ลักษณะของผู้ที่หนักในราคจริต
๑. มายามายา เจ้าเล่ห์
๒. สาเถยฺยํ โอ้อวด
๓. มาโนถือตัว
๔. ปาปิจฺฉตาปรารถนาลามก
๕. มหิจฺฉตาปรารถนามาก มีความอยากใหญ่
๖. อสนฺตุฏฺฐิตาไม่สันโดษ
๗. สิงฺคํ แง่งอน
๘. จาปลฺยํ ขี้โอ่
ลักษณะของผู้ที่หนักในโทสจริต
๑. โกโธ มักโกรธ
๒. อุปนาโหผูกโกรธ
๓. มกฺโข ลบหลู่คุณท่าน
๔. ปลาโสตีตนเสมอท่าน
๕. อิสฺสาริษยา
๖. มจฺฉริยํตระหนี่
ลักษณะของผู้ที่หนักในโมหจริต
๑. ถีนํ หดหู่
๒. มิทฺธํ เคลิบเคลิ้ม
๓. อุทฺธจฺจํ ฟุ้งซ่าน
๔. กุกฺกุจจํ รำคาญ
๕. วิจิกิจฺฉา เคลือบแคลง
๖. อาทานคฺคาหิตา ถือมั่นในสิ่งที่ยึดถือ ถืองมงาย
๗. ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา สละ (สิ่งที่ยึดถือ เช่น อุปาทาน) ได้ยาก
กัลยาณมิตร
กัลยาณมิตร ในที่นี้หมายถึง อาจาริยบุคคล ผู้เจริญกัมมัฏฐานไม่ว่าจะเป็นทาง สมถะ หรือ วิปัสสนา ควรมีอาจารย์เป็นผู้แนะนำชี้ทางผิดและทางถูกให้ เพราะอาจารย์ก็นับเป็นจำนวน ๑ ใน ๓ ที่โยคีบุคคลจะละเสียมิได้ คือ
อุปนิสฺสย อยู่ในสำนักอาจารย์ผู้สามารถ
อารกฺข รักษาอินทรียให้สมบูรณ์
อุปนิพทฺธ ผูกจิตไว้ในอารมณ์กัมมัฏฐาน
เหตุนี้จึงนับว่า อาจารย์เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ต้องพินิจพิจารณาให้จงหนัก แต่ไม่ควรวิพากย์วิจารณ์ไปในทางที่เป็นโทษ เพราะอาจารย์ทุกท่านย่อมพากเพียรเกื้อกูล ให้เป็นคุณแก่ศิษย์ด้วยความเมตตากรุณา
เหตุนี้จึงนับว่า อาจารย์เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง ผู้ที่จะเข้าเป็นศิษย์ต้องพินิจพิจารณาให้จงหนัก แต่ไม่ควรวิพากย์วิจารณ์ไปในทางที่เป็นโทษ เพราะอาจารย์ทุกท่านย่อมพากเพียรเกื้อกูล ให้เป็นคุณแก่ศิษย์ด้วยความเมตตากรุณา ในวิสุทธิมัคค แสดงองค์คุณของอาจารย์ไว้ว่า
๑. ปิโยเป็นผู้มีสีลเป็นที่รัก น่าเลื่อมใส เป็นที่รักใคร่ของสรรพสัตว์ เพราะความสมบูรณ์แห่งสีล
๒. ครุ เป็นผู้มีใจคอหนักแน่น น่าเคารพยำเกรง
๓. ภาวนีโยเป็นผู้ได้ฝึกฝนอบรมตนมาแล้วด้วยดีทั้งการเรียนและการปฏิบัติ มีสีลาจารวัตรอันดีงามควรแก่การยกย่องสรรเสริญ
๔. วตฺตาเป็นผู้ที่สามารถแนะนำ ชี้แจงแสดงแนวทางแห่งการปฏิบัติได้ดี และถูกต้องด้วย
๕. วจนกฺขโมเป็นผู้ที่มีขันติอดทนพร่ำสอนศิษย์ไม่เข้าใจก็พยายามให้เข้าใจตามแนวทางแห่งการปฏิบัติ และอดทนต่อการกล่าวล่วงเกินของศิษย์และผู้อื่น ไม่หวั่นไหวต่ออิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์นั้น ๆ
๖. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตาสามารถแสดงวิปัสสนาภูมิให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจได้ด้วยวิธีการที่ สอนน้อยแต่ให้ทำมาก
๗. โน ฐฏฺฐาเน นิโยชเย บอกทางที่ถูกให้
นอกจากนี้แล้วในมหาฏีกา ยังแสดงคุณสมบัติของผู้ที่ควรเป็นอาจารย์ไว้อีกดังนี้ คือ
๑. สทฺธาสมฺปนฺโน โหติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัทธา เชื่อต่อพระปัญญาตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ตั้งใจบำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพสัตว์
๒. สีลสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยสีล คือมีมารยาทอันดีงาม
๓. สุตสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยการศึกษา สามารถแสดงแนวทางแห่งการปฏิบัติได้ดี
๔. จาคสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยการบริจาค ยอมเสียสละ มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๕. วิริยสมฺปนฺโนถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ได้เคยเจริญกัมมัฏฐานมาแล้ว
๖. สติสมฺปนฺโนถึงพร้อมแล้วด้วยสติ ไม่เผลอ ไม่ประมาท
๗. สมาธิสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยสมาธิ มีจิตตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระสับ กระส่าย
๘. ปญฺญาสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยปัญญา
ข้อที่ควรเว้นในการเจริญกัมมัฏฐาน
๑. กมฺมารามตาประกอบกิจอื่นเสีย เช่น เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ สวดมนต์ เป็นต้น อันไม่ใช่กิจในการเจริญกัมมัฏฐาน
๒. ภสฺสรามตา มัวแต่คุยกันเสีย ไม่ตั้งใจกำหนด
๓. นิทฺทารามตามัวแต่เห็นแก่นอน นอนมากทำความเพียรน้อย โยคีบุคคลนอนแต่น้อยเพียงคืนละ ๔ ชั่วโมง ตั้งแต่ ๒ นาฬิกา ถึง ๖ นาฬิกาก็พอ กลางวันห้ามนอน จงนึกถึงคำเก่าที่กล่าวไว้ว่า คชาพี ฤาษีผอมนั้นเป็นเครื่องเตือนใจ
๔. สงฺคาณิการามตาพอใจคลุกคลีอยู่กับหมู่คณะ ไม่ชอบอยู่ตามลำพังโดยเฉพาะ
๕. อคุตฺตทฺวารตาไม่สำรวมทวารทั้ง ๖ ด้วยดี
๖. โภชเน อมตฺตตญฺญุตาไม่รู้จักประมาณในการบริโภค คือกินอิ่มเกินไป คะเนว่าอีก ๕ คำจะอิ่ม ให้หยุด เป็นพอดี
๗. ยถาวิมุตฺตํ จิตฺตํ น ปจฺจเวกฺขติจิตจับอารมณ์ใด ไม่กำหนดอารมณ์นั้น หรือจิตตกไปโดยอาการใด ไม่กำหนดรู้โดยอาการนั้น
วสิตา หรือ วสีภาวะ
๗. วสี คือความชำนาญ ความแคล่วคล่องว่องไว
ผู้ที่ได้รูปาวจรฌานดังที่ได้กล่าวแล้ว จะเข้าฌานสมาบัติก็ดีจะเจริญสมถภาวนาต่อเพื่อให้ได้ทุติยฌานก็ดี จะต้องมี วสี ในปฐมฌานนั้นเสียก่อน คือต้องหมั่นเข้าปฐมฌานจนชำนาญ มีความแคล่วคล่องว่องไวถึง ๕ ประการ ได้แก่
(๑) อาวชฺชนวสิตาชำนาญในการนึกเข้าฌาน อีกนัยหนึ่งว่า ชำนาญในการกำหนดพิจารณาองค์ฌานแต่ละองค์ โดยวิถีจิตที่ติดต่อกันไปตามลำดับ โดยมีภวังคจิตคั่นไม่มากนัก
(๒) สมาปชฺชนวสิตาชำนาญในการเข้าฌานได้โดยรวดเร็ว
(๓) อธิฏฺฐานวสิตาชำนาญในการหยุดอยู่ในฌานเป็นเวลาช้าเร็วกี่ชั่วโมง กี่วัน ก็จะอยู่ในฌานสมาบัติได้ตามกำหนดที่ได้ตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าไว้นั้น
(๔) วุฏฺฐานวสิตาชำนาญในการออกจากฌานได้โดยว่องไว ไม่ให้เกินเวลาที่ตนได้อธิษฐานไว้
(๕) ปจฺจเวกฺขณวสิตาชำนาญในการพิจารณาองค์ฌานด้วยชวนจิตอันเกิดในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะติดต่อกันเป็นลำดับไป โดยมีภวังคคั่นไม่มากนัก
อาวัชชนวสี กับปัจจเวกขณวสี ทั้ง ๒ อย่างนี้ ต้องเกิดด้วยกันเสมอ เพราะที่เรียกว่า อาวัชชนวสีนั้นยกเอามโนทวาราวัชชนจิตเป็นประธาน ส่วนปัจจเวกขณวสีนั้น ยกเอาชวนจิตเป็นประธาน ซึ่งก็อยู่ในวิถีจิตเดียวกันนั่นเอง
๑. เมตตามี ปิยมนาปสัตตบัญญัติ คือ สัตว์อันเป็นที่รักเป็นอารมณ์ในการแผ่เมตตาจิต องค์ธรรมของเมตตาได้แก่ อโทสเจตสิก ซึ่งประหาณโทสะ ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย ความทำลาย
๒. กรุณามีทุกขิตสัตตบัญญัติ คือสัตว์ที่กำลังได้รับความทุกข์เป็นอารมณ์ในการแผ่ความกรุณา องค์ธรรมของกรุณา ได้แก่ กรุณาเจตสิก ซึ่งประหาณวิหิงสา ความเบียดเบียน ความซ้ำเติม
๓. มุทิตามี สุขิตสัตตบัญญัติ คือสัตว์ที่กำลังมีความสุขความสบายอยู่นั้น เป็นอารมณ์ในการที่พลอยชื่นชมยินดีไปด้วย องค์ธรรมของมุทิตา ได้แก่ มุทิตาเจตสิก ซึ่งประหาณอิสสา ความริษยา เห็นเขาได้ดีก็ทนอยู่ไม่ได้ อรติความไม่ยินดีด้วย
๔. อุเบกขามี มัชฌัตตสัตตบัญญัติ คือสัตว์ที่ไม่มีทุกข์ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นสุขนั้น เป็นอารมณ์ในการที่วางเฉยต่อสัตว์นั้น ๆ องค์ธรรมของอุเบกขา ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก ซึ่งประหาณอคติ ความลำเอียงเพราะชอบกัน(ฉันทาคติ), เพราะชังกัน(โทสาคติ), เพราะลุ่มหลงเมามัว(โมหาคติ), หรือเพราะกลัว (ภยาคติ)
เมตตากัมมัฏฐาน
หิตาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีความเป็นไปแห่งกาย วาจา ใจในอันที่จะเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นลักษณะ
หิตูปสํหารรสา มีการทำประโยชน์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย อย่างใกล้ชิด เป็นกิจ
อาฆาตวิยนปจฺจุปฏฺฐานา มีการบำบัดความแค้น เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณาเมตตา
มนาปภาวทสฺสนปทฏฺฐานา การพิจารณาแต่ความดีที่น่าพึงพอใจของสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่มีการนึกถึงสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม เป็นเหตุใกล้
พฺยาปาทูปสโม สมฺปตฺติสงบความพยาบาทลงได้เป็นเวลานาน เป็นความสมบูรณ์ของเมตตา
สิเนหสมฺภโว วิปตฺติ การเกิดขึ้นแห่งตัณหาที่เหนียวแน่น เป็นความเสื่อมเสียของเมตตา
ราโค อาสนฺนปจฺจตฺถิโกราคะ เป็นข้าศึกใกล้ของเมตตา
พยฺาปาโท ทูรปจฺจตฺถิโกพยาบาท เป็นข้าศึกไกลของเมตตา
๑. เมตตามีอานิสงส์ ถึง ๑๑ ประการ คือ
(๑) สุขํ สุปฺปติสบายในเวลาหลับ
(๒) สุขํ ปฏิพุชฺฌติ สบายในเวลาตื่น
(๓) น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติไม่ฝันเห็นเรื่องที่ลามก
(๔) มนุสฺสานํ ปิ โย โหติ เป็นที่รักของมนุษย์ทั่วไป
(๕) อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์
(๖) เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมคุ้มกันรักษา
(๗) นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ก็ดีย่อมไม่กล้ำกรายต่อผู้นั้น
(๘) ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิ คือตั้งมั่นได้เร็ว
(๙) มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติสีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส
(๑๐) อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติในเวลาใกล้มรณะ ย่อมเป็นผู้มีสติ
(๑๑) อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโตเมื่อมรณะ ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุด ถึงพรหมโลกได้
๖. บุคคลที่จะแผ่เมตตาให้ก่อนไม่ได้นั้น มี ๔ จำพวก คือ
ก. อปิยบุคคลผู้ที่เราไม่รักใคร่ เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความไม่พอใจ เพราะเราไม่มีความรักใคร่ชอบพอนั่นเอง
ข. อติปิยบุคคลผู้ที่เรารักใคร่มาก เมตตาก็จะไม่เกิด เกิดแต่ความวิตกกังวลและโสกะ เพราะเรามีความรักใคร่มากนั่นเอง
ค. มัชฌัตตบุคคล ผู้ที่เราไม่รักและก็ไม่ชัง เมตตาจะไม่เกิด เพราะสิ่งที่ชวนจะให้เกิดความเคารพรักใคร่นั้นไม่มี ด้วยว่าไม่มีทั้งความยินดีและยินร้าย
ง. เวรีบุคคล ผู้ที่เป็นศัตรูแก่เรา เมตตาจะไม่เกิด เกิดแต่ความโกรธ ความเกลียด เพราะผู้นั้นเป็น
อโนทิโสผรณานั้นเป็นการแผ่ไปโดยไม่จำกัดบุคคล ๕จำพวก คือ
ก. สพฺเพสตฺตาสัตว์ทั่วไปทั้งหลาย
ข. สพฺเพปาณา สัตว์ที่มีลมปราณ (มีชีวิต) ทั้งหลาย
ค. สพฺเพภูตา สัตว์ที่ปรากฏทั้งหลาย
ง. สพฺเพปุคฺคลา สัตว์ที่เป็นบุคคลทั้งหลาย
จ. สพฺเพอตฺตภาวปริยาปนฺนา สัตว์ที่ครองอัตตภาพทั้งหลาย
ศัตรูต่อเรา
กรุณากัมมัฏฐาน
ปรทุกฺขาปนยนาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีความเป็นไปแห่งกายวาจาใจในอันที่จะบำบัดทุกข์ของผู้อื่นให้ปราศไป เป็นลักษณะ
ปรทุกฺขาสหนรสา มีการอดกลั้นนิ่งดูดายอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของผู้อื่นและอยากช่วยเหลือ เป็นกิจ
อวิหิสาปจฺจุปฏฺฐานา มีการไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณากรุณา
ทุกฺขาภิภูตานํ อนาถภาวทสฺสนปทฏฺฐานาการพิจารณาเห็นบุคคลที่ตกอยู่ในความทุกข์ไร้ที่พึ่ง เป็นเหตุใกล้
วิหิสูปสโม สมฺปตฺติ ความสงบลงแห่งโทสจิตตุปปาท ในอันที่จะทำการเบียดเบียนสัตว์ เป็นความสมบูรณ์แห่งกรุณา
โสกสมฺภโว วิปตฺติการเกิดขึ้นแห่งความเศร้าโศก เป็นความเสื่อมเสียของกรุณา
เคหสิตํ โทมนสฺสํ อาสนฺน ปจฺจตฺถิกํ ความเสียใจที่เนื่องด้วยกามคุณ อารมณ์เป็นศัตรูใกล้
วิหิสา ทูรปจฺจตฺถิกํ ความเบียดเบียนสัตว์ เป็นศัตรูไกล
มุทิตากัมมัฏฐาน
ปโมทนลกฺขณา มีการบันเทิงใจในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นลักษณะ
อนิสฺสายนรสา มีการไม่ริษยาในคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุข ของผู้อื่น เป็นกิจ
อรติวิฆาตปจฺจุปฏฺฐานา ทำลาย ความริษยา เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณามุทิตา
ปรสมฺปตฺติทสฺสนปทฏฺฐานา มีการรู้เห็นความเจริญด้วยคุณความดี ทรัพย์ บริวาร ความสุขของผู้อื่น เป็นเหตุใกล้
อรติวูปสโม สมฺปตฺติมีความสงบจากความไม่พอใจในสมบัติของผู้อื่น เป็นความสมบูรณ์แห่งมุทิตา
ปหาสสมฺภโว วิปตฺติ ความสุข รื่นเริง โอ้อวด กำหนัด เกิดขึ้นเป็นความเสื่อมเสียของมุทิตา
เคหสิตํ โสมนสฺสํ อาสนฺน ปจฺจตฺถิกํ มีความดีใจที่เนื่องด้วยกามคุณอารมณ์ เป็นศัตรูใกล้
อรติ ทูรปจฺจตุถิกา ความไม่ยินดี ไม่สบายใจ ในความเจริญของผู้อื่น เป็นศัตรูไกล
มุทิตามีอานิสงส์ ๑๑ ประการ เช่นเดียวกัน และเหมือนกันกับอานิสงส์ของเมตตา
(๑) สุขํ สุปฺปติ สบายในเวลาหลับ
(๒) สุขํ ปฏิพุชฺฌติ สบายในเวลาตื่น
(๓) น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ ไม่ฝันเห็นเรื่องที่ลามก
(๔) มนุสฺสานํ ปิ โย โหติเป็นที่รักของมนุษย์ทั่วไป
(๕) อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เป็นที่รักของอมนุษย์
(๖) เทวตา รกฺขนฺติ เทวดาย่อมคุ้มกันรักษา
(๗) นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วากมติ ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ก็ดีย่อมไม่กล้ำกรายต่อผู้นั้น
(๘) ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ จิตผู้นั้นย่อมเป็นสมาธิ คือตั้งมั่นได้เร็ว
(๙) มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ สีหน้าผู้นั้นย่อมผ่องใส
(๑๐) อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติในเวลาใกล้มรณะ ย่อมเป็นผู้มีสติ
(๑๑) อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต เมื่อมรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้เข้าถึงสุคติอย่างสูงสุด ถึงพรหมโลกได้
๒. ในการแผ่มุทิตาจิตนั้น ชั้นต้นให้แผ่แก่สุขิตสัตว์ ที่เป็นสหายรักใคร่ชอบพอเป็นอันมาก อติปิยบุคคลก่อน โดยบริกรรมว่า อยํ มม สหายโก ยถาลทฺธ สมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ ขอผู้ที่เป็นสหายที่รัก จงอย่าสูญเสียความสุขทั้งปวงที่กำลังได้รับอยู่นั้นเลย
อุเบกขากัมมัฏฐาน
สตฺเตสุมชฺฌตฺตาการปฺปวตฺติลกฺขณา มีอาการเป็นไปอย่างกลาง ในสัตว์ทั้งหลาย เป็นลักษณะ
สตฺเตสุสมภาวทสฺสนรสา มีการมองดูสัตว์ทั้งหลายด้วยความเสมอกัน เป็นกิจ
ปฏิฆานุนยวูปสมปจฺจุปฏฺฐานา มีความสงบจากความเกลียด และไม่มีความรักในสัตว์ทั้งหลาย เป็นอาการปรากฏแก่ผู้ที่ทำการพิจารณาอุเบกขา
กมฺมสฺสกา สตฺตาเต กมฺมสฺส รุจิยา สุขิตา วา ภิวสฺ สนฺติ ทุกฺขโต วา มุจฺจิสฺสนฺติ ปตฺตสมฺปตฺติโต วา น ปริหายิสฺสนฺตีติ เอวํ ปวตฺตกมฺมสฺสกตาทสฺสนปทฏฺฐานา ปัญญาที่พิจารณา เห็นการกระทำของตนเป็นของตนเองเป็นไปอย่างนี้ว่า "สัตว์ทั้งหลายมีการกระทำของตนเป็นของตนเอง สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จะมีความสุขหรือพ้นจากความทุกข์ หรือจักไม่เสื่อมจากโภคสมบัติของตนที่มีอยู่เหล่านี้ ด้วยความประสงค์ของผู้ใดผู้หนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย" เป็นเหตุใกล้
ปฏิฆานุนยวูปสโม สมฺปตฺติ การสงบจากความเกลียด และไม่มีความรัก เป็นความสมบูรณ์ของอุเบกขา
เคหสิตาย อญฺญาณุเปกฺขาย สมฺภโว วิปตฺติ การเกิดขึ้นแห่งอญาณุเบก-ขา โดยอาศัยกามคุณอารมณ์ เป็นความเสื่อมเสียแก่อุเบกขา
อญาณุเปกฺขา อาสนฺน ปจฺจตฺถิกา การวางเฉยด้วยอำนาจแห่งโมหะ เป็นศัตรูใกล้
ราคปฏิฆา ทูรปจฺจตฺถิการาคะ และโทสะ เป็นศัตรูไกล
อนึ่ง ใน มิลินทปัญหา นิพพานปัญหา ได้แสดงคุณของอากาสไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้
(๑) น ชียติ ไม่แก่
(๒) น มียติ ไม่ตาย
(๓) น จวติ ไม่จุติ
(๔) น อุปฺปชฺชติ ไม่เกิด
(๕) อปฺปสยฺหํไม่มีใครข่มเหง
(๖) อโคจรคหณียํ ไม่มีโจรลัก
(๗) อนิสฺสิตํ ไม่มีที่พึ่งอาศัย
(๘) วิหงฺคคมนํ เป็นทางไปของเหล่าวิหงค์(สัตว์ที่ไปในอากาศเวหา)
(๙) นิราวรณํ ไม่มีอะไรกั้น
(๑๐) อนฺนตํไม่มีแดนที่สุด
คำว่า อภิญญานี้บางทีก็ใช้ว่า ญาณ หรือ วิชา แทนกันได้เพราะเป็นไวพจน์แก่กันและกัน เช่นกล่าวว่าญาณ ๓ หรือ วิชา ๓ ซึ่งเป็นองค์แห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ได้แก่
๑. บุพเพนิวาสานุสสติญาณระลึกชาติได้
๒. ทิพพจักขุญาณ หรือ จุตูปปาตญาณตาทิพย์ และรู้จุติปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย
๓. อาสวักขยญาณ รู้วิชาที่ทำให้สิ้นกิเลสและอาสวะ
ถ้ากล่าวถึง อภิญญา ๖ ญาณ ๖ หรือ วิชา ๖ ก็ให้เพิ่มอีก ๓ คือ
๔. ปรจิตตวิชานน หรือ เจโตปริยญาณรู้จิตใจผู้อื่น
๕. ทิพพโสตญาณหูทิพย์
๖. อิทธิวิธญาณสำแดงฤทธิได้
เฉพาะหมายเลข ๓ อาสวักขยญาณ เป็นอภิญญาที่ไม่ได้อาศัยรูปาวจรปัญจมฌานเป็นบาทให้เกิด แต่เป็นอภิญญาที่อาศัยเกิดจาก อรหัตตมัคคจิต จึงเรียกว่า โลกุตตรอภิญญา ส่วนที่เหลืออีก ๕ เป็นอภิญญาที่ต้องอาศัยรูปาวจรปัญจมฌาน อันเป็นโลกียจิตเป็นบาทให้เกิด จึงเรียกว่า โลกียอภิญญา
สรุปอารมณ์ของอภิญญา
โลกียอภิญญา ๕ ซึ่งรวมนับ ยถากัมมุปคญาณ ๑ และอนาคตังสญาณ ๑ ด้วย ก็เป็น ๗ ย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๑๐ คือ
๑. ปริตตารมณ์ อารมณ์เล็กน้อย, หมายว่าเป็นกามอารมณ์
๒. มหัคคตารมณ์ อารมณ์ที่ถึงซึ่งความเป็นใหญ่ หมายถึงอารมณ์ที่เป็นมหัคคตะ
๓. อัปปมาณารมณ์ อารมณ์ที่เป็นนิพพาน หมายถึงผลอารมณ์
๔. มัคคารมณ์ อารมณ์ที่เป็นมัคค
๕. ปัจจุบันอารมณ์ อารมณ์ที่กำลังมีอยู่
๖. อตีตารมณ์ อารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว
๗. อนาคตารมณ์ อารมณ์ที่จะมีมาภายหน้า
๘. อัชฌัตตารมณ์ อารมณ์ที่เป็นภายใน
๙. พหิทธารมณ์ อารมณ์ที่เป็นภายนอก
๑๐. นวัตตัพพารมณ์ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ
วิสุทธิ ๗
วิสุทธิมัคค คือ ทางบริสุทธิ ที่นำไปสู่ความหมดจดจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ซึ่งจัดเป็น ๗ ระยะ หรือ ๗ ขั้น อันเรียกว่า วิสุทธิ ๗ ประการนั้นเปรียบเหมือนรถ ๗ ผลัด หรือบรรได ๗ ขั้น จึงจะถึงซึ่งความบริสุทธิ วิสุทธิ ๗ ได้แก่
๑. สีลวิสุทธิความบริสุทธิแห่งสีล บุคคลที่สมบูรณ์ด้วย จาตุปาริสุทธิสีลนั้นชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยสีล เป็นสีลวิสุทธิ จาตุปาริสุทธิสีล ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรสีล อินทรียสังวรสีล อาชีวปาริสุทธิสีล และปัจจยนิสสิตสีล
๒. จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งจิต คือ จิตที่บริสุทธิจากนิวรณ์ทั้งหลาย ขณะใดที่จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ ขณะนั้นเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ จึงได้ชื่อว่า เป็นจิตตวิสุทธิ
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งทิฏฐิ ปัญญาที่รู้แจ้ง รูปนามตามความเป็นจริง ได้ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ กล่าวโดย โสฬสญาณ คือ ญาณ ๑๖ ก็เห็นแจ้งญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณแล้ว (โสฬสญาณจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า)
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งการข้ามพ้นจากความสงสัย เพราะเกิดปัญญาที่รู้แจ้งปัจจัยที่ให้เกิดรูปนาม คือ รูปเกิดจาก กรรม จิต อุตุ อาหาร, นามเกิดจาก อารมณ์ วัตถุ มนสิการ กล่าวโดยโสฬสญาณ ก็เห็นแจ้งญาณที่ ๒ ที่ชื่อว่า ปัจจยปริคคหญาณแล้ว
๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้ว่าทาง หรือ มิใช่ทาง กล่าวโดยโสฬสญาณก็เห็นแจ้งญาณที่ ๓ ที่ชื่อว่า สัมมสนญาณแล้ว และถึงญาณที่ ๔ ที่ชื่อว่า อุทยัพพยญาณ เพียง ตรุณะ คือ เพียงอย่างอ่อนเท่านั้น ยังไม่ถึง อุทยัพพยญาณ ที่เรียกว่า พลวะ คือ อย่างกล้า(ตรุณอุทยัพพยญาณ นี่แหละที่จะเกิด วิปัสสนูปกิเลส ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า)
๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้เห็นว่า นี่แหละเป็นทางที่ชอบแล้ว กล่าวโดยโสฬสญาณก็เห็นแล้ว พลวอุทยัพพยญาณ (อย่างกล้า)นั้นแล้ว เป็นต้นไปถึง อนุโลมญาณ และนับโคตรภูญาณรวมด้วยโดยปริยายโดยอ้อม
๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งญาณที่รู้เห็น พระนิพพาน คือ มัคคญาณ และนับผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ รวมด้วยโดยอนุโลม
อานุภาพแห่งญาณทัสสนวิสุทธิ ๕ ประการ
๑. ปริปุณฺณโพธิปกฺขิยภาว บริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
๒. วุฏฺฐาน พ้นจากสังขารนิมิตอารมณ์
๓. ผลสมาโยค ประกอบด้วยสมาธิพละ และปัญญาพละ
๔. เตสํปหานละสังโยชน์เป็นต้นได้
๕. ปริญฺญาทีนิ บรรลุซึ่งกิจอันมีปริญญากิจเป็นต้น
ปริญญากิจ ๓ ประการ
๑. ญาตปริญฺญา รู้ซึ่งรูปนาม คือ นามรูปปริจเฉทญาณ, ปัจจยปริคคหญาณ และสัมมสนญาณ
๒. ตีรณปริญฺญารู้ไตรลักษณ์ หมายถึง อุทยัพพยญาณ ญาณเดียวเท่านั้น
๓. ปหานปริญฺญารู้ละกิเลส นับตั้งแต่ ภังคญาณถึงมัคคญาณ
ปหานกิจ ๓ ประการ
|
๑. วิกฺขมฺภนปหานละนิวรณ์ด้วยโลกียฌาน อุปมา หินทับหญ้า ๒. ตทงฺคปหานละกิเลสด้วยวิปัสสนาญาณ อุปมา ฟ้าแลบ |
โลกียปัญญา |
|
๓. สมุจฺเฉทปหานละกิเลสด้วยมัคคญาณ อุปมา ฟ้าผ่า |
โลกุตตรปัญญา |
ภาวนากิจ ๒ ประการ
|
โลกียภาวนา |
สีล สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ |
อารมณ์ต่างๆกัน |
|
โลกุตตรภาวนา |
สีล สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สมาธิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ปัญญา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ |
มีนิพพานเป็นอารมณ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น |
สัจฉิกิริยกิจ ๓ ประการ
๑. โลกียสจฺฉิกิริยกิจฺจน้อมเข้าหาโลกียฌาน (ฌานในวิปัสสนาภาวนา)
๒. ทสฺสนสจฺฉิกิริยกิจฺจน้อมเข้าหาพระนิพพาน ด้วยโสดาปัตติมัคคญาณ
๓. ภาวนาสจฺฉิกิริยกิจฺจ น้อมเข้าหาพระนิพพาน ด้วยมัคคญาณเบื้องบน ๓
ผังวิสุทธิ ๗
|
วิสุทธิ ๗ |
สีล |
|
สีลวิสุทธิ |
|
สมาธิ |
|
จิตตวิสุทธิ |
|
|
ปัญญา |
โลกียะ |
ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ |
|
|
โลกุตตระ |
ญาณทัสสนวิสุทธิ |