อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ คือ
๑. ทุกขสัจจ ได้แก่ รูปนามอันเป็นตัวทุกข์ ก็ได้กำหนดจนแจ้งว่า ทุกข์นี้มีอยู่จริง (สัจจญาณ), ทุกข์นี้ควรกำหนดรู้(กิจจญาณ) และได้ทำการกำหนดจนรู้แจ้งในทุกข์แลัว (กตญาณ)
๒. สมุทยสัจจ ได้แก่ ตัณหา อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ได้กำหนดจนแจ้งว่า ตัณหานี้มีอยู่จริง ตัณหานี้ควรละ และได้ทำการละตัณหาแล้ว
๓. นิโรธสัจจได้แก่ นิพพาน ซึ่งเป็นความดับสิ้นแห่งทุกข์ ก็ได้กำหนดจนแจ้งแล้วว่า ความดับสิ้นแห่งทุกข์นี้มีจริง ธรรมที่ดับสิ้นแห่งทุกข์นี้ควรทำให้แจ้ง และได้ทำการจนแจ้งในความดับสิ้นแห่งทุกข์แล้ว
๔. มัคคสัจจได้แก่ อัฏฐังคิกอริยมัคค คือ อริยมัคคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับสิ้นแห่งทุกข์นั้น ก็ได้กำหนดจนแจ้งแล้วว่า ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงความดับสิ้นแห่งทุกข์นั้นมีจริง เป็นธรรมที่ควรเจริญ และก็ได้ดำเนินการจนเจริญเป็น สมังคี คือ พร้อมเพรียงกันเป็นอันดีแล้ว
ปริวัฏฏ ๓ หมุนรอบทั้ง ๑๒ ประการนี้ ได้กล่าวมาแล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ นั้น ขอให้ดูทบทวนประกอบอีกด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มัคคญาณ คือ มัคคจิตนี้ มีกิจ ๔ ประการ ได้แก่
ปริญญากิจ สามารถรู้ทุกขสัจจ
ปหานกิจ สามารถประหาณ สมุทยสัจจ
สัจฉิกิริยกิจ สามารถเห็น นิโรธสัจจ และ
ภาวนากิจ สามารถเจริญอัฏฐังคิกมัคคจนเป็นสมังคี
กิจ ๔ ประการนี้ มีข้ออุปมาว่าเหมือนประทีป ซึ่งทำกิจ ๔ อย่างเหมือนกัน คือ ทำให้ไส้ไหม้ ประหาณความมืด แสดงความสว่าง และทำให้น้ำมันหมด
ปริวัฏฏ ๓ หมุนรอบทั้ง ๑๒ ประการนี้ ได้กล่าวมาแล้วในคู่มือปริจเฉทที่ ๗ นั้น ขอให้ดูทบทวนประกอบอีกด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มัคคญาณ คือ มัคคจิตนี้ มีกิจ ๔ ประการ ได้แก่
ปริญญากิจ สามารถรู้ทุกขสัจจ
ปหานกิจ สามารถประหาณ สมุทยสัจจ
สัจฉิกิริยกิจ สามารถเห็น นิโรธสัจจ และ
ภาวนากิจ สามารถเจริญอัฏฐังคิกมัคคจนเป็นสมังคี
กิจ ๔ ประการนี้ มีข้ออุปมาว่าเหมือนประทีป ซึ่งทำกิจ ๔ อย่างเหมือนกัน คือ ทำให้ไส้ไหม้ ประหาณความมืด แสดงความสว่าง และทำให้น้ำมันหมด
วิปสฺสนามคฺคผลานิ ปน ลกฺขณูปนิชฺฌานํ นาม
แต่ว่า วิปัสสนาญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ทั้ง ๓ นี้ ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน
ตตฺถ วิปสฺสนาอนิจฺจาทิลกฺขณสฺส อุปนิชฺฌานโต ลกฺขณูปนิชฺฌาน
ในฌานทั้ง ๓ นั้น วิปัสสนาญาณ ที่ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปกำหนดรู้แจ้งไตรลักษณ์ มีอนิจจลักษณะ เป็นต้น
วิปสฺสนาย กตกิจฺจสฺส มคฺเคน อิชฺฌนโต มคฺโต ลกฺขณูปนิชฺฌาน
มัคคญาณที่ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเป็นผู้ทำให้กิจที่รู้แจ้งไตรลักษณ์ของวิปัสสนาญาณสำเร็จลง
ผลํ ปน นิโรธสจฺจํ ตถลกฺขณํ อุปนิชฺฌายตีติ ลกฺขณูปนิชฌานํ นาม
ส่วนผลญาณ ที่ได้ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเข้าไปรู้แจ้งลักษณะอันแท้จริงของนิโรธสัจจ
ความแตกต่างกันระหว่าง อารัมมณูปนิชฌาน กับลักขณูปนิชฌาน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้ คือ
กล่าวโดยอารมณ์ อารัมมณูปนิชฌาน มีสมถกัมมัฏฐาน เช่น ปฐวีกสิณ คือ บัญญัติ เป็นต้น เป็นอารมณ์ ส่วนลักขณูปนิชฌานนั้น วิปัสสนาญาณ มีวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ รูป นาม ไตรลักษณ์ สังขตธรรม เป็นอารมณ์ มัคคญาณ ผลญาณ มีอสังขตธรรม คือนิพพาน เป็นอารมณ์
กล่าวโดยองค์ธรรม อารัมมณูปนิชฌาน มีวิตก วิจาร ปีติ เวทนา เอกัคคตา ที่ประกอบกับมหัคคตฌานทั้ง ๙ เป็นองค์ธรรม ส่วน ลักขณูปนิชฌาน ก็มีวิตก วิจาร ปีติ เวทนา เอกัคคตา ที่ประกอบกับมหากุสลจิต มัคคจิต ผลจิต เป็นองค์ธรรม
สุกขวิปัสสกบุคคล นั้น เป็นผู้มีวิปัสสนาญาณอันแห้งแล้งจากโลกียฌาน คือ พระอริยบุคคลจำพวกนี้ไม่ได้เจริญสมถภาวนาจนเกิดฌานจิตมาแต่ก่อนเลย เริ่มเจริญวิปัสสนาภาวนาอย่างเดียวจนเป็นพระอริยบุคคล
ส่วน ฌานลาภีบุคคล นั้น หมายถึงผู้ที่ได้เจริญสมถภาวนาจนเกิดฌานจิต มีปฐมญานเป็นต้นมาก่อนแล้ว เป็นฌานลาภีบุคคลมาแล้ว จึงได้มาเจริญวิปัสสนาภาวนาอีก จนเป็นพระอริยบุคคล
๕. ฌานลาภีบุคคล ที่บำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาภาวนา จนเกิดมัคคจิต ผลจิตนั้น มีวิธีที่เจริญภาวนาเป็น ๓ วิธี คือ
ก. ปาทกฌานวาท หมายถึง ถือการเข้าฌานที่เป็นบาทเบื้องต้นแห่งการเจริญภาวนานั้นเป็นสำคัญ
ข. สัมมสิตฌานวาท หมายถึง ถือการพิจารณาฌานเป็นสำคัญ
ค. ปุคคลัชฌาสยวาท หมายถึง ถือความประสงค์ของฌานลาภีผู้เจริญภาวนานั้นเป็นสำคัญ
๖. ปาทกฌานวาท คือ ก่อนที่ฌานลาภีบุคคลจะเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น ได้เข้าฌานก่อน จะเป็นฌานชั้นใดก็แล้วแต่ ทั้งนี้เพื่อให้สมาธิมีกำลังดีขึ้น ฌานที่เข้าก่อนนี้เรียกว่า ปาทกฌาน เมื่อออกจากปาทกฌาน ก็พิจารณารูปนามต่อไปจนแจ้งไตรลักษณ์ และบรรลุถึงมัคคถึงผล ข้อที่สำคัญที่ปาทกฌาน ถ้าเข้าปฐมฌานเป็นปาทกฌาน มัคคจิตผลจิตที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ก็เรียกว่า ปฐมฌานโสดาปัตติมัคค ปฐมฌานโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นปฐมฌานโสดาบันบุคคล
๗. สัมมสิตฌานวาท คือ ฌานลาภีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาภาวนานั้น พิจารณาฌาน ที่ตนเคยได้มาแล้ว จะเป็นฌานชั้นใดก็ตาม พิจารณาฌานนั้น โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะเข้าฌานก่อนก็ได้ หรือจะไม่เข้าฌานก่อนก็ได้ ไม่ถือการเข้าฌานเป็นสำคัญ แต่ถือการพิจารณาฌานนั้นเป็นใหญ่ เช่น เข้าปัญจมฌาน ครั้นเวลาที่พิจารณาโดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น มาพิจารณาปฐมฌาน มัคคจิตที่เกิดขึ้นก็เป็นปฐมฌานมัคคจิต หาใช่ปัญจมฌานมัคคจิตไม่ โดยทำนองเดียวกัน เวลาเข้านั้น เข้าทุติยฌาน แต่เวลาพิจารณากลับไปพิจารณาจตุตถฌาน มัคคจิตที่เกิดขึ้นก็เป็น จตุตถฌานมัคคจิต
๘. บุคคลัชฌาสยวาท มุ่งหมายถึง ความปรารภ ความประสงค์ ความปรารถนา ของฌานลาภีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาภาวนานั้นเป็นใหญ่เป็นสำคัญ เช่น ปรารภตติยฌานมัคคจิค ก็จะต้องเจริญภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่างนี้ คือ
ก. ต้องเข้าตติยฌาน ซึ่งเป็นชั้นที่ตรงตามความประสงค์ของตน เมื่อออกจากตติยฌานแล้ว จะพิจารณารูปนามที่เป็นกามธรรม โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ได้
ข. จะไม่เข้า ตติยฌาน ก็ได้ แต่ต้องพิจารณาองค์ฌานของตติยฌาน โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงจะตรงกับชั้นที่ตนปรารถนา
พิจารณาไปจนมัคคจิตเกิด มัคคจิตนั้นก็เป็น ตติยฌานมัคคจิต
อัฏฐสาลินีอรรถกถา แสดงไว้ว่า
วิปสฺสนานิยาเมน สุกฺขวิปสฺสกสฺส อุปฺปนฺนมคฺโคปิ ปฐมชฺฌานิโก โหติ ฯ
ตามธรรมเนียมของวิปัสสนา มีหลักอยู่ว่า มัคคที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาล้วน ๆ ก็ย่อมประกอบด้วยปฐมฌาน
เตวิชชบุคคล หมายถึง พระอรหันต์ผู้มีวิชา ๓ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ และ อาสวักขยญาณ
ฉฬาภิญญาบุคคล หมายถึง พระอรหันต์ ผู้มีอภิญญา หรือ วิชา ๖ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ อาสวักขยญาณ เจโตปริยญาณ ทิพพโสตญาณ และอิทธิวิธญาณ
อุภโตภาควิมุตติบุคคล หมายถึง พระอรหันต์ ผู้เป็นฌานลาภีบุคคลด้วย คือ มีฌานด้วย บ้างก็เรียกว่าเจโตวิมุตติบุคคล
ปัญญาวิมุตติบุคคล หมายถึง สุกขวิปัสสกพระอรหันต์ คือ พระอรหันต์ผู้แห้งแล้งจากฌาน ผู้ไม่ได้ฌาน
จำแนกพระอริยะแต่ละชั้น
พระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ นี้ ยังมีการจำแนกอีกนัยหนึ่งดังต่อไปนี้
พระโสดาบัน จำแนกได้เป็น ๓ จำพวก คือ
๑. เอกพีชีโสดาบัน เป็นพระโสดาบันที่มีพืชกำเนิดอีกเพียงหนึ่งเท่านั้น หมายความว่า พระโสดาบันนั้นเมื่อจุติแล้ว จะต้องปฏิสนธิเป็นมนุษย์หรือเทวดาอีกชาติเดียว ก็จะบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผล
๒. โกลังโกลโสดาบันคือ พระโสดาบันผู้ที่จะต้องปฏิสนธิในกามภูมิอีก ในระหว่าง ๒ ถึง ๖ ชาติ จึงจะบรรลุอรหัตตผล
๓. สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน คือ พระโสดาบันผู้ที่จะต้องปฏิสนธิในกามภูมิอีกถึง ๗ ชาติ จึงจะบรรลุอรหัตตผล
ที่แตกต่างกันเช่นนี้ เป็นเพราะอินทรียแก่กล้ายิ่งหย่อนกว่ากัน จึงทำให้ความมุ่งมั่นในการบรรลุอรหัตตมัคคอรหัตตผลนั้นเนิ่นนานกว่ากันไปด้วย แต่อย่างไรก็ดี พระโสดาบันก็ไม่ต้องปฏิสนธิในชาติที่ ๘ เพราะแม้จะเป็นผู้ที่เพลิดเพลินมีความประมาทอยู่บ้าง ก็ต้องบรรลุอรหัตตผลในชาติที่ ๗ อย่างแน่นอน
พระสกทาคามี จำแนกได้เป็น ๕ จำพวก คือ
๑. อิธ ปตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี เป็นพระสกทาคามีที่บรรลุสกทาคามิผลในมนุษยโลก และจะปรินิพพานในมนุษยโลกนี้
๒. ตตฺถ ปตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายีเป็นพระสกทาคามีที่บรรลุสกทาคามิผลในเทวโลก และปรินิพพานในเทวโลกนั้น
๓. อิธ ปตฺวา ตตฺถ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในมนุษยโลกนี้ แต่ไปปรินิพพานในเทวโลกโน้น
๔. ตตฺถ ปตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในเทวโลกโน้น และมาปรินิพพานในมนุษยโลกนี้
๕. อิธ ปตฺวา ตตฺถ นิพฺพตฺติตฺวา อิธ ปรินิพฺพายี สำเร็จเป็นพระสกทาคามีในมนุษยโลกนี้ ไปบังเกิดในเทวโลกโน้น แล้วกลับมาปรินิพพานในมนุษยโลกนี้
พระอนาคามี จำแนกได้เป็น ๕ จำพวก คือ
๑. อนฺตรปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ถึงซึ่งปรินิพพานในกึ่งแรกแห่งอายุกาลในภูมินั้น
๒. อุปหจฺจปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ถึงซึ่งปรินิพพานในกึ่งหลังแห่งอายุกาลในภูมินั้น
๓. อสงฺขารปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ไม่ต้องใช้ความเพียรอย่างแรงกล้า ก็ถึงซึ่งปรินิพพาน
๔. สสงฺขารปรินิพฺพายี พระอนาคามี ผู้ต้องขะมักเขม้น พากเพียรอย่างแรงกล้า จึงจะถึงซึ่งปรินิพพาน
๕. อุทฺธํโสตอกนิฏฐคามี พระอนาคามี ผู้มีกระแสไปถึงอกนิฏฐภูมิ จึงจะถึงซึ่งปรินิพพาน
พระอรหันต์ หมายความว่า เป็นบุคคลที่ควรสักการะบูชายิ่ง บางทีก็เรียกว่าพระขีณาสพ หมายความว่าเป็นบุคคลที่สิ้นอาสวกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้ว บางทีก็เรียกว่า พระอเสกขบุคคล ซึ่งหมายถึงว่าเป็นผู้ที่ไม่ต้องศึกษาปฏิบัติต่อไปอีกแล้ว เพราะมี สีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา โดยบริบูรณ์บริสุทธิหมดจดแล้ว พระอรหันต์นี้จัดได้ว่ามี ๓ ประเภท คือ
๑. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้ พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วยพระองค์เอง สามารถโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ คือให้ถึงอริยมัคคอริยผลได้ด้วย เพราะทรงเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วย อาสยานุสยญาณ ญาณที่สามารถรู้อัธยาศัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ประการหนึ่ง อินทริยปโรปริยัตติญาณ ญาณที่รู้อินทรียของสัตว์ทั้งหลายว่ายิ่งหรือหย่อนเพียงใด ประการหนึ่ง และ สัพพัญญุตญาณ ญาณที่สามารถรอบรู้สิ้นซึ่งปวงสังขตะและอสังขตธรรม อีกประการหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า คือที่ขนานพระนามกันว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเหมือนกัน แต่ไม่สามารถโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ เพราะไม่ถึงพร้อมด้วยญาณทั้ง ๓ ดังที่กล่าวแล้วในข้อ ๑ นั้นทั้งไม่รู้บัญญัติที่จะแสดงสภาวธรรมให้แจ่มแจ้งได้ด้วย พระอรหันต์ประเภทนี้ ได้ชื่อว่า พระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งเรียกกันสั้น ๆ ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า
อยากจะกล่าวโดยอัตโนมัติว่า ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่สามารถโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้นั้น เป็นด้วยเหตุอีกประการหนึ่ง คือในยุคนั้นไม่มีผู้มีบารมีแก่กล้าพอที่จะเข้าถึงธรรมอันประเสริฐชั้นนั้นได้ เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าบังเกิดมีได้เฉพาะในยุคที่ว่างพระพุทธศาสนาเท่านั้น ก็ในกาลที่ว่างพระพุทธศาสนาเช่นนั้น บุคคลทั้งหลายย่อมปราศจากสีลธรรม ประกอบแต่กรรมอันเป็นอกุสล ใครเล่าจะสามารถสั่งสอนผู้ที่ไร้สีลธรรมให้บรรลุถึงธรรมอันประเสริฐยิ่งปานนั้นได้ แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงพระมหากรุณาได้เฉพาะผู้ที่ทรงโปรดได้เท่านั้น ไม่ใช่โปรดได้ทั่วไปทั้งหมด
๓. พระอรหันต์ที่ตรัสรู้อรหัตตมัคคอรหัตตผล ตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(คือไม่ได้ตรัสรู้เอง) นั้นได้ชื่อว่า พระอรหันต์ ได้แก่ พระอรหันต์ทั่ว ๆ ไป ที่นอกจาก พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันตปัจเจกพุทธเจ้า
พระอรหันต์ทั่ว ๆ ไปนี้ ยังจำแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ อัคคสาวก มหาสาวก และปกติสาวก
ก. อัครสาวกหมายถึง พระอรหันต์ ๒ องค์ คือ พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรเป็นอัคคสาวกเบื้องขวา ผู้ยิ่งด้วยปัญญาเป็นเลิศ พระโมคคัลลานะ เป็นอัคคสาวกเบื้องซ้าย ผู้ยิ่งด้วยฤทธิเป็นยอด
ข. มหาสาวกหมายถึง พระอรหันต์ ๘๐ องค์ (นับอัคคสาวก ๒ องค์ รวมในจำนวน ๘๐ นี้ด้วย) ซึ่งมีคุณธรรมเป็นยอดเยี่ยมเป็นเลิศ คือ เป็นเอตทัคคะ ในทางใดทางหนึ่ง
ค. ปกติสาวก หมายถึงพระอรหันต์สามัญที่นอกจากอัคคสาวกและมหาสาวก แล้ว เรียกว่าเป็น ปกติสาวก ทั้งสิ้น
ปฏิปทา ๔ ประการ
อีกนัยหนึ่ง ท่านจำแนกพระอริยเจ้าไว้โดยอาศัยการปฏิบัติเป็นหลักในการจำแนก เป็น ๔ ประการ คือ
๑. ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติด้วยความลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า
๒. ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติด้วยความลำบาก แต่รู้ได้เร็ว
๓. สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า
๔. สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติได้สะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว
ประเภทที่ ๑ ปฏิบัติด้วยความลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่น พระจักขุปาลเถระ ท่านถือเนสัชชิกธุดงค์ ไม่นอนตลอดพรรษา จนจักษุบอด ได้ความยากลำบากไม่น้อยเลย ทั้งได้บรรลุธรรมพิเศษก็ช้ากว่าพวกสหาย
ประเภทที่ ๒ ปฏิบัติด้วยความลำบากก็จริง แต่ว่ารู้ธรรมพิเศษได้เร็ว เช่นพระภิกษุผู้ถูกเสือกัด ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จึงเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานจนสำเร็จอรหัตตมัคคอรหัตตผลในขณะที่อยู่ในปากเสือ พอสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็เข้าสู่ปรินิพพานเลย อย่างที่เรียกว่า ชีวิตสมสีสี
ประเภทที่ ๓ ปฏิบัติด้วยความสะดวกสบาย แต่กว่าจะรู้ธรรมพิเศษก็เสียเวลาช้ามาก เช่น พระจูฬปัณถก เรียนกัมมัฏฐานที่ไม่ถูกไม่เหมาะแก่จริตมาเป็นเวลาช้านาน ก็มิได้บรรลุธรรมพิเศษเลย จนภายหลังจึงกำหนดกัมมัฏฐานที่ถูกกับจริต ก็บรรลุธรรมพิเศษได้ในเวลาไม่นาน
ประเภทที่ ๔ ปฏิบัติด้วยความสะดวกสบาย ทั้งรู้ธรรมพิเศษได้โดยเร็วด้วย เช่น พระพาหิยะ ผู้ได้ฟังพระธรรมเทสนาของพระศาสดาในระหว่างทางที่พระพุทธเจ้าทรงออกบิณฑบาต ก็ได้บรรลุธรรมพิเศษ
ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ประการ
ปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่า ถึงพร้อมด้วยความรู้อันแตกฉาน จึงแปลกันสั้น ๆ ว่า ปัญญาแตกฉาน
ผู้ที่ไม่ใช่พระอริยะ ไม่สามารถที่จะมีปฏิสัมภิทาญาณเลย พระอริยบุคคลนับแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปเป็นบางองค์ เฉพาะที่ได้สร้างสมบุญบารมีมาแต่ชาติปางก่อนเป็นอันมากเท่านั้นจึงจะมีปฏิสัมภิทาญาณนี้ได้ บางองค์ก็มีครบทั้ง ๔ ประการ บ้างก็มีเพียง ๑ หรือ ๒ เท่านั้น แต่ส่วนมากพระอริยะที่ไม่มีปฏิสัมภิทาญาณนั้นมากกว่าที่มี ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ประการ คือ
๑. อตฺถปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในผลทั้งปวงอันบังเกิดมาจากเหตุ อัตถะ หรือ ผล นั้น ได้แก่ ธรรม ๕ ประการ คือ
ก. ยํ กิญฺจิ ปจฺจยสมฺภูตํ คือ รูปธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นโดยมีปัจจัยประชุมปรุงแต่ง
ข. ภาสิตตฺโถคือ อรรถที่กล่าวแก้ให้แจ้งในโลกียวิบากจิต ๓๒ ดวง
ค. กิริยาจิตฺตํ คือ กิริยาจิต ซึ่งมี ๒๐ ดวง
ง. ผลจิตฺตํ คือ ผลจิต ซึ่งมี ๔ ดวง
จ. นิพฺพานํ คือ พระนิพพาน
๒. ธมฺมปฏิสมฺภิทาญาณ ปัญญาแตกฉานในเหตุที่ทำให้บังเกิดผลธรรม หรือ เหตุ นั้นได้แก่ ธรรม ๕ ประการ คือ
ก. โย โกจิ ผลนิพฺพตฺตโกเหตุ คือ เหตุทั้งปวงบรรดาที่ยังผลให้เกิดขึ้น
ข. ภาสิตํ คือ พระธรรมทั้ง ๓ ปิฎก
ค. อกุสลจิตฺตํ คือ อกุสลจิต ซึ่งมี ๑๒ ดวง
ง. กุสลจิตฺตํ คือ โลกียกุสลจิต ซึ่งมี ๑๗ ดวง
จ. อริยมคฺโคคือ มัคคจิต ซึ่งมี ๔ ดวง
๓. นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาญาณปัญญาแตกฉานในภาษา คือ บัญญัติแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และธัมมปฏิสัมภิทา ย่อมมีด้วยนิรุตติใด ความรู้แตกฉานในอันกล่าวนิรุตตินั้น ชื่อว่า นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ หมายความว่า รู้จักใช้ถ้อยคำในภาษานั้น ๆ อันเป็นบัญญัติที่เรียกกันว่า โวหาร ในการอธิบายขยายความแห่งอัตถปฏิสัมภิทา และธัมมปฏิสัมภิทา ให้ผู้สดับตรับฟังรู้และเข้าใจได้แจ่มแจ้งลึกซึ้งโดยถ้วนถี่เช่นนี้ เป็นต้น
๔. ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาญาณปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ คือ มีปัญญาว่องไว ไหวพริบเฉียบแหลม คมคาย ในการโต้ตอบ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ทั้ง ๓ นั้น ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วชัดแจ้งโดยฉับพลันทันที ความรู้แตกฉานเช่นนี้แหละที่ชื่อว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ