยอำนาจกรรม แต่บัญญัติการตกนรก มีที่สุด พึงเห็นในการพยากรณ์คติแห่งคนทำอนันตริยกรรมเช่นพระเทวทัตและพระเจ้าอชาตศัตรู คงสิ้นกรรมแล้วได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธะในอวสาน กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยประการทั้งปวงแห่งจิตอันท่องเที่ยวในสังสารวัฏ ที่ได้แก่บรรลุพระอรหัต โดยอาการอย่างเดียวกัน แต่คัดค้านการค่อยบริสุทธิ์เองที่เรียกว่าสังสารสุทธิแก้ว่าต้องสำเร็จด้วยวิริยะกับปัญญาแต่ยอมรับว่าไม่สำเร็จโดยรวดเร็วในไม่กี่ภพพึงเห็นในการกล่าวถึงระยะกาลที่บำเพ็ญพระบารมีของโพธิสัตว์ ในอวสาน กล่าวถึงการดับแห่งจิตอันบริสุทธิ์นั้น ในปัจฉิมชาติแล้วไม่เกิดอีก เป็นถึงที่สุดเพียงนี้ ได้ในบาลีธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว นี้เป็นชาติมีในที่สุด บัดนี้ภพอีกย่อมไม่มี และในบาลีอนัตตลักขณสูตรเป็นต้นว่า ย่อมรู้ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กรณียะทำแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างไม่มีอีก นี้กล่าวคือนิพพาน ยกย่องว่าเป็นธรรมไม่ตาย เป็นฐานไม่จุติ ได้ในบาลีว่า อปฺปมาโท อมตปท ความไม่ประมาทเป็นบทไม่ตาย นิพพานอันเป็นปลายสาย ย่อมจัดเป็นวิสังขาร มิใช่ สังขาร และเป็นอสังขตะ อันปัจจัยมิได้แต่ง เพราะพ้นจากความเป็นสังขาร และอันปัจจัยมิได้แต่งให้เกิดภาษาบาลีมาจาก
นิอุปสรรค (แปลว่าพ้นไปหมดไปเลิกไม่มี) วาน (แปลว่าพัดไปเป็นไปเครื่องรึงรัด) หากใช้เป็นกิริยาของไฟหรืออาการของไฟแปลว่าดับไฟดับร้อนเย็นลงหากใช้เป็นกิริยาของจิตหมายถึงความเย็นใจ ไม่มีความกระวนกระวาย ไร้เครื่องเสียดแทงในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า“นิรวาน”ซึ่งมาจากคำว่านิร+วาน คำแรกมีความหมายเชิงปฏิเสธส่วนคำหลังเป็นชื่อของกิเลสดังนั้นคำว่า “นิรวาน” จึงหมายถึงการดับกิเลส ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าทรงให้ความหมายของนิพพานไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลายภาวะอันไม่เกิด ไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำไม่ปรุงแต่งมีอยู่ภิกษุทั้งหลายหากภาวะอันไม่เกิดไม่เป็นอันปัจจัยไม่ทำไม่ปรุงแต่งจักไม่มีเลยการสลัดภาวะที่เกิดที่เป็นอันปัจจัยทำปรุงแต่ง จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย” ดังที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นธรรมชาตินี้และมีพุทธอุทาน ว่า ”ภิกษุผู้ดุจภูเขาย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความสิ้นโมหะเหมือนภูเขาหินไม่หวั่นไหวตั้งอยู่ด้วยดีฉะนั้นฯ”[1] พระนาคเสนเถระ ให้ความหมายว่านิพพานเป็นอนุปาทนียะคือไม่เป็นที่ตั้งแห่งอุปทาน(ความยึดมั่น) ส่วนในคัมภีร์ปรมัตถทีปนีให้ความหมายว่า
“นิพพานนั้นเป็นที่ดับความเร่าร้อนที่เกิดจากวัฏฏทุกข์ทั้งหมด”[2] และแสดงภาวะไว้ว่า ความสิ้นไปแห่งความอยากคือ ตัณหาภายในใจว่าเป็นภาวะของนิพพานความหมายนิพพานนั้นนำมาแสดงไว้๓นัยคือ
ก.นัยปฏิเสธเช่นนิพพานคือความสิ้นราคะสิ้นโทสะสิ้นโมหะคือความสิ้นตัณหาคือจุดจบแห่งทุกข์คือความไม่ตายเป็นต้น
ข.นัยอุปมา เช่นนิพพาน เป็นเหมือนภูมิภาคอัน ราบเรียบน่ารื่นรมย์เหมือนไฟดับเพราะเชื้อเพลิงหมดเป็นต้น
ค.นัยไวพจน์เช่นคำว่าสงบ,ปณีต,บริสุทธิ์, เกษม, อุดมเป็นต้น นัยบรรยายภาวะโดยตรงดังพุทธพจน์ว่าภาวะที่พึงรู้ได้มองไม่เห็นด้วยตาไม่มีที่สิ้นสุดเข้าถึงได้ทุกด้านตรงนี้อาโปปฐวีเตโชและวาโย ตั้งอยู่ไม่ได้ตรงนี้ยาวสั้นละเอียดหยาบงามไม่งามก็ตั้งอยู่ไม่ได้ตรงนี้นามรูปดับสนิทตรงนี้เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ [3]
นิพพานคือวิราคธรรม ซึ่งแปลว่า ธรรมอันเป็นที่คลายออกซึ่งกิเลส คือหมายความว่า ใจของใครก็ตามเมื่อมาพบกับวิราคธรรมเข้าแล้ว กิเลสทั้งหลาย ย่อมจะคลายตัวออกจากใจ จนกระทั่งในที่สุดไม่มีเหลือ และคำว่าวิราคธรรมในที่นี้ ก็หมายถึงความสงบอันประณีตนั่นเองนิพพานเป็นอสังขตธรรม ลักษณะอสังขตธรรมมี ๓ อย่างคือ
๑. ไม่ปรากฏความเกิด
๒. ไม่ปรากฏความสลาย
๓. เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฏความผันแปร
โดยสรุป พระนิพพานก็คือที่ๆไม่มีกิเลสตัณหาที่จะร้อยรัดพัดกระพือให้กระวนกระวายใจและเป็นที่สิ้นไปแห่งกองทุกข์ตามลำดับการเข้าถึงในขุททกนิกายอิติวุตตกะกล่าวถึงนิพพาน ๒ ประเภทคือ
(๑) สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุยังมีเชื้อเหลือดับกิเลสยังมีเบญจขันธ์เหลือ
(๒) อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุที่ไม่มีเชื้อเหลือ ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์อีก[4]
ความเข้าใจเรื่องของพระนิพพานนี้ถ้าไม่ศึกษาก็จะไม่เข้าถึงสภาวธรรมอย่างแท้จริงซึ่งอาจจะเกิดทิฏฐิคิดว่าเป็นที่สุดแห่งทุกข์พ้นการเกิดนั้นเป็นของเที่ยงแท้เป็นนิรันดร์เป็นสัสสตทิฏฐิเข้าแอบแฝงหรือเข้าใจว่านิพพานเป็นอุจเฉททิฏฐิ และแม้เข้าใจว่าเป็นของไม่มี ก็เป็นนัตถิกทิฏฐิ ท่านนาคารชุนเข้าใจพระนิพพาน ว่า นิพพานคือรูป รูปคือนิพพานและจากหลักฐานคัมภีร์ทางศาสนามีการแสดงเรื่อง ความหมายของพระนิพพานในศาสนาอื่นๆนั้น ก็ไม่ตรงกับสภาวธรรมของนิพพานฝ่ายเถรวาท ความเห็นที่มองจุดเป้าหมายสูงสุดถ้ามีความเชื่ออันเกิดจากความเห็นผิดในหนทางปฏิบัติเป็นสีลัพพตปรามาสนี้ด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้การปฏิบัติให้ถึงผลอันเป้าหมายของผู้เดินทางเกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงได้ซึ่งอุปมาได้กับ ผู้ที่จะเดินทางไปเชียงใหม่แต่ไม่รู้ว่าเชียงใหม่อยู่ทิศไหนด้วยเหตุฟังหรือเชื่อก่อให้มีความคิดผิดเป็นเหตุให้ต้องตีตั๋วรถทัวร์ผิด อาจจะตีตั๋วลงไปทางใต้การเดินทางของบุคคลดังกล่าวก็จะไม่ถึงที่หมายคือนิพพานได้เสียที การที่ไม่เข้าใจหนทางเดิน หรือ ทิศทางที่ถูกหรือไม่รู้ว่า พระนิพพานคืออะไร ก็เท่ากับเป็นการขวางทางเดินที่ถูกต้องของบุคคลนั้นได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความหมายที่แท้จริงของพระนิพพานมีคำอธิบายไว้ในหลักฐานทางพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงความหมายของพระนิพพานไว้หลายนัยอาทิเช่น คำว่า โมกฺโข นิพพาน,โมกขธรรม,นิพพานเป็นที่หลุดพ้นจึงชื่อโมกขะ , นิพพานเป็นเครื่องหลุดพ้นจากราคะเป็นต้นจึงชื่อว่าโมกขะดังที่แสดงไว้ว่า
“ธรรมอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งปวงสัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้วถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้วจักไม่เห็นธรรมอันละเอียดลึกซึ้งยากที่จะเห็นละเอียดยิ่งอันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน.[5]
หลักธรรมที่นำมาการปฏิบัติ
หนทางไปสู่เป้าหมายเพื่อขจัดความเห็นผิดข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสเพื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพานขอประมวลหลักธรรมที่นอกจากแสดงไว้ข้างต้นแล้วยังมีธรรมที่อนุเคราะห์การปฏิบัติดังนี้
๑.อริยทรัพย์ ๗เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องนำพาชีวิตเราในจะแก้ไขให้ข้ามพ้นหรือขจัดซึ่งสีลัพพตปรามาส ที่สำคัญดุจทรัพย์ที่ประเสริฐหนุนนำให้ถึงพระนิพพานได้ชื่อว่าเป็นอริยทรัพย์
ซึ่งเป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆทำใจให้ไม่อ้างว้าง ยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ที่ประเสริฐ อริยทรัพย์ ๗จึงเป็หลักธรรมที่มีอยู่ประจำใจอย่างประเสริฐ อันบุคคลนั้นได้สะสมอบรมมาเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามพ้นสีลพัตตปรามาสไปได้คุณธรรมประจำใจที่ประเสริฐนี้ชื่อว่าอริยทรัพย์ ๗ซึ่งเป็นที่ทรัพย์อันประเสริฐหรือทรัพย์ที่เป็นคุณธรรมประจำใจมีดังนี้
๑.ศรัทธา ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ
๒.ศีล การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม
๓.หิริ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว
๔.โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว
๕.พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก
๖.จาคะ ความเสียสละเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
๗.ปัญญา ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผลดีชั่วถูกผิดคุณโทษ [6]
“ธรรมที่เป็นอริยทรัพย์นี้ เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจดีกว่าทรัพย์ภายนอกเพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิง ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายต่างๆทำใจให้ไม่อ้างว้าง ยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วยธรรม ๗ นี้ เรียกอีกอย่างว่า พหุการธรรม หรือธรรมมีอุปการะมาก” [7]
เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมบารมีต่างๆยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มากย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆได้เป็นอันมาก ธรรม ๗นี้เรียกอีกอย่างว่า” พหุการธรรม หรือ ธรรมมีอุปการะมาก” [8]
เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์ เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มากย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆได้เป็นอันมาก
๒.อปัณณกปฏิปทา เป็นธรรมที่จะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรมเป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด
อปัณณกปฏิปทา ประกอบด้วยองค์ ๓คือ
ก.อินทรียสังวรการสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖
ข.โภชเน มัตตัญญุตาความรู้จักประมาณในการบริโภคคือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุกมิใช่เพื่อสนุกสนาน มัวเมา
ค.ชาคริยานุโยคการหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียรตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป[9]
๓.นวกภิกขุธรรม ๕ เป็นหลักธรรมแห่งการปฏิบัติสำหรับพระที่เพิ่งเข้ามาในธรรมวินัยที่มุ่งเข้าถึงพรหมจรรย์ หรือเป็นหลักธรรมที่ผู้ปฏิบัตินำมาใช้เพื่อมุ่งผลการปฏิบัติธรรมเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างมั่นคง, ดำรงกรรมฐานให้เข้าถึงธรรม โดยมีองค์แห่งการปฏิบัติ ๕ อย่างดังนี้ ๑.ปาติโมกขสังวรสำรวมในพระปาติโมกข์ รักษาศีลเคร่งครัด ทั้งในส่วนเว้นข้อห้ามและทำตามข้ออนุญาต ถ้าเป็นฆราวาสให้มีศีลมั่นคง
๒.อินทรียสังวรสำรวมอินทรีย์ มีสติระวังรักษาใจ มิให้กิเลสคือความยินดี ยินร้ายเข้าครอบงำในเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ มีเห็นรูปด้วยตาเป็นต้น
๓.ภัสสปริยันตะพูดคุยมีขอบเขต คือ จำกัดการพูดคุยให้น้อย รู้ขอบเขต ไม่เอิกเกริก
๔.กายวูปกาสะปลีกกายอยู่สงบคือเข้าอยู่ในเสนาสนะอันสงัด
๕.สัมมาทัสสนะปลูกฝังความเห็นชอบ คือ สร้างเสริมสัมมาทิฏฐิ [10]
การปฏิบัติเพื่อข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสตามหลักธรรมนี้ ย่อมก่อให้เกิดความมั่งคงในการปฏิบัติพร้อม มีปฏิปทาที่เป็นส่วนที่มีแก่นสารหรือเนื้อแท้ถูกต้องและถูกทาง
๔.อุปัญญาตธรรม ธรรมเป็นที่ดำเนินไปสู่อริยมรรคจนบรรลุจุดหมายสูงสุด พระพุทธองค์ได้ทรงอาศัยธรรมนี้เพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ อันมีองค์คุณ ๒ ประการคือ
ก.อสนฺตุฏฺฐิตา กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความไม่สันโดษในกุศลธรรม, ความไม่รู้อิ่มไม่รู้พอในการสร้างความดีและสิ่งที่ดี
ข.อปฺปฏิวาณิตา ปธานสฺมึ ความไม่ระย่อในการพากเพียร, การเพียรพยายามก้าวหน้าเรื่อยไปไม่ยอมถอยหลัง [11]
๕.วุฑฒิธรรมบุคคลที่ประสงค์จะเจริญสติปัฏฐานและข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสได้จะต้องสร้างธรรมอันเป็นเครื่องเจริญหรือคุณธรรมที่ก่อให้เกิดความเจริญงอกงามเรียกว่า
วุฑฒิธรรม ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการคือ
๑.สัปปุริสังเสวะคบหาสัตบุรุษ, เสวนาท่านผู้รู้ผู้ทรงคุณ
๒.สัทธัมมัสสวนะฟังสัทธรรม,เอาใจใส่เล่าเรียนหาความรู้จริง
๓.โยนิโสมนสิการทำในใจโดยแยบคาย,คิดหาเหตุผลโดยถูกวิธี
๔.ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม,ปฏิบัติธรรมให้ถูกต้องตามหลัก คือ
ให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับธรรมข้ออื่นๆ นำสิ่งที่ได้เล่าเรียนและตริตรองเห็นแล้วไปใช้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักตามความมุ่งหมายของสิ่งนั้นๆธรรมที่เป็นไปเพื่อปัญญาวุฒิเพื่อความเจริญงอกงามแห่งปัญญา[12]
๖.จักร เป็นธรรมปฏิบัติที่ยังผู้เจริญวิปัสสนาจะนำพาชีวิตของตนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองดุจล้อนำรถไปสู่ที่หมาย จักร ๔ ประกอบด้วย
๑.ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม
๒.สัปปุริสูปัสสยะ สมาคมกับสัตบุรุษ
๓.อัตตสัมมาปณิธิตั้งตนไว้ชอบ, ตั้งจิตคิดมุ่งหมาย นำตนไปถูกทาง
๔.ปุพเพกตปุญญตาความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว, มีพื้นเดิมดี, ได้สร้างสมคุณความดีเตรียมพร้อมไว้แต่ต้น [13]
ธรรม ๔ ข้อนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพหุการธรรมคือธรรมมีอุปการะมาก เป็นเครื่องช่วยให้สามารถสร้างความดีอื่นๆ ทุกอย่าง และช่วยให้ประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต บรรลุความงอกงามไพบูลย์.
๗.สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม คือการปฏิบัติธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้าอันหลักธรรมอันที่จะอำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการเจริญวิปัสสนาในการข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส มีหลักธรรมอันว่าด้วยสัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรมมี ๔อย่างดังนี้
ก.สัทธาสัมปทาถึงพร้อมด้วยศรัทธา
ข.สีลสัมปทาถึงพร้อมด้วยศีล
ค.จาคสัมปทาถึงพร้อมด้วยการเสียสละ
ง.ปัญญาสัมปทาถึงพร้อมด้วยปัญญา [14]
๘. อนุตตริยะ การดำเนินตามวิถีชีวิตโดยอาศัยหลักธรรมเหล่านี้ เป็นศีลวัตรในการนี้ชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะว่ามนุษย์และโลกเป็นอย่างนั้นๆนั่นเอง วิถีชีวิตดังกล่าวที่ปฏิบัติหนทางเพื่อข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสเจริญวิปัสสนาจะช่วยให้คนได้บรรลุถึงซึ่งความดีสูงสุดการปฏิบัติและความเข้าถึงผลที่เยี่ยม อนุตตริยะเป็นภาวะอันยอดเยี่ยม ในการเห็นเป็นการปฏิบัติเพื่อข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส อนุตตริยะ มี ๓ ประการ คือ
๑.ทัสสนานุตตริยะการเห็นอันเยี่ยมปัญญาอันเห็นธรรมหรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน
๒.ปฏิปทานุตตริยะการปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้วกล่าวให้ง่ายหมายเอามรรคมีองค์ ๘
๓.วิมุตตานุตตริยะ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้นคือความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือนิพพาน [15]
๙. สัปปายะ ธรรมที่ทำเกิดความสบายท่านผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ มีการประพฤติปฏิบัติตนทำอย่างสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ คือ มีสัมมาทิฏฐิที่เรียกว่า สัปปุริสทิฏฐิพระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นถึงการให้เป็นผู้รู้จักเหตุและผลในการกระทำดังนี้ ดังที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า
“ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้๑.เป็นผู้รู้จักเหตุ ๒. เป็นผู้รู้จักผล ๓.เป็นผู้รู้จักตน๔. เป็นผู้รู้จักประมาณ๕. เป็นผู้รู้จักกาล๖. เป็นผู้รู้จักบริษัท๗.เป็นผู้รู้จักบุคคล “[16] ปัจจัยสำคัญที่จะให้มีโอกาสได้พบกับทางสายแห่งความพ้นทุกข์และข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสได้นั้นเรียกว่า สัปปายะหรือสิ่งที่ทำเกิดความสบายมี ๔อย่าง คือ
๑. การปฏิบัติวิปัสสนา หาที่เป็นสัปปายะ
๒. บุคคลเป็นที่สัปปายะ เพราะเป็นเสมือนผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทาง
๓. อาหารเป็นที่สัปปายะนั้น
๔. ธรรมสัปปายะ [17]
บุคคลเป็นที่สัปปายะในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อ้างถึงลักษณะของบุคคลเป็นที่สบายอันเป็นผู้นำทางให้แก่คนผู้หลงทางที่เรียกว่ากัลยาณมิตร
หลักธรรมเหล่านี้เมื่อผู้ปฏิบัติมีความเพียรปฏิบัติ ย่อมยังประโยชน์สามารถนำพาชีวิตข้ามพ้นสีลัพพตปรามาสไปได้
ประโยชน์ที่ได้จากการข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส
การมีชีวิตที่ยังลูบคลำศีลพรตอยู่ร่ำไป
การมีชีวิตถือศีลพรตหรือวัตรที่ปฏิบัติกันต่างๆนี้ก่อให้เกิดความเชื่อและให้ปฏิบัติตามกัน
สร้างลัทธิความเชื่อต่างๆ อย่างมากมาย ซึ่งบางลัทธิปรารถนาความหลุดพ้นด้วยการประพฤติที่เน้น
การทรมานตนเบาบ้างมากบ้าง บางลัทธิปรารถนา มีอิทธิฤทธิ์บางลัทธิปรารถนาความหมดจดด้วยอารมณ์ย่อมเชื่อถือความหมดจดความหมดจดวิเศษ
ความหมดจดรอบ ความพ้นความพ้นวิเศษ ความพ้นรอบด้วยเหตุสักว่าศีลและวัตร
พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นวัตรปฏิบัติที่ผิด
เป็นมรรคอื่นหรือมรรคที่นอกธรรมวินัยนี้เป็นมรรคอันไม่หมดจด เป็นปฏิปทาที่ผิด
เป็นวัตรนอกพระพุทธศาสนาสิ่งเหล่านี้จะหมดสิ้นไปจากขันธสันดานของบุคคลที่ขจัดและข้ามพ้นจากสีลัพพตปรามาสได้
เป็นผู้ประเสริฐเป็นอริยชนก่อเกิดประโยชน์ที่ได้จากการข้ามพ้นสีลัพพตปรามาส
ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
[1] ขุ.อ. ๒๕/๗๖/๙๘.
[2] พระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต ), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๑๒๕.
[3] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, อ้างแล้ว, หน้า ๒๓๒.
[4] ขุ.อิติ. ๒๕/๒๒๒/๒๓๑.
[5] วิ.มหา. ๔/๗/๗.
[6] ที.ปา. ๑๑/๓๒๖/๒๕๓; องฺ.สตฺตก.๒๓/๖/๕.
[7] ที.ปา. ๑๑/๔๓๓/๓๐๗.
[8] ที.ปา. ๑๑/๔๓๓/๓๑๐.
[9] องฺ.ติก. ๒๐/๔๕๕/๑๒๙.
[10] องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๑๔/๑๓๘-๑๓๙.
[11] ที.ปา. ๑๑/๒๒๗/๑๙๐; องฺ.ทุก. ๒๐/๒๕๑/๕๘.
[12] องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๒๔๘/๒๗๙.
[13] ที.ม. ๑๐/๑๓๔/๑๓๗.
[14] องฺ.อฏก. ๒๓/๑๔๔/๒๖๐.
[15] ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๑๙๑; ม.มู. ๑๒/๔๐๒/๓๐๗.
[16] ที.ปา. ๑๑/๓๓๑/๒๕๕.
[17] องฺ.สตฺตก. ๒๗/๓๗/๑๔.