๙. เมตตาบารมี
โลกสฺส หิตสุขูปสํหาโร อตฺถโต อพฺยาปาโต เมตฺตาปารมี ฯ (จริยปิฎก อรรถกถา)
จิตตุปปาทะ ที่ยังให้โลกได้รับประโยชน์สุขโดยพ้นจากการพยาบาทปองร้ายนั้นเรียกว่า เมตตาบารมี
เมตตาบารมี เป็นบารมีที่สร้างได้ไม่ง่ายนัก เพราะบุคคลส่วนมากไม่มีความอิสระ เนื่องจากต้องตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เกิดทางทวารทั้ง ๖ นั้น ความวู่วามจึงมักเกิดขึ้นเสมอ ทำให้ขาดการเมตตา ที่มีความประสงค์ดีต่อกันและกัน ดังนั้นเพื่อให้เมตตาธรรมนี้ได้เกิดขึ้นและดำรงคงเจริญอยู่ในขันธสันดาน จึงจำต้องหมั่นแผ่เมตตาให้แก่ปวงสัตว์ โดยไม่มีการกำหนดขีดคั่นประการใด ๆ โดยถือหลักในการแผ่ ๔ ประการ คือ
อเวรา โหนฺตุจงอย่ามีเวรแก่กันและกันเลย
อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ จงอย่าพยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อนีฆา โหนฺตุ จงอย่าได้มีความทุกข์ร้อนกันเลย
สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ จงมีความสุขทุกอัตตภาพโดยทั่วกัน เทอญ
ดังที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น ตรงเมตตากัมมัฏฐาน มีข้อความละเอียดพอสมควร ขอให้ทบทวนดูที่นั่นด้วย
เมตตาบารมี เป็นความรักที่เกิดขึ้นโดยมิได้เกี่ยวแก่ตัณหาเป็นเหตุ แต่เป็นความรักใคร่เอ็นดูต่อเพื่อนมนุษย์ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ไม่มีจำกัดโดย เฉพาะ ๆ มีเจตนาจะให้เขาทั้งหลายได้มีความสุขความสบายโดยทั่วหน้ากัน ส่วนความรักใคร่เอ็นดูต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง ภริยาสามี บิดามารดา เหล่านี้เป็นต้น เป็นเมตตาตามธรรมดาสามัญ ไม่ใช่เมตตาบารมี เพราะเมตตานี้เกิดจาก ตัณหาเปมะ คือ ความรักด้วยตัณหาจึงเกิดเมตตาขึ้นในวงแคบโดยเฉพาะพวกของตัว
เมตตา เกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยมีทานเป็นสิ่งอุปการะเกื้อหนุน เพราะผู้ที่ยากจนก็มักจะคิดเสียว่า ไม่มีใครเขาจะมารักใคร่ใยดีต่อคนยากจนเช่นเรา เราก็ไม่จำเป็นจะไปรักใคร่คนอื่นเขา ดังนี้เมตตาจิตจึงไม่เกิด ส่วนผู้มีทรัพย์มักจะได้รับความเคารพนับถือจากผู้อื่น ก็ย่อมจะเกิดความเอ็นดูรักใคร่เป็นการตอบแทน การมีใจรักใคร่เอ็นดู ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับความสุขเช่นนี้ นับว่ามีเมตตาจิตเกิดขึ้นแล้ว เรียกได้ว่าเป็นเมตตาบารมีอันสืบเนื่องมาจาก ทานบารมีเป็นปัจจัย
หิตาการปวตฺติลกฺขณา เมตฺตาปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)
เมตตาบารมี ย่อมมีการทำให้เกิดประโยชน์สุข เป็นลักษณะ
๑๐. อุเบกขาบารมี
อนุนยปฏิฆวิทฺธํสนี อิฏฺฐานิฏฺเฐสุ สตฺตสงฺขาเรสุ สมปวตฺติ อุเปกฺขาปารมี ฯ (จริยปิฏกอรรถกถา)
การทำลายอารมณ์รักและชัง อันเกิดแก่สัตว์หรือสังขารธรรม เพื่อทรงไว้ซึ่งความสม่ำเสมอนั้น เรียกว่า อุเบกขาบารมี
อุเบกขาธรรม มีโลกธรรม ๘ คือ ลาภ อลาภ ยส อยส นินฺนํ ปสนฺนํ สุขํ ทุกฺขํ เป็นศัตรู คอยทำลายการทำจิตมิให้ลำเอียงนั้น ล้มเหลวลง
ศัตรูเหล่านี้ย่อมสอดแทรกในอารมณ์ โดยมีสัตว์หรือสังขารธรรม คือ ขันธ์ ๕ รูปนาม เป็นสื่อชักนำมาให้เกิดความลำเอียงไป ถ้าเป็น อิฏฐารมณ์ ก็เป็นสื่อให้เกิดความชื่นชมยินดี หากเป็น อนิฏฐารมณ์ ก็เป็นสิ่งให้เกิดความวู่วามหมดความยั้งคิด ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจแห่งความหลง คือ โมหะ เมื่อจิตถูกครอบงำไว้ด้วยอำนาจแห่งโมหะแล้ว ก็ขาดสติที่จะพิจารณายับยั้งมิให้เหลิงไปตามอิฏฐารมณ์ และวู่วามไปตาม อนิฏฐารมณ์
ที่กล่าวมาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าเหมือนกับลักษณะของขันติบารมี จะว่าเป็นอย่างเดียวกันก็ได้ หรือจะว่าเนื่องกันก็ได้กล่าวคือ ถ้า อดทนไว้ได้ ไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปในความชอบ ความชัง ก็เป็นอุเบกขา ถ้า ทนไม่ไหว และเอนเอียงไปในความชอบความชัง ก็ไม่ใช่อุเบกขา
อุเบกขาบารมีนี้ เป็นบารมีที่ไม่เกี่ยวกับทานบารมีเป็นเหตุ เพราะผู้ที่มีจิตใจเป็นอุเบกขาได้นั้น ต้องการกระทำตนให้เปรียบประดุจพื้นแผ่นดิน รองรับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีได้ทั้งนั้น โดยไม่มีอาการผิดแปลกแต่อย่างใด ปราศจากอาการ ยินดีหรือยินร้าย เช่น ได้รับคำกล่าวสรรเสริญ ก็ไม่ตื่นเต้นยินดี เมื่อได้รับคำนินทาว่าร้าย ก็ไม่เกิดความสะดุ้งสะเทือนขึ้น อาการอย่างนี้ก็เป็นการยากที่ผู้ที่มั่งมีทรัพย์แต่อย่างเดียวจะวางเฉยต่ออารมณ์เหล่านี้ เหตุนี้ทานบารมีจึงไม่เป็นเครื่องอุปการะอุดหนุนให้เกิดอุเบกขาบารมีได้
มชฺฌตฺตาการปวตฺติลกฺขณา อุเปกฺขาปารมี ฯ (จริยปิฎกอรรถกถา)
อุเบกขาบารมีย่อมมีอาการให้สม่ำเสมอเป็นกลาง ๆ ไม่เอนเอียง เป็นลักษณะ
ปุตฺตทาร ธนาทิ อุปกรณ ปริจฺจาโค ปน ทานบารมี ฯ
เจตนาที่สามารถสละให้ซึ่ง บุตร ภริยา ธนสารสมบัติ เป็นต้นนั้น เรียกว่า ทานบารมี
องฺคปริจฺจาโค ทานอุปปารมี ฯ
เจตนาที่สามารถ สละ อุทิศ ซึ่งส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น เรียกว่า ทานอุปบารมี
อตฺตโน ชีวิต ปริจฺจาโค ทานปรมตฺถปารมี ฯ
เจตนาที่สามารถ สละ อุทิศ ซึ่งชีวิตของตนนั้น เรียกว่า ทานปรมัตถบารมี
อานิสงส์ของบารมีนั้น มี ๖ ประการ คือ
๑. อายุสมฺปทาอายุยืน
๒. รูปสมฺปทามีรูปงาม
๓. กุลสมฺปทา เกิดในตระกูลสูง
๔. อิสฺสริยสมฺปทา มียศและมีเกียรติ
๕. อาเทยฺยวจนตา ได้รับการยกย่องโดยทั่วไป
๖. มหานุภาวตา เป็นผู้ทรงอานุภาพ
มิฉะนั้นก็จะเป็นเหมือนอย่างที่ปรากฏใน สัทธัมมัปปกาสินี ว่ามีเหมือนไม่มี ๔ ประการ คือ
ทุกฺขเมว น โกจิ ทุกฺขิโต
ทุกข์มีจริง แต่คนเป็นทุกข์ไม่มี
การโก น กิริยา ว วิชฺชติ
ผู้ทำไม่มี แต่การกระทำมีอยู่แท้
อตฺถิ นิพฺพุติ น นิพฺพุโต ปุมา
ความดับมีอยู่ แต่ผู้ดับไม่มี
มคฺโค อตฺถิ คม โก น วิชฺชติ
ทางมีอยู่ แต่ผู้เดินไม่มี
ดังนั้น จงเบื่อหน่ายในกามให้สมตามนัยที่ ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทแสดงไว้ว่า
อปฺปสฺสาทา ทุกฺขา อิติ วิญฺญาย ปณฺฑิโต
อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตึ โส นาธิคจฺฉติ ฯ
กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก บัณฑิตรู้อย่างนี้แล้ว ย่อมไม่ยินดีในกาม แม้เป็นของทิพย์
ภพ หมายถึง โลกอันเป็นที่อยู่ของสัตว์
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ภพสามเหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ
อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพ"
มหานรก มี 8 ขุม คือ
1. สัญชีวะนรก
คำอธิบาย : นายนิรยบาลผู้มีมือถืออาวุธอันมีแสง ฟันซึ่งสัตว์นรก
ทั้งหลาย สัตว์นรกเหล่านั้น แม้ถูกฟันจนตายแล้วก็กลับเป็นขึ้นได้อีกใน
นรกใด นรกนั้นเรียกว่า "สัญชีวะ"
2. กาฬสุตตะนรก
คำอธิบาย : นายนิรยบาลทั้งหลายตีด้วยเส้นเชือกดำ แล้วก็ถาก
หรือตัดซึ่งสัตว์ที่เกิดในนรกนั้น ด้วยเครื่องประหาร มีขวาน จอบ มีด
เลื่อย เป็นต้น เหตุนั้น นรกนั้นชื่อว่า "กาฬสุตตะ"
3. สังฆาตะนรก
คำอธิบาย : ภูเขาเหล็กที่สูงใหญ่ มีแสงไฟอันลุกโพลง ย่อมบดซึ่ง
สัตว์ที่เกิดในนรกนั้นให้ละเอียดเป็นจุณไป เหตุนั้นนรกนั้นชื่อว่า "สังฆาตะ"
4. โรรุวะนรก (ธูมะโรรุวะ หรือ จูฬโรรุวะ)
คำอธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายถูกควันไฟอบอ้าว ย่อมร้องด้วยเสียง
อันดังน่าสงสารอยู่ในนรกนั้น เพราะควันไฟเข้าไปสู่ทวารทั้ง 9
นรกนั้นเรียกว่า "ธูมโรรุวะ"
5. มหาโรรุวะนรก (ชาลโรรุวะ)
คำอธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ ร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง
น่าสงสารอยู่ในนรกนั้น เพราะเปลวไฟเข้าไปสู่ทวารทั้ง 9
นรกนี้เรียกว่า "ชาลโรรุวะ หรือ มหาโรรุวะนรก"
6. ตาปนะนรก (จูฬตาปนะ)
คำอธิบาย : นรกที่ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ลามก ให้นั่งตรึงติดอยู่ใน
หลาวเหล็กอันร้อนแดง แล้วให้ไฟไหม้อยู่ เหตุนั้น นรกนั้นเรียกว่า
"ตาปนะนรก"
7. มหาตาปนะนรก (ปตาปนะ)
คำอธิบาย : นรกใดยังสัตว์ทั้งหลายผู้ลามกให้ขึ้นภูเขาเหล็กที่
กำลังร้อน แล้วตกลงไปสู่หลาวที่อยู่ข้างล่าวด้วยอำนาจของลม และ
ไฟไหม้อยู่ เหตุนั้น นรกนั้นเรียกว่า "ปตาปนะ หรือ มหาตาปนะ"
8. อวีจินรก
คำอธิบาย : ระหว่างแห่งสัตว์ทั้งหลาย และเปลวไฟ การเสวยทุกข์
ไม่มีว่างเลยในนรกนั้น เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า "อวีจิ"
(จบมหานรกทั้ง 8 ขุม)
อุสสทนรก (หมายถึง นรกขุมเล็ก ๆ) มี 5 ขุม คือ
1. คูถะนรก
อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้
พ้นจากอวีจิมหานรกแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ
ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกอุจจาระเน่าที่อยู่ติดต่อกับอวีจิมหานรก นั้นเอง
2. กาฬสุตตะนรก
อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้
พ้นจากนรกอุจจาระเน่าแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ
ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกขี้เถ้าร้อน ซึ่งตั้งอยู่ติดต่อกับคูถะนรก นั้นเอง
3. สิมปลีวนะนรก
อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้
พ้นจากนรกขี้เถ้าร้อนแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ
ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกป่าไม้งิ้ว ซึ่งอยู่ติดต่อกับกุกกุละนรก นั้นเอง
4. อสิปัตตวนะนรก
อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้
พ้นจากนรกป่าไม้งิ้วแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ
ถูกเบียดเบียนอยู่ในนรกป่าไม้ดาบ ซึ่งอยู่ติดต่อกับสิมปลิวนะนรก นั้นเอง
5. เวตตรณีนรก
อธิบาย : สัตว์นรกทั้งหลายที่ยังมีอกุศลกรรมเหลืออยู่ ถึงแม้
พ้นจากนรกป่าไม้ดาบแล้ว ก็ยังไม่หลุดพ้น ยังต้องเสวยทุกข์ต่อไป คือ
ถูกเบียดเบียนอยู่ในแม่น้ำเค็มที่มีหวายนาม ซึ่งอยู่ติดต่อกับ
อสิปัตตวนะนรก นั้นเอง
(ในมหานรกขุมหนึ่ง ๆ มี อุสสทนรก ขุมละ 16 เป็นบริวาร ฉะนั้น
อุสสทนรกทั้งหมด มี 128 เรียกว่า จุฬนรก ก็ได้)
ในบรรดาติรัจฉานเหล่านี้ มีทั้งหมด 4 จำพวก จำแนกโดยขา คือ
1. อปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่ไม่มีขา ได้แก่ งู ปลา ไส้เดือน เป็นต้น
2. ทฺวิปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่มี 2 ขา ได้แก่ นก และ ไก่
3. จติปฺปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่มี 4 ขา
4. พหุปฺปทติรจฺฉาน จำพวกติรัจฉานที่มีขามาก ได้แก่ ตะขาบ กิ้งกือ เป็นต้น
แสดงเรื่อง เปรต
เปรต 12 ชนิด ที่มาในโลกบัญญัติปกรณ์และฉคติทีปนีปกรณ์ ได้แก่
1. วันตาสเปรต คือ เปรตที่กินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร
2. กุณปาสเปรต คือ เปรตที่กินซากศพคน หรือสัตว์ เป็นอาหาร
3. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่กินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร
4. อัคคิชาลมุขเปรต คือ เปรตทีมีเปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ
5. สูจิมุขเปรต คือ เปรตที่มีปากเท่ารูเข็ม
6. ตัณหัฏฏิตเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียน ให้หิวข้าว หิวน้ำอยู่เสมอ
7. สุนิชฌามกเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่เผา
8. สัตถังคเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมเหมือนมีด
9. ปัพพตังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา
10. อชครังคเปรต คือเปรตที่มีร่างกายเหมือนงูเหลือม
11. เวมานิกเปรต คือ เปรตที่ต้องเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน
แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน
12. มหิทธิกเปรต คือ เปรตที่มีฤทธิ์มาก
เปรต 4 ประเภทที่มาในเตวัตถุอัฏฐกถาและฏีกา
1. ปรทัตตุปชีวิกเปรตคือ เปรตที่มีการเลี้ยงชีวิตอยู่โดยอาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้
2. ขุปปิปาสิกเปรต คือ เปรตที่ถูกเบียดเบียนด้วยการหิวข้าว หิวน้ำ
3. นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
4. กาลกัญจิกเปรต คือ เป็นชื่อของอสุราที่เป็นเปรต
เปรต 21 จำพวก ที่มาในวินยและลักขณสังยุตตพระบาลี
1. อัฏฐิสังขสิกเปรต คือ เปรตที่มีกระดูกติดต่อกันเป็นท่อน ๆ แต่ไม่มีเนื้อ
2. มังสเปสิกเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นชิ้น ๆ แต่ไม่มีกระดูก
3. มังสปิณฑเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นก้อน
4. นิจฉวิปริสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีหนัง
5. อสิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นพระขรรค์
6. สัตติโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นหอก
7. อุสุโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนยาวเป็นลูกธนู
8. สูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม
9. ทุติยสูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม ชนิดที่ 2
10. กุมภัณฑเปรต คือ เปรตที่มีอัณฑะใหญ่โตมาก
11. คูถกูปนิมุคคเปรต คือ เปรตที่จมอยู่ในอุจจาระ
12. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่กินอุจจาระ
13. นิจฉวิตกเปรต คือ เปรตหญิงที่ไม่มีหนัง
14. ทุคคันธเปรต คือ เปรตที่มีกลิ่นเหม็นเน่า
15. โอคิลินีเรต คือ เปรตที่มีร่างกายเป็นถ่านไฟ
16. อสีสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีศรีษะ
17. ภิกขุเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนพระ
18. ภิกขุณีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนภิกขุณี
19. สิกขมานเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสิกขมานา
20. สามเณรเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสามเณร
21. สามเณรีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างสัณฐานเหมือนสามเณรี
การจำแนกสัตว์ที่เรียกว่าอสุระ
โดยความว่า อสุรา มี 3 อย่าง คือ
1. เทวอสุรา ได้แก่ เทวดาที่เรียกว่าอสุระ มี 6 อย่าง คือ
1. เวปจิตอสุรา
2. สุพลิอสุรา
3. ราหุอสุรา
4. ปหารอสุรา
5. สัมพรตีอสุรา
6. วินิปาติกอสุรา
อสุรา 5 จำพวกแรกนั้น ที่เรียกว่า อสุรา