ประวัติพระพุทธโฆสาจารย์

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

ประวัติ

พระพุทธโฆสาจารย์



พระไตรปิฎก

*********

  เมื่อเอ่ยถึงคัมภีร์พระไตรปิฎก  ชาวพุทธทั่วไปย่อมทราบดีว่าหมายถึง  คัมภีร์ที่รวบรวมหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด  ถือว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา  นับเป็นหลักฐานชั้นหนึ่งสำหรับการอ้างอิงในการเทศนา  ปาฐกถาหรือบรรยายธรรม  และเป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษาหาความรู้ในทางพระพุทธศาสนา

  ที่จริงแหล่งข้อมูลทางพระพุทธศาสนามีหลายประเภท  จึงมีการจัดลำดับชั้นวรรณกรรมภาษาบาลี  ซึ่งตามมติของนักปราชญ์ไทยได้จัดแบ่งไว้    ระดับคือ 

๑. พระไตรปิฎก  เป็นหลักฐานชั้นหนึ่ง  เรียกว่า  บาลี

  ๒. คำอธิบายพระไตรปิฎก  เป็นหลักฐานชั้นสอง  เรียกว่า  อรรถกถา

  ๓. คำอธิบายอรรถกถา  เป็นหลักฐานชั้นสาม  เรียกว่า  ฎีกา

  ๔. คำอธิบายฎีกา  เป็นหลักฐานชั้นสี่  เรียกว่า  อนุฎีกา

  ๕. หลักฐานชั้นห้าเรียกว่าสัททาวิเสส  ซึ่งว่าด้วยไวยากรณ์ภาษาบาลีฉบับต่างๆ

  และอธิบายศัพท์ทั่วไป

************

อรรถกถา-พระอรรถกถาจารย์

*********

  หากไม่นับพระไตรปิฎก หรือ “บาลี”  ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นหนึ่งแล้ว  คัมภีร์อันดับสองที่รู้จักกันคือทั่วไปในนามอรรถกถา  นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย  เพราะเป็นคัมภีร์ที่อธิบายขยายความพระพุทธพจน์  หรือบาลีให้เข้าใจ  หมายความว่า  ตอนใดที่เป็นพุทธพจน์ซึ่งตรัสไว้ย่อๆ ก็จะมีคำอธิบายขยายความพุทธพจน์นั้น เพื่อให้มีเนื้อหาสมบูรณ์และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ข้อความที่อธิบายขยายความพุทธพจน์นี้แหละท่านเรียกว่า อรรถกถา  อาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถา  เรียกว่า  พระอรรถกถาจารย์

คัมภีร์อรรถกถาของพระไตรปิฎกมีกำเนิดมาอย่างไรนั้น  ตามหลักฐานที่ปรากฏระบุว่าในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ ในคัมภีร์มหาวงศ์และสัทธัมมสังคหะ ระบุข้อความเชิงประวัติว่า  อรรถกถาเดิมนั้นพระมหินทเถระ  ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช  ได้นำมายังศรีลังกา  แล้วแปลมาจากภาษาเดิม  (ภาษามคธหรือบาลี)สู่ภาษาสิงหฬ  เชื่อกันว่า อรรถกถาเหล่านี้เป็นผลงานจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ครั้นล่วงมาถึงสมัยของพระพุทธโฆสาจารย์ อรรถกถาที่มีอยู่ในประเทศอินเดียได้สูญหายไป  ส่วนที่เหลืออยู่ก็ไม่สมบูรณ์  เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเรวตเถระจึงได้แนะนำให้ท่านพระพุทธโฆสาจารย์ได้เดินทางไป  ศรีลังกา เพื่อศึกษาอรรถกถา  และแปลกลับมาสู่ภาษาเดิม (คือมคธ)พระพุทธโฆสาจารย์จึงได้เดินทางไปศรีลังกาตามคำแนะนั้น  แล้วได้ศึกษาและแปลอรรถกถาจากภาษาสิงหฬสู่ภาษามคธ (บาลี)ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ อรรถกถาที่เราได้ศึกษากันอยู่ในปัจจุบันนี้  ส่วนใหญ่เป็นผลงานการแปลของท่านพระพุทธโฆสาจารย์ และพระเถระอื่นๆ   คัมภีร์อรรถกถา  จึงนับเป็นคัมภีร์สำคัญรองจากพระไตรปิฎกจะเห็นได้จากการที่คณะสงฆ์ไทย ใช้เป็นหลักสูตรของการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลีตั้งแต่ชั้นประโยค ๑-๒  จนถึงประโยค ป.ธ. ๙

พระพุทธโฆสาจารย์

*********

  ในจำนวนพระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถา  หากเอ่ยนามของพระพุทธโฆสาจารย์แล้ว นักบาลีทั้งหลายย่อมรู้จักเป็นอย่างดี เพราะคณะสงฆ์ได้กำหนดใช้คัมภีร์อรรถกถาซึ่งเป็นผลงานของท่าน  ตั้งแต่อรรถกถาธรรมบทเป็นต้น  จนถึงคัมภีร์วิสุทธิมรรคให้เป็นหลักสูตรเรียนบาลี  พระพุทธโฆสาจารย์เป็นนักปราชญ์ชาวอินเดีย  ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาอธิบายข้อความในพระไตรปิฎกที่มีชื่อเสียงมากของฝ่ายเถรวาท ประวัติความเป็นมาของท่านนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในที่นี่จึงขอนำประวัติของท่านซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือต่างๆ และที่ได้มีผู้เรียบเรียงไว้ โดยจะนำในส่วนของประวัติที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ ๒ เล่ม คือ คัมภีร์มหาวังสะ(พงศาวดารลังกา) ซึ่งรจนาโดย พระธัมมกิตติเถระและในคัมภีร์พุทธโฆสุปปัตติซึ่งรจนาโดย พระมหามงคลเถระก่อน จากนั้นจะได้นำส่วนที่มีผู้เรียบเรียงไว้มาเสนอ เพื่อเป็นการเสริมความรู้และจะได้ศึกษาเทียบเคียงกันได้ต่อไป

  ในคัมภีร์มหาวังสะ  พระธัมมกิตติเถระได้กล่าวไว้ว่า มีพราหมณ์คนหนึ่งเกิดใกล้กับสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  มีความรู้แตกฉานในไตรเพท  ด้วยความหยิ่งผยองในความรู้ของตนพราหมณ์คนนั้น จึงได้เที่ยวไปโต้ตอบปัญหากับนักปราชญ์ทั่วชมพูทวีปจนไม่มีใครเทียบเขาได้  วันหนึ่ง เขาไปพักยังวัดแห่งหนึ่ง  ตกกลางคืนก็สาธยายมนต์ชื่อ ปตัญชลีพระเรวตะเถระผู้เป็นสังฆเถระในวัดนั้น ได้สดับเสียงสาธยายมนต์นั้น จึงร้องถามไปว่า  ลาที่ไหนมาร้องอยู่ที่นี่พราหมณ์หนุ่มได้ยินก็เดือดดาลจึงร้องสวนไปว่า ชิชะ สมณะ ท่านรู้หรือไม่ว่า เสียงลานี้หมายความว่าอย่างไร? พระเถระได้อธิบายความหมายขอมนต์นั้นให้เขาฟังอย่างถูกต้องทุกประการ จึงทำให้เขาเกิดความพิศวง ในที่สุดพระเรวตะเถระได้ยกปัญหาอภิธรรมมาถามบ้าง  พราหมณ์หนุ่มตอบไม่ได้ อยากจะได้มนต์นั้น  จึงขอบวชศึกษาพระไตรปิฎกอยู่กับพระเรวตเถระ  จนมีความรู้แตกฉาน  ภายหลังจึงปรากฏนามว่า  พุทธโฆสะหรือ พระพุทธโฆสาจารย์

  ขณะที่พักอยู่กับพระอุปัชฌาย์นั้น พระพุทธโฆสะ ได้แต่งคัมภีร์ ญาโณทัยเสร็จแล้วจึงได้เริ่มแต่งอรรถกถาพระอภิธรรม ชื่อ อัตถสาลินีและอรรถกถาพระปริตร (พระสูตร)  พระอุปัชฌาย์ทราบเข้า จึงแนะนำให้แปลอรรถกถาพระไตรปิฎกที่ลังกาจากภาษาสิงหฬมาเป็นภาษามคธ แล้วนำกลับมาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก ท่านออกเดินทางไปยังเกาะลังกาตามคำแนะนำของพระอุปัชฌาย์เข้าพบกับพระสังฆปาลเถระพระสังฆราชแห่งลังกา แล้วขออนุญาตแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก พระสังฆราชจึงตั้งกระทู้คาถาให้ ๔ บาท เพื่อทดสอบสติปัญญาว่าท่านพระพุทธโฆสาจารย์จะสามารถทำงานใหญ่เช่นนี้ได้หรือไม่

  พระพุทธโฆสะ ได้แต่งหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง พรรณนาพระคาถานั้นโดยพิสดาร ให้ชื่อว่า วิสุทธิมรรคซึ่งนับเป็นคัมภีร์ที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ที่สุด หลังจากพระสังฆปาลเถระตรวจสอบปกรณ์ที่พระพุทธโฆสะแต่งขึ้นถวายแล้ว ก็อุทานด้วยความปลาบปลื้มว่า ภิกษุหนุ่มรูปนี้เห็นจะเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์แน่แท้  แล้วได้มอบพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาให้ พระพุทธโฆสะได้ศึกษาจนช่ำชองแล้วจึงได้เริ่มถ่ายทอด (แปล) สู่ภาษามคธ ท่านใช้เวลา ๑ ปี เสร็จแล้วจึงนำคัมภีร์เหล่านั้นกลับไปยังชมพูทวีป

  ส่วนในคัมภีร์ พุทธโฆสุปปัตติพระมหามงคลเถระกล่าวไว้ว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่าโฆสะ เกิดในตระกูลเกสีพราหมณ์นายบ้านโฆสะ มีไหวพริบสติปัญญาเป็นเลิศ สามารถเรียนจบไตรเพทแต่เยาว์วัย วันหนึ่งพระเรวตะเถระผู้รู้จักคุ้นเคยบิดาของโฆสะได้ไปเยี่ยมและได้นั่งบนอาสนะของโฆสะทำให้เขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงได้ไล่เรียงความรู้กับพระเถระในเรื่องของมนต์ในไตรเพท ด้วยหมายใจจะให้พระเถระได้รับความอับอายและแสดงว่าผู้ที่ไม่รู้ไตรเพท ไม่ควรจะนั่งบนที่นั่งของเขา แต่การณ์หาได้เป็นดังนั้นไม่ พระเถระตอบปัญหาได้ทุกแง่ทุกมุม ในที่สุดได้ย้อนถามปัญหาในพระอภิธรรมบ้าง เด็กหนุ่มจนปัญญาไม่สามารถตอบได้ ด้วยความอยากได้มนต์จากพระเถระ จึงขออนุญาตจากบิดามารดาบวชอยู่กับพระเถระ ปรากฏนามว่าพระพุทธโฆสะ ต่อมาไม่นานพระพุทธโฆสะก็เกิดอคติมานะขึ้นในใจว่าเรากับพระอุปัชฌาย์ใครจะรู้มากกว่ากัน พระเรวตเถระทราบความหยิ่งผยองของศิษย์จึงเรียกไปตักเตือน ภิกษุหนุ่มสำนึกผิดกราบขอขมา พระเถระกล่าวว่า ตราบใดที่ยังไม่แปลอรรถกถาสิงหฬมาเป็นภาษามคธ เธอจะยังไม่พ้นโทษ ภิกษุหนุ่มจึงตกลงเดินทางมาลังกาด้วยเหตุนี้  ก่อนไปได้ขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ไปโปรดบิดามารดาให้กลับเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วจึงเดินทางไปยังลังกาทวีป

  ในขณะที่เรือของพระพุทธโฆสะแล่นไปยังเกาะลังกานั้น  ท่านได้สวนทางกับพระพุทธทัตตเถระ ภิกษุชาวชมพูทวีป ซึ่งเพิ่งกลับจากไปแปลอรรถกถาที่ลังกาเช่นเดียวกัน พระพุทธทัตตเถระเล่าว่าท่านได้แต่งคัมภีร์ ชินาลังการ, ทันตะวังสะและโพธิวังสะเสร็จแล้วพร้อมทั้งได้สวดคาถาบางตอนจากชินาลังการให้พระพุทธโฆสะฟัง เมื่อพระพุทธโฆสะเรียนว่าหนังสือของท่านยากเกินไปกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ท่านจึงกล่าวว่า “คุณ ผมไปลังกาคราวนี้ตั้งใจจะแปลคัมภีร์พระพุทธศาสนาให้จบ แต่ก็ทำได้แค่นี้ เนื่องจากอายุสังขารไม่อำนวย ขอคุณจงทำให้สำเร็จเถิด” แล้วได้มอบเหล็กจารหินและสมอดีงูสำหรับฝนทาแก้ขัดยอกและแก้โรคต่างๆให้พระพุทธโฆสะแล้วแยกทางกันไป

  เมื่อพระพุทธโฆสะถึงท่าวิชาฐาน ท่านได้พบหญิงคนใช้สองนางกำลังทะเลาะวิวาทโต้คารมกันอย่างถึงพริกถึงขิง นึกสนุกจึงจดบันทึกคำด่าของหญิงคนใช้ทั้งสองไว้หมดทุกคำ นึกในใจว่าถ้าเรื่องไปถึงศาล ท่านคงถูกอ้างเป็นพยานแน่และเรื่องก็เป็นดังคาด เมื่อท่านถูกตามตัวไปเป็นพยานท่านก็ได้มอบคำด่าให้เจ้าพนักงานไป ปรากฏว่าเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินคดีอย่างมากมาย

  ต่อมาพระราชารับสั่งหาตัวให้มาเข้าเฝ้า การณ์ทั้งหมดนี้แสดงว่าพระพุทธโฆสะมีความเฉลียวฉลาด เชี่ยวชาญและเป็นเลิศในนิรุกติศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นพระพุทธโฆสะไปเข้าไปยังวิหารเพื่อนมัสการพระสังฆปาลเถระพระสังฆราชแห่งลังกา บังเอิญเดินผ่านไปได้ยินเสียงพระสังฆราชกำลังสอนพระอภิธรรมอยู่และเกิดขัดข้องไม่สามารถจะให้ความกระจ่างในข้อความบางตอนได้ ภิกษุหนุ่มจึงได้แอบไปเขียนคำอธิบายไว้  วันรุ่งขึ้นพระสังฆราชไปพบเข้าจึงซักไซร้ไล่เลียง รู้ว่าเป็นคำอธิบายของภิกษุหนุ่มและรู้ว่าเธอมาเพื่อแปลพระพุทธพจน์จากภาษาสิงหฬสู่มคธ จึงได้มอบคาถาที่ขึ้นต้นว่า  สีเล ปติฏฺฐาย นโรสปญฺโญให้แต่งอธิบาย เพื่อทดสอบความสามารถ  ภิกษุหนุ่มได้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค เสร็จแล้วนำไปถวาย ปรากฏว่าผลงานชิ้นแรกที่แต่งในลังกานี้  ได้สร้างความเชื่อถือแก่พระมหาเถระ  จนกระทั่งพระมหาเถระทั้งหลายได้มอบหมายให้แปลพระไตรปิฎกตาม ปรารถนา  พระพุทธโฆสะเขียนคัมภีร์อรรถกถาอยู่สามเดือน ออกพรรษาแล้วนำตำราทั้งหมดไปถวายพระสังฆราช ก่อนออกจากลังกามีเสียงพูดว่าพระพุทธโฆสะก็รู้แต่บาลี หารู้สันสกฤตไม่ ท่านกำจัดวิมติกังขาในเรื่องนี้ด้วยการแสดงธรรมเป็นภาษาสันสกฤตฝากลวดลายเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อนำคัมภีร์อรรถกถากลับมาตุภูมิคือประเทศอินเดียแล้ว ท่านได้ไปกราบขอขมาพระอุปัชฌาย์ แต่ตอนท้ายในคัมภีร์ทั้งหลายไม่ปรากฏว่าพระพุทธโฆสาจารย์มรณภาพที่ไหน อย่างไร นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่บ้าง

************

ข้อวิจารณ์ของเสฐียรพงษ์  วรรณปก

*********

  ต่อไปนี้จะขอนำประวัติของพระพุทธโฆสาจารย์ซึ่งได้มีผู้เรียบเรียงวิจารณ์ไว้ เพื่อจะได้เทียบเคียงกับ ๒คัมภีร์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนี้

  พระพุทธโฆสาจารย์ เป็นพระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์อรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก ที่มีชื่อเสียงมากมายของฝ่ายเถรวาท อรรถกถาเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของท่าน ประวัติความเป็นมาของท่านมีบันทึกไว้ในหนังสือ ๒ เล่ม คือ มหาวังสะ (พงศาวดารลังกา) และพุทธโฆสุปัตติ

  หนังสือทั้ง ๒ เล่มนี้ ส่วนใหญ่มีเนื้อหาตรงกันต่างกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างเท่านั้นสรุปความได้ว่า ท่านพุทธโฆสาจารย์  เกิดในตระกูลพราหมณ์บุตรบ้านนายโฆสคาม ใกล้ตำบลพุทธคยา ภาคเหนือของประเทศอินเดีย นามเดิมท่านว่า โฆสะ  เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลมมาตั้งแต่เด็กเรียนจบไตรเพทตั้งแต่ยังหนุ่ม สาเหตุที่ออกบวชในพระพุทธศาสนาทั้งๆ ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ตามคัมภีร์มหาวังสะกล่าวว่า วันหนึ่งท่านสาธยายมนต์ปตัญชลีอยู่ ถูกพระเถระในพระพุทธศาสนาชื่อพระเรวตเถระ ร้องทักว่า “ลาที่ไหนมาร้องอยู่ที่นี่” รู้สึกโกรธจึงร้องสวนไปว่า “สมณะท่านรู้หรือเปล่าว่ามนต์ที่เราสาธยายไปนี้คือมนต์ปตัญชลี” พระเถระตอบว่า “รู้” หลังจากนั้นเขาได้ถามปัญหาที่ยากๆในมนต์ชื่อปตัญชลีนั้น  พระเถระก็ตอบได้หมดสิ้น  พอพระเถระถามปัญหาในพระอภิธรรมปิฎกก็ตอบไม่ได้  อยากจะเรียนรู้บ้าง  จึงขอบวชอยู่กับพระเถระจนมีความรู้แตกฉานปรากฏนามว่า พุทธโฆสะแปลกันว่า ผู้มีเสียงกังวาลดุจพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าแต่ความหมายน่าจะเป็นว่า ผู้ประกาศธรรมของพระพุทธเจ้ามากกว่า

  ส่วน พุทธโฆสุปปัตติให้รายละเอียดตอนนี้ต่างไปอีกหน่อยหนึ่งว่าพระเรวตเถระคุ้นเคยกับบิดาของโฆสะอยู่ก่อนแม้ว่าจะนับถือคนละศาสนาก็ตาม วันหนึ่งขณะที่พระเถระไปเยี่ยมเกสพราหมณ์ คนในบ้านเอาอาสนะของโฆสะ ไปปูให้พระเถระนั่ง โฆสะกลับมาเห็นเข้าจึงโกรธเกิดการไล่เลียงความรู้ในไตรเพทกันขึ้น พระเถระก็ตอบได้เกือบหมดสิ้น  พอพระเถระถามบ้างพราหมณ์หนุ่มกลับตอบไม่ได้  จึงบวชเป็นศิษย์ของท่านหวังจักเรียนให้สูงขึ้น พระเถระจึงให้ท่านเรียนพระไตรปิฎก

  เมื่อรู้มากเข้าท่านก็นึกดูถูกภูมิปัญญาอุปัชฌาย์ในใจ พระเถระทราบความคิดเธอ จึงปรามพระพุทธโฆสะท่านรู้สึกสำนึกผิดจึงกราบขอขมา พระเถระจึงเดินทางกลับไปลังกาทวีปเพื่อแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก จากอักษรสิงหฬสู่ภาษามคธหรือภาษาบาลี เป็นการทำโทษที่ล่วงเกินอุปัชฌาย์  ขณะที่ลงจากเรือไปยังเกาะลังกา  ท่านได้สวนทางกลับพระพุทธทัตตะ  พระอรรถกถาร่วมสมัยรูปหนึ่ง ซึ่งกำลังกลับจากไปแปลอรรถกถาสู่ภาษาบาลี แต่ทำงานไม่สำเร็จเพราะสุขภาพไม่สมบูรณ์ ท่านพุทธทัตตะได้อวยพรให้ท่านทำงานแปลต่อให้สำเร็จ  เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาพระพุทธศาสนา

  พระพุทธโฆสาจารย์ทำการแปลอรรถกถาอยู่ที่ประเทศลังกาเป็นเวลา ๑ ปี (หลักฐานบางอย่างว่า ๓ เดือน ดูจะน้อยไป) โดยที่ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ทำงานแปลอรรถกถา ท่านได้แต่งหนังสือชื่อ วิสุทธิมรรคถวายพระเถระชาวลังกา เป็นการทดสอบว่าจะมีภูมิรู้และความสามารถพอจะทำงานให้เช่นนั้นได้หรือไม่ ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับยกย่องจากพระมหาเถระชาวลังกาว่าเป็น เพชรน้ำเอกจะหาใครแต่งได้ดีเท่าไม่ได้อีกแล้ว

ปัญหาเรื่องชาติภูมิ

  ยังมีปัญหาเกี่ยวกับชาติภูมิของพระพุทธโฆสาจารย์อีกนิดหน่อย คือมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าพระพุทธโฆสาจารย์ ไม่น่าจะเป็นชาวอินเดียเหนือ ท่านน่าจะเกิดที่ภาคใต้ของอินเดียมากกว่า ผู้ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ก็คือ นายสุกุมาร ดัทท์ผู้แต่งหนังสือวัดและพระพุทธศาสนาในอินเดียเขาให้ข้อสังเกตไว้ว่า พระพุทธโฆสาจารย์รู้ภูมิศาสตร์ในอินเดียใต้ดีและถูกต้องเป็นพิเศษ ในขณะที่เวลาเอ่ยถึงภูมิศาสตร์ภูมิภาคทางอินเดียเหนือท่านมักจะกล่าวผิดเสมอ ไม่น่าเป็นไปได้ ที่คนเราจะบรรยายสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศของเมืองมาตุภูมิตัวเองผิดไป และเวลายกตัวอย่างประกอบการเรียนการอธิบายในหนังสือ ท่านมักยกเหตุการณ์และสถานที่ในภาคใต้เสียมากกว่าแห่งอื่นๆ แสดงถึงความเป็นผู้ชำนิชำนาญในภูมิภาคแถบนี้เป็นพิเศษ

  เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ มีนักธรณีวิทยาสองคน ได้ค้นพบหมู่บ้านเก่าแก่สองแห่งที่แคว้นอันธระตอนใต้ของอินเดียมีชื่อเป็นภาษา เตลคุ  ว่า โกตเนมลิบุรีและ กุนทลปัลลี  เนมลิตรงกับคำบาลีว่า  โมร (นกยูง)  กุนทลตรงกับคำว่า  อัณฑ (ไข่)  รวมกันแล้วแปลว่า หมู่บ้านไข่นกยูงบังเอิญชื่อทั้งสองนี้ไปพ้องกับข้อความท้ายปกรณ์วิสุทธิมรรคที่พระพุทธโฆสาจารย์ระบุถึงตัวเอง (ซึ่งไม่มีใครให้ความกระจ่างไว้เลยว่า คำนี้แปลอย่างไหนแน่) มีข้อความดังนี้

พุทฺธโฆโสติ ครูหิ คหิตนามเธยฺเยน เถเรน โมรณฺฑเขฏกวตฺตพฺเพน กโต วิสุทฺธิมคฺโค

วิสุทธิมรรค แต่งโดยพระเถระที่มีชื่ออันครูทั้งหลายตั้งให้ว่า พุทธโฆสะผู้ที่ควรกล่าวว่า (อยู่หมู่บ้าน) ไข่นกยูง



ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา,  ปรัชญา  พุทธศาสน์. (กรุงเทพมหานคร  :  โอเดียนสโตร์ , ๒๕๒๘) หน้า ๔๙

ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา (อ้างแล้ว)  หน้า ๖๐.

พระมหาไพเราะ €Ôตสีโล, การศึกษาวิเคราะห์ “ธรรมบทอรรถกถา” (อัดสำเนา) หน้า ๓๖–๓๗.