ข้อจำกัดของบทเรียนสำเร็จรูป

ถึงแม้ว่าบทเรียนสำเร็จรูปจะมีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการศึกษาอย่างมากมายหลายประการก็ตามแต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับสื่อชนิดนี้ดังที่

จีรารัตน์ชิรเวทย์ (2542 : 23)ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของบทเรียนสำเร็จรูปไว้ดังนี้

1. บทเรียนสำเร็จรูปเหมาะสำหรับเนื้อหาบางวิชาที่เป็นข้อเท็จจริงหรือความรู้พื้นฐานมากกว่าเนื้อหาวิชาที่ต้องการแสดงความคิดเห็นหรือความคิดสร้างสรรค์เช่นวิชาเรียงความ

2. บทเรียนสำเร็จรูปไม่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์เพราะผู้เรียนทำตามเนื้อหาที่กำหนดให้เท่านั้น

3. ผู้ที่เรียนเก่งอาจเกิดความเบื่อหน่ายเพราะไม่มีสิ่งท้าทายภายนอก

4. ผู้เรียนขาดการติดต่อซึ่งกันและกันเพราะต้องการทำงานด้วยตนเองขาดการปรึกษาและอภิปรายร่วมกัน

5. บทเรียนสำเร็จรูปไม่อาจใช้แทนครูได้อย่างสิ้นเชิงเพราะผู้เรียนยังต้องการคำชี้แจงแนะนำจากครูอยู่จึงเป็นได้เพียงผู้ช่วยครูเท่านั้น

6. ผู้เรียนขาดทักษะในการเขียนหนังสือเพราะเขียนแต่คำตอบเฉพาะบางคำเท่านั้น

7. การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปต้องใช้ผู้ที่มีความสามารถและต้องการเวลาในการสร้างและการทดสอบภาคสนามบางแห่งอาจทำไม่ได้เพราะขาดบุคลากรและเวลาไม่อำนวยจากข้อคิดเห็นที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแนวคิดที่น่าสนใจสำหรับผู้สอนหรือผู้ที่ต้องการจะสร้างและใช้บทเรียนสำเร็จรูปในการพัฒนาการเรียนการสอนซึ่งสิ่งทั้งหลายย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันสำหรับข้อเสียควรปรับปรุงแก้ไขด้วยเทคนิคการเขียนบทเรียนและกลวิธีในการเรียน (กมลาสุริยพงศ์ประไพ 2546 : 35) ข้อเสียหรือข้อจำกัดนั้นก็จะหมดไปหรือเหลือน้อยลงกล่าวโดยสรุปบทเรียนสำเร็จรูปมีคุณค่าและมีประโยชน์เพราะสามารถเป็นองค์ประกอบของกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอีกทั้งผู้เรียนสามารถเรียนด้วยตนเองได้และช่วยแบ่งเบาภาระของครูเช่นเมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนครูอาจแนะนำให้อ่านบทเรียนสำเร็จรูปที่มีอยู่เป็นการบ้านหรือนอกเวลาเรียนเพื่อทำความเข้าใจให้ทันกับเพื่อนคนอื่นในชั้นโดยครูไม่ต้องเสียเวลามาอธิบายผู้เรียนสามารถเรียนในเวลาใดที่ใดก็ได้ตามความพอใจของผู้เรียนเองซึ่งจะช่วยให้ครูทำงานน้อยลงในด้านการสอนและจะได้มีเวลาไปเตรียมบทเรียนที่ยุ่งยากลึกซึ้งกว่าอีกได้

หลักในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปไว้ 13 ขั้นตอนดังนี้

1. กำหนดกลุ่มผู้เรียนให้แน่นอนชัดเจนเพื่อที่จะได้เขียนบทเรียนสำเร็จรูปให้เหมาะสมกับวัยพื้นฐานความรู้หรือประสบการณ์เดิมทักษะความสามารถในการเรียนและความต้องการของผู้เรียนอย่างเด่นชัด

2. กำหนดวัตถุประสงค์ให้เด่นชัดว่าต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรโดยเขียนออกมาในรูปวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเพื่อที่จะให้ง่ายต่อการสร้างและการประเมินผลบทเรียนสำเร็จรูป

3. คำนึงถึงแบบของบทเรียนว่าควรจะเสนอในรูปแบบใดคือแบบเส้นตรงหรือแบบสาขาหรือแบบไม่แยกกรอบเพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาผู้เรียนและวัตถุประสงค์เช่นเนื้อหาประเภทความรู้ความจำหรือความคิดเห็นผู้เรียนเป็นนักเรียนเก่งหรืออ่อนเป็นต้น

4. เนื้อหาวิชาจะต้องจัดแบ่งเป็นหัวข้อเรื่องใหญ่ๆก่อนแล้วแบ่งเป็นหัวข้อย่อยๆเขียนเนื้อหาเป็นหน่วยย่อยเล็กๆแต่ละหน่วยย่อยจะต้องทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหน่วยย่อยถัดไปเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ดำเนินไปทีละน้อยๆทีละขั้นพยายามอย่าให้มีการกระโดดข้ามลำดับของเนื้อเรื่องจัดลำดับเรียงจากเนื้อหาง่ายๆไปหาเนื้อหาที่ยากขึ้นตามลำดับ

4.1 ผู้เรียนจะได้เรียนและพัฒนาขึ้นไปตามขั้นตอนอย่างมั่นคงจากสิ่งที่รู้หรือทำได้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้หรือสิ่งที่ทำไม่ได้หรือจากจุดที่ง่ายไปสู่จุดที่ยาก

4.2 ช่วยพัฒนาให้วัสดุการเรียนง่ายต่อการที่ผู้เรียนจะได้ความรู้

4.3 ลดความผิดพลาดของผู้เรียนเพราะเนื้อหาที่มีมาก่อนแต่เดิมนั้นจะช่วยเตรียมความรู้สำหรับผู้เรียนให้สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ได้อย่างถูกต้อง

4.4 เน้นธรรมชาติของการเรียนที่เรียนเป็นลำดับขั้นจากง่ายไปหายากและจะเป็นการเชื่อมโยงจากความรู้หนึ่งไปยังความรู้ใหม่ต่อไปทำให้ข้อมูลความรู้ที่ผู้เรียนได้รับนั้นไปพัฒนาไปทางแนวลึกและกว้างอันจะส่งผลให้ได้ผลทางการศึกษาทั้งคุณภาพและปริมาณ

5. เนื้อหาแต่ละกรอบควรเขียนด้วยภาษาที่ชัดเจนถูกต้องตามหลักภาษาและเหมาะสมกับเนื้อหาความรู้และอายุของผู้เรียนเนื้อเรื่องถูกต้องตามหลักวิชาการและมีความต่อเนื่องในแต่ละกรอบ

6. แต่ละกรอบจะต้องนำเสนอเนื้อหาเฉพาะเรื่องอย่างชัดเจนและมีคำถามหรือคำสั่งให้ผู้เรียนตอบสนองต่อเรื่องนั้นโดยตรงและไม่ควรมีความรู้ใหม่เกินกว่า 1 อย่าง

7. ให้มีการย้ำทบทวนและทดสอบตนเอง

8. มีการชี้แนะคู่กันไปกับการตอบสนอง

9. ลดการชี้แนะและการนำทางออกไปทีละน้อยจนกว่าจะหมดโดยสิ้นเชิงเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถตอบสนองด้วยตนเองได้อย่างถูกต้องในที่สุด

10. การตอบคำถามโดยผู้เรียนจะต้องตอบคำถามในแบบที่บทเรียนสำเร็จรูปกำหนดให้ซึ่งอาจจะมีหลายแบบด้วยกันเช่นแบบเติมคำเติมตัวเลขแบบเลือกตอบเป็นต้น

11. จะต้องให้ผู้เรียนทราบคำตอบที่ทำไปได้ทันทีภายหลังจากที่ผู้เรียนตอบคำถามเสร็จแล้วถ้าผู้เรียนตอบถูกการเฉลยคำตอบดังกล่าวจะเป็นการเสริมแรงต่อไปแต่ถ้าหากตอบผิดก็จะเป็นการลดสภาวะคือผู้เรียนต้องหยุดเรียนอยู่ชั่วขณะหนึ่งเพื่อตรวจสอบในจุดที่ผิดพลาดดังกล่าวก่อนที่จะก้าวไปเรียนยังเนื้อหาย่อยต่อไปการที่ผู้เรียนได้ทราบคำตอบเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เรียนทำผิด

12. ไม่มีการจำกัดเวลาของผู้เรียนอัตราความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนแตกต่างกันไปตามแต่ละเนื้อหาวิชาขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนต้องการเวลาทบทวนการศึกษาเพิ่มเติมจากวัสดุอื่นๆมากน้อยแค่ไหนทั้งนี้เพราะบทเรียนสำเร็จรูปได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแต่ละคนศึกษากรอบแต่ละกรอบได้ภายในเวลาที่เขาต้องการโดยไม่คำนึงถึงการทำเสร็จก่อนเสร็จหลัง

13. การประเมินผลที่ผู้สอนควรคำนึงถึงมีอยู่ 2 ประการคือ

13.1 เกี่ยวกับบทเรียนสำเร็จรูปจากการตรวจสอบผลการตอบของผู้เรียนทำให้เราได้ทราบว่าผู้เรียนทำได้มากน้อยเพียงใดความผิดพลาดส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความบกพร่องของบทเรียนสำเร็จรูปนั่นเองทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดเนื้อหาไม่เรียงลำดับหรือใช้ภาษาไม่เหมาะสม

13.2 ความก้าวหน้าของผู้เรียนครูผู้สอนจะต้องคอยช่วยเหลือผู้เรียนเมื่อพบปัญหาต่างๆทั้งนี้เพื่อจะได้ทราบถึงข้อบกพร่องและจะได้แก้ไขบทเรียนสำเร็จรูปให้มีความสมบูรณ์

ยิ่งขึ้นสำหรับผู้เรียนคนอื่นต่อไป

เพ็ญศรีสร้อยเพ็ชร (2542 : 67) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปไว้ว่าการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปนั้นเป็นสิ่งที่ต้องเสียเวลามากทั้งในการสร้างบทเรียนและการทดสอบคุณภาพดังนั้นก่อนที่จะลงมือสร้างจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสมในด้านต่างๆเสียก่อนเช่นเนื้อหาวิชานั้นมีความเหมาะสมที่จะทำเป็นบทเรียนสำเร็จรูปหรือไม่หากเป็นวิชาที่มีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงบ่อยก็ไม่ควรนำมาสร้างหรือวิชาที่ต้องการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ก็ควรจะหลีกเลี่ยงที่จะให้นักเรียนเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูปและถ้าหากพิจารณาแล้วว่าเนื้อหานั้นเหมาะสมที่จะทำเป็น

บทเรียนสำเร็จรูปก็ควรจะคิดต่อไปอีกว่าจะสร้างบทเรียนแบบใดแบบเส้นตรงแบบแตกกิ่งหรือแบบไม่แยกกรอบหลังจากนั้นจึงลงมือสร้างบทเรียนตามขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอนคือ (1) ขั้นวางแผนทางวิชาการ (2) ขั้นดำเนินการเขียนและ (3) ขั้นการใช้ผลิตผล

1. ขั้นวางแผนทางวิชาการเป็นขั้นที่สำคัญมากผู้สร้างจะต้องพิจารณาตัดสินใจให้ดีเสียก่อนที่จะเลือกเนื้อหาวิชาใดมาสร้างเป็นบทเรียนสำเร็จรูปจึงจะเหมาะสมซึ่งสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงคือ

1. กำหนดเนื้อหาวิชาและระดับชั้นเมื่อผู้เขียนตกลงใจจะเขียนบทเรียนสำเร็จรูปแล้วก็จำเป็นจะต้องเลือกเนื้อหาวิชาที่จะเขียนเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปต่อไปและจะต้องกำหนดด้วยว่าเนื้อหานั้นเป็นวิชาอะไรใช้สอนวิชาอะไรใช้สอนในระดับไหนเพื่อจะ

ได้ดำเนินการสร้างให้เหมาะสมกับระดับผู้เรียนและตรงแนวของวิชานั้นๆ

2. ตั้งจุดมุ่งหมายเมื่อได้กำหนดเนื้อหาวิชาแล้วขั้นต่อไปที่ผู้เขียนบทเรียนจะต้องทำคือตั้งจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเขียนว่าจะเขียนไปทางไหนจึงจะบรรลุตาม

จุดมุ่งหมายที่วางไว้จุดมุ่งหมายที่นิยมใช้ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปคือจุดมุ่งหมายเชิง59

พฤติกรรมเนื่องจากจุดมุ่งหมายประเภทนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่กระจ่างชัดที่สุดลักษณะของ

จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมมีดังนี้

2.1 เป็นการกระทำของผู้เรียน

2.2 เป็นการกระทำที่สังเกตได้

2.3 กล่าวถึงเงื่อนไขสิ่งที่กำหนดให้หรือสถานการณ์ในสภาวะที่การกระทำนั้นเกิดขึ้น

2.4 กำหนดมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ยอมรับไว้ด้วย

3. วิเคราะห์เนื้อหาเป็นการแตกเนื้อหาให้ละเอียดและเรียงลำดับจากง่ายไปสู่ยากโดยการใช้วิธีวิเคราะห์ภารกิจเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อหาที่จะเขียนนั้นกระโดดห่างกันและทำให้เนื้อหาแตกย่อยเรียงลำดับกันดี

4. สร้างแบบทดสอบในเนื้อหาที่จะเขียนเพื่อนำมาใช้ทดสอบผู้เรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียนแบบทดสอบนี้จะเป็นเครื่องมือที่บอกให้เราทราบว่าบทเรียนสำเร็จรูปที่เราสร้างขึ้นนั้นใช้ได้หรือไม่และแบบทดสอบนี้จะต้องวัดได้ครบตามจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้

ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพ

การหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปโดยการนำบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างไปทดลองใช้ตามขั้นตอนดังนี้ (สุรพลโคตรนรินทร์ 2541 : 16, อ้างถึงในอนุชิตกลั่นประยูร 2545 :45)

1. แบบเดี่ยว (1 : 1) คือทดลองกับผู้เรียนเก่งปานกลางอ่อนอย่างละ 1 คนคำนวณประสิทธิภาพเสร็จแล้วปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยปกติคะแนนที่ได้จากการทดลองแบบเดี่ยวนี้จะได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์มากแต่ไม่ต้องวิตกเมื่อปรับปรุงแล้วจะสูงขึ้นก่อนนำไปทดลองแบบกลุ่มในขั้นนี้ E1/E2 ที่ได้จะมีค่าประมาณ 60/60

2. แบบกลุ่ม (1 : 10) คือทดลองกับผู้เรียน 6-10 คน (คละผู้เรียนเก่งกับอ่อน) คำนวณหาประสิทธิภาพแล้วปรับปรุงในขั้นนี้คะแนนของผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าเกณฑ์โดยเฉลี่ยจะห่างจากเกณฑ์ประมาณร้อยละ 10 นั่นคือ E1/E2 ที่ได้จะมีค่าประมาณ 70/70

3. แบบภาคสนาม (1 : 100) เป็นการทดลองกับผู้เรียนทั้งชั้น 40 – 100 คนทำการหาประสิทธิภาพแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขผลลัพธ์ที่ได้ควรใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้หากต่ำกว่าเกณฑ์ไม่เกินร้อยละ 2.5 ก็ยอมรับหากแตกต่างกันมากผู้สอนต้องกำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปใหม่โดยยึดสภาพความเป็นจริงเป็นเกณฑ์เช่นเมื่อทดสอบหาประสิทธิภาพแล้วได้ 83.50/85.40 แสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปนั้นมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับเกณฑ์ 85/85 ที่ตั้งไว้แต่ถ้าตั้ง

เกณฑ์ไว้ 75/75 เมื่อผลการทดลองเป็น 83.50/85.40 ก็อาจเลื่อนเกณฑ์ขึ้นมาเป็น 85/85 ได้ (สมนึก สุวรรณมูล 2540 : 33 –34)

สุมิตราฉันทานุรักษ์ (2543 : 62 –63, อ้างถึงในกมลาสุริยพงศ์ประไพ 2546 : 32) ได้ทำการเปรียบเทียบผลการเรียนกลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตเรื่องพืชของนักเรียนชั้นประถม

ศึกษาปีที่ 4 ที่สอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนและวิธีสอนตามปกติซึ่งการหา

ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปได้ดำเนินการดังนี้

1. ขั้นทดลองในรายบุคคล (Individual testing) ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4โรงเรียนชุมชนวัดประสิทธิ์จำนวน 1 คนให้ได้รับการสอนโดยบทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนพร้อมทั้งมีการทดลองระหว่างเรียนและทดสอบหลังปฏิบัติครบทุกกิจกรรมและหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 60/60 จากนั้นปรับปรุงแก้ไขบทเรียนให้เหมาะสมโดยการปรับความยากง่ายของภาษาและกิจกรรมที่กำหนดในแต่ละกรอบ

2. ขั้นทดลองกลุ่มเล็ก (Small group testing) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนวัดประสิทธิ์จำนวน 10 คนประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถสูง 3 คนปานกลาง 4 คนและต่ำ 3 คนทดลองเรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปประกอบภาพการ์ตูนมีการทดสอบระหว่างเรียน69

และทดสอบหลังปฏิบัติกิจกรรมครบผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้มาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์70/70 แล้วปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหาและกิจกรรมตลอดจนปรับปรุงแบบทดสอบประจำบทเรียน

แล้วจึงนำไปทดลองกลุ่มใหญ่

3. ขั้นทดลองกลุ่มใหญ่ (Big group testing) ให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนวัดประสิทธิ์จำนวน 30 คนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างทดลองเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป

ประกอบภาพการ์ตูนทำการทดสอบระหว่างเรียนและทดสอบความสามารถหลังปฏิบัติจนครบกิจกรรมหลังจากนั้นผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้มาคำนวณหาค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80

สรุปขั้นตอนการหาประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปที่มีประสิทธิภาพควรดำเนินการหาประสิทธิภาพ 3 ขั้นตอนคือแบบรายบุคคลแบบกลุ่มเล็กและแบบภาคสนามอนึ่งเนื่องจากผู้วิจัยได้ทำการวิจัยในวิชา 42102 สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเรื่องพระไตรปิฎกลักษณะของ

เนื้อหาวิชาจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ความรู้ความจำจึงได้กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปไว้ 80/80

หลักการและทฤษฎีทางจิตวิทยาในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูป

หลักการและทฤษฎีที่มาจากจิตวิทยาการเรียนการสอนซึ่งนำมาสู่การผลิตบทเรียนสำเร็จรูปมีดังนี้คือ

1. ทฤษฎีของธอร์นไดค์

ธอร์นไดค์ (Edward L. Thorndike, อ้างถึงในจีรารัตน์ชิรเวทย์ 2542 : 41-45)

นักการศึกษาและนักจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งได้เป็นผู้ให้กำเนิดทฤษฎีแห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์มีชื่อว่าทฤษฎีสัมพันธ์

ต่อเนื่อง (Connectionism Theory) หรือ S-R Bond Theory ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการวางเงื่อนไขแล้วให้การเสริมแรงจากทฤษฎีนี้เขาได้เสนอกฎการเรียนรู้ที่สำคัญขึ้นมา 3 กฎซึ่งเราสามารถนำมาใช้ในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปคือ

1. กฎแห่งการฝึกหัดหรือกระทำซ้ำ (The Law of Exercise or Repetition) ซึ่ง

กล่าวว่ายิ่งมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากครั้งหรือบ่อยครั้งเท่าใดการเรียนรู้นั้นก็จะอยู่ได้นานคงทนและถ้าหากว่าไม่ได้สิ่งเร้าและการสนองตอบการเรียนรู้นั้นก็จะค่อยเลือนหายไปจากกฎแห่งการฝึกหรือกระทำซ้ำผู้สร้างบทเรียนสำเร็จรูปโดยทั่วไปเชื่อว่าผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้ก็โดยทำการฝึกในบทเรียนนั้นหรือทำซ้ำๆในบทเรียนนั้นเพื่อให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวผู้สร้างบทเรียนสำเร็จรูปอาจสร้างแนวการคิดเพื่อตอบปัญหาในปัญหาเดียวกันนั้นได้หลายแนวเพื่อให้ผู้เรียนมี

แนวคิดกว้างขวางและช่วยเสริมให้เกิดการเรียนรู้ย้ำการเรียนรู้ให้เกิดความมั่นใจและแน่ใจยิ่งขึ้น70

นอกจากเป็นการย้ำความรู้ดังกล่าวแล้วกฎแห่งการฝึกหรือการกระทำซ้ำๆจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะและความชำนาญในการแก้ปัญหา

2. กฎแห่งผล (The Law of Effect) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นกับผู้เรียนได้ถ้าสิ่งเร้าและการตอบสนองที่เกิดปฏิสัมพันธ์แล้วสร้างสภาพความพึงพอใจหรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือการสนองตอบจะเพิ่มแรงขับภายในถ้าหากเกิดพึงพอใจและแรงขับเพื่อการสนองตอบจะลดลงเมื่อเกิดความไม่พึงพอใจธอร์นไดค์กล่าวถึงสิ่งเร้าและการสนองตอบว่าสิ่งเร้าและการสนองตอบจะเชื่อมโยง

กันได้ถ้าสามารถสร้างสภาพน่าพึงพอใจแก่ผู้เรียนโดยที่ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและแน่ใจว่าการสนองตอบหรือพฤติกรรมที่ตนแสดงออกนั้นถูกต้องสภาพการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาได้ถ้าหากมีการเสริมแรง (Reinforcement) หรือให้รางวัลในการสร้างบทเรียนสำเร็จรูปนั้นการเสริมแรงก็คือ

การให้ผู้เรียนได้สนองตอบต่อสิ่งเร้าหรือได้ตอบคำถามสำหรับกฎแห่งผลนี้ธอร์นไดค์ได้เน้นว่าวิธีการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปชนิดที่ให้ผู้เรียนเติมคำตอบต้องให้ผู้เรียนมีโอกาสตอบถูกมากที่สุดเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพอใจที่จะเรียนและเพื่อเป็นการเพิ่มแรงขับเพื่อการตอบสนองขั้นต่อไปหรือเพื่อสร้างสถานการณ์ให้สิ่งเร้าและการสนองตอบของผู้เรียนมีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงกัน

3. กฎแห่งความพร้อม (The Law of Readiness) ธอร์นไดค์กล่าวว่าในภาวะการ

จัดการเรียนการสอนนั้นถ้าสามารถจูงใจให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมที่จะเรียนแล้วการจัดการเรียนการสอนนั้นก็จะบังเกิดผลดีหรือการเรียนการสอนจะบังเกิดผลดีและเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องมีสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้าให้ผู้เรียนสนใจที่จะเรียนหรือติดตามบทเรียนโดยตลอดในเชิงจิตวิทยาคือแรงขับที่จะเพิ่มพลังให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาเพื่อแสดงพฤติกรรมหรือเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน

ปรีชาเนาว์เย็นผล (2520 : 14, อ้างถึงในจีรารัตน์ชิรเวทย์ 2542 : 42) ได้กล่าวว่าทฤษฎีความต่อเนื่องอาศัยหลักการทางจิตวิทยาในเรื่องของพฤติกรรมธอร์นไดค์ได้นำมาใช้เป็นแนวทางสร้างบทเรียนสำเร็จรูปโดยวางหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

1. กำหนดสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือเป็นสิ่งเร้าให้กับผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนแสดงอาการตอบสนองหรือพฤติกรรมออกมา

2. ผู้เรียนจะแสดงอาการตอบสนองหลายอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

3. การตอบสนองที่ไม่ทำให้เกิดความพอใจจะถูกตัดทิ้งการตอบสนองที่ใช้

ได้ผลดีที่สุดจะถูกเลือกไว้ใช้ในคราวต่อไป

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้สามารถสรุปรายละเอียดของข้อมูลดังแสดงไว้ที่แผนภูมิที่ 11 ดังนี้คือ71

คำถามในแต่ละกรอบการค้นหาคำตอบคำตอบความพึงพอใจหรือ

(สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข) (พฤติกรรมโต้ตอบ (สิ่งเร้าที่เป็นรางวัล) ผิดหวังในคำตอบที่มีเงื่อนไข) (ปฏิกิริยาตอบสนอง

แบบไม่มีเงื่อนไข)

การเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปทั้งการสอนใช้เครื่องสอนและใช้บทเรียนสำเร็จรูปตำราผลไม่แตกต่างกันนักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหามากพอสมควรการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีต่อเมื่อได้มีการฝึกฝนหรือการกระทำซ้ำการนำบทเรียนสำเร็จรูปมาเป็นสื่อช่วยในการเรียนการสอนสาระพระพุทธศาสนาจะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจและเกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาที่ตนเรียนได้ในที่สุด