มหาธี
อาจารย์ ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

ศัพท็สภาวธรรม


ศัพท์สภาวะธรรม

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑

๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

  ศัพท์สภาวะธรรม

วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งมีจำนวน ๑๐ ประการ ได้แก่

. โอภาสมีแสงสว่างรุ่งโรจน์แรงกล้า สว่างกว่าแต่กาลก่อน

. ปีติ อิ่มใจเป็นอย่างยิ่งกว่าที่ได้เคยพบเห็นมา

. ปัสสัทธิ จิตสงบเยือกเย็นมาก

. อธิโมกขน้อมใจเชื่ออย่างเลื่อมใสเด็ดขาด ปัญญาก็เกิดได้ยาก

. ปัคคหะ พากเพียรอย่างแรงกล้า

. สุขมีความสุขสบายเหลือเกิน ชวนให้ติดสุขเสีย

. ญาณมีปัญญามากไป จะทำให้เสียปัจจุบัน

. อุปัฏฐานตั้งมั่นในอารมณ์รูปนามจนเกินไป ทำให้ปรากฏนิมิตต่าง ๆ

. อุเบกขาวางเฉยมาก เป็นเหตุให้หย่อนความเพียร

๑๐. นิกันติ ชอบใจติดใจในกิเลส ๙ อย่างข้างบนนั้น

วิปัสสนูปกิเลส ๙ ประการ ตั้งแต่ โอภาส ถึง อุเบกขานั้น แม้ว่าจะเกิดปรากฏขึ้นมาแล้ว ถ้านิกันติยังไม่เข้าร่วมด้วย คือ ไม่ชอบใจ ติดใจ เพลิดเพลินไปด้วย ก็ไม่เป็นอุปกิเลสของวิปัสสนา ต่อเมื่อใด

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ โอภาส ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปีติ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปัสสัทธิ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อธิโมกข ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ปัคคหะ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ สุข ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ ญาณ ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อุปัฏฐาน ก็ดี

มี นิกันติ เข้าไปชอบใจติดใจ อุเบกขา ก็ดี

ความดับเป็นสิ่งสะเทือนใจ จึงทำให้จิตใจจดจ่อเห็นแต่ความดับชัดขึ้นเด่นขึ้นทุกที จนเกิดปัญญารู้เห็นว่ารูปนามนี้ไม่เป็นแก่นสาร หาสาระมิได้ ทำให้คลายความกำหนัด คลายความยึดมั่น ดังที่ในวิสุทธิมัคคได้แสดงอานิสงส์แห่งภังคญาณนี้ไว้ถึง ๘ ประการ คือ

. ภวทิฏฺฐิปฺปหานํ สละละเสียได้ซึ่งสัสสตทิฏฐิ คลายความใคร่ในภพ คือ ขันธ์

. ชีวิตนิกนฺติปริจฺจาโคสละละเสียได้ซึ่งความยินดีในชีวิต คลายความใคร่ในชีวิต

. สทา ยุตตฺปยุตฺตตา มีความเพียรบำเพ็ญกัมมัฏฐาน สิ้นกาลเป็นนิจ

. วิสุทฺธาชีวิตาประพฤติเลี้ยงชีวิตด้วยความบริสุทธิ ปราศจากโทษ

. อุสฺสุกฺกปฺปหานํ สละละเสียซึ่งความขวนขวายในการแสวงหาเครื่อง อุปโภค บริโภค และบริขารต่าง ๆ โดยตั้งอยู่ในความมักน้อย

. วิคตภยตาปราศจากความหวาดกลัว บมิได้สะดุ้งตกใจกลัวต่อภยันตรายต่าง ๆ

. ขนฺติโสรจฺจปฏิลาโภมีความอดทน อดกลั้น และว่าง่ายสอนง่าย บมิได้กระด้างกระเดื่อง

. อรติรติสหนตา อดกลั้นได้ซึ่งความกระสันและความยินดี บมิได้ลุอำนาจแห่งความกระสันและความยินดี

กัมมัฏฐาน แปลตามพยัญชนะ ตามตัวอักษรว่า ที่ตั้งแห่งการงาน แต่ตามอรรถ ตามความหมาย ในที่นี้หมายถึง ที่ตั้งแห่งการงานทางใจที่จะให้ถึงฌานและถึงมัคคถึงผล ไม่ได้หมายถึงการงานอื่นใดที่นอกจากนี้เลย

สังคหะ แปลว่า รวบรวมโดยย่อ

วิภาค แปลว่า ส่วน

กัมมัฏฐานสังคหวิภาค จึงรวมแปลตามความหมายว่า เป็นส่วนที่รวบรวมโดยย่อซึ่งที่ตั้งแห่งการงานทางใจ อันจะให้ถึงฌานและถึงมัคคถึงผล

ดังปรากฏตามนัย มูลฎีกา แสดงวจนัตถะ ของคำกัมมัฏฐานว่า

กมฺมเมว จิเสสาธิคมสฺส ฐานนฺติ กมฺมฏฺฐานํ

การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการได้บรรลุ ฌาน มัคค ผล นิพพาน ที่เป็นธรรมพิเศษนั่นเทียว จึงชื่อว่า กัมมัฏฐาน

กมฺเม ภาวนา รพฺโพ ฐานนฺติ กมฺมฏฺฐานํ

การเจริญภาวนาทั้ง ๒ อย่าง เป็นเหตุแห่งการได้บรรลุ ฌาน มัคค ผล นิพพาน จึงชื่อว่า กัมมัฏฐาน

อรหํ เป็นผู้ไกลจากข้าศึก คือ กิเลส อีกนัยหนึ่งว่า เป็นผู้ที่ไม่มีที่รโหฐาน หมายความว่า แม้แต่ในที่ลับ ก็ไม่กระทำบาป

สมฺมาสมฺพุทฺโธเป็นผู้ที่ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง

วิชฺชาจรณสมฺปนฺโนเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ วิชาและจรณะนี้ได้แสดงแล้วในปริจเฉทที่ ๗ ตอน สัพพสังคหะ ตรงมัคคอริยสัจจ ขอให้ดูที่นั่นด้วย

สุคโตแปลว่า ทรงไปแล้วด้วยดี ซึ่งในที่นี้มีความหมายถึง ๔ นัย คือ

ก. เสด็จไปงาม คือไปสู่ที่บริสุทธิ์ อันเป็นที่ที่ปราศจากโทษภัยทั้งปวง ซึ่งหมายถึง อริยสัจจทั้ง ๔

ข. เสด็จไปสู่ฐานะอันประเสริฐ คือ อมตธรรม อันเป็นธรรมที่สงบระงับจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง

ค. เสด็จไปในที่ถูกที่ควร คือพ้นจากวัฏฏะ ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ง. ทรงตรัสไปในทางที่ถูกที่ชอบ คือทรงเทสนาในสิ่งที่เป็นความจริงและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้ฟัง

โลกวิทู พระพุทธองค์ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้งด้วยประการทั้งปวง คือ ทรงรู้จักโลก รู้จักเหตุเกิดของโลก รู้จักธรรมที่ดับของโลก และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงธรรมที่ดับของโลก

อีกนัยหนึ่ง หมายถึงการแจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลก และโอกาสโลก

สังขารโลกหมายถึง สังขารธรรม คือ รูปนาม ได้แก่ จิต เจตสิก รูปทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย ด้วยการปรุงแต่ง ทำให้หมุนเวียนไปในสังสารวัฏฏ จำแนกโลกได้เป็นหลายนัย เช่น

สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิกาสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ได้ด้วยต้องอาศัยอาหารเหมือนกันหมด

นาเม จ รูเป จคือ นาม ๑ รูป ๑ หรืออีกนัยหนึ่ง ว่าได้แก่ อุปาทินนกสังขาร ๑ อนุปาทินนกสังขาร ๑

ตีสุ เวทนาสุ คือ เวทนา ๓ มี สุขเวทนา ทุกขเวทนา และ อทุกขมสุขเวทนา

จตูสุ อาหาเรสุคือ อาหาร ๔ มี กพฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ สติปัฏฐาน ๔

ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺเธสุ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ อินทรีย ๕

ฉสุ อชฺฌตฺติเกสุ อายตเนสุ คืออายตนะภายใน ๖ อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ นิสสรณียธาตุ ๖

สตฺตสุ วิญฺญาณฏฺฐิตีสุ คือวิญญาณฐีติ ๗ อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ โพชฌงค์ ๗

อฏฺฐสุ โลกธมฺเมสุ คือ โลกธรรม ๘ อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมัคค ๘

นวสุ สตฺตาวาเสสุ คือ สัตตาวาส ๙ อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ โลกุตตรธรรม๙

ทสสุ อกุสลกมฺมปเถสุ คือ อกุสลกรรมบถ ๑๐ อีกนัยหนึ่งว่าได้แก่ กุสลกรรมบถ ๑๐

สัตวโลกบาลีเป็น สัตตโลก หมายถึง บุคคล คือสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งทรงแจ้ง ประเภท (บุคคล ๑๒)
, เหตุให้เกิด, นิสัย, จริต, บารมี แห่งสัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น

โอกาสโลก หมายถึง ภูมิอันเป็นที่ตั้งแห่งสังขารธรรม คือ เป็นที่อาศัยเกิด อาศัยอยู่ของสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีจำนวนรวม ๓๑ ภูมิ


อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงสามารถฝึกอบรมสั่งสอนแนะนำผู้ที่สมควรฝึกได้เป็นอย่างเลิศไม่มีใครเสมอเหมือน ทั้งนี้เพราะทรงทราบอัธยาศัยของสัตว์นั้น ๆ

สตฺถาเทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งไม่มีศาสดาใดจะเทียมเท่า เพราะทรงนำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ได้

พุทฺโธทรงเห็นทุกอย่าง (สพฺพทสฺสาวี), ทรงรู้ทุกสิ่ง (สพฺพญฺญู)ทรงตื่น , ทรงเบิกบานด้วยธรรม

ภควา ทรงเป็นผู้ที่มีบุญที่ประเสริฐสุดทรงสามารถจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ตามควรแก่อัตตภาพของสัตว์นั้น ๆ

พระธรรมในที่นี้หมายถึง มัคค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และพระปริยัติธรรม รวมนับเป็น ๑ จึงเป็นธรรม ๑๐ ประการด้วยกัน คุณของธรรม ๑๐ ประการนี้ เมื่อกล่าวรวบยอด โดยย่อแล้ว ก็มี ๖ อย่าง คือ

. สวากฺขาโตเป็นธรรมที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว สมบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ดีพร้อมทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและในที่สุด คุณธรรมข้อนี้หมายถึง พระปริยัติธรรม

. สนฺทิฏฺฐิโก เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง คุณธรรมข้อนี้หมายถึงโลกุตตรธรรมทั้ง ๙

. อกาลิโก เป็นธรรมที่พึงปฏิบัติได้และให้ผลทันทีในลำดับนั้นเลยทีเดียว โดยไม่ต้องรอเวลา หรือมีระหว่างคั่นแต่อย่างใด คุณธรรมข้อนี้หมายถึง มัคคจิต ๔

. เอหิปสฺสิโก เป็นธรรมที่ให้ผลได้อย่างแท้จริง จนสามารถที่จะทำให้พิสูจน์ได้ คุณธรรมข้อนี้หมายถึงโลกุตตรธรรมทั้ง ๙

. โอปนยิโก เป็นธรรมที่ควรน้อมนำมาให้บังเกิดแก่ตน และทำให้แจ้งแก่ตน หมายความว่า ควรบำเพ็ญเพียรให้เกิดมัคคจิต ผลจิต ก็จะแจ้งซึ่งพระนิพพาน คุณธรรมข้อนี้หมายถึง โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ เหมือนกัน

. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตนเอง ผู้อื่นหารู้ด้วยไม่ว่า มัคคเราเจริญ ผลเราบรรลุ นิโรธเราได้แจ้งแล้ว เป็นการรู้ด้วยการประจักษ์แจ้งอย่างที่เรียกว่า ประจักขสิทธิ


สงฆ์ในที่นี้ หมายถึง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เรียกว่า พระอริยสงฆ์ คือผู้ที่บรรลุมัคคผล คุณของพระอริยสงฆ์ มี ๙ ประการ คือ

. สุปฏิปนฺโนเป็นสาวกที่ปฏิบัติดีแล้วชอบแล้ว

. อุชุปฏิปนฺโนเป็นสาวกที่ปฏิบัติตรงแล้ว

. ญายปฏิปนฺโน เป็นสาวกที่ปฏิบัติธรรมอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์

. สามีจิปฏิปนฺโนเป็นสาวกที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

. อาหุเนยฺโย เป็นสาวกที่ควรแก่สักการที่เขานำมาบูชา

. ปาหุเนยฺโยเป็นสาวกที่ควรแก่สักการที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

. ทกฺขิเนยฺโย เป็นสาวกที่ควรรับทักษิณาทาน

. อญฺชลีกรณีโย เป็นสาวกที่ควรแก่การกราบไหว้

. อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส เป็นเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยมของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

สีลานุสสติ

การระลึกถึงความบริสุทธิ์ของสีลที่ได้สมาทานหรือรักษาอยู่นั้น ว่าได้รักษาไว้โดยปราศจากโทษ ๔ อย่าง คือ อขณฺฑ ไม่ขาด ไม่เป็นท่อน, อฉิทฺท ไม่ทะลุ, อสพล ไม่ด่าง, อกมฺมาส ไม่พร้อย และยิ่งเป็น อนิสสิตสีล คือไม่เจือปนด้วยตัณหาหรือทิฏฐิด้วยแล้ว ก็ยิ่งทรงคุณอันประเสริฐ ให้ผลใหญ่หลวงยิ่งนัก


ตัณหานิสสิตสีล เป็นสีลที่เจือปนด้วยตัณหา คือ มีความปรารถนาในโภคสมบัติ และภวสมบัติ จึงรักษาสีล

ทิฏฐินิสสิตสีล เป็นสีลที่เจือปนด้วยทิฏฐิ คือ มีความเห็นว่าจะพ้นจากสังสารวัฏฏด้วยอานิสงส์ของสีล จึงรักษาสีล

อนิสสิตสีล นั้น เป็นการรักษาสีลโดยไม่ได้หวังว่าตนจะได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด แต่รักษาสีลเพื่อมิให้มีการเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อมิให้เกิดเป็นทุกข์โทษภัยแก่ผู้อื่น และเพื่อให้มีความปกติสุขโดยทั่วหน้ากัน

จาคานุสสติ

ระลึกถึงการบริจาคทานของตน ที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ เกิดความอิ่มเอิบใจในการเสียสละปราศจากการนึกหวงแหน ไม่หวังชื่อเสียง ไม่หมายได้หน้า และไม่มีการโอ้อวด

การบริจาคทานเป็นบาทเบื้องต้นที่ทำให้ผู้ทรงสีล และสีลเป็นบาทให้เกิดสมาธิอีกต่อหนึ่ง

เทวตานุสสติ

การระลึกถึงกุสลธรรมของตนมีสัทธาเป็นต้นอยู่เนือง ๆ โดยนึกถึงเทวดา นึกถึงพรหมทั้งหลาย เป็นตัวอย่างหรือเป็นองค์พยานว่า ผู้บริบูรณ์ด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ มี สัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา นี้ เมื่อจุติจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปบังเกิดในเทวโลก ในพรหมโลกนั้น กุสลธรรมเหล่านี้ในจิตใจของเราก็มีอยู่ คงจะส่งผลให้ไปสู่สุคติได้เช่นเดียวกัน

เมื่อระลึกอยู่เช่นนี้ จิตใจก็จะไม่ดิ้นรน ไม่กระสับกระส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน มีแต่จะสงบระงับ ซึ่งเป็นทางให้เกิดสมาธิได้ง่าย


อุปสมานุสสติ

การระลึกถึงคุณของพระนิพพาน ที่มีสภาพเป็นสันติสุข สงบจากกิเลสทั้งหลาย และหมดสิ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เป็นธรรมที่คลายความกำหนัด กำจัดความมัวเมา ดับความกระหาย คลายความอาลัย สิ้นตัณหา ตัดวัฏฏะ พ้นจากเครื่องร้อยรัด ดับสนิท พ้นจากการปรุงแต่ง

เมื่อระลึกถึงคุณของพระนิพพานอยู่เนือง ๆ จิตใจก็สงบ ไม่กระสับกระส่าย อย่างแน่นอน

มรณานุสสติ

การระลึกถึงความตายว่า ตนจะต้องตายแน่นอน แม้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นพรหม เป็นเทวดา เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นเศรษฐีคหบดี นักปราชญ์ราชบัณฑิต คนโง่เขลาเบาปัญญา กระยาจกเข็ญใจ สัตว์ใหญ่ สัตว์น้อย ทั้งหลาย จะต้องตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อได้เกิดมาแล้ว ที่จะไม่ตายเป็นไม่มี

นึกเช่นนี้บ่อย ๆ ก็จะเกิดความสลดใจ คลายความทะยานอยากลงได้ไม่ใช่น้อย ทำให้มีความสงบระงับมากขึ้น สมาธิก็เกิดได้ง่ายเข้า

กายคตาสติ

การระลึกถึงอาการ ๓๒ ของตนอยู่เนือง ๆ ว่าล้วนแต่เป็นสิ่งปฏิกูลทั้งนั้น จึงไม่เป็นที่น่าปรารถนาของบัณฑิต

ระลึกได้เช่นนี้ ย่อมจะคลายความมีทิฏฐิมานะ ถือตัวถือตนลงได้มากทีเดียว ทิฏฐิมานะน้อยลง สมาธิก็ย่อมดีมากขึ้น กายคตาสตินี้สามารถเจริญได้เพียงปฐมฌานเท่านั้นเอง ไม่สูงไปกว่านั้น

อานาปาณสติ

การระลึกถึงลมหายใจเข้าลมหายใจออก ถ้าจิตใจจดจ่ออยู่แต่ที่ลมหายใจอย่างแน่วแน่ ไม่เผลอไปคว้าอารมณ์อย่างอื่นแล้ว เป็นการเจริญสมาธิได้เป็นอย่างดี

อานาปาณสตินี้ สามารถเจริญให้ถึงได้ ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปตามลำดับจนถึงปัญจมฌาน


อัปปมัญญา ๔

อัปปมัญญา หมายความว่า แผ่ไปไม่มีประมาณ แผ่ไปในสัตว์ทั้งหลายจนประมาณไม่ได้ โดยไม่เลือกที่รักที่ชังเลย บ้างก็เรียกว่า พรหมวิหาร หมายความว่า ธรรมอันเป็นเครื่องสำราญอยู่ของพรหม อัปปมัญญามี ๔ คือ

. เมตตาการแผ่ความรักใคร่ ความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลายให้มีความสบายความสุขโดยทั่วกัน ไม่เลือกชาติ ชั้น วัณณะ

. กรุณาการแผ่ความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความทุกข์อยู่หรือที่จะได้รับความทุกข์ต่อไปในภายหน้า โดยไม่เลือก ชาติ ชั้น วัณณะ

. มุทิตา การแผ่ความชื่นชมยินดีต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความสุขอยู่ หรือที่จะได้รับความสุขต่อไปในภายหน้า โดยไม่เลือก ชาติ ชั้น วัณณะ

. อุเบกขาการวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอาการวางตนเป็นกลาง ไม่รักใคร่ ไม่สงสาร ไม่ชื่นชมยินดี ไม่มีอคติแต่ประการใดๆ โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วัณณะ

อัปปมัญญา ๓ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา นั้น สามารถเจริญให้ถึงได้ ตั้งแต่ ปฐมฌานขึ้นไปตามลำดับจนถึงจตุตถฌาน ส่วนอุเบกขานั้น เจริญได้โดยเฉพาะเพื่อให้เกิดปัญจมฌาน อย่างเดียวเท่านั้น

อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑

การพิจารณาอาหารที่บริโภคเข้าไปนั้น ว่าเป็นของที่น่าเกลียด จนมีความรู้สึกเป็นไปตามที่พิจารณาเห็นนั้น

การพิจารณาความปฏิกูลของอาหารนี้ ไม่สามารถที่จะให้เกิดฌานจิตได้ แต่ว่าทำให้จิตแน่แน่วเป็นสมาธิได้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

จตุธาตุววัตถาน ๑

การพิจารณาธาตุทั้ง ๔ มี ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่ปรากฏอยู่ในร่างกาย เพื่อให้เห็นว่าร่างกายนี้ก็คือ ธาตุต่าง ๆ ที่มาประชุมคุมกันอยู่เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนเราเขาแต่อย่างใด

การกำหนดพิจารณาธาตุทั้ง ๔ นี้ ก็ไม่สามารถที่จะถึงฌานจิตได้ เพียงแต่เป็นสมาธิที่เฉียดฌานเข้าไปแล้วเหมือนกัน


อรูปกัมมัฏฐาน ๔

อรูปกัมมัฏฐาน หมายความว่า กัมมัฏฐานที่ไม่ใช่รูป ที่ไม่มีรูป ซึ่งเป็นกัมมัฏฐาน ที่เป็นวิสัยของผู้ที่ได้ถึงรูปาวจรปัญจมฌานแล้ว จึงจะพึงกระทำให้เป็นอารมณ์ เพื่อเจริญให้ถึงอรูปฌานต่อไป อรูปกัมมัฏฐาน ๔ นั้น ได้แก่

๑. อรูปกัมมัฏฐานเบื้องต้น ชื่อ กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ คือ เพ่งอากาศความว่างเปล่าเวิ้งว้างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า อากาโส อนนฺโตความว่างไม่มีที่สุด ซึ่งสามารถให้เกิด อากาสานัญจายตนฌานจิตได้

๒. อรูปกัมมัฏฐานที่ ๒ ชื่อ อากาสานัญจายตนฌาน คือเพ่งวิญญาณความรู้ที่รู้ว่าอากาศไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า วิญฺญานํ อนนฺตํวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งสามารถให้เกิด วิญญาณัญจายตนฌานจิตได้

๓. อรูปกัมมัฏฐานที่ ๓ ชื่อ นัตถิภาวบัญญัติ คือเพ่งความไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ โดยบริกรรมว่า นตฺถิ กิญฺจินิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มี ซึ่งสามารถให้เกิด อากิญจัญญายตนฌานจิตได้

๔. อรูปกัมมัฏฐานที่ ๔ ชื่อ อากิญจัญญายตนฌาน คือเพ่งความรู้ที่รู้ว่านิดหนึ่งก็ไม่มี หน่อยหนึ่งก็ไม่มีนั้นเป็นอารมณ์ ความรู้ถึงขั้นนี้เป็นความรู้ที่ละเอียดอ่อนมากเหลือเกิน จึงบริกรรมว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ สงบหนอประณีตหนอ ซึ่งสามารถให้เกิด เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจิตได้

จาคานุสสติ

ระลึกถึงการบริจาคทานของตน ที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ เกิดความอิ่มเอิบใจในการเสียสละปราศจากการนึกหวงแหน ไม่หวังชื่อเสียง ไม่หมายได้หน้า และไม่มีการโอ้อวด

การบริจาคทานเป็นบาทเบื้องต้นที่ทำให้ผู้ทรงสีล และสีลเป็นบาทให้เกิดสมาธิอีกต่อหนึ่ง

เทวตานุสสติ

การระลึกถึงกุสลธรรมของตนมีสัทธาเป็นต้นอยู่เนือง ๆ โดยนึกถึงเทวดา นึกถึงพรหมทั้งหลาย เป็นตัวอย่างหรือเป็นองค์พยานว่า ผู้บริบูรณ์ด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ มี สัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา นี้ เมื่อจุติจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไปบังเกิดในเทวโลก ในพรหมโลกนั้น กุสลธรรมเหล่านี้ในจิตใจของเราก็มีอยู่ คงจะส่งผลให้ไปสู่สุคติได้เช่นเดียวกัน

เมื่อระลึกอยู่เช่นนี้ จิตใจก็จะไม่ดิ้นรน ไม่กระสับกระส่าย ไม่ฟุ้งซ่าน มีแต่จะสงบระงับ ซึ่งเป็นทางให้เกิดสมาธิได้ง่าย


อุปสมานุสสติ

การระลึกถึงคุณของพระนิพพาน ที่มีสภาพเป็นสันติสุข สงบจากกิเลสทั้งหลาย และหมดสิ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เป็นธรรมที่คลายความกำหนัด กำจัดความมัวเมา ดับความกระหาย คลายความอาลัย สิ้นตัณหา ตัดวัฏฏะ พ้นจากเครื่องร้อยรัด ดับสนิท พ้นจากการปรุงแต่ง

เมื่อระลึกถึงคุณของพระนิพพานอยู่เนือง ๆ จิตใจก็สงบ ไม่กระสับกระส่าย อย่างแน่นอน

มรณานุสสติ

การระลึกถึงความตายว่า ตนจะต้องตายแน่นอน แม้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นพรหม เป็นเทวดา เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นเศรษฐีคหบดี นักปราชญ์ราชบัณฑิต คนโง่เขลาเบาปัญญา กระยาจกเข็ญใจ สัตว์ใหญ่ สัตว์น้อย ทั้งหลาย จะต้องตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อได้เกิดมาแล้ว ที่จะไม่ตายเป็นไม่มี

นึกเช่นนี้บ่อย ๆ ก็จะเกิดความสลดใจ คลายความทะยานอยากลงได้ไม่ใช่น้อย ทำให้มีความสงบระงับมากขึ้น สมาธิก็เกิดได้ง่ายเข้า

กายคตาสติ

การระลึกถึงอาการ ๓๒ ของตนอยู่เนือง ๆ ว่าล้วนแต่เป็นสิ่งปฏิกูลทั้งนั้น จึงไม่เป็นที่น่าปรารถนาของบัณฑิต

ระลึกได้เช่นนี้ ย่อมจะคลายความมีทิฏฐิมานะ ถือตัวถือตนลงได้มากทีเดียว ทิฏฐิมานะน้อยลง สมาธิก็ย่อมดีมากขึ้น กายคตาสตินี้สามารถเจริญได้เพียงปฐมฌานเท่านั้นเอง ไม่สูงไปกว่านั้น

คำสำคัญ (Tags): #ศัพท์สภาวะธรรม
หมายเลขบันทึก: 512708เขียนเมื่อ 19 ธันวาคม 2012 20:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 19 ธันวาคม 2012 20:00 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (5)

 

ลักษณะของผู้ที่หนักในราคจริต

. มายามายา เจ้าเล่ห์

. สาเถยฺยํ โอ้อวด

. มาโนถือตัว

. ปาปิจฺฉตาปรารถนาลามก

. มหิจฺฉตาปรารถนามาก มีความอยากใหญ่

. อสนฺตุฏฺฐิตาไม่สันโดษ

. สิงฺคํ แง่งอน

. จาปลฺยํ ขี้โอ่

ลักษณะของผู้ที่หนักในโทสจริต

. โกโธ มักโกรธ

. อุปนาโหผูกโกรธ

. มกฺโข ลบหลู่คุณท่าน

. ปลาโสตีตนเสมอท่าน

. อิสฺสาริษยา

. มจฺฉริยํตระหนี่

ลักษณะของผู้ที่หนักในโมหจริต

. ถีนํ หดหู่

. มิทฺธํ เคลิบเคลิ้ม

. อุทฺธจฺจํ ฟุ้งซ่าน

. กุกฺกุจจํ รำคาญ

. วิจิกิจฺฉา เคลือบแคลง

. อาทานคฺคาหิตา ถือมั่นในสิ่งที่ยึดถือ ถืองมงาย

. ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา สละ (สิ่งที่ยึดถือ เช่น อุปาทาน) ได้ยาก

กัลยาณมิตร

กัลยาณมิตร ในที่นี้หมายถึง อาจาริยบุคคล ผู้เจริญกัมมัฏฐานไม่ว่าจะเป็นทาง สมถะ หรือ วิปัสสนา ควรมีอาจารย์เป็นผู้แนะนำชี้ทางผิดและทางถูกให้ เพราะอาจารย์ก็นับเป็นจำนวน ๑ ใน ๓ ที่โยคีบุคคลจะละเสียมิได้ คือ

อุปนิสฺสย อยู่ในสำนักอาจารย์ผู้สามารถ

อารกฺข รักษาอินทรียให้สมบูรณ์

อุปนิพทฺธ ผูกจิตไว้ในอารมณ์กัมมัฏฐาน

เหตุนี้จึงนับว่า อาจารย์เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ต้องพินิจพิจารณาให้จงหนัก แต่ไม่ควรวิพากย์วิจารณ์ไปในทางที่เป็นโทษ เพราะอาจารย์ทุกท่านย่อมพากเพียรเกื้อกูล ให้เป็นคุณแก่ศิษย์ด้วยความเมตตากรุณา


เหตุนี้จึงนับว่า อาจารย์เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ต้องพินิจพิจารณาให้จงหนัก แต่ไม่ควรวิพากย์วิจารณ์ไปในทางที่เป็นโทษ เพราะอาจารย์ทุกท่านย่อมพากเพียรเกื้อกูล ให้เป็นคุณแก่ศิษย์ด้วยความเมตตากรุณา ในวิสุทธิมัคค แสดงองค์คุณของอาจารย์ไว้ว่า

. ปิโยเป็นผู้มีสีลเป็นที่รัก น่าเลื่อมใส เป็นที่รักใคร่ของสรรพสัตว์ เพราะความสมบูรณ์แห่งสีล

. ครุ เป็นผู้มีใจคอหนักแน่น น่าเคารพยำเกรง

. ภาวนีโยเป็นผู้ได้ฝึกฝนอบรมตนมาแล้วด้วยดีทั้งการเรียนและการปฏิบัติ มีสีลาจารวัตรอันดีงามควรแก่การยกย่องสรรเสริญ

. วตฺตาเป็นผู้ที่สามารถแนะนำ ชี้แจงแสดงแนวทางแห่งการปฏิบัติได้ดี และถูกต้องด้วย

. วจนกฺขโมเป็นผู้ที่มีขันติอดทนพร่ำสอนศิษย์ไม่เข้าใจก็พยายามให้เข้าใจตามแนวทางแห่งการปฏิบัติ และอดทนต่อการกล่าวล่วงเกินของศิษย์และผู้อื่น ไม่หวั่นไหวต่ออิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์นั้น ๆ

. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตาสามารถแสดงวิปัสสนาภูมิให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจได้ด้วยวิธีการที่ สอนน้อยแต่ให้ทำมาก

. โน ฐฏฺฐาเน นิโยชเย บอกทางที่ถูกให้

นอกจากนี้แล้วในมหาฏีกา ยังแสดงคุณสมบัติของผู้ที่ควรเป็นอาจารย์ไว้อีกดังนี้ คือ

. สทฺธาสมฺปนฺโน โหติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัทธา เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ตั้งใจบำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพสัตว์

. สีลสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยสีล คือมีมารยาทอันดีงาม

. สุตสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยการศึกษา สามารถแสดงแนวทางแห่งการปฏิบัติได้ดี

. จาคสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยการบริจาค ยอมเสียสละ มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

. วิริยสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ได้เคยเจริญกัมมัฏฐานมาแล้ว

. สติสมฺปนฺโนถึงพร้อมแล้วด้วยสติ ไม่เผลอ ไม่ประมาท

. สมาธิสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยสมาธิ มีจิตตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระสับ กระส่าย

. ปญฺญาสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยปัญญา

ข้อที่ควรเว้นในการเจริญกัมมัฏฐาน

. กมฺมารามตาประกอบกิจอื่นเสีย เช่น เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ สวดมนต์ เป็นต้น อันไม่ใช่กิจในการเจริญกัมมัฏฐาน

. ภสฺสรามตา มัวแต่คุยกันเสีย ไม่ตั้งใจกำหนด

. นิทฺทารามตามัวแต่เห็นแก่นอน นอนมากทำความเพียรน้อย โยคีบุคคลนอนแต่น้อยเพียงคืนละ ๔ ชั่วโมง ตั้งแต่ ๒ นาฬิกา ถึง ๖ นาฬิกาก็พอ กลางวันห้ามนอน จงนึกถึงคำเก่าที่กล่าวไว้ว่า คชาพี ฤาษีผอมนั้นเป็นเครื่องเตือนใจ

. สงฺคาณิการามตาพอใจคลุกคลีอยู่กับหมู่คณะ ไม่ชอบอยู่ตามลำพังโดยเฉพาะ

. อคุตฺตทฺวารตาไม่สำรวมทวารทั้ง ๖ ด้วยดี

. โภชเน อมตฺตตญฺญุตาไม่รู้จักประมาณในการบริโภค คือกินอิ่มเกินไป คะเนว่าอีก ๕ คำจะอิ่ม ให้หยุด เป็นพอดี

. ยถาวิมุตฺตํ จิตฺตํ น ปจฺจเวกฺขติจิตจับอารมณ์ใด ไม่กำหนดอารมณ์นั้น หรือจิตตกไปโดยอาการใด ไม่กำหนดรู้โดยอาการนั้น

วสิตา หรือ วสีภาวะ

. วสี คือความชำนาญ ความแคล่วคล่องว่องไว

ผู้ที่ได้รูปาวจรฌานดังที่ได้กล่าวแล้ว จะเข้าฌานสมาบัติก็ดีจะเจริญสมถภาวนาต่อเพื่อให้ได้ทุติยฌานก็ดี จะต้องมี วสี ในปฐมฌานนั้นเสียก่อน คือต้องหมั่นเข้าปฐมฌานจนชำนาญ มีความแคล่วคล่องว่องไวถึง ๕ ประการ ได้แก่

() อาวชฺชนวสิตาชำนาญในการนึกเข้าฌาน อีกนัยหนึ่งว่า ชำนาญในการกำหนดพิจารณาองค์ฌานแต่ละองค์ โดยวิถีจิตที่ติดต่อกันไปตามลำดับ โดยมีภวังคจิตคั่นไม่มากนัก

() สมาปชฺชนวสิตาชำนาญในการเข้าฌานได้โดยรวดเร็ว

() อธิฏฺฐานวสิตาชำนาญในการหยุดอยู่ในฌานเป็นเวลาช้าเร็วกี่ชั่วโมง กี่วัน ก็จะอยู่ในฌานสมาบัติได้ตามกำหนดที่ได้ตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าไว้นั้น

() วุฏฺฐานวสิตาชำนาญในการออกจากฌานได้โดยว่องไว ไม่ให้เกินเวลาที่ตนได้อธิษฐานไว้

() ปจฺจเวกฺขณวสิตาชำนาญในการพิจารณาองค์ฌานด้วยชวนจิตอันเกิดในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะติดต่อกันเป็นลำดับไป โดยมีภวังคคั่นไม่มากนัก

อาวัชชนวสี กับปัจจเวกขณวสี ทั้ง ๒ อย่างนี้ ต้องเกิดด้วยกันเสมอ เพราะที่เรียกว่า อาวัชชนวสีนั้นยกเอามโนทวาราวัชชนจิตเป็นประธาน ส่วนปัจจเวกขณวสีนั้น ยกเอาชวนจิตเป็นประธาน ซึ่งก็อยู่ในวิถีจิตเดียวกันนั่นเอง

. เมตตามี ปิยมนาปสัตตบัญญัติ คือ สัตว์อันเป็นที่รักเป็นอารมณ์ในการแผ่เมตตาจิต องค์ธรรมของเมตตาได้แก่ อโทสเจตสิก ซึ่งประหาณโทสะ ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย ความทำลาย

. กรุณามีทุกขิตสัตตบัญญัติ คือสัตว์ที่กำลังได้รับความทุกข์เป็นอารมณ์ในการแผ่ความกรุณา องค์ธรรมของกรุณา ได้แก่ กรุณาเจตสิก ซึ่งประหาณวิหิงสา ความเบียดเบียน ความซ้ำเติม

. มุทิตามี สุขิตสัตตบัญญัติ คือสัตว์ที่กำลังมีความสุขความสบายอยู่นั้น เป็นอารมณ์ในการที่พลอยชื่นชมยินดีไปด้วย องค์ธรรมของมุทิตา ได้แก่ มุทิตาเจตสิก ซึ่งประหาณอิสสา ความริษยา เห็นเขาได้ดีก็ทนอยู่ไม่ได้ อรติความไม่ยินดีด้วย

. อุเบกขามี มัชฌัตตสัตตบัญญัติ คือสัตว์ที่ไม่มีทุกข์ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นสุขนั้น เป็นอารมณ์ในการที่วางเฉยต่อสัตว์นั้น ๆ องค์ธรรมของอุเบกขา ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก ซึ่งประหาณอคติ ความลำเอียงเพราะชอบกัน(ฉันทาคติ), เพราะชังกัน(โทสาคติ), เพราะลุ่มหลงเมามัว(โมหาคติ), หรือเพราะกลัว (ภยาคติ)


เมตตากัมมัฏฐาน

หิตาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีความเป็นไปแห่งกาย วาจา ใจในอันที่จะเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นลักษณะ

หิตูปสํหารรสา มีการทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย อย่างใกล้ชิด เป็นกิจ

อาฆาตวิยนปจฺจุปฏฺฐานา มีการบำบัดความแค้น เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณาเมตตา

มนาปภาวทสฺสนปทฏฺฐานา การพิจารณาแต่ความดีที่น่าพึงพอใจของสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีการนึกถึงสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม เป็นเหตุใกล้

พฺยาปาทูปสโม สมฺปตฺติสงบความพยาบาทลงได้เป็นเวลานาน เป็นความสมบูรณ์ของเมตตา

สิเนหสมฺภโว วิปตฺติ การเกิดขึ้นแห่งตัณหาที่เหนียวแน่น เป็นความเสื่อมเสียของเมตตา

ราโค อาสนฺนปจฺจตฺถิโกราคะ เป็นข้าศึกใกล้ของเมตตา

พยฺาปาโท ทูรปจฺจตฺถิโกพยาบาท เป็นข้าศึกไกลของเมตตา

๑. เมตตามีอานิสงส์ ถึง ๑๑ ประการ คือ

() สุขํ สุปฺปติสบายในเวลาหลับ

() สุขํ ปฏิพุชฺฌติ สบายในเวลาตื่น

() น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติไม่ฝันเห็นเรื่องที่ลามก

() มนุสฺสานํ ปิ โย โหติ เป็นที่รักของมนุษย์ทั่วไป

() อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์

() เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมคุ้มกันรักษา

() นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ก็ดีย่อมไม่กล้ำกรายต่อผู้นั้น

() ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิ คือตั้งมั่นได้เร็ว

() มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติสีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส

(๑๐) อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติในเวลาใกล้มรณะ ย่อมเป็นผู้มีสติ

(๑๑) อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโตเมื่อมรณะ ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุด ถึงพรหมโลกได้


๖. บุคคลที่จะแผ่เมตตาให้ก่อนไม่ได้นั้น มี ๔ จำพวก คือ

. อปิยบุคคลผู้ที่เราไม่รักใคร่ เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความไม่พอใจ เพราะเราไม่มีความรักใคร่ชอบพอนั่นเอง

. อติปิยบุคคลผู้ที่เรารักใคร่มาก เมตตาก็จะไม่เกิด เกิดแต่ความวิตกกังวลและโสกะ เพราะเรามีความรักใคร่มากนั่นเอง

. มัชฌัตตบุคคล ผู้ที่เราไม่รักและก็ไม่ชัง เมตตาจะไม่เกิด เพราะสิ่งที่ชวนจะให้เกิดความเคารพรักใคร่นั้นไม่มี ด้วยว่าไม่มีทั้งความยินดีและยินร้าย

. เวรีบุคคล ผู้ที่เป็นศัตรูแก่เรา เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความโกรธ ความเกลียด เพราะผู้นั้นเป็น

อโนทิโสผรณานั้นเป็นการแผ่ไปโดยไม่จำกัดบุคคล ๕จำพวก คือ

. สพฺเพสตฺตาสัตว์ทั่วไปทั้งหลาย

. สพฺเพปาณา สัตว์ที่มีลมปราณ (มีชีวิต) ทั้งหลาย

. สพฺเพภูตา สัตว์ที่ปรากฏทั้งหลาย

. สพฺเพปุคฺคลา สัตว์ที่เป็นบุคคลทั้งหลาย

. สพฺเพอตฺตภาวปริยาปนฺนา สัตว์ที่ครองอัตตภาพทั้งหลาย

ศัตรูต่อเรา

กรุณากัมมัฏฐาน

ปรทุกฺขาปนยนาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีความเป็นไปแห่งกายวาจาใจในอันที่จะบำบัดทุกข์ของผู้อื่นให้ปราศไป เป็นลักษณะ

ปรทุกฺขาสหนรสา มีการอดกลั้นนิ่งดูดายอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของผู้อื่นและอยากช่วยเหลือ เป็นกิจ

อวิหิสาปจฺจุปฏฺฐานา มีการไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณากรุณา

ทุกฺขาภิภูตานํ อนาถภาวทสฺสนปทฏฺฐานาการพิจารณาเห็นบุคคลที่ตกอยู่ในความทุกข์ไร้ที่พึ่ง เป็นเหตุใกล้

วิหิสูปสโม สมฺปตฺติ ความสงบลงแห่งโทสจิตตุปปาท ในอันที่จะทำการเบียดเบียนสัตว์ เป็นความสมบูรณ์แห่งกรุณา

โสกสมฺภโว วิปตฺติการเกิดขึ้นแห่งความเศร้าโศก เป็นความเสื่อมเสียของกรุณา

เคหสิตํ โทมนสฺสํ อาสนฺน ปจฺจตฺถิกํ ความเสียใจที่เนื่องด้วยกามคุณ อารมณ์เป็นศัตรูใกล้

วิหิสา ทูรปจฺจตฺถิกํ ความเบียดเบียนสัตว์ เป็นศัตรูไกล

มุทิตากัมมัฏฐาน

ปโมทนลกฺขณา มีการบันเทิงใจในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นลักษณะ

อนิสฺสายนรสา มีการไม่ริษยาในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นกิจ

อรติวิฆาตปจฺจุปฏฺฐานา ทำลาย ความริษยา เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณามุทิตา

ปรสมฺปตฺติทสฺสนปทฏฺฐานา มีการรู้เห็นความเจริญด้วยคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุขของผู้อื่น เป็นเหตุใกล้

อรติวูปสโม สมฺปตฺติมีความสงบจากความไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น เป็นความสมบูรณ์แห่งมุทิตา

ปหาสสมฺภโว วิปตฺติ ความสุข รื่นเริง โอ้อวด กำหนัด เกิดขึ้นเป็นความเสื่อมเสียของมุทิตา

เคหสิตํ โสมนสฺสํ อาสนฺน ปจฺจตฺถิกํ มีความดีใจที่เนื่องด้วยกามคุณอารมณ์ เป็นศัตรูใกล้

อรติ ทูรปจฺจตุถิกา ความไม่ยินดี ไม่สบายใจ ในความเจริญของผู้อื่น เป็นศัตรูไกล

มุทิตามีอานิสงส์ ๑๑ ประการ เช่นเดียวกัน และเหมือนกันกับอานิสงส์ของเมตตา

() สุขํ สุปฺปติ สบายในเวลาหลับ

() สุขํ ปฏิพุชฺฌติ สบายในเวลาตื่น

() น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ ไม่ฝันเห็นเรื่องที่ลามก

() มนุสฺสานํ ปิ โย โหติเป็นที่รักของมนุษย์ทั่วไป

() อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์

() เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมคุ้มกันรักษา

() นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วากมติ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ก็ดีย่อมไม่กล้ำกรายต่อผู้นั้น

() ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิ คือตั้งมั่นได้เร็ว

() มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ สีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส

(๑๐) อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติในเวลาใกล้มรณะ ย่อมเป็นผู้มีสติ

(๑๑) อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต เมื่อมรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุด ถึงพรหมโลกได้

๒. ในการแผ่มุทิตาจิตนั้น ชั้นต้นให้แผ่แก่สุขิตสัตว์ ที่เป็นสหายรักใคร่ชอบพอเป็นอันมาก อติปิยบุคคลก่อน โดยบริกรรมว่า อยํ มม สหายโก ยถาลทฺธ สมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ ขอผู้ที่เป็นสหายที่รัก จงอย่าสูญเสียความสุขทั้งปวงที่กำลังได้รับอยู่นั้นเลย

อุเบกขากัมมัฏฐาน

สตฺเตสุมชฺฌตฺตาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีอาการเป็นไปอย่างกลาง ในสัตว์ทั้งหลาย เป็นลักษณะ

สตฺเตสุสมภาวทสฺสนรสา มีการมองดูสัตว์ทั้งหลายด้วยความเสมอกัน เป็นกิจ

ปฏิฆานุนยวูปสมปจฺจุปฏฺฐานา มีความสงบจากความเกลียด และไม่มีความรักในสัตว์ทั้งหลาย เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณาอุเบกขา

กมฺมสฺสกา สตฺตาเต กมฺมสฺส รุจิยา สุขิตา วา ภิวสฺ สนฺติ ทุกฺขโต วา มุจฺจิสฺสนฺติ ปตฺตสมฺปตฺติโต วา น ปริหายิสฺสนฺตีติ เอวํ ปวตฺตกมฺมสฺสกตาทสฺสนปทฏฺฐานา ปัญญาที่พิจารณา เห็นการกระทำของตนเป็นของตนเองเป็นไปอย่างนี้ว่า "สัตว์ทั้งหลายมีการกระทำของตนเป็นของตนเอง สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จะมีความสุขหรือพ้นจากความทุกข์ หรือจักไม่เสื่อมจากโภคสมบัติของตนที่มีอยู่เหล่านี้ ด้วยความประสงค์ของผู้ใดผู้หนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย" เป็นเหตุใกล้

ปฏิฆานุนยวูปสโม สมฺปตฺติ การสงบจากความเกลียด และไม่มีความรัก เป็นความสมบูรณ์ของอุเบกขา

เคหสิตาย อญฺญาณุเปกฺขาย สมฺภโว วิปตฺติ การเกิดขึ้นแห่งอญาณุเบก-ขา โดยอาศัยกามคุณอารมณ์ เป็นความเสื่อมเสียแก่อุเบกขา

อญาณุเปกฺขา อาสนฺน ปจฺจตฺถิกา การวางเฉยด้วยอำนาจแห่งโมหะ เป็นศัตรูใกล้

ราคปฏิฆา ทูรปจฺจตฺถิการาคะ และโทสะ เป็นศัตรูไกล

อนึ่ง ใน มิลินทปัญหา นิพพานปัญหา ได้แสดงคุณของอากาสไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้

() น ชียติ ไม่แก่

() น มียติ ไม่ตาย

() น จวติ ไม่จุติ

() น อุปฺปชฺชติ ไม่เกิด

() อปฺปสยฺหํไม่มีใครข่มเหง

() อโคจรคหณียํ ไม่มีโจรลัก

() อนิสฺสิตํ ไม่มีที่พึ่งอาศัย

() วิหงฺคคมนํ เป็นทางไปของเหล่าวิหงค์(สัตว์ที่ไปในอากาศเวหา)

() นิราวรณํ ไม่มีอะไรกั้น

(๑๐) อนฺนตํไม่มีแดนที่สุด


คำว่า อภิญญานี้บางทีก็ใช้ว่า ญาณ หรือ วิชา แทนกันได้เพราะเป็นไวพจน์แก่กันและกัน เช่นกล่าวว่าญาณ ๓ หรือ วิชา ๓ ซึ่งเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ได้แก่

. บุพเพนิวาสานุสสติญาณระลึกชาติได้

. ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย

. อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำให้สิ้นกิเลสและอาสวะ

ถ้ากล่าวถึง อภิญญา ๖ ญาณ ๖ หรือ วิชา ๖ ก็ให้เพิ่มอีก ๓ คือ

. ปรจิตตวิชานน หรือ เจโตปริยญาณรู้จิตใจผู้อื่น

. ทิพพโสตญาณหูทิพย์

. อิทธิวิธญาณสำแดงฤทธิได้

เฉพาะหมายเลข ๓ อาสวักขยญาณ เป็นอภิญญาที่ไม่ได้อาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาทให้เกิด แต่เป็นอภิญญาที่อาศัยเกิดจาก อรหัตตมัคคจิต จึงเรียกว่า โลกุตตรอภิญญา ส่วนที่เหลืออีก ๕ เป็นอภิญญาที่ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌาน อันเป็นโลกียจิตเป็นบาทให้เกิด จึงเรียกว่า โลกียอภิญญา

สรุปอารมณ์ของอภิญญา

โลกียอภิญญา ๕ ซึ่งรวมนับ ยถากัมมุปคญาณ ๑ และอนาคตังสญาณ ๑ ด้วย ก็เป็น ๗ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๑๐ คือ

. ปริตตารมณ์ อารมณ์เล็กน้อย, หมายว่าเป็นกามอารมณ์

. มหัคคตารมณ์ อารมณ์ที่ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ หมายถึงอารมณ์ที่เป็นมหัคคตะ

. อัปปมาณารมณ์ อารมณ์ที่เป็นนิพพาน หมายถึงผลอารมณ์

. มัคคารมณ์ อารมณ์ที่เป็นมัคค

. ปัจจุบันอารมณ์ อารมณ์ที่กำลังมีอยู่

. อตีตารมณ์ อารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

. อนาคตารมณ์ อารมณ์ที่จะมีมาภายหน้า

. อัชฌัตตารมณ์ อารมณ์ที่เป็นภายใน

. พหิทธารมณ์ อารมณ์ที่เป็นภายนอก

๑๐. นวัตตัพพารมณ์ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ

วิสุทธิ ๗

วิสุทธิมัคค คือ ทางบริสุทธิ ที่นำไปสู่ความหมดจดจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ซึ่งจัดเป็น ๗ ระยะ หรือ ๗ ขั้น อันเรียกว่า วิสุทธิ ๗ ประการนั้นเปรียบเหมือนรถ ๗ ผลัด หรือบรรได ๗ ขั้น จึงจะถึงซึ่งความบริสุทธิ วิสุทธิ ๗ ได้แก่

. สีลวิสุทธิความบริสุทธิแห่งสีล บุคคลที่สมบูรณ์ด้วย จาตุปาริสุทธิสีลนั้นชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยสีล เป็นสีลวิสุทธิ จาตุปาริสุทธิสีล ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรสีล อินทรียสังวรสีล อาชีวปาริสุทธิสีล และปัจจยนิสสิตสีล

. จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งจิต คือ จิตที่บริสุทธิจากนิวรณ์ทั้งหลาย ขณะใดที่จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ ขณะนั้นเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ จึงได้ชื่อว่า เป็นจิตตวิสุทธิ

. ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งทิฏฐิ ปัญญาที่รู้แจ้ง รูปนามตามความเป็นจริง ได้ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ กล่าวโดย โสฬสญาณ คือ ญาณ ๑๖ ก็เห็นแจ้งญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณแล้ว (โสฬสญาณจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า)

. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งการข้ามพ้นจากความสงสัย เพราะเกิดปัญญาที่รู้แจ้งปัจจัยที่ให้เกิดรูปนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร, นามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ กล่าวโดยโสฬสญาณ ก็เห็นแจ้งญาณที่ ๒ ที่ชื่อว่า ปัจจยปริคคหญาณแล้ว

. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้ว่าทาง หรือ มิใช่ทาง กล่าวโดยโสฬสญาณก็เห็นแจ้งญาณที่ ๓ ที่ชื่อว่า สัมมสนญาณแล้ว และถึงญาณที่ ๔ ที่ชื่อว่า อุทยัพพยญาณ เพียง ตรุณะ คือ เพียงอย่างอ่อนเท่านั้น ยังไม่ถึง อุทยัพพยญาณ ที่เรียกว่า พลวะ คือ อย่างกล้า(ตรุณอุทยัพพยญาณ นี่แหละที่จะเกิด วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า)

. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้เห็นว่า นี่แหละเป็นทางที่ชอบแล้ว กล่าวโดยโสฬสญาณก็เห็นแล้ว พลวอุทยัพพยญาณ (อย่างกล้า)นั้นแล้ว เป็นต้นไปถึง อนุโลมญาณ และนับโคตรภูญาณรวมด้วยโดยปริยายโดยอ้อม


. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้เห็น พระนิพพาน คือ มัคคญาณ และนับผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ รวมด้วยโดยอนุโลม

อานุภาพแห่งญาณทัสสนวิสุทธิ ๕ ประการ

. ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาว บริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ

. วุฏฺฐาน พ้นจากสังขารนิมิตอารมณ์

. ผลสมาโยค ประกอบด้วยสมาธิพละ และปัญญาพละ

. เตสํปหานละสังโยชน์เป็นต้นได้

. ปริญฺญาทีนิ บรรลุซึ่งกิจอันมีปริญญากิจเป็นต้น

ปริญญากิจ ๓ ประการ

. ญาตปริญฺญา รู้ซึ่งรูปนาม คือ นามรูปปริจเฉทญาณ, ปัจจยปริคคหญาณ และสัมมสนญาณ

. ตีรณปริญฺญารู้ไตรลักษณ์ หมายถึง อุทยัพพยญาณ ญาณเดียวเท่านั้น

. ปหานปริญฺญารู้ละกิเลส นับตั้งแต่ ภังคญาณถึงมัคคญาณ

ปหานกิจ ๓ ประการ

. วิกฺขมฺภนปหานละนิวรณ์ด้วยโลกียฌาน อุปมา หินทับหญ้า

. ตทงฺคปหานละกิเลสด้วยวิปัสสนาญาณ อุปมา ฟ้าแลบ

โลกียปัญญา

. สมุจฺเฉทปหานละกิเลสด้วยมัคคญาณ อุปมา ฟ้าผ่า

โลกุตตรปัญญา

ภาวนากิจ ๒ ประการ

โลกียภาวนา

สีล สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

อารมณ์ต่างๆกัน

โลกุตตรภาวนา

สีล สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

มีนิพพานเป็นอารมณ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น

สัจฉิกิริยกิจ ๓ ประการ

. โลกียสจฺฉิกิริยกิจฺจน้อมเข้าหาโลกียฌาน (ฌานในวิปัสสนาภาวนา)

. ทสฺสนสจฺฉิกิริยกิจฺจน้อมเข้าหาพระนิพพาน ด้วยโสดาปัตติมัคคญาณ

. ภาวนาสจฺฉิกิริยกิจฺจ น้อมเข้าหาพระนิพพาน ด้วยมัคคญาณเบื้องบน ๓

ผังวิสุทธิ ๗

วิสุทธิ ๗

สีล


สีลวิสุทธิ

สมาธิ


จิตตวิสุทธิ

ปัญญา

โลกียะ

ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ

โลกุตตระ

ญาณทัสสนวิสุทธิ



 

โสฬสญาณ

เพื่อให้สะดวกแก่การศึกษา จึงขอกล่าวถึงโสฬสญาณ คือ ญาณ ๑๖ พร้อมทั้งความหมายโดยย่อ เสียในที่นี้เลยทีเดียว

. นามรูปปริจเฉทญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นรูปเห็นนามว่าเป็นคนละสิ่งคนละส่วน ซึ่งไม่ได้ระคนปนกันจนแยกกันไม่ได้

. ปัจจยปริคคหญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นถึงปัจจัยที่ให้เกิดรูป เกิดนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร ส่วนนามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ

. สัมมสนญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ คือ ความเกิดดับของรูปนาม แต่ที่รู้ว่ารูปนามดับไปก็เพราะ เห็นรูปนามใหม่เกิดสืบต่อแทนขึ้นมาแล้ว เห็นอย่างนี้เรียกว่า สันตติยังไม่ขาดและยังอาศัยจินตามยปัญญาอยู่ อีกนัยหนึ่งว่า สัมมสนญาณ เป็นญาณที่ยกรูปนามขึ้นสู่ไตรลักษณ์

. อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นไตรลักษณ์ชัดเจน โดยสันตติขาด คือ เห็นรูปนามดับไปในทันทีที่ดับ และเห็นรูปนามเกิดขึ้นในขณะที่เกิด หมายความว่า เห็นทันทั้งในขณะที่เกิดและขณะที่ดับ อุทยัพพยญาณนี้ยังจำแนกได้เป็น ๒ คือ ตรุณอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ยังอ่อนอยู่ และพลวอุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่แก่กล้าแล้ว


. ภังคญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นความดับแต่อย่างเดียว เพราะความดับของรูปนามเป็นสิ่งที่ตื่นเต้นกว่าความเกิด

. ภยญาณบ้างก็เรียกว่า ภยตูปัฏฐานญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นภัย เป็นที่น่ากลัว เหมือนคนกลัวสัตว์ร้าย เช่น เสือ เป็นต้น

. อาทีนวญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่ารูปนามนี้เป็นโทษ เหมือนผู้ที่เห็นไฟกำลังไหม้เรือนตนอยู่ จึงคิดหนีจากเรือนนั้น

. นิพพิทาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า เกิดเบื่อหน่ายในรูปนาม เบื่อหน่ายในปัญจขันธ์

. มุญจิตุกมยตาญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่าใคร่จะหนีจากรูปนาม ใคร่จะพ้นจากปัญจขันธ์ เปรียบดังปลาเป็น ๆ ที่ใคร่จะพ้นจากที่ดอนที่แห้ง

๑๐. ปฏิสังขาญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นเพื่อหาทางที่จะหนี หาอุบายที่จะเปลื้องตนให้พ้นจากปัญจขันธ์

๑๑. สังขารุเบกขาญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นว่า จะหนีไม่พ้นจึงเฉยอยู่ไม่ยินดียินร้าย ดุจบุรุษอันเพิกเฉยในภริยาที่ทิ้งขว้างหย่าร้างกันแล้ว

๑๒. อนุโลมญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นให้คล้อยไปตามอริยสัจจญาณนี้เรียกว่า สัจจานุโลมิกญาณ ก็ได้

๑๓. โคตรภูญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน ตัดขาดจากโคตรปุถุชนเป็นโคตรอริยชน

๑๔. มัคคญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพาน และตัดขาดจากกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาณ

๑๕. ผลญาณปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นพระนิพพานโดยเสวยผลแห่งสันติสุข

๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ปัญญาที่กำหนดจนรู้เห็นใน มัคคจิต,ผลจิต,นิพพาน, กิเลสที่ละแล้ว และกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่

อนิจฺจลกฺขณํ ทุกข ลกฺขณํ กมโต ฐิตํ อนตฺตลกฺขณญฺเจติ ตีเณว ลกฺขณานิ จ ฯ

ก็อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ อนัตตลักษณะ พึงตั้งอยู่แล้วโดยลำดับแห่งลักษณะ ๓ ดังที่กล่าวนี้นั่นเทียว

มีความหมายว่า อนิจจลักษณะ มีลักษณะหรือมีอาการที่ไม่เที่ยง ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่ตั้งอยู่ได้ตลอดกาล โดยมีความเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไปในที่สุด (อุปฺปาทวย ปวตฺตน), โดยความแปรปรวน (วิปริณาม), โดยเป็นของชั่วคราว (ตาวกาลิก), โดยต้านกับความเที่ยง (นิจฺจปฏิกฺเขป)

ทุกขลักษณะ มีลักษณะหรือมีอาการที่ทนอยู่ไม่ได้ จำต้องเสื่อมสลายสิ้นไป, โดยความบีบคั้นอยู่เสมอ (อภิญฺหสมฺปฏิปฬน), โดยความทนได้ยาก (ทุกฺขม), โดยเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ (ทุกฺขวตฺถุ), โดยต้านกับความสุข (สุขปฏิกฺเขป)

อนัตตลักษณะ มีลักษณะหรือมีอาการที่ว่างเปล่าจากตัวตน ที่ไม่ใช่ตัวตน จึงบังคับบัญชาไม่ได้ จะให้เป็นไปตามที่ใจปรารถนาก็ไม่ได้ โดยความเป็นของสูญ (ว่างเปล่า สุญฺญต), โดยความไม่มีเจ้าของ
(อสฺสามิก), โดยไม่มีสิ่งอะไรที่จะพึงทำตาม (อวสวตฺตน), โดยค้านกับอัตตา (อตฺตปฏิกฺเขป)

ไตรลักษณ์นี้เป็นลักษณะสามัญตามธรรมดาที่ธรรมชาติแห่งรูปนามที่เป็นสังขารทั้งหลายจะต้องเป็นไปอย่างนี้นั่นเทียว ถ้ากล่าวโดยพิสดารแล้ว อนิจจะมีลักษณะ ๑๐ ประการ ทุกขะมีลักษณะ ๒๕ ประการ อนัตตะ มีลักษณะ ๕ ประการ รวมเป็น ๔๐ ประการ เมื่อปรับเข้ากับขันธ์ ๕ ก็เป็นไตรลักษณ์ ถึง ๒๐๐ ประการ คือ รูปขันธ์ ๔๐ ประการ เวทนาขันธ์ ๔๐ ประการ สัญญาขันธ์ ๔๐ ประการ สังขารขันธ์ ๔๐ ประการ และวิญญาณขันธ์ ๔๐ ประการ รวมเป็น ๒๐๐ ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้


อนิจจลักษณะ ๑๐

. อนิจฺจโตไม่เที่ยง

. อทฺธุวโตไม่ยั่งยืน

. อสารกโตไม่เป็นแก่นสาร

. จลโตเป็นของหวั่นไหว ยุ่งยาก

. ปโลกโตแตกดับ

. วิปริณามธมฺมโตเปลี่ยนแปลง กลับกลอก

. มรณธมฺมโต เป็นธรรมเพื่อความตาย

. วิภวโต เป็นของฉิบหาย

. สงฺขตโต เป็นของที่ต้องปรุงแต่งเนือง ๆ

๑๐. ปภงฺคุโตต้องทำลาย ผุพัง แตกกระจัดกระจายไป

รวม ๑๐ ประการ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๕๐

ทุกขลักษณะ ๒๕

. ทุกฺขมโตเป็นทุกข์

. ภยโตเป็นของน่ากลัว

. อีติโตเป็นเสนียดจัญไร

. อุปทฺทวโตเป็นอันตราย ระทมทุกข์ อุบาทว์

. อุปสคฺคโต เป็นความขัดข้อง

. โรคโตเป็นสิ่งเสียดแทง

. อาพาธโตเป็นสภาพที่ป่วยไข้

. คณฺฑโต เป็นประดุจหัวฝี

. สลฺลโตเป็นประดุจศรปักอก

๑๐. อฆโตเป็นสิ่งหาคุณมิได้

๑๑. อตาณโตเป็นสิ่งที่พ้นจากการต้านทาน

๑๒. อเลณโตเป็นสิ่งที่พ้นจากการป้องกัน

๑๓. อสรณโตเป็นสิ่งที่พึ่งไม่ได้

๑๔. อาทีนวโตเป็นสิ่งที่มีแต่โทษ

๑๕. อฆมูลโต เป็นมูลแห่งความทุกข์

๑๖. วธกโตเป็นประดุจเพชฌฆาต

๑๗. สาสวโตเป็นไปเพื่ออาสวะ

๑๘. มารามิสโต เป็นเหยื่อแห่งมาร

๑๙. ชาติธมฺมโตเป็นสิ่งที่ให้เกิด

๒๐. ชราธมฺมโต เป็นสิ่งที่ทำให้แก่

๒๑. พยาธิธมฺมโตเป็นสิ่งที่ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย

๒๒. โสกธมฺมโต เป็นสิ่งที่ทำให้เศร้าโศก

๒๓. ปริเทวธมฺมโตเป็นสิ่งที่ทำให้บ่นพร่ำรำพัน

๒๔. อุปายาสธมฺมโตเป็นสิ่งที่ทำให้คับแค้นใจ

๒๕. สงฺกิเลสิกธมฺมโต เป็นสิ่งที่เศร้าหมอง

รวม ๒๕ ประการ ๕ ขันธ์ ก็เป็น ๑๒๕

อนัตตลักษณะ ๕

. อนตฺตโตไม่ใช่ตัวตน

. ปรโตไม่ใช่เรา เป็นสิ่งอื่น

. ริตฺตโตว่างเปล่าจากตัวเรา

. ตุจฺฉโตว่างเปล่าจากแก่นสาร

. สุญฺญโต ว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล

วิปัลลาสธรรม หรือ วิปลาสธรรมคือ เห็นวิปลาสคลาดเคลื่อนไปจากสภาพแห่งความเป็นจริง ซึ่งสภาพแห่งความเป็นจริงนั้น สิ่งทั้งหลาย เป็นอสุภะ ไม่สวยไม่งาม เป็นทุกขะ ไม่สุขไม่สบาย เป็นอนิจจะ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนที่จะพึงบังคับบัญชาว่ากล่าวให้เป็นไปตามใจชอบได้

แต่ที่ทำให้เกิดวิปลาสไปโดย

ทิฏฐิวิปลาส วิปลาสไปเพราะเห็นผิด

จิตตวิปลาส วิปลาสไปเพราะเข้าใจผิด

สัญญาวิปลาส วิปลาสเพราะจำผิด

เมื่อเข้าสู่สปายสถานแล้ว น้อมตนหาอาจารย์ผู้เป็นกัลยาณมิตร มอบกายถวายอัตตภาพให้เป็นผู้ควรแก่การอบรมสั่งสอน ต่อจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของกัลยาณมิตร จะพึงให้การอบรม โดยมุ่งหวังให้ถึงความบริสุทธิหมดจดจากกิเลส และดับทุกข์โดยสิ้นเชิงเป็นประการสำคัญ

เบื้องต้น พระโยคี พึงตั้งอยู่ในวิสุทธิมัคค ลำดับที่ ๑ คือ สีลวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งสีล

สีลสมฺปนฺโนติ จาตุปาริสุทฺธิสีล สมฺปทายสมฺปนฺโน (วิสุทธิมัคค มหาฎีกา) บุคคลที่สมบูรณ์ด้วย จตุปาริสุทธิสีลนั้น ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยสีล

จตุปาริสุทธิสีล สีลที่บริสุทธิ ๔ ประการนั้น ได้แก่

. ปาฏิโมกฺขสํวรสีลการระวังรักษา กาย วาจา ตามปาฏิโมกข โดยการสมาทาน แล้วตั้งอยู่ในวิรัติ เจตนางดเว้น ไม่ล่วงสีล ๕ สีล ๘ สำหรับฆราวาส ถ้าเป็นบรรพชิต ก็ให้ตั้งอยู่ในสีล ๑๐ หรือ สีล ๒๒๗ ตามควรแก่ฐานะ

. อินฺทริยสํวรสีลพึงสำรวมระวังอินทรียทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เว้นกั้นไม่ให้ บาป อกุสล เกิดขึ้นได้

. อาชีวปาริสุทฺธิสีลรักษากาย วาจา เว้นจากการทำการพูดเนื่องด้วยมิจฉาชีพ เลี้ยงชีวิต มีความเป็นอยู่ ด้วยความบริสุทธิ

ขณะพูดให้มีสติรู้ทันทุกคำพูด ขณะทำการงานมี เดิน ยืน นั่ง นอน คู้ เหยียด เคลื่อนไหวกายให้มีสติรู้ทันทุกอิริยาบถน้อยใหญ่ ขณะเลี้ยงชีพมีความเป็นอยู่ด้วย การรับประทานอาหาร สวมเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น ก็ให้มีสติรู้ทันทุกขณะ

. ปจฺจยนิสฺสิตสีลบ้างก็เรียกว่า ปจฺจยสนฺนิสฺสิตสีล เว้นจากการอาศัยปัจจัยที่ผิด คือ ไม่ได้พิจารณาก่อนบริโภคปัจจัย ๔ ที่ตนอาศัย มี อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นการเว้นจากการบริโภคด้วย ตัณหา และอวิชชา


ในการสำรวมระวังรักษาสีลให้บริสุทธินี้ ในวิสุทธิมัคคท่านได้กล่าว เตือนสติผู้รักษาสีลให้ระวังสีล ประดุจ

กิกี ว อณฺฑํ เหมือน นกกระต้อยตีวิต ระวังไข่

จมรี ว พาลธิ เหมือน จามรี ระวังขนหาง

ปิยํ ว ปุตฺตํ เหมือน มารดา ระวังบุตรสุดสวาท

นยนํ ว เอกํ เหมือน คนตาบอดข้างเดียว ระวังนัยน์ตาอีกข้างหนึ่ง

เมื่อมีสีลบริสุทธิบริบูรณ์ดีแล้ว ชื่อว่ามีรากฐานมั่นคงที่จะทำสมาธิเพื่อชำระใจให้บริสุทธิอีกต่อไป แต่ถ้าสีลยังไม่บริสุทธิ มีขาด ด่างพร้อย ทะลุอยู่ ก็ยากที่จะทำให้บังเกิดมีสมาธิขึ้นมาได้

อนึ่ง สมาธิที่เกิดจากสีลบริสุทธินี้ มีกำลังมาก ดังปรากฏในปรินิพพานสูตร

ลักขณาทิจตุกะ ของรูป (ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท)

() รุปฺปนลกฺขณํ มีการสลาย แปรปรวน เป็นลักษณะ

() วิกิรณรสํ มีการแยกออกจากกันได้ (กับจิต) เป็นกิจ


() อพฺยากตปจฺจุปฏฺฐานํ มีความเป็นอพยากตธรรม เป็นอาการปรากฏ

() วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ เป็นเหตุใกล้

ลักขณาทิจตุกะของนามจิต (ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท)

() วิชฺชานนลกฺขณํ มีการรู้อารมณ์ เป็นลักษณะ

() ปุพฺพงฺคมรสํ เป็นประธานแก่เจตสิกและรูป เป็นกิจ

() ปฏิสนฺธิปจฺจุปฏฺฐานํ มีการสืบต่อระหว่างภพเก่ากับภพใหม่ เป็นอาการปรากฏ

() สงฺขารปทฏฺฐานํมีสังขาร ๓ เป็นเหตุใกล้

(วา) วตฺถารมฺมณํ ปทฏฺฐานํ หรือ มีวัตถุกับอารมณ์ เป็นเหตุใกล้

ลักขณาทิจตุกะของนามเจตสิก (ตามนัยแห่งปฏิจจสมุปปาท)

() นมนลกฺขณํมีการน้อมไปสู่อารมณ์ เป็นลักษณะ

() สมฺปโยครสํ มีการประกอบกับจิต และประกอบกันเองโดยอาการ เอกุปฺปาท เป็นต้น เป็นกิจ

() อวินิพฺโภคปจฺจุปฏฺฐานํ มีการไม่แยกออกจากจิต เป็นอาการปรากฏ

() วิญฺญาณปทฏฺฐานํ มีวิญญาณ เป็นเหตุใกล้

ปัญญา

ปัญญา มีลักษณะรู้ชัดรู้แจ้ง ซึ่งสภาวแห่งรูปธรรมนามธรรม มีอรรถาธิบายกว้างขวางมาก แจกแจงได้เป็นหลายนัยหลายกระบวน ในวิสุทธิมัคคอรรถกถา ก็จำแนกเป็น ๖ หมวด รวม ๓๑ อย่าง ที่เรียกว่า ปัญญา ๓๑ ทัส แต่ในที่นี้จะแสดงแต่นัยเดียวที่เกี่ยวแก่เรื่องนี้ว่า ปัญญามีอยู่ ๓ อย่าง คือ สุตามยปัญญา จินตามยปัญญา และ ภาวนามยปัญญา เท่านั้น

สุตามยปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียน บ้างก็เรียกว่า อุคคหโกสัลลญาณ แปลว่า ความรู้ที่ฉลาดจากการเรียน ซึ่งต้องอาศัยธรรม ๕ ประการ คือ สัทธา ความเชื่อ, อโรคิกะ ความไม่มีโรค, อสาเฐยยะ ความไม่โอ้อวด, วิริยรัมภะ ความเพียร และ ปัญญา ความรู้

จินตามยปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากความตรึกนึกคิด ความพินิจ ไตร่ตรอง

ภาวนามยปัญญา เป็นความรู้ที่เกิดจากการอบรมให้มีขึ้นและให้เจริญขึ้นด้วย ได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ก็หมดสิ้นความสงสัยในกาลทั้ง ๓ คือ รู้ว่ารูปนามปัจจุบันนี้ มีความหมายเป็นอยู่อย่างนี้ อดีตที่ล่วงมาแล้ว กี่ภพกี่ชาติก็เป็นมาอย่างนี้ ต่อไปในอนาคตอีกกี่ภพกี่ชาติ ก็จักต้องเป็นไปอย่างนี้อีก รวมหมดความสงสัย ๑๖ ประการ คือ

ก. ความสงสัยในอดีตกาล ๕ ได้แก่

. อโหสิ นุโข อหํ อตีตมทฺธานํ เราได้เคยเกิดหรือ

. น นุโข อโหสิ อตีตมทฺธานํเราไม่เคยเกิดหรือ

. กิ นุโข อโหสิ อตีตมทฺธานํ เราได้เกิดเป็นชาติใด

. กถํ นุโข อโหสิ อตีตมทฺธานํ เราได้เกิดเป็นประการใด

. กิ หุตฺวา กิ อโหสิ อตีตมทฺธานํ เราได้เกิดเป็นใคร แล้วเกิดต่อเป็นใคร

ข. ความสงสัยในอนาคตกาล ๕ ได้แก่

. อโหสิ นุโข อหํ อนาคตมทฺธานํ เราจะได้เกิดหรือ

. น นุโข อโหสิ อนาคตมทฺธานํ เราจะไม่ได้เกิดหรือ

. กิ นุโข อโหสิ อนาคตมทฺธานํ เราจะได้เกิดชาติใด

. กถํ นุโข อโหสิ อนาคตมทฺธานํ เราจะได้เกิดด้วยประการใด

. กิ หุตฺวา กิ อโหสิ อนาคตมทฺธานํ เราจะเกิดเป็นใคร แล้วเกิดต่อใครเป็นใครอีก

ค. ความสงสัยในปัจจุบันกาล ๖ ได้แก่

. อหํ นุโข อสฺสมิ เรานี้เป็นตัวเราหรือ

. โน นุโขสฺมิ เรานี้ไม่ใช่ตัวเราหรือ

. กิ นุโขสฺมิ เรานี้เป็นอย่างไรเล่า

. กถํ นุโขสฺมิ เรานี้เป็นประการใด

. อยํ นุโข สตฺโต กุโต อาคโตเรานี้เป็นสัตว์หรือ

. โส กุหิ คามี ภวิสฺสติ เรามาจากไหน แล้วจะไปไหนอีกเล่า

ความสงสัย ๑๖ ประการนี้ เป็นการแสดงตามนัยแห่งพระสูตร ส่วนตามนัยแห่งพระอภิธรรมนั้นแสดงว่า พระโยคีผู้ที่ถึงแล้ว ซึ่งกังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ปัจจยปริคคหญาณ ย่อมพ้นจากความสงสัย ๘ ประการ คือ

๑. ความสงสัยในพระพุทธเจ้า คือ สงสัยในพระพุทธคุณ ๙ ประการ มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้วที่พุทธานุสสติ ข้างต้นนี้

๒. ความสงสัยในพระธรรมเจ้า คือ สงสัยในพระธรรมคุณ ๖ ประการ มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้วที่ ธัมมานุสสติ ข้างต้นนี้

๓. ความสงสัยในพระสงฆ์เจ้า คือ สงสัยในพระสังฆคุณ ๙ ประการ มีรายละเอียดแจ้งอยู่แล้วที่สังฆานุสสติ ข้างต้นนี้

๔. ความสงสัยในการศึกษา ในข้อปฏิบัติแห่งพระพุทธศาสนา คือ สีล สมาธิ ปัญญา

๕. ความสงสัยในอดีตกาลแต่ชาติปางก่อน

๖. ความสงสัยในอนาคตกาล ที่จะมีมาในชาติหน้า

๗. ความสงสัยในปัจจุบันกาลในชาตินี้

๘. ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาท คือ ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดผลต่อเนื่องกันโดยไม่ขาดสาย ซึ่งทำให้ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ

นิพพิทาญาณ เป็นญาณที่ ๘ แห่งโสฬสญาณ เป็นญาณที่ ๕ แห่งวิปัสสนาญาณ ๙ และอยู่ใน

ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งเป็นวิสุทธิมัคค ลำดับที่ ๖ แห่งวิสุทธิ ๗

เมื่อเห็นรูปนามเป็นภัยและเป็นโทษด้วยประการต่าง ๆ ทั้งพิจารณาเห็นซ้ำเห็นซากอยู่อย่างนี้ ก็ยิ่งเห็นภัย เห็นโทษชัดขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องเกิดความเบื่อหน่ายต่อรูปนามทั้งปวง

อภิรติสัญญา สัญญาที่เพลิดเพลินเสียได้

ภยญาณ ปัญญาที่เห็นสังขารรูปนามว่าเป็นภัย

อาทีนวญาณ ปัญญาที่เห็นสังขารรูปนามว่าเป็นโทษ

คาหธรรม คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ซึ่งตามนัยแห่ง อนัตตลักขณสูตร แสดงว่า

เอตํ มม นั่นเป็นของเรา ด้วยอำนาจแห่ง ตัณหา

เอโส หมสฺมิ นั้นเป็นของเรา ด้วยอำนาจแห่งมานะ

เอโส เม อตฺตานั้นเป็นตัวเป็นตนของเรา ด้วยอำนาจแห่งทิฏฐิ

ซึ่งอาศัยเกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖ อารมณ์ทั้ง ๖ และวิญญาณทั้ง ๖ เหล่านี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะด้วยอำนาจแห่งปัญญาที่ทำให้เกิดรู้แจ้งขึ้นมาว่า

เนตํ มมนี่ไม่ใช่ของเรา

เนโส หมสฺมินี่ไม่ใช่เรา

นเอโส เม อตฺตา นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา

ดังนี้ กิเลสจึงไม่มีกำลังพอที่จะเหนี่ยวรั้งจิตใจให้กลับมาชื่นชมยินดีในสังขารรูปนาม อันจะต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏนี้อีก มีใจดิ่งไปสู่นิพพานที่สงบสงัดปราศจากนิมิตทั้งหลาย

สัจจญาณ ได้แก่ ปัญญาที่รู้แจ้งว่า ทุกข์ คือรูปนามที่เป็นโลกีย สมุทัย คือ ตัณหา นิโรธ คือ นิพพาน และมัคค คือ อริยมัคคมีองค์ ๘ รู้อย่างนี้ เป็นการรู้ตามความเป็นจริง จึงได้เรียกว่า สัจจญาณ

กิจจญาณ ได้แก่ ปัญญาที่รู้แจ้งว่า ทุกข์พึงกำหนดรู้ สมุทัยพึงละ นิโรธพึงทำให้แจ้ง มัคคพึงเจริญ รู้อย่างนี้เป็นการรู้ตามหน้าที่การงาน จึงได้เรียกว่ากิจจญาณ

กตญาณ ได้แก่ ปัญญาที่รู้แจ้งว่า ทุกข์ที่พึงกำหนดรู้นั้นก็ได้กำหนดจนรู้แล้ว สมุทัยที่พึงละนั้นก็ได้ละแล้ว นิโรธที่พึงทำให้แจ้งนั้นก็ได้แจ้งแล้ว และมัคคที่พึงเจริญนั้น ก็ได้เจริญจนเป็นสมังคีแล้ว รู้อย่างนี้เป็นการรู้ตามการกระทำจึงได้เรียกว่า กตญาณ

มัคคญาณ มีนิพพานเป็นอารมณ์เช่นเดียวกับโคตรภูญาณ แต่จิตเป็นโลกุตตร จิต เพราะออกจากกิเลส พ้นจากกิเลส เหตุนี้มัคคญาณ จึงได้ชื่อว่า อุภโตวุฏฐาน แปลว่า ออกทั้ง ๒ ข้าง คือ ออกจากอารมณ์ที่เป็นโลกีย และออกจากกิเลสด้วย เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปริวัฏฏ ๓ หมุนรอบทั้ง ๑๒ ประการ

 

อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ คือ

. ทุกขสัจจ ได้แก่ รูปนามอันเป็นตัวทุกข์ ก็ได้กำหนดจนแจ้งว่า ทุกข์นี้มีอยู่จริง (สัจจญาณ), ทุกข์นี้ควรกำหนดรู้(กิจจญาณ) และได้ทำการกำหนดจนรู้แจ้งในทุกข์แลัว (กตญาณ)

. สมุทยสัจจ ได้แก่ ตัณหา อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ได้กำหนดจนแจ้งว่า ตัณหานี้มีอยู่จริง ตัณหานี้ควรละ และได้ทำการละตัณหาแล้ว

. นิโรธสัจจได้แก่ นิพพาน ซึ่งเป็นความดับสิ้นแห่งทุกข์ ก็ได้กำหนดจนแจ้งแล้วว่า ความดับสิ้นแห่งทุกข์นี้มีจริง ธรรมที่ดับสิ้นแห่งทุกข์นี้ควรทำให้แจ้ง และได้ทำการจนแจ้งในความดับสิ้นแห่งทุกข์แล้ว

. มัคคสัจจได้แก่ อัฏฐังคิกอริยมัคค คือ อริยมัคคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับสิ้นแห่งทุกข์นั้น ก็ได้กำหนดจนแจ้งแล้วว่า ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับสิ้นแห่งทุกข์นั้นมีจริง เป็นธรรมที่ควรเจริญ และก็ได้ดำเนินการจนเจริญเป็น สมังคี คือ พร้อมเพรียงกันเป็นอันดีแล้ว

ปริวัฏฏ ๓ หมุนรอบทั้ง ๑๒ ประการนี้ ได้กล่าวมาแล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ นั้น ขอให้ดูทบทวนประกอบอีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มัคคญาณ คือ มัคคจิตนี้ มีกิจ ๔ ประการ ได้แก่

ปริญญากิจ สามารถรู้ทุกขสัจจ

ปหานกิจ สามารถประหาณ สมุทยสัจจ

สัจฉิกิริยกิจ สามารถเห็น นิโรธสัจจ และ

ภาวนากิจ สามารถเจริญอัฏฐังคิกมัคคจนเป็นสมังคี

กิจ ๔ ประการนี้ มีข้ออุปมาว่าเหมือนประทีป ซึ่งทำกิจ ๔ อย่างเหมือนกัน คือ ทำให้ไส้ไหม้ ประหาณความมืด แสดงความสว่าง และทำให้น้ำมันหมด

ปริวัฏฏ ๓ หมุนรอบทั้ง ๑๒ ประการนี้ ได้กล่าวมาแล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ นั้น ขอให้ดูทบทวนประกอบอีกด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มัคคญาณ คือ มัคคจิตนี้ มีกิจ ๔ ประการ ได้แก่

ปริญญากิจ สามารถรู้ทุกขสัจจ

ปหานกิจ สามารถประหาณ สมุทยสัจจ

สัจฉิกิริยกิจ สามารถเห็น นิโรธสัจจ และ

ภาวนากิจ สามารถเจริญอัฏฐังคิกมัคคจนเป็นสมังคี

กิจ ๔ ประการนี้ มีข้ออุปมาว่าเหมือนประทีป ซึ่งทำกิจ ๔ อย่างเหมือนกัน คือ ทำให้ไส้ไหม้ ประหาณความมืด แสดงความสว่าง และทำให้น้ำมันหมด

วิปสฺสนามคฺคผลานิ ปน ลกฺขณูปนิชฺฌานํ นาม

แต่ว่า วิปัสสนาญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน

ตตฺถ วิปสฺสนาอนิจฺจาทิลกฺขณสฺส อุปนิชฺฌานโต ลกฺขณูปนิชฺฌาน

ในฌานทั้ง ๓ นั้น วิปัสสนาญาณ ที่ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปกำหนดรู้แจ้งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะ เป็นต้น

วิปสฺสนาย กตกิจฺจสฺส มคฺเคน อิชฺฌนโต มคฺโต ลกฺขณูปนิชฺฌาน

มัคคญาณที่ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเป็นผู้ทำให้กิจที่รู้แจ้งไตรลักษณ์ของวิปัสสนาญาณสำเร็จลง

ผลํ ปน นิโรธสจฺจํ ตถลกฺขณํ อุปนิชฺฌายตีติ ลกฺขณูปนิชฌานํ นาม

ส่วนผลญาณ ที่ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปรู้แจ้งลักษณะอันแท้จริงของนิโรธสัจจ

ความแตกต่างกันระหว่าง อารัมมณูปนิชฌาน กับลักขณูปนิชฌาน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ คือ

กล่าวโดยอารมณ์ อารัมมณูปนิชฌาน มีสมถกัมมัฏฐาน เช่น ปฐวีกสิณ คือ บัญญัติ เป็นต้น เป็นอารมณ์ ส่วนลักขณูปนิชฌานนั้น วิปัสสนาญาณ มีวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ รูป นาม ไตรลักษณ์ สังขตธรรม เป็นอารมณ์ มัคคญาณ ผลญาณ มีอสังขตธรรม คือนิพพาน เป็นอารมณ์

กล่าวโดยองค์ธรรม อารัมมณูปนิชฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ เวทนา เอกัคคตา ที่ประกอบกับมหัคคตฌานทั้ง ๙ เป็นองค์ธรรม ส่วน ลักขณูปนิชฌาน ก็มีวิตก วิจาร ปีติ เวทนา เอกัคคตา ที่ประกอบกับมหากุสลจิต มัคคจิต ผลจิต เป็นองค์ธรรม

สุกขวิปัสสกบุคคล นั้น เป็นผู้มีวิปัสสนาญาณอันแห้งแล้งจากโลกียฌาน คือ พระอริยบุคคลจำพวกนี้ไม่ได้เจริญสมถภาวนาจนเกิดฌานจิตมาแต่ก่อนเลย เริ่มเจริญวิปัสสนาภาวนาอย่างเดียวจนเป็นพระอริยบุคคล

ส่วน ฌานลาภีบุคคล นั้น หมายถึงผู้ที่ได้เจริญสมถภาวนาจนเกิดฌานจิต มีปฐมญานเป็นต้นมาก่อนแล้ว เป็นฌานลาภีบุคคลมาแล้ว จึงได้มาเจริญวิปัสสนาภาวนาอีก จนเป็นพระอริยบุคคล

๕. ฌานลาภีบุคคล ที่บำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนา จนเกิดมัคคจิต ผลจิตนั้น มีวิธีที่เจริญภาวนาเป็น ๓ วิธี คือ

ก. ปาทกฌานวาท หมายถึง ถือการเข้าฌานที่เป็นบาทเบื้องต้นแห่งการเจริญภาวนานั้นเป็นสำคัญ

ข. สัมมสิตฌานวาท หมายถึง ถือการพิจารณาฌานเป็นสำคัญ

ค. ปุคคลัชฌาสยวาท หมายถึง ถือความประสงค์ของฌานลาภีผู้เจริญภาวนานั้นเป็นสำคัญ

๖. ปาทกฌานวาท คือ ก่อนที่ฌานลาภีบุคคลจะเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น ได้เข้าฌานก่อน จะเป็นฌานชั้นใดก็แล้วแต่ ทั้งนี้เพื่อให้สมาธิมีกำลังดีขึ้น ฌานที่เข้าก่อนนี้เรียกว่า ปาทกฌาน เมื่อออกจากปาทกฌาน ก็พิจารณารูปนามต่อไปจนแจ้งไตรลักษณ์ และบรรลุถึงมัคคถึงผล ข้อที่สำคัญที่ปาทกฌาน ถ้าเข้าปฐมฌานเป็นปาทกฌาน มัคคจิตผลจิตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ก็เรียกว่า ปฐมฌานโสดาปัตติมัคค ปฐมฌานโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นปฐมฌานโสดาบันบุคคล

๗. สัมมสิตฌานวาท คือ ฌานลาภีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาภาวนานั้น พิจารณาฌาน ที่ตนเคยได้มาแล้ว จะเป็นฌานชั้นใดก็ตาม พิจารณาฌานนั้น โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะเข้าฌานก่อนก็ได้ หรือจะไม่เข้าฌานก่อนก็ได้ ไม่ถือการเข้าฌานเป็นสำคัญ แต่ถือการพิจารณาฌานนั้นเป็นใหญ่ เช่น เข้าปัญจมฌาน ครั้นเวลาที่พิจารณาโดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น มาพิจารณาปฐมฌาน มัคคจิตที่เกิดขึ้นก็เป็นปฐมฌานมัคคจิต หาใช่ปัญจมฌานมัคคจิตไม่ โดยทำนองเดียวกัน เวลาเข้านั้น เข้าทุติยฌาน แต่เวลาพิจารณากลับไปพิจารณาจตุตถฌาน มัคคจิตที่เกิดขึ้นก็เป็น จตุตถฌานมัคคจิต

๘. บุคคลัชฌาสยวาท มุ่งหมายถึง ความปรารภ ความประสงค์ ความปรารถนา ของฌานลาภีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาภาวนานั้นเป็นใหญ่เป็นสำคัญ เช่น ปรารภตติยฌานมัคคจิค ก็จะต้องเจริญภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่างนี้ คือ

ก. ต้องเข้าตติยฌาน ซึ่งเป็นชั้นที่ตรงตามความประสงค์ของตน เมื่อออกจากตติยฌานแล้ว จะพิจารณารูปนามที่เป็นกามธรรม โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้

ข. จะไม่เข้า ตติยฌาน ก็ได้ แต่ต้องพิจารณาองค์ฌานของตติยฌาน โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงจะตรงกับชั้นที่ตนปรารถนา

พิจารณาไปจนมัคคจิตเกิด มัคคจิตนั้นก็เป็น ตติยฌานมัคคจิต

อัฏฐสาลินีอรรถกถา แสดงไว้ว่า

วิปสฺสนานิยาเมน สุกฺขวิปสฺสกสฺส อุปฺปนฺนมคฺโคปิ ปฐมชฺฌานิโก โหติ ฯ

ตามธรรมเนียมของวิปัสสนา มีหลักอยู่ว่า มัคคที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาล้วน ๆ ก็ย่อมประกอบด้วยปฐมฌาน

เตวิชชบุคคล หมายถึง พระอรหันต์ผู้มีวิชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ และ อาสวักขยญาณ

ฉฬาภิญญาบุคคล หมายถึง พระอรหันต์ ผู้มีอภิญญา หรือ วิชา ๖ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ อาสวักขยญาณ เจโตปริยญาณ ทิพพโสตญาณ และอิทธิวิธญาณ

อุภโตภาควิมุตติบุคคล หมายถึง พระอรหันต์ ผู้เป็นฌานลาภีบุคคลด้วย คือ มีฌานด้วย บ้างก็เรียกว่าเจโตวิมุตติบุคคล

ปัญญาวิมุตติบุคคล หมายถึง สุกขวิปัสสกพระอรหันต์ คือ พระอรหันต์ผู้แห้งแล้งจากฌาน ผู้ไม่ได้ฌาน

จำแนกพระอริยะแต่ละชั้น

พระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ นี้ ยังมีการจำแนกอีกนัยหนึ่งดังต่อไปนี้

พระโสดาบัน จำแนกได้เป็น ๓ จำพวก คือ

. เอกพีชีโสดาบัน เป็นพระโสดาบันที่มีพืชกำเนิดอีกเพียงหนึ่งเท่านั้น หมายความว่า พระโสดาบันนั้นเมื่อจุติแล้ว จะต้องปฏิสนธิเป็นมนุษย์หรือเทวดาอีกชาติเดียว ก็จะบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผล

. โกลังโกลโสดาบันคือ พระโสดาบันผู้ที่จะต้องปฏิสนธิในกามภูมิอีก ในระหว่าง ๒ ถึง ๖ ชาติ จึงจะบรรลุอรหัตตผล

. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คือ พระโสดาบันผู้ที่จะต้องปฏิสนธิในกามภูมิอีกถึง ๗ ชาติ จึงจะบรรลุอรหัตตผล

ที่แตกต่างกันเช่นนี้ เป็นเพราะอินทรียแก่กล้ายิ่งหย่อนกว่ากัน จึงทำให้ความมุ่งมั่นในการบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผลนั้นเนิ่นนานกว่ากันไปด้วย แต่อย่างไรก็ดี พระโสดาบันก็ไม่ต้องปฏิสนธิในชาติที่ ๘ เพราะแม้จะเป็นผู้ที่เพลิดเพลินมีความประมาทอยู่บ้าง ก็ต้องบรรลุอรหัตตผลในชาติที่ ๗ อย่างแน่นอน


พระสกทาคามี จำแนกได้เป็น ๕ จำพวก คือ

. อิธ ปตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี เป็นพระสกทาคามีที่บรรลุสกทาคามิผลในมนุษยโลก และจะปรินิพพานในมนุษยโลกนี้

. ตตฺถ ปตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายีเป็นพระสกทาคามีที่บรรลุสกทาคามิผลในเทวโลก และปรินิพพานในเทวโลกนั้น

. อิธ ปตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในมนุษยโลกนี้ แต่ไปปรินิพพานในเทวโลกโน้น

. ตตฺถ ปตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในเทวโลกโน้น และมาปรินิพพานในมนุษยโลกนี้

. อิธ ปตฺวา ตตฺถ นิพฺพตฺติตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในมนุษยโลกนี้ ไปบังเกิดในเทวโลกโน้น แล้วกลับมาปรินิพพานในมนุษยโลกนี้

พระอนาคามี จำแนกได้เป็น ๕ จำพวก คือ

. อนฺตรปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ถึงซึ่งปรินิพพานในกึ่งแรกแห่งอายุกาลในภูมินั้น

. อุปหจฺจปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ถึงซึ่งปรินิพพานในกึ่งหลังแห่งอายุกาลในภูมินั้น

. อสงฺขารปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ไม่ต้องใช้ความเพียรอย่างแรงกล้า ก็ถึงซึ่งปรินิพพาน

. สสงฺขารปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ต้องขะมักเขม้น พากเพียรอย่างแรงกล้า จึงจะถึงซึ่งปรินิพพาน

. อุทฺธํโสตอกนิฏฐคามี พระอนาคามี ผู้มีกระแสไปถึงอกนิฏฐภูมิ จึงจะถึงซึ่งปรินิพพาน

พระอรหันต์ หมายความว่า เป็นบุคคลที่ควรสักการะบูชายิ่ง บางทีก็เรียกว่าพระขีณาสพ หมายความว่าเป็นบุคคลที่สิ้นอาสวกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้ว บางทีก็เรียกว่า พระอเสกขบุคคล ซึ่งหมายถึงว่าเป็นผู้ที่ไม่ต้องศึกษาปฏิบัติต่อไปอีกแล้ว เพราะมี สีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา โดยบริบูรณ์บริสุทธิหมดจดแล้ว พระอรหันต์นี้จัดได้ว่ามี ๓ ประเภท คือ


๑. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง สามารถโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ คือให้ถึงอริยมัคคอริยผลได้ด้วย เพราะทรงเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วย อาสยานุสยญาณ ญาณที่สามารถรู้อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ประการหนึ่ง อินทริยปโรปริยัตติญาณ ญาณที่รู้อินทรียของสัตว์ทั้งหลายว่ายิ่งหรือหย่อนเพียงใด ประการหนึ่ง และ สัพพัญญุตญาณ ญาณที่สามารถรอบรู้สิ้นซึ่งปวงสังขตะและอสังขตธรรม อีกประการหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า คือที่ขนานพระนามกันว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเหมือนกัน แต่ไม่สามารถโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ เพราะไม่ถึงพร้อมด้วยญาณทั้ง ๓ ดังที่กล่าวแล้วในข้อ ๑ นั้นทั้งไม่รู้บัญญัติที่จะแสดงสภาวธรรมให้แจ่มแจ้งได้ด้วย พระอรหันต์ประเภทนี้ ได้ชื่อว่า พระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า

อยากจะกล่าวโดยอัตโนมัติว่า ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่สามารถโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้นั้น เป็นด้วยเหตุอีกประการหนึ่ง คือในยุคนั้นไม่มีผู้มีบารมีแก่กล้าพอที่จะเข้าถึงธรรมอันประเสริฐชั้นนั้นได้ เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าบังเกิดมีได้เฉพาะในยุคที่ว่างพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็ในกาลที่ว่างพระพุทธศาสนาเช่นนั้น บุคคลทั้งหลายย่อมปราศจากสีลธรรม ประกอบแต่กรรมอันเป็นอกุสล ใครเล่าจะสามารถสั่งสอนผู้ที่ไร้สีลธรรมให้บรรลุถึงธรรมอันประเสริฐยิ่งปานนั้นได้ แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงพระมหากรุณาได้เฉพาะผู้ที่ทรงโปรดได้เท่านั้น ไม่ใช่โปรดได้ทั่วไปทั้งหมด

๓. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้อรหัตตมัคคอรหัตตผล ตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(คือไม่ได้ตรัสรู้เอง) นั้นได้ชื่อว่า พระอรหันต์ ได้แก่ พระอรหันต์ทั่ว ๆ ไป ที่นอกจาก พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า

พระอรหันต์ทั่ว ๆ ไปนี้ ยังจำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ อัคคสาวก มหาสาวก และปกติสาวก

. อัครสาวกหมายถึง พระอรหันต์ ๒ องค์ คือ พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรเป็นอัคคสาวกเบื้องขวา ผู้ยิ่งด้วยปัญญาเป็นเลิศ พระโมคคัลลานะ เป็นอัคคสาวกเบื้องซ้าย ผู้ยิ่งด้วยฤทธิเป็นยอด

. มหาสาวกหมายถึง พระอรหันต์ ๘๐ องค์ (นับอัคคสาวก ๒ องค์ รวมในจำนวน ๘๐ นี้ด้วย) ซึ่งมีคุณธรรมเป็นยอดเยี่ยมเป็นเลิศ คือ เป็นเอตทัคคะ ในทางใดทางหนึ่ง

. ปกติสาวก หมายถึงพระอรหันต์สามัญที่นอกจากอัคคสาวกและมหาสาวก แล้ว เรียกว่าเป็น ปกติสาวก ทั้งสิ้น


ปฏิปทา ๔ ประการ

อีกนัยหนึ่ง ท่านจำแนกพระอริยเจ้าไว้โดยอาศัยการปฏิบัติเป็นหลักในการจำแนก เป็น ๔ ประการ คือ

. ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติด้วยความลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า

. ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติด้วยความลำบาก แต่รู้ได้เร็ว

. สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า

. สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว

ประเภทที่ ๑ ปฏิบัติด้วยความลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่น พระจักขุปาลเถระ ท่านถือเนสัชชิกธุดงค์ ไม่นอนตลอดพรรษา จนจักษุบอด ได้ความยากลำบากไม่น้อยเลย ทั้งได้บรรลุธรรมพิเศษก็ช้ากว่าพวกสหาย

ประเภทที่ ๒ ปฏิบัติด้วยความลำบากก็จริง แต่ว่ารู้ธรรมพิเศษได้เร็ว เช่นพระภิกษุผู้ถูกเสือกัด ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จึงเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานจนสำเร็จอรหัตตมัคคอรหัตตผลในขณะที่อยู่ในปากเสือ พอสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็เข้าสู่ปรินิพพานเลย อย่างที่เรียกว่า ชีวิตสมสีสี

ประเภทที่ ๓ ปฏิบัติด้วยความสะดวกสบาย แต่กว่าจะรู้ธรรมพิเศษก็เสียเวลาช้ามาก เช่น พระจูฬปัณถก เรียนกัมมัฏฐานที่ไม่ถูกไม่เหมาะแก่จริตมาเป็นเวลาช้านาน ก็มิได้บรรลุธรรมพิเศษเลย จนภายหลังจึงกำหนดกัมมัฏฐานที่ถูกกับจริต ก็บรรลุธรรมพิเศษได้ในเวลาไม่นาน

ประเภทที่ ๔ ปฏิบัติด้วยความสะดวกสบาย ทั้งรู้ธรรมพิเศษได้โดยเร็วด้วย เช่น พระพาหิยะ ผู้ได้ฟังพระธรรมเทสนาของพระศาสดาในระหว่างทางที่พระพุทธเจ้าทรงออกบิณฑบาต ก็ได้บรรลุธรรมพิเศษ

ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ประการ

ปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่า ถึงพร้อมด้วยความรู้อันแตกฉาน จึงแปลกันสั้น ๆ ว่า ปัญญาแตกฉาน

ผู้ที่ไม่ใช่พระอริยะ ไม่สามารถที่จะมีปฏิสัมภิทาญาณเลย พระอริยบุคคลนับแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปเป็นบางองค์ เฉพาะที่ได้สร้างสมบุญบารมีมาแต่ชาติปางก่อนเป็นอันมากเท่านั้นจึงจะมีปฏิสัมภิทาญาณนี้ได้ บางองค์ก็มีครบทั้ง ๔ ประการ บ้างก็มีเพียง ๑ หรือ ๒ เท่านั้น แต่ส่วนมากพระอริยะที่ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณนั้นมากกว่าที่มี ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ประการ คือ


. อตฺถปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในผลทั้งปวงอันบังเกิดมาจากเหตุ อัตถะ หรือ ผล นั้น ได้แก่ ธรรม ๕ ประการ คือ

. ยํ กิญฺจิ ปจฺจยสมฺภูตํ คือ รูปธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยประชุมปรุงแต่ง

. ภาสิตตฺโถคือ อรรถที่กล่าวแก้ให้แจ้งในโลกียวิบากจิต ๓๒ ดวง

. กิริยาจิตฺตํ คือ กิริยาจิต ซึ่งมี ๒๐ ดวง

. ผลจิตฺตํ คือ ผลจิต ซึ่งมี ๔ ดวง

. นิพฺพานํ คือ พระนิพพาน

. ธมฺมปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในเหตุที่ทำให้บังเกิดผลธรรม หรือ เหตุ นั้นได้แก่ ธรรม ๕ ประการ คือ

. โย โกจิ ผลนิพฺพตฺตโกเหตุ คือ เหตุทั้งปวงบรรดาที่ยังผลให้เกิดขึ้น

. ภาสิตํ คือ พระธรรมทั้ง ๓ ปิฎก

. อกุสลจิตฺตํ คือ อกุสลจิต ซึ่งมี ๑๒ ดวง

. กุสลจิตฺตํ คือ โลกียกุสลจิต ซึ่งมี ๑๗ ดวง

. อริยมคฺโคคือ มัคคจิต ซึ่งมี ๔ ดวง

. นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาญาณปัญญาแตกฉานในภาษา คือ บัญญัติแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และธัมมปฏิสัมภิทา ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่า รู้จักใช้ถ้อยคำในภาษานั้น ๆ อันเป็นบัญญัติที่เรียกกันว่า โวหาร ในการอธิบายขยายความแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และธัมมปฏิสัมภิทา ให้ผู้สดับตรับฟังรู้และเข้าใจได้แจ่มแจ้งลึกซึ้งโดยถ้วนถี่เช่นนี้ เป็นต้น

. ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาญาณปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ คือ มีปัญญาว่องไว ไหวพริบเฉียบแหลม คมคาย ในการโต้ตอบ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ทั้ง ๓ นั้น ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วชัดแจ้งโดยฉับพลันทันที ความรู้แตกฉานเช่นนี้แหละที่ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ

 


อานิสงส์ของปัญญา

ปัญญาในที่นี้หมายถึงปัญญาที่ในโลกุตตรจิต ซึ่งมีอานิสงส์ ดังต่อไปนี้

๑. กำจัดกิเลสต่าง ๆ ให้เป็นสมุจเฉทได้โดยสิ้นเชิง

๒. เสวยรสแห่งอริยผล คือ ตั้งอยู่ในผลสมาบัติได้

๓. เข้านิโรธสมาบัติ คือ ดับจิตและเจตสิกได้

๔. ควรแก่การต้อนรับ บูชา ของมนุษย์และเทวดา

วิสํ ชีวิตุกาโม ปาปานิ ปริวชฺชเย บุคคลพึงเว้นบาปทั้งหลาย เหมือนคน ที่ต้องการเป็นอยู่ เว้นยาพิษ

และในทุกมาติกาก็กล่าวว่า วิชฺชูปมทุเก ตาว จกฺขุมา กิร ปุริโส เมฆนฺธกาเร รตฺตํ มคฺคํ ปฏิปชฺชิ ตสฺส อนฺธการตาย มคฺโค น ปญฺญายติ วิชฺชุ นิจฺฉริตฺตวา อนฺธการํ วิทฺธํเสติ อทสฺสํ อนฺธการวิคมา มคฺโค ปากโฏ อโหสิ พึงอธิบายใน วิชชูปมาทุกะ ก่อน สมมติว่า บุรุษมีจักขุเป็นปกติเดินทางกลางคืน ที่มีเมฆบังมืด เพราะความมืด หนทางย่อมไม่ปรากฏแก่เขา สายฟ้าแลบออกกำจัดความมืด เพราะความมืดหายไปในขณะนั้น หนทางได้ปรากฏแล้วแก่เขา

. เข้านิโรธสมาบัติ คือ ดับจิตเจตสิกได้ เป็นการเข้าสู่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ มีสัญญาและเวทนา เป็นต้น โดยปราศจากอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น และอยู่ได้ถึง ๗ วัน ด้วยความปรารถนาที่จะหนีจากทุกขรูปทุกขนาม ในเมื่อยังไม่เข้าสู่ปรินิพพาน

ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ดังจะกล่าวต่อไปนี้ คือ

(๑) ต้องเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์

(๒) ต้องได้ฌานสมาบัติ ๘ ครบถ้วน คือได้รูปฌาน และอรูปฌาน ด้วยทุกฌาน

(๓) ต้องมีวสี ชำนาญคล่องแคล่วในสัมปทา คือ ความถึงพร้อม ๔ ประการ ได้แก่

ก. มี สมถพละ และวิปัสสนาพละ คือ มีสมาธิ และปัญญา เป็นกำลังชำนาญทั้ง ๒ อย่าง

ข. ชำนาญในการระงับ กายสังขาร (คือลมหายใจเข้าและออก)

ชำนาญในการระงับ วจีสังขาร (คือ วิตก วิจาร ที่ปรุงแต่งวาจา)

ชำนาญในการระงับ จิตตสังขาร (คือ สัญญา และเวทนาที่ทำให้ เจตนาปรุงแต่งจิต)

ค. ชำนาญใน โสฬสญาณ

ง. ชำนาญใน ฌานสมาบัติ

(๔) ต้องเป็นบุคคลในภูมิที่มีขันธ์ ๕ (คือปัญจโวการภูมิ) เพราะในอรูปภูมิเข้านิโรธสมาบัติไม่ได้ ด้วยเหตุว่าไม่มีรูปฌาน

ดังนี้จะเห็นได้ว่า การเข้านิโรธสมาบัติ จำต้องใช้กำลังทั้ง ๒ ประการ คือ กำลังสมถภาวนาต้องถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และกำลังวิปัสสนา ก็ต้องถึงตติยมัคค เป็นอย่างต่ำ กล่าวคือต้องใช้ทั้งกำลังสมาธิ และกำลังปัญญาควบคู่กันด้วย


บารมี คือ คุณงามความดีที่ควรบำเพ็ญ คุณความดีที่ได้บำเพ็ญมา คุณสมบัติที่ทำให้ยิ่งใหญ่ เป็นธรรมส่วนหนึ่งที่สำคัญในอันที่ช่วยเหลือเกื้อหนุนให้ถึงซึ่ง โพธิญาณ ดังที่ใน ชินลังการฎีกา แสดงว่า ปารํ นิพฺพานํ อยนฺติ คจฺฉนฺติ เอตาหีติ ปารมิโยการกระทำที่ประกอบด้วย กุสลเจตนาที่ยังให้ถึงฟากฝั่งพระนิพพานนั้น เรียกว่า บารมี

บารมี = ปรม (ประเสริฐ) + อิ (การกระทำ) = การกระทำที่ประเสริฐ

จริยปิฎกอรรถกถา แสดงลักษณะของบารมีว่า สพฺเพปิ ปารมิโย ปรานุคฺคหลกฺขณาปวงบารมี ย่อมมีการอนุเคราะห์แก่บุคคลอื่น เป็นลักษณะ บารมี ๑๐ ทัศ ก็คือ

บารมี ๑๐ ประการนั้นเอง ได้แก่

๑. ทานบารมี ปฏิปักขธรรม คือ มัจฉริยะ

๒. สีลบารมี ปฏิปักขธรรม คือ ทุสีล

๓. เนกขัมมบารมี ปฏิปักขธรรม คือ กามะ

๔. ปัญญาบารมี ปฏิปักขธรรม คือ อญาณะ

๕. วิริยบารมี ปฏิปักขธรรม คือ โกสัชชะ

๖. ขันติบารมี ปฏิปักขธรรม คือ อขันติ

๗. สัจจบารมี ปฏิปักขธรรม คือ วิสังวาทะ (ตบตา, หลอกลวง,พูดปด)

๘. อธิฏฐานบารมี ปฏิปักขธรรม คือ อนธิฏฐาน

๙. เมตตาบารมี ปฏิปักขธรรม คือ โทสะ

๑๐. อุเบกขาบารมี ปฏิปักขธรรม คือ โลกธรรม


. ทานบารมี

ปุตฺตทารธนานิ อุปกรณ ปริจาโค ทานปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

เจตนาที่สามารถสละให้ซึ่ง บุตร ภรรยา ธนสารสมบัติ เป็นต้นนั้น เรียกว่า ทานบารมี

คำว่า ทาน หมายถึงการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่ผู้รับ จัดเป็นให้เพื่ออนุเคราะห์

นัยหนึ่ง จำแนกทานออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ วัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน

วัตถุทาน เป็นการทำบุญให้ทานด้วยการให้สิ่งของต่าง ๆ สิ่งของที่ให้นั้นเมื่อสรุปแล้วก็มี ๕ อย่าง คือ

ก. ธนปริจาค การสละซึ่ง ธนสารสมบัติ

ข. ปุตฺตปริจาค การสละซึ่ง บุตร

ค. ภริยาปริจาค การสละซึ่ง ภรรยา

ง. องฺคปริจาค การสละซึ่ง ส่วนของร่างกาย

จ. ชีวิตปริจาค การสละซึ่ง ชีวิต


อภัยทาน เป็นการทำบุญด้วยการช่วยชีวิตคนหรือสัตว์ให้พ้นจากอันตราย ช่วยป้องกันภัยที่จะทำลายทรัพย์สมบัติให้สูญเสียไป ตลอดจนการให้ความไม่มีภัยแก่ผู้ที่ทำให้ตนเดือดร้อนเสียหาย

ธรรมทาน เป็นการทำบุญด้วยการสอน การแสดงธรรม ให้ผู้อื่นเข้าใจถึงบาปบุญคุณโทษ ตลอดจนการสร้างหนังสือธรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา

ทานํ สคฺคสฺส โสปานํ

ทานกุสลจัดเป็นบันใดชั้นแรกที่จะนำขึ้นสู่สวรรค์

ทานํ ปาเถยฺยมุตฺตมํ

ทานกุสลจัดว่าเป็นเสบียงอันประเสริฐ

ทานํ อุชุคตํ มคฺคํ

ทานกุสลจัดว่าเป็นทางสายตรงไปสู่พระนิพพาน

ทานํ โมกฺขปทํ วรํ

ทานกุสลจัดว่าเป็นบาทให้ถึงซึ่งความหลุดพ้น

ในคัมภีร์ สัททสารัตถชาลินี แสดงว่า

ปุพฺเพ ทานาทิกํ กตฺวา อิทานิ ลภตี สุขํ

มูเลว สิญฺจิตํ โหติ อคฺเค จ ผลทายกํ ฯ

บุคคล บำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้น ในปางก่อน ย่อมได้ความสุขในบัดนี้ เหมือนคนรดน้ำที่โคนต้นไม้
(ต้นไม้นั้น) ย่อมให้ผลที่ยอด (คือปลายกิ่ง) ฉะนั้น

ปริจาคลกฺขณา ทานบารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

. สีลบารมี

อกตฺตพฺพวิรติ กตฺตพฺพกรณ เจตนา ทโย จ สีลปารมิตา ฯ (จริยปิฎก อรรถกถา)

เจตนาที่เว้นจากสิ่งที่พึงเว้น และกระทำในสิ่งที่ควรทำนั้น เรียกว่า สีลบารมี

สิ่งที่พึงเว้น เรียกว่า ปฏิกเขปะ สีลที่พึงเว้นชื่อว่า วาริตตสีล ถ้าไม่เว้นแล้วเป็นบาป เป็นสิ่งชั่ว ถูกปรับโทษทางวินัยวาริตตสีล ของฆราวาส ก็ได้แก่ สีล ๕ สีล ๘

วาริตตสีลของบรรพชิตก็ได้แก่ สีล ๑๐ สีล ๒๒๗

ผู้รักษาวาริตตสีล นั้นเปรียบไว้ว่าเหมือนกับดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม

สิ่งที่ควรทำนั้น เรียกว่า อนุญญาตะ สีลที่ควรทำ ชื่อว่า จาริตตสีล ถ้าไม่กระทำก็ไม่ถึงกับเป็นบาปต้องถูกปรับโทษแต่อย่างใด แต่ว่าถ้าทำได้ก็ยิ่งพอกพูนคุณงามความดี เพิ่มบุญบารมียิ่งขึ้น จาริตตสีลนี้ได้แก่ ธุดงค์ ๑๓, การเจริญสมถภาวนา, การเจริญวิปัสสนาภาวนา ตลอดจนการสอน การเรียน การเขียน การแสดงธรรม

ผู้รักษา จาริตตสีลนั้น เปรียบไว้ว่าเหมือนกับดอกไม้ที่มีสีสวยสดงดงาม

สัทธา ความเลื่อมใสแต่อย่างเดียวก็เป็นปัจจัยนำ ทำให้ วาริตตสีล สำเร็จลงได้ แต่ จาริตตสีล นั้นจะสำเร็จลงได้ก็ต้องประกอบทั้ง สัทธา และวิริยะ เป็นปัจจัยนำด้วยกันทั้งคู่

. เนกขัมมบารมี

กามภเวหิ นิกฺขมฺมนจิตฺตุปฺปาโท เนกฺขมฺมปารมิตา ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

จิตตุปปาท ที่ใคร่พ้นจากกามและภพนั้น เรียกว่า เนกขัมมบารมี

จิตที่ใคร่พ้นจากกามนั้น คำว่า กาม ในที่นี้จำแนกเป็น ๒ ประการ

. วัตถุกาม หมายถึง อารมณ์ที่อยู่ในภพทั้ง ๓ คือ อารมณ์ ๖ นั้นเอง ซึ่งมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสถูกต้อง และความนึกคิด

. กิเลสกามหมายถึง เครื่องเศร้าหมอง และเร่าร้อน รวมยอดแล้ว มี ๓ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ

จิตที่ใคร่พ้นจากกามนั้น คำว่า ภพ ในที่นี้จำแนกเป็น ภพ ๓ คือ

. กามภพ ได้แก่ กามภูมิ ๑๑ ภูมิ

. รูปภพ ได้แก่ รูปภูมิ ๑๖ ภูมิ

. อรูปภพได้แก่ อรูปภูมิ ๔ ภูมิ

เนกขัมมะ ความใคร่หลุดพ้นนั้น ก็จำแนกได้เป็น ๓ เหมือนกัน คือ

ก. ปัพพัชชะ ออกบวช (ป=ทั่ว+วช=เว้น)

ข. เพื่อเจริญสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา

ค. เพื่อให้ถึงซึ่งความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

เนกขัมมบารมี ย่อมมีทานบารมีเป็นเครื่องอุปการะ กล่าวคือ บุคคลบางคนมี สัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยากจะสละเวลามาถือสีล ฟังธรรม เล่าเรียนศึกษาธรม แต่ก็ติดขัดเพราะไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ ต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว ก็ยังไม่ใคร่จะคุ้มปากคุ้มท้อง ทั้งนี้เป็นเพราะไม่ได้สร้างสมทานบารมีมาแต่ปางก่อน ในชาตินี้จึงต้องยากจน ถ้าเป็นผู้ที่ได้สร้างสมทานบารมีมาพอควร ก็จะไม่ถึงกับขัดสน ไปฟังเทศน์ศึกษาธรรมได้สะดวก อันจะเป็นเหตุให้เกิดสติปัญญาเห็นโทษในการหมกมุ่นอยู่ในกามคุณ มีความเบื่อหน่ายต่อความเป็นอยู่ในทางโลก สละบ้านเรือนอันเป็นสมบัตินอกกาย ไปแสวงหาทรัพย์ภายใน คือ การออกบวชเรียน บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่พระศาสนาสืบไป

กามโต จ ภวโต จ นิกฺขมฺมลกฺขณา เนกฺขมฺมปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

เนกขัมมบารมี ย่อมมีการใคร่พ้นจากกามและภพ เป็นลักษณะ

. ปัญญาบารมี

ธมฺมานํ สามญฺญวิเสสลกฺขณาวโพโธ ปญฺญาปารมิตา ฯ (จริยปิฎก อรรถกถา)

การรอบรู้สามัญญลักษณะ และวิเสสลักษณะของรูปธรรมนามธรรมนั้นเรียกว่า ปัญญาบารมี

สามัญญลักษณะ เป็นลักษณะธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ที่รูปธรรมนามธรรมอันเป็นสังขาร จะต้องมีต้องเป็นไปอย่างนั้นซึ่งมี ๓ ลักษณะจึงเรียกว่าไตรลักษณ์คือ

. อนิจจลักษณะ เป็นลักษณะที่ไม่เที่ยง ตั้งอยู่ไม่ได้ตลอดไป เมื่อเกิดขึ้น คือ อุปปาทะ แล้วก็มี ฐีติ การตั้งอยู่ ในที่สุดก็ ภังคะ ดับไป

. ทุกขลักษณะ เป็นลักษณะที่ไม่คงทน ทนอยู่ไม่ได้ มี อุปปาทะ ฐีติ แล้วก็ ภังคะ ดับไปเหมือนกัน

. อนัตตลักษณะเป็นลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาให้เป็นไปตามใจชอบหาได้ไม่ มีอุปปาทะ มีฐีติ แล้วก็ ภังคะ ดับไปเช่นเดียวกัน

ส่วนวิเสสลักษณะนั้น เป็นลักษณะจำเพาะตัวแห่ง รูปธรรมนามธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น

ปฐวี มีลักษณะ แข็ง กกฺขฬ

อาโป มีลักษณะ เกาะกุม อาพนฺธน

เตโช มีลักษณะ ร้อน อุณฺห

วาโย มีลักษณะ เคร่งตึง วิตฺถมฺภน

ผัสสะ มีลักษณะ กระทบ ผุสน

เวทนา มีลักษณะ เสวยอารมณ์ เวทยิต

เหล่านี้เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้จะเป็นการเรียนรู้วิชาทางโลกที่ไม่มีโทษ ก็ได้ชื่อว่า ได้อบรมให้เกิดปัญญาเหมือนกัน

ทาน ก็เป็นเครื่องอุปการะให้เกิดปัญญา กล่าวคือ คฤหัสถ์ ผู้ครองเรือน หรือ บรรพชิต ผู้ครองวัด ก็ตาม ถ้าขัดสนเงินทองของกิน ที่อยู่ มีปัจจัย ๔ ไม่เพียงพอแก่ความเป็นอยู่ตามสมควรแล้ว ย่อมขาดการศึกษาเล่าเรียน หรือว่าได้ศึกษาเล่าเรียนบ้าง แต่ก็ไม่สู้จะสมบูรณ์ เมื่อขาดการศึกษาก็ด้อยปัญญา ทั้งนี้ก็เป็นเพราะขาดทานบารมี ที่จะมาอุปถัมภ์ให้เกิดปัญญาบารมี ขาดปัญญาก็ยากที่จะบริสุทธิ ดังที่ในธรรมบท แสดงว่า

ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ ย่อมบริสุทธิได้ด้วยปัญญา

ยถา สภาวปฏิเวธลกฺขณา ปญฺญาปารมี (จริยปิฎกอรรถกถา)

ปัญญาบารมี ย่อมมีการรู้แจ้งในสภาวธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ


. วิริยบารมี

กายจิตฺเตหิ ปรหิตารมฺโภ วิริยปารมิตา ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

ความเพียรเพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วยกายใจนั้น เรียกว่า

วิริยบารมี วิริยบารมี จัดได้เป็น ๓ ชั้น

. หีนวิริยะ ความเพียรอย่างต่ำ เป็นความเพียรประกอบการกุสล ที่มุ่งหวังชื่อเสียงเกียรติคุณ

. มัชฌิมวิริยะความเพียรอย่างกลาง เป็นความเพียรประกอบการกุสลที่มุ่งหวังความสุขในมนุษย์และในสวรรค์

. อุกกัฏฐวิริยะ ความเพียรอย่าง อุกกฤษฏ์ เป็นความเพียรประกอบ วิวัฏฏ นิสสิตกุสล หวังให้พ้นจากความเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ

วิริยะ นี้เป็นธรรมที่ให้ผลอย่างกว้างขวางและสำคัญมาก เพราะแม้แต่จะมีความตั้งใจกระทำสักเพียงใดก็ตาม ถ้าหากว่า ขาดความพากเพียรเสียแต่อย่างเดียวเท่านั้น การงานต่าง ๆ ก็จะไม่เป็นผลสำเร็จดังที่ได้ตั้งใจไว้ ส่วนมากมักจะไม่ใคร่ได้คำนึงถึงความเพียรกันอย่างจริงจัง ดังนั้นเมื่อประสบกับความคับขันเข้าบ้าง ก็มักจะท้อถอยเสีย ยิ่งเป็นการบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนา อันเป็นการประกอบ วิวัฏฏนิสสิตกุสลด้วยแล้ว ก็จะต้องเป็นความเพียรที่สมบูรณ์ด้วยองค์ ๔ ที่เรียกว่า จตุรังควิริยะ คือ แม้เนื้อจะเหือดเลือดจะแห้ง ๑ จะเหลือแต่เพียงหนัง ๑ จะเหลือแต่เพียงกระดูก ๑ จะเหลือแต่เพียงเอ็น ๑ ก็จะไม่ละเสียจากความเพียรที่กำลังกระทำอยู่นั้นเลย ผู้ที่พากเพียรยิ่งอย่างนี้ ย่อมล่วงทุกข์ได้ ดังในธรรมบทแสดงไว้ว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติย่อมล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

(จตุรังควิริยะ = ตามนัยแห่งสัมมัปปธานนั้น หมายถึง ๑.เพียรละอกุสลที่เกิดแล้ว, ๒.เพียรไม่ก่ออกุสลใหม่ให้เกิดขึ้น, ๓.เพียรประกอบกุสลใหม่ให้เกิดขึ้น, ๔.เพียรเจริญกุสลใหม่นั้นให้ภิญโญยิ่ง ๆ ขึ้นไป)

อุสฺสาหลกฺขณา วิริยปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

วิริยบารมี ย่อมมีการอุตสาหะ เป็นลักษณะ


. ขันติบารมี

สตฺตสงฺขาราปราธสหนํ อโทสปฺปธาโน ตทาการปฺปวตฺตา จิตฺตุปฺปาโท ขนฺติ ปารมิตา ฯ
(จริยปิฎกอรรถกถา)

การอดทนในการล่วงเกินของปวงสัตว์ และสังขารธรรม ด้วยอโทสจิตตุป ปาทะนั้น เรียกว่า ขันติบารมี

ตามปกติ ผู้ที่ประสบกับ อิฏฐวิสยะ คือ อารมณ์ที่ชอบใจ ย่อมแสดงอาการที่แจ่มใสร่าเริงออกมาให้ปรากฏ ครั้นได้ประสบกับ อนิฏฐวิสยะ คือ อารมณ์ที่ไม่ชอบ ย่อมแสดงความบึ้งตึงมึนชาออกมาให้เห็นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ถ้าเกี่ยวกับบุคคลหรือสัตว์เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความหวั่นไหวดังกล่าวนั้น ก็จำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ ปิยบุคคล ผู้ที่เป็นที่รักที่ชอบใจ, เวรีบุคคล ผู้ที่เกลียดชังกันเป็นศัตรูต่อกัน และ มัชฌัตตบุคคล ผู้ที่ไม่เป็นที่รักที่ชัง

ส่วนอโทสจิตตุปปาทะ เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความโกรธเคือง ไม่เพียงแต่ไม่แสดงออกทางกายและวาจาเท่านั้น แม้ในจิตใจก็ไม่โกรธเกลียดชังเลยแม้แต่สักน้อยหนึ่ง ทั้งนี้เพราะไม่ได้ปล่อยกายวาจาใจให้เพลิดเพลินหลงอยู่แต่ในอารมณ์ที่ชอบจนเกินไป เลยหมดความยับยั้งใจในเมื่อกระทบกับอารมณ์ที่ชังที่ไม่ชอบ แต่ถ้าได้อบรมฝึกฝนจนมีสติ และรู้ตัวเป็นอย่างดี จึงสามารถมีความอดทนต่อความดีใจหรือเสียใจได้ในทันทีที่ประสบกับอารมณ์นั้น ๆ ดังนี้ จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้มี

ขันติ ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ สิ่งอื่น ๆ ไม่ยิ่งไปกว่า ขันติ ความอดทน

ผู้มีทรัพย์ อันเป็นผลที่ได้รับมาจากทานกุสลที่ตนได้เคยทำไว้นั้น มักจะเป็นผู้ที่มีจิตใจผ่องใสชื่นบาน เพราะไม่ต้องกังวลหรือมีความเดือดร้อนในเรื่องอาชีพ และย่อมมีโอกาสได้ศึกษาวิชาทั้งทางโลกและทางธรรม ซึ่งทำให้จิตใจของผู้นั้นสูงและใฝ่ดี มีใจคอหนักแน่น จึงเป็นผู้ที่มีขันติอดทน ไม่เหลิงไปตามคำสรรเสริญ และไม่วู่วามไปตามคำนินทา ดังนี้จึงกล่าวได้ว่า ทานบารมีอุปการะให้เกิดขันติบารมี

ขมนลกฺขณา ขนฺตีปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

ขันติบารมี ย่อมมีการ อดทน เป็นลักษณะ


. สัจจบารมี

วิรตีเจตนาทิเภทํ อวิสํวาทนํ สจฺจปารมิตา ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

บรรดาเจตนาอันมีวิรตีเจตนาเป็นต้นที่ไม่คดโกงนั้น เรียกว่า สัจจบารมี

วิรตี แปลว่า การงดเว้น วัตถุที่เว้นมี ๓ คือ

มิจฉาวาจาวิรตี เว้นจากวจีทุจจริต ๔ มี มุสา พูดปด, ปิสุณา พูดส่อเสียด, ผรุสวาจา พูดหยาบคาย และ สัมผัปปลาป พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

มิจฉากัมมันตวิรตี เว้นจากกายทุจจริต ๓ มี ปาณา ฆ่าสัตว์, อทินนา ลักทรัพย์, และกาเม ล่วงประเวณี

มิจฉาอาชีววิรตี เว้นจากมีความเป็นอยู่ด้วยวาจาทุจจริต ๔ กายทุจจริต ๓

อาการที่งดเว้น ก็มี ๓ คือ

สัมปัตตวิรตี เว้นจากความชั่วในขณะที่มีอารมณ์ อันพึงจะล่วงมาปรากฏเฉพาะหน้า

สมาทานวิรตี เว้นจากความชั่วโดยตั้งปณิธาน ตั้งความปรารถนา ไว้เป็นเครื่องสำนึก เป็นเครื่องเตือนใจ จะสมาทานกับพระสงฆ์ พระพุทธรูป ต้นโพธิ์ หรือแม้แต่กับตัวเองก็ได้

สมุจเฉทวิรตี เว้นจากการตัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาด ด้วยอำนาจแห่งปัญญาในมัคคจิต

วิรตีเจตสิก ที่ไม่คดโกงนั้น มีความหมายว่า ซื่อตรงต่อความตั้งใจในอันที่จะเว้นกล่าววาจาชั่ว เว้นกระทำชั่วและเว้นความเป็นอยู่อย่างชั่ว ๆ

ความซื่อตรงต่อความตั้งใจเว้นสิ่งชั่ว ๆ ดังกล่าวนี่แหละ เรียกว่า สัจจบารมี

ผู้ใดขัดสน ขาดทรัพย์สมบัติ ผู้นั้นย่อมรักษาสัจจะได้ยาก ส่วนผู้ที่มีทรัพย์ ย่อมสะดวกในการที่จะบำเพ็ญสัจจบารมี จะเป็นผู้ที่มีทรัพย์ ก็ต้องเป็นผู้ที่ได้เคยสร้างสมทานบารมีมาแต่ปางก่อน กล่าวแต่เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นได้แล้วว่า ทาน ก็เป็นปัจจัยแก่ สัจจะ

อวิสํวาทนลกฺขณา สจฺจปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

สัจจบารมี ย่อมมีความไม่คดโกง เป็นลักษณะ


. อธิฏฐานบารมี

อจล สมาทานาธิฏฺฐานํ ตทาการปวตฺโต จิตฺตุปฺปาโท อธิฏฺฐานปารมิตา ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

จิตตุปปาทะ ที่ตั้งใจแน่นอนในการกระทำนั้น เรียกว่า อธิฏฐานบารมี

ท่านอรรถกถาจารย์ ได้จำแนกการ อธิฏฐาน คือ การตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้านี้ไว้ ๔ ประการ คือ

. สัจจาธิฏฐาน เป็นความตั้งใจอันแน่นอนเพื่อรู้แจ้งแทงตลอดในสัจจธรรม ๔ ประการ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ และอัฏฐังคิกมัคค

. จาคาธิฏฐาน เป็นความตั้งใจอันแน่นอนที่จะสละละทิ้งกิเลสให้หมดไปจากตนอย่างเด็ดขาด

. อุปสมาธิฏฐาน เป็นความตั้งใจอันแน่นอนเพื่อให้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพาน

. ปัญญาธิฏฐาน เป็นความตั้งใจอันแน่นอนเพื่อให้แจ้ง อนาวรณญาณ (น=ไม่, อาวรณ=ห่วงใย ปิดบัง, ญาณ=ความรู้) ซึ่งหมายถึง พระสัพพัญญุตญาณ อันเป็นญาณที่รู้สิ้นปวงสังขตธรรมและอสังขตธรรม

อธิฏฐานประการที่ ๔ ย่อมมีได้เฉพาะ สัมมาสัมโพธิญาณเท่านั้น ที่เหลืออีก ๓ ประการ เป็นสาธารณะทั้ง สัมมาสัมโพธิญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และสาวกโพธิญาณ (อัคคสาวก, มหาสาวก และ ปกติสาวก)

พึงเห็นได้ว่า อธิฏฐาน ทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นการตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าแน่นอน ในอันที่จะให้บรรลุถึงซึ่งพระนิพพาน

ผู้มีทรัพย์ เมื่อได้ตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าจะบำเพ็ญกุสลอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ย่อมกระทำตามความตั้งใจนั้นได้โดยสะดวก ไม่ใคร่มีอุปสรรคข้อขัดข้องให้ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น ๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้ที่ขัดสนจนยาก แม้จะตั้งความ ปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าจะกระทำกุสล ก็มักจะขัด ๆ ข้อง ๆ เพราะต้องมีกังวลในการขวนขวายประกอบการเลี้ยงชีพอยู่ ทานจึงเป็นส่วนหนึ่งที่อุปการะให้การอธิฏฐานนั้นเป็นผลสำเร็จ

อนึ่งมีข้อที่ควรกล่าวว่า อธิฏฐานบารมีนี้ จะต้องเกิดร่วมกับบารมีอื่น ๆ เสมอ เพราะลำพังแต่อธิฏฐานบารมีอย่างเดียว ย่อมสำเร็จประโยชน์ไปไม่ได้ เช่น เพียงแต่ตั้งใจว่าจะทำ แต่ไม่ได้ลงมือทำสักที อย่างนี้ไม่จัดว่าเป็นอธิฏฐานบารมี เพราะอธิฏฐานบารมีนั้นต้องประกอบไปด้วยอาการ ๒ อย่าง คือมี ความปรารถนาอย่างแรงกล้าด้วย และมีการกระทำทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ให้สำเร็จสมความตั้งใจนั้นด้วย อย่างนี้จึงจัดว่าเป็น อธิฏฐานบารมี

โพธิสมฺภาเวสุ อธิฏฺฐานลกฺขณา อธิฏฺฐานปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

อธิฏฐานบารมี ย่อมมีการตั้งใจอันแน่นอนเพื่อโพธิญาณ เป็นลักษณะ

 

. เมตตาบารมี

โลกสฺส หิตสุขูปสํหาโร อตฺถโต อพฺยาปาโต เมตฺตาปารมี ฯ (จริยปิฎก อรรถกถา)

จิตตุปปาทะ ที่ยังให้โลกได้รับประโยชน์สุขโดยพ้นจากการพยาบาทปองร้ายนั้นเรียกว่า เมตตาบารมี

เมตตาบารมี เป็นบารมีที่สร้างได้ไม่ง่ายนัก เพราะบุคคลส่วนมากไม่มีความอิสระ เนื่องจากต้องตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เกิดทางทวารทั้ง ๖ นั้น ความวู่วามจึงมักเกิดขึ้นเสมอ ทำให้ขาดการเมตตา ที่มีความประสงค์ดีต่อกันและกัน ดังนั้นเพื่อให้เมตตาธรรมนี้ได้เกิดขึ้นและดำรงคงเจริญอยู่ในขันธสันดาน จึงจำต้องหมั่นแผ่เมตตาให้แก่ปวงสัตว์ โดยไม่มีการกำหนดขีดคั่นประการใด ๆ โดยถือหลักในการแผ่ ๔ ประการ คือ

อเวรา โหนฺตุจงอย่ามีเวรแก่กันและกันเลย

อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ จงอย่าพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อนีฆา โหนฺตุ จงอย่าได้มีความทุกข์ร้อนกันเลย

สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ จงมีความสุขทุกอัตตภาพโดยทั่วกัน เทอญ

ดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น ตรงเมตตากัมมัฏฐาน มีข้อความละเอียดพอสมควร ขอให้ทบทวนดูที่นั่นด้วย

เมตตาบารมี เป็นความรักที่เกิดขึ้นโดยมิได้เกี่ยวแก่ตัณหาเป็นเหตุ แต่เป็นความรักใคร่เอ็นดูต่อเพื่อนมนุษย์ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีจำกัดโดย เฉพาะ ๆ มีเจตนาจะให้เขาทั้งหลายได้มีความสุขความสบายโดยทั่วหน้ากัน ส่วนความรักใคร่เอ็นดูต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง ภริยาสามี บิดามารดา เหล่านี้เป็นต้น เป็นเมตตาตามธรรมดาสามัญ ไม่ใช่เมตตาบารมี เพราะเมตตานี้เกิดจาก ตัณหาเปมะ คือ ความรักด้วยตัณหาจึงเกิดเมตตาขึ้นในวงแคบโดยเฉพาะพวกของตัว

เมตตา เกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยมีทานเป็นสิ่งอุปการะเกื้อหนุน เพราะผู้ที่ยากจนก็มักจะคิดเสียว่า ไม่มีใครเขาจะมารักใคร่ใยดีต่อคนยากจนเช่นเรา เราก็ไม่จำเป็นจะไปรักใคร่คนอื่นเขา ดังนี้เมตตาจิตจึงไม่เกิด ส่วนผู้มีทรัพย์มักจะได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น ก็ย่อมจะเกิดความเอ็นดูรักใคร่เป็นการตอบแทน การมีใจรักใคร่เอ็นดู ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุขเช่นนี้ นับว่ามีเมตตาจิตเกิดขึ้นแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเมตตาบารมีอันสืบเนื่องมาจาก ทานบารมีเป็นปัจจัย

หิตาการปวตฺติลกฺขณา เมตฺตาปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

เมตตาบารมี ย่อมมีการทำให้เกิดประโยชน์สุข เป็นลักษณะ


๑๐. อุเบกขาบารมี

อนุนยปฏิฆวิทฺธํสนี อิฏฺฐานิฏฺเฐสุ สตฺตสงฺขาเรสุ สมปวตฺติ อุเปกฺขาปารมี ฯ (จริยปิฏกอรรถกถา)

การทำลายอารมณ์รักและชัง อันเกิดแก่สัตว์หรือสังขารธรรม เพื่อทรงไว้ซึ่งความสม่ำเสมอนั้น เรียกว่า อุเบกขาบารมี

อุเบกขาธรรม มีโลกธรรม ๘ คือ ลาภ อลาภ ยส อยส นินฺนํ ปสนฺนํ สุขํ ทุกฺขํ เป็นศัตรู คอยทำลายการทำจิตมิให้ลำเอียงนั้น ล้มเหลวลง

ศัตรูเหล่านี้ย่อมสอดแทรกในอารมณ์ โดยมีสัตว์หรือสังขารธรรม คือ ขันธ์ ๕ รูปนาม เป็นสื่อชักนำมาให้เกิดความลำเอียงไป ถ้าเป็น อิฏฐารมณ์ ก็เป็นสื่อให้เกิดความชื่นชมยินดี หากเป็น อนิฏฐารมณ์ ก็เป็นสิ่งให้เกิดความวู่วามหมดความยั้งคิด ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งความหลง คือ โมหะ เมื่อจิตถูกครอบงำไว้ด้วยอำนาจแห่งโมหะแล้ว ก็ขาดสติที่จะพิจารณายับยั้งมิให้เหลิงไปตามอิฏฐารมณ์ และวู่วามไปตาม อนิฏฐารมณ์

ที่กล่าวมาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเหมือนกับลักษณะของขันติบารมี จะว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรือจะว่าเนื่องกันก็ได้กล่าวคือ ถ้า อดทนไว้ได้ ไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปในความชอบ ความชัง ก็เป็นอุเบกขา ถ้า ทนไม่ไหว และเอนเอียงไปในความชอบความชัง ก็ไม่ใช่อุเบกขา

อุเบกขาบารมีนี้ เป็นบารมีที่ไม่เกี่ยวกับทานบารมีเป็นเหตุ เพราะผู้ที่มีจิตใจเป็นอุเบกขาได้นั้น ต้องการกระทำตนให้เปรียบประดุจพื้นแผ่นดิน รองรับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีได้ทั้งนั้น โดยไม่มีอาการผิดแปลกแต่อย่างใด ปราศจากอาการ ยินดีหรือยินร้าย เช่น ได้รับคำกล่าวสรรเสริญ ก็ไม่ตื่นเต้นยินดี เมื่อได้รับคำนินทาว่าร้าย ก็ไม่เกิดความสะดุ้งสะเทือนขึ้น อาการอย่างนี้ก็เป็นการยากที่ผู้ที่มั่งมีทรัพย์แต่อย่างเดียวจะวางเฉยต่ออารมณ์เหล่านี้ เหตุนี้ทานบารมีจึงไม่เป็นเครื่องอุปการะอุดหนุนให้เกิดอุเบกขาบารมีได้

มชฺฌตฺตาการปวตฺติลกฺขณา อุเปกฺขาปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)

อุเบกขาบารมีย่อมมีอาการให้สม่ำเสมอเป็นกลาง ๆ ไม่เอนเอียง เป็นลักษณะ

ปุตฺตทาร ธนาทิ อุปกรณ ปริจฺจาโค ปน ทานบารมี ฯ

เจตนาที่สามารถสละให้ซึ่ง บุตร ภริยา ธนสารสมบัติ เป็นต้นนั้น เรียกว่า ทานบารมี

องฺคปริจฺจาโค ทานอุปปารมี ฯ

เจตนาที่สามารถ สละ อุทิศ ซึ่งส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น เรียกว่า ทานอุปบารมี

อตฺตโน ชีวิต ปริจฺจาโค ทานปรมตฺถปารมี ฯ

เจตนาที่สามารถ สละ อุทิศ ซึ่งชีวิตของตนนั้น เรียกว่า ทานปรมัตถบารมี

อานิสงส์ของบารมีนั้น มี ๖ ประการ คือ

. อายุสมฺปทาอายุยืน

. รูปสมฺปทามีรูปงาม

. กุลสมฺปทา เกิดในตระกูลสูง

. อิสฺสริยสมฺปทา มียศและมีเกียรติ

. อาเทยฺยวจนตา ได้รับการยกย่องโดยทั่วไป

. มหานุภาวตา เป็นผู้ทรงอานุภาพ

มิฉะนั้นก็จะเป็นเหมือนอย่างที่ปรากฏใน สัทธัมมัปปกาสินี ว่ามีเหมือนไม่มี ๔ ประการ คือ

ทุกฺขเมว น โกจิ ทุกฺขิโต

ทุกข์มีจริง แต่คนเป็นทุกข์ไม่มี

การโก น กิริยา ว วิชฺชติ

ผู้ทำไม่มี แต่การกระทำมีอยู่แท้

อตฺถิ นิพฺพุติ น นิพฺพุโต ปุมา

ความดับมีอยู่ แต่ผู้ดับไม่มี

มคฺโค อตฺถิ คม โก น วิชฺชติ

ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินไม่มี

ดังนั้น จงเบื่อหน่ายในกามให้สมตามนัยที่ ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทแสดงไว้ว่า

อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต

อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตึ โส นาธิคจฺฉติ ฯ

กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก บัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ยินดีในกาม แม้เป็นของทิพย์

ภพ หมายถึง โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์

  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ภพสามเหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ

อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพ"

มหานรก มี 8 ขุม คือ

  1. สัญชีวะนรก

  คำอธิบาย : นายนิรยบาลผู้มีมือถืออาวุธอันมีแสง ฟันซึ่งสัตว์นรก

  ทั้งหลาย สัตว์นรกเหล่านั้น แม้ถูกฟันจนตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นได้อีกใน

  นรกใด นรกนั้นเรียกว่า "สัญชีวะ"

  2. กาฬสุตตะนรก

  คำอธิบาย : นายนิรยบาลทั้งหลายตีด้วยเส้นเชือกดำ แล้วก็ถาก

  หรือตัดซึ่งสัตว์ที่เกิดในนรกนั้น ด้วยเครื่องประหาร มีขวาน จอบ มีด

  เลื่อย เป็นต้น เหตุนั้น นรกนั้นชื่อว่า "กาฬสุตตะ"

  3. สังฆาตะนรก

  คำอธิบาย : ภูเขาเหล็กที่สูงใหญ่ มีแสงไฟอันลุกโพลง ย่อมบดซึ่ง

  สัตว์ที่เกิดในนรกนั้นให้ละเอียดเป็นจุณไป เหตุนั้นนรกนั้นชื่อว่า "สังฆาตะ"

  4. โรรุวะนรก (ธูมะโรรุวะ หรือ จูฬโรรุวะ)

  คำอธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายถูกควันไฟอบอ้าว ย่อมร้องด้วยเสียง

  อันดังน่าสงสารอยู่ในนรกนั้น เพราะควันไฟเข้าไปสู่ทวารทั้ง 9

  นรกนั้นเรียกว่า "ธูมโรรุวะ"

  5. มหาโรรุวะนรก (ชาลโรรุวะ)

  คำอธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง

  น่าสงสารอยู่ในนรกนั้น เพราะเปลวไฟเข้าไปสู่ทวารทั้ง 9

  นรกนี้เรียกว่า "ชาลโรรุวะ หรือ มหาโรรุวะนรก"

  6. ตาปนะนรก (จูฬตาปนะ)

  คำอธิบาย : นรกที่ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ลามก ให้นั่งตรึงติดอยู่ใน

  หลาวเหล็กอันร้อนแดง แล้วให้ไฟไหม้อยู่ เหตุนั้น นรกนั้นเรียกว่า

  "ตาปนะนรก"

  7. มหาตาปนะนรก (ปตาปนะ)

  คำอธิบาย : นรกใดยังสัตว์ทั้งหลายผู้ลามกให้ขึ้นภูเขาเหล็กที่

  กำลังร้อน แล้วตกลงไปสู่หลาวที่อยู่ข้างล่าวด้วยอำนาจของลม และ

  ไฟไหม้อยู่ เหตุนั้น นรกนั้นเรียกว่า "ปตาปนะ หรือ มหาตาปนะ"

  8. อวีจินรก

  คำอธิบาย : ระหว่างแห่งสัตว์ทั้งหลาย และเปลวไฟ การเสวยทุกข์

  ไม่มีว่างเลยในนรกนั้น เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า "อวีจิ"

  (จบมหานรกทั้ง 8 ขุม)

  อุสสทนรก (หมายถึง นรกขุมเล็ก ๆ) มี 5 ขุม คือ

  1. คูถะนรก

  อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้

  พ้นจากอวีจิมหานรกแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ

  ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกอุจจาระเน่าที่อยู่ติดต่อกับอวีจิมหานรก นั้นเอง

  2. กาฬสุตตะนรก

  อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้

  พ้นจากนรกอุจจาระเน่าแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ

  ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกขี้เถ้าร้อน ซึ่งตั้งอยู่ติดต่อกับคูถะนรก นั้นเอง

  3. สิมปลีวนะนรก

  อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้

  พ้นจากนรกขี้เถ้าร้อนแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ

  ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกป่าไม้งิ้ว ซึ่งอยู่ติดต่อกับกุกกุละนรก นั้นเอง

  4. อสิปัตตวนะนรก

  อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้

  พ้นจากนรกป่าไม้งิ้วแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ

  ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกป่าไม้ดาบ ซึ่งอยู่ติดต่อกับสิมปลิวนะนรก นั้นเอง

  5. เวตตรณีนรก

  อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้

  พ้นจากนรกป่าไม้ดาบแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ

  ถูกเบียดเบียนอยู่ในแม่น้ำเค็มที่มีหวายนาม ซึ่งอยู่ติดต่อกับ

  อสิปัตตวนะนรก นั้นเอง

  (ในมหานรกขุมหนึ่ง ๆ มี อุสสทนรก ขุมละ 16 เป็นบริวาร ฉะนั้น

  อุสสทนรกทั้งหมด มี 128 เรียกว่า จุฬนรก ก็ได้)

ในบรรดาติรัจฉานเหล่านี้ มีทั้งหมด 4 จำพวก จำแนกโดยขา คือ

  1. อปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่ไม่มีขา ได้แก่ งู ปลา ไส้เดือน เป็นต้น

  2. ทฺวิปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่มี 2 ขา ได้แก่ นก และ ไก่

  3. จติปฺปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่มี 4 ขา

  4. พหุปฺปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่มีขามาก ได้แก่ ตะขาบ กิ้งกือ เป็นต้น

  แสดงเรื่อง เปรต

  เปรต 12 ชนิด ที่มาในโลกบัญญัติปกรณ์และฉคติทีปนีปกรณ์ ได้แก่

  1. วันตาสเปรต คือ เปรตที่กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร

  2. กุณปาสเปรต คือ เปรตที่กินซากศพคน หรือสัตว์ เป็นอาหาร

  3. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่กินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร

  4. อัคคิชาลมุขเปรต คือ เปรตทีมีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ

  5. สูจิมุขเปรต คือ เปรตที่มีปากเท่ารูเข็ม

  6. ตัณหัฏฏิตเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียน ให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ

  7. สุนิชฌามกเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่เผา

  8. สัตถังคเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมเหมือนมีด

  9. ปัพพตังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา

  10. อชครังคเปรต คือเปรตที่มีร่างกายเหมือนงูเหลือม

  11. เวมานิกเปรต คือ เปรตที่ต้องเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน

  แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน

  12. มหิทธิกเปรต คือ เปรตที่มีฤทธิ์มาก

  เปรต 4 ประเภทที่มาในเตวัตถุอัฏฐกถาและฏีกา

  1. ปรทัตตุปชีวิกเปรตคือ เปรตที่มีการเลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้

  2. ขุปปิปาสิกเปรต คือ เปรตที่ถูกเบียดเบียนด้วยการหิวข้าว หิวน้ำ

  3. นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ

  4. กาลกัญจิกเปรต คือ เป็นชื่อของอสุราที่เป็นเปรต

  เปรต 21 จำพวก ที่มาในวินยและลักขณสังยุตตพระบาลี

  1. อัฏฐิสังขสิกเปรต คือ เปรตที่มีกระดูกติดต่อกันเป็นท่อน ๆ แต่ไม่มีเนื้อ

  2. มังสเปสิกเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นชิ้น ๆ แต่ไม่มีกระดูก

  3. มังสปิณฑเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นก้อน

  4. นิจฉวิปริสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีหนัง

  5. อสิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นพระขรรค์

  6. สัตติโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นหอก

  7. อุสุโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนยาวเป็นลูกธนู

  8. สูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม

  9. ทุติยสูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม ชนิดที่ 2

  10. กุมภัณฑเปรต คือ เปรตที่มีอัณฑะใหญ่โตมาก

  11. คูถกูปนิมุคคเปรต คือ เปรตที่จมอยู่ในอุจจาระ

  12. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่กินอุจจาระ

  13. นิจฉวิตกเปรต คือ เปรตหญิงที่ไม่มีหนัง

  14. ทุคคันธเปรต คือ เปรตที่มีกลิ่นเหม็นเน่า

  15. โอคิลินีเรต คือ เปรตที่มีร่างกายเป็นถ่านไฟ

  16. อสีสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีศรีษะ

  17. ภิกขุเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนพระ

  18. ภิกขุณีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนภิกขุณี

  19. สิกขมานเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสิกขมานา

  20. สามเณรเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสามเณร

  21. สามเณรีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสามเณรี

  การจำแนกสัตว์ที่เรียกว่าอสุระ

  โดยความว่า อสุรา มี 3 อย่าง คือ

  1. เทวอสุรา ได้แก่ เทวดาที่เรียกว่าอสุระ มี 6 อย่าง คือ

  1. เวปจิตอสุรา

  2. สุพลิอสุรา

  3. ราหุอสุรา

  4. ปหารอสุรา

  5. สัมพรตีอสุรา

  6. วินิปาติกอสุรา

  อสุรา 5 จำพวกแรกนั้น ที่เรียกว่า อสุรา

  ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี