จากหลักฐานและสภาพแวดล้อมอื่นๆอีก จึงน่าสันนิษฐานว่า พระพุทธโฆสาจารย์เป็นชาวอินเดียใต้มากกว่าอินเดียเหนือ ข้อสนับสนุนอีกอย่างหนึ่งคือ ชาวอินเดียใต้นั้นมักจะเอาชื่อตำบลที่เกิดกำกับไว้กับชื่อตนเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติอยู่ในลังกา เพราะฉะนั้นคำว่า “โมรณฺฑเขฏก” จึงน่าจะเป็นชื่อตำบลบ้านเกิดของท่าน
มีการอ้างว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นพระพม่าอีกแห่งหนึ่งด้วยผู้อ้างเป็นชาวพม่า หลักฐานกล่าวว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นชาวเตลงบรรพบุรุษ อพยพมาแต่อินเดีย มาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำอิรวดี ท่านได้ออกเดินทางไปแปลอรรถกถาพระไตรปิฎก ในรัชสมัยพระเจ้ามหานามแห่งลังกานำพระคัมภีร์กลับประเทศพม่าเป็นจำนวนมากก็คงเป็นการอ้างลอยๆหาหลักฐานสนับสนุนไม่ได้ เพราะในหนังสือ กัลยาณีจารึก ที่พระเจ้าธรรมเจติยะแห่งพม่าสั่งให้บันทึกเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนาไว้เพื่อเป็นหลักฐานแก่อนุชนรุ่นหลัง เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๙ เหตุการณ์ที่พระพุทธโฆสาจารย์เดินทางไปอินเดีย ถ้าหากว่ามีจริงคงจะถูกบันทึกไว้ด้วยแต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีการพูดถึงเลย
************
ข้อวิจารณ์ของพุทธทาสภิกขุ๑
*********
ยังมีผู้กล่าวถึงพระพุทธโฆสาจารย์อีกท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้นี้ได้รับการขนานนามว่า นาคารชุนแห่งเถรวาท จอมปราชญ์แห่งทักษิณรัฐ เมธีแห่งขุนเขา ผู้รจนาวิมุติวรรณกรรม หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “พุทธทาสภิกขุ”นั่นเอง ขอคัดลอกคำที่ท่านกล่าวถึงพระพุทธโฆสาจารย์ มาไว้ดังนี้
จะพูดถึงพระพุทธโฆสาจารย์กันบ้าง… สำหรับพระพุทธโฆสาจารย์องค์นี้ พุทธบริษัทแทบทั้งหมดเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์… ผมไม่มีความเชื่ออย่างไหนหมด ผมดูแต่ว่าท่านทำอะไร ท่านพูดอะไรแล้วอะไรเป็นประโยชน์ก็ถือว่าถูก อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็ถือว่าผิด โดยส่วนใหญ่จะเห็นว่าท่านเป็นผู้มีความรู้มากที่สุด แล้วก็มีประโยชน์มากที่สุด อธิบายเรื่องที่มีประโยชน์ไว้หลายสิบหลายเรื่อง แต่เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะพูดไปในรูปที่เป็นอาตมัน เป็นศาสนาพราหมณ์ไป
ผมไม่ได้เคารพหรือเชื่อพระพุทธโฆสาจารย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมีส่วนที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่หลายเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน ผมจะเคารพได้ ๙๐ - ๙๕ เปอร์เซ็นต์ คือใน ๑๐๐ เรื่องนั้น ผมเห็นด้วย ๙๕ เรื่อง แต่ ๔ - ๕ เรื่องไม่เห็นด้วย เช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น
จะวิจารณ์เรื่องส่วนตัวของพระพุทธโฆสาจารย์กันบ้าง ไม่ใช่จ้วงจาบไม่ใช่นินทาไม่ใช่ใส่ร้าย แต่เอามาเป็นเหตุผล สำหรับประกอบการอธิบายปฏิจจสมุปบาทของท่าน ซึ่งมันมีแง่ให้เราตั้งข้อสังเกตเพียงตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธโฆสาจารย์นั้น ท่านเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด ท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพราหมณ์ ท่านจบไตรเพทอย่างพราหมณ์ทั่วไป มีวิญญาณอย่างพราหมณ์แล้วจึงมาบวชในพุทธศาสนานี้ แล้วได้รับสมมติกันในหมู่คนบางพวกว่าเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เมื่อ พ.ศ.ร่วมพันปี นักโบราณคดีถือว่าท่านเกิดทางอินเดียใต้มิใช่ชาวมคธ บางพวกดึงท่านเป็นมอญก็มีไม่เหมือนในอรรถกถา ที่ถือว่าท่านเป็นชาวมัธยมประเทศ ท่านเป็นพราหมณ์โดยเลือดเนื้อแล้วมาเป็นพระอรหันต์ในพุทธศาสนานี้ แล้วถ้าเกิดไปอธิบายปฏิจจสมุปบาทของพุทธให้กลายเป็นพราหมณ์อย่างนี้มันยิ่งสมเหตุสมผล คือท่าน “เผลอ”ไปก็ได้ ถ้าท่านเผลอท่านไม่ใช่อรหันต์แน่ ข้อนี้จะว่าอย่างไร ก็ต้องพูดอย่างที่เรียกว่า ขอฝากไว้ให้ท่านผู้มีสติปัญญาพิจารณาดูเถิด
ทีนี้ของที่ประหลาดๆ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆสาจารย์นั้นยังมีอีกบางเรื่องดังที่ผมพูดเมื่อตระกี้นี้ เรื่องปฏิจจสมุปบาทคร่อม ๓ ชาตินี้ก็เรื่องหนึ่งแล้ว เราพูดกันเข้าใจแล้ว ทีนี้เรื่องที่ท่านอธิบายอะไรๆ ในพุทธศาสนากลับกลายเป็นพราหมณ์อย่างนี้ มันมีอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่นเรื่องโลก หรือเรื่องโลกวิทู
เมื่อท่านอธิบายโลกวิทูซึ่งเป็นพระพุทธคุณ บทนี้ท่านอธิบายโลกแบบโลกอย่างพราหมณ์ไปหมด ตามที่เขาพูดกันอยู่ก่อน ท่านไม่อธิบายโลกอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบาย โลกอย่างที่พระพุทธเจ้าอธิบายนั้น คือ โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตได้บัญญัติไว้ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังเป็นๆ ที่มีสัญญาและใจ
ข้อนี้หมายความว่า ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งเท่านั้น มีทั้งโลก มีทั้งเหตุให้เกิดโลก มีทั้งความดับสนิทแห่งโลกและทางให้ถึงความดับสนิทแห่งโลก คือ พรหมจรรย์ทั้งหมดอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งและเป็นร่างกายที่ยังเป็นๆ อยู่ ตายแล้วไม่มี ในร่างกายที่มีชีวิต มีความรู้สึกปกตินี้ ในนั้นมันมีครบพระพุทธเจ้าท่านเป็น “โลกวิทู”เพราะท่านรู้โลกอันนี้ เพราะว่าโลกอันนี้คืออริยสัจจ์ทั้งสี่โลก เหตุให้เกิดโลก ความดับสนิทของโลก ทางให้ถึงความดับสนิทของโลก มันคืออริยสัจจ์สี่
ถึงทีจะอธิบายโลกวิทูให้พระพุทธเจ้า หรือถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธโฆสาจารย์ท่านไม่อธิบายโลกอย่างนี้ ที่ท่านอธิบายนั้นผมว่ามันไม่เป็นพุทธ คือ ท่านอธิบายโลกอย่างที่เป็นโอกาสโลกเหมือนที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องปรัมปราในไตรภูมิพระร่วงอะไรทำนองนั้น มันมาจากความเชื่อปรัมปราของพวกพราหมณ์ว่า โลกกลมเท่าไร กว้างเท่าไร ยาวเท่าไร จักวาลโตเท่าไร แผ่นดินหนาเท่าไร น้ำหนาเท่าไร ลมหนาเท่าไร เขาพระสุเมรุสูงเท่าไร เขาบริวารสูงเท่าไร หิมวันต์ใหญ่เท่าไร ต้นหว้าใหญ่เท่าไร ไม้ประจำโลก ๗ ต้นเป็นอย่างไร ดวงอาทิตย์ขนาดเท่าไร ดวงจันทร์ขนาดเท่าไร ทวีปอีก ๓ ทวีปใหญ่เท่าไร ฯลฯ นี่มันไม่ใช่เรื่องของพุทธเลย อย่างนี้ที่ผมไม่เชื่อเลย นี่ขอให้คิดดู อธิบายโอกาสโลก อย่างนี้มันเป็นเรื่องของพราหมณ์ เรื่องของฮินดูเก่าก่อนพุทธกาล
ทีนี้พออธิบายขึ้นมาถึงสัตว์โลก ท่านก็ไปอธิบายเรื่องว่า คือสัตว์ทั้งหลายมีอินทรีย์ต่างกัน มีธุลีในนัยน์ตาน้อยบ้าง มากบ้าง อินทรีย์กล้าบ้าง อ่อนบ้าง รู้ง่ายบ้าง รู้ยากบ้าง เป็นภัพพะบ้าง เป็นอภัพพะบ้าง ไม่มีโลกอริยสัจจ์สี่เลย
พออธิบายถึง สังขารโลก ท่านอธิบายแต่เพียงว่า พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนามรูป เรื่องเวทนา เรื่องอาหาร เรื่องอุปาทาน เรื่องอายตนะ เรื่องวิญญาณฐิติ เรื่องโลกธรรม ๘ เรื่องสัตตาวาส ๙ เรื่องอายตนะ ๑๒ เรื่องธาตุ ๑๘ อย่างนี้ มันมีแต่เรื่องอย่างนี้ ไม่มีเรื่องอริยสัจจ์สี่ซึ่งอธิบายโลกครบทั้ง ๔ ความหมาย
เพราะเหตุดังกล่าวมาจึงถือว่าพระพุทธโฆสาจารย์ อธิบายคำว่า “โลกวิทู”นี้เป็นพราหมณ์โต้งๆ เสียเป็นส่วนใหญ่แล้วที่อธิบายเป็นพุทธบ้างกระเส็นกระสาย ไม่ตรงกับตัวโลกทั้ง ๔ ความหมาย คือ โลกอย่างหนึ่ง เหตุให้เกิดโลกอย่างหนึ่ง ความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง ทางให้ถึงความดับสนิทของโลกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง พร้อมทั้งสัญญาและใจ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ตรัสแล้วตรัสอีก เมื่อท่านอธิบายอย่างนี้ ผมว่า “โลกวิทู” ตามแบบพระพุทธโฆสาจารย์อย่างนี้ ไม่เป็นพุทธสมตามที่ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง…
************
ผลงานของพระพุทธโฆสาจารย์ ๑
*********
คำภีร์ที่พระพุทธโฆสาจารย์แต่งไว้มีดังนี้
๑. สมันตัปปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก
๒. กังขาวิตรณี อรรถกถาพระปาฏิโมกข์
๓. สุมังคลาวิลาสินี อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
๔. ปปัญจสูทนี อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย
๕. สารัตถปกาสินี อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย
๖. มโนรถปูรณี อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
๗. ปรมัตถโชติกา อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ
และสุตตนิบาต
๘. ธัมมปทัฏฐกถา อรรถกถาพระสุตตันปิฎก ขุททกนิกาย ธัมมบท
๙. ชาตกัฏฐกถา อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก
๑๐. อัตถสาลินี อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี
๑๑. สัมโมหวิโนทนี อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ, ปุคคลบัญญัติ,
ธาตุกถา, ยมก, ปัฏฐาน
ไม่ใช่ว่ามีเพียง ๑๒ เล่มเท่านั้น อรรถกถาชื่อเดียวบางทีมีตั้งแต่ ๗-๘ ภาค เช่น ธัมมปทัฏฐกถา พิมพ์เป็นเล่มแล้วได้ถึง ๘ เล่ม ชาตกัฏฐกถา พิมพ์เป็นเล่มได้หลายเล่ม เช่นกัน
งานเขียนของพระพุทธโฆสาจารย์มิใช่เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แปลกๆ หากแต่รวบรวมเนื้อหาสาระที่กระจัดกระจายอยู่ตามอรรถกถาสิงหลทั้งหลาย มาแก้ไขตัดตอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คำว่า แปล หรือกลับ (ปริวตฺ เตตฺวา)ที่ปรากฏในคำของท่านแสดงว่าท่านแปลกลับ หรือถ่ายจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธ ตัดตอนส่วนที่พิรุธผิดพลาดและไม่ต้องการเพิ่มเติมที่ขาดตกบกพร่องพร้อมทั้งสอดแทรกความคิดเห็นตนเข้ากันด้วย อย่างที่เรียกว่า “แปลและเรียบเรียง”แม้แต่ปกรณ์ “วิสุทธิมรรค”ที่ท่านว่าแต่งโดยอัตโนมัติไม่ได้อาศัยตำรับตำราอะไรเป็นหลักก็ยังมีผู้เชื่อว่า ท่านเลียนแบบ “วิมุตติมรรค” (The Path of Freedom) ของพระอุปติสสที่พระโสมเถระ แปลเป็นภาษาอังกฤษจากฉบับภาษาจีน (ต้นฉบับบาลีเพิ่งค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้) ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้าง และแนวการอธิบายเหมือนกับ “วิมุตติมรรค” ซึ่งพระพุทธโฆสาจารย์เองก็ได้บอกแนวการเขียนของท่านไว้ใน “สมันตปาสาทิกา”ว่า “อาศัยโครงสร้างจากมหาอรรถกถาแลไม่ทิ้งอรรถที่เป็นสาระ จากอรรถกถาที่สำคัญๆ เช่น มหาปัจจรี และกุรุนที เป็นต้น ทั้งข้อวินิจฉัยตกลงของบุรพาจารย์ทั้งหลาย” คำว่า เป็นต้นในที่นี้ หมายความว่ายังมีอีกหลายคัมภีร์ที่อาศัยเป็นแนวเทียบเคียง อาทิ สังเขปัฏฐกถา วินยัฏฐกถา อันธกัฏฐกถา… ตามที่ท่านอ้างถึงในหนังสือของท่านแต่ดูเหมือนมหาอรรถกถาคัมภีร์เดียวที่พระพุทธโฆสาจารย์ยอมรับว่าถูกต้องกว่าแห่งอื่นๆมีวินิจฉัยไว้พร้อมในมหาอรรถกถา ซึ่งก็คงเล่มใหญ่สมชื่อที่ได้ปรากฏว่าวินิจฉัยผิดพลาด ไม่ตรงกับพระบาลีเดิม พระพุทธโฆสาจารย์ก็แก้แทนว่า “ตรงนี้ท่านเขียนเผลอไป” ตรงข้ามกลับไม่มีที่ไหนเลยที่จะเห็นด้วยกับอันธกัฏฐกถา บางครั้งก็ประณามเอาแรงๆ ว่า “พูดไว้ส่งเดช” (มิจฺฉา วุตฺตํ ทุรวุตฺตํ)บ้าง “ไม่ตรงกับบาลีอรรถกถา” (ปาลิอฏฺกถาสุ น สเมติ)บ้าง “เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อถือ” (ตสฺมา น คเหตพฺพํ)
************
คัมภีร์ที่สันนิษฐานว่าพระพุทธโฆสาจารย์รจนา๑
*********
ต่อไปนี้จะแสดงรายชื่อคัมภีร์อรรถกถาที่พระพุทธโฆสาจารย์ ได้แต่งขึ้น ซึ่งจะได้ให้รายละเอียดไว้ด้วยว่า คัมภีร์อรรถกถานั้น ท่านได้แต่งอธิบายเรื่องอะไรไว้
๑. วิสุทธิมรรค อธิบายพระไตรปิฎก
๒. สุมังคลวิลาสินี อธิบายพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย
๓. ปปัญจสูทนี อธิบายพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย
๔. สารัตถปกาสินี อธิบาพระยสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย
๕. มโนรถปูรณี อธิบายพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย
๖. สมันตัปปาสาทิกา อธิบายพระวินัยปิฎก
๗. อัฏฐสาลินี อธิบายพระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี
๘. สัมโมหวิโนทนี อธิบายพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์
๙. ปัญจปกรณ์ อธิบายพระอภิธรรมปิฎก ๕ ปกรณ์ที่เหลือ
๑๐. ธัมมปทัฏฐกถา อธิบายพระสุตตันตปิฎก ธรรมบท
๑๑. ชาดกอรรถกถา อธิบายพระสุตตันตปิฎก ชาดก
๑๒. ขุททกปาฐอรรถกถา อธิบายพระสุตตันตปิฎก ขุททกปาฐะ
๑๓. สุตตนิปาตอรรถกถา อธิบายพระสุตตันตปิฎก สุตตนิบาต
๑๔. อปทานอรรถกถา อธิบายพระสุตตันตปิฎก อปทาน
๑๕. กังขาวิตรณีอรรถกถา อธิบายพระปาฏิโมกข์
***********
คัมภีร์อรรถกถาที่สำคัญ
*********
จะขอกล่าวถึงคัมภีร์อรรถกถาที่สำคัญซึ่งพระพุทธโฆสาจารย์ได้แต่งไว้พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาโดยสังเขป นั่นคือ คัมภีร์อรรถกถาธรรมบท และคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งนับเป็นคัมภีร์ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักเรียนบาลี โดยเหตุผลที่ได้กล่าวแล้วไว้ข้างต้น
คัมภีร์ “ธัมมปทัฏฐกถา”ก็คือ คัมภีร์ภาษามคธอักษรไทย ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันนี้ว่า หนังสือธัมมปทัฏฐกถา มี ๘ เล่ม แต่เรียกว่า ๘ ภาค เป็นหนังสือขนาด ๘ หน้ายก แต่ละเล่มหนาอย่างต่ำ ๑๒๖ หน้า สูงสุดหนา ๒๑๖ หน้า คณะสงฆ์กำหนดให้เป็นหลักสูตร (แบบเรียน) เรียนและสอบความรู้พระปริยัติธรรมแผนกบาลี ที่ใช้ยุติในปัจจุบันนี้หลาบชั้นด้วยกันดังนี้๑
ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑-๒-๓-๔ ใช้เป็นหลักสูตร ประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลมคธเป็นไทยโดยพยัญชนะและโดยอรรถ ชั้นประโยค ๑-๒ และเปรียญตรีปีที่ ๑-๒ หมวดบาลีศึกษา นอกจากนั้น ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ ยังใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวงวิชาแปลไทยเป็นมคธ ชั้นประโยค ป.ธ. ๔ อีกด้วย
ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๒-๓-๔ ใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลไทยเป็นมคธ ชั้นประโยค ป.ธ. ๕
ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๕-๖-๗-๘ ใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลมคธเป็นไทยโดยพยัญชนะและโดยอรรถ และวิชาสัมพันธ์ไทย ชั้นประโยค ป.ธ. ๓ และยังใช้เป็นหลักสูตรประโยคบาลีสนามหลวง วิชาแปลไทยเป็นมคธ ชั้นประโยค ป.ธ. ๖ อีกด้วย
************
ย่อความอรรถกถาธรรมบท๑
*********
ธรรมบท คือ ประมวลคาถา ๔๒๓ คาถา ซึ่งปรากฏใน ขุททกนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก คำสอนใน “ธรรมบท” มีหลายระดับตั้งแต่ระดับต้น คือ ระดับ “โลกิยะ”จนถึงระดับสูง คือ ระดับ “โลกุตตระ”หลักคำสอนทุกประการ เช่น การคบมิตร การแสวงหาปัญญา ปรัชญาชีวิต โลกทรรศน์ เป็นต้น ล้วนรวมอยู่ในคัมภีร์ “ธรรมบท”ทั้งสิ้น ผู้ต้องการปลดเปลื้องตนจากพันธนาการแห่งชีวิต ธรรมบทจะคอยนำทาง ส่วนผู้ต้องการความสงบสุขแบบโลกๆ คัมภีร์พระธรรมบทจะคอยประคับประคองนำไปสู่ความสุขนั้น
กล่าวโดยสรุปว่า คัมภีร์ “ธรรมบท”อุปมาเหมือน “ปิยมิตร”ผู้ซื่อสัตย์คอยชี้ทางแห่งความสุขและความเจริญ และคอยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น คำสอนในคัมภีร์พระธรรมบทมีคุณค่าและเหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติศาสนา ดังนั้น ธรรมบทจึงได้ชื่อว่า “วรรณคดีโลก” (World Literature)
สำนวนคำอุปมาในคัมภีร์ “ธรรมบท”ไพเราะ ชัดเจน แจ่มแจ้ง ให้ภาพพจน์ และสมเหตุสมผล เพื่อให้วิจักษ์ด้วยตนเอง ผู้เขียนขอนำคาถาพระธรรมบท (ภาคภาษาไทย) มาแสดงพอเป็นนิทัศนอุทาหรณ์ดังนี้
“เมื่อบุคคลมีใจผ่องใส จะกระทำก็ตาม พูดก็ตาม ความสุขย่อมติดตามผู้นั้น อุปมาเหมือนเงาที่ติดตามไป ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๑)
“เมื่อบุคคลมีใจประทุษร้าย จะกระทำหรือพูดก็ตาม ความทุกข์ย่อมติดตามเขาผู้นั้น เฉกเช่นล้อเกวียน หมุนตามลอยเท้าโคที่ลากเกวียน ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๑)
“ความรักย่อมเกิดเพราะอาศัยสาเหตุ ๒ ประการ คือ การอยู่ร่วมกันในชาติก่อน (บุพเพสันนิวาส) และการช่วยเหลืออนุเคราะห์กันในปัจจุบัน ประหนึ่งปทุมชาติเกิดเพราะอาศัยน้ำ และเปือกตม ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๒)
“เมื่อฝ่ามือไม่มีแผล บุคคลย่อมนำยาพิษไปได้ ยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ฉันใด บาป (เปรียบเหมือนยาพิษ) ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่กระทำ ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค๕)
“บุคคลพึงเว้นจากความชั่ว ประหนึ่งพ่อค้าที่มีทรัพย์มากแต่มีพวกน้อยหลีกเลี่ยงทางที่มีภัย ฉะนั้น” (ธรรมบท ภาค ๕)
“พระธรรมบท”ที่เป็นคาถา (คำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง) ล้วนๆ จึงง่ายแก่การจดจำ “ธรรมบท” แบ่งออกเป็นวรรคหรือหมวดได้ ๒๖ วรรค คือ
๑. ยมกวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ควรคู่กัน ๑๔ คาถา
๒. อัปปมาทวรรค ว่าด้วยความไม่ประมาท ๙ คาถา
๓. จิตตวรรค ว่าด้วยจิต ๙ คาถา
๔. ปุปผวรรค ว่าด้วยดอกไม้ ๑๒ คาถา
๕. พาลวรรค ว่าด้วยคนพาล ๑๕ คาถา
๖. บัณฑิตวรรค ว่าด้วยบัณฑิต ๑๑ คาถา
๗. อรหันตวรรค ว่าด้วยพระอรหันต์ ๑๐ คาถา
๘. สหัสสวรรค ว่าด้วยจำนวนพัน ๑๔ คาถา
๙. ปาปวรรค ว่าด้วยบาป ๑๒ คาถา
๑๐. ทัณฑวรรค ว่าด้วยการลงโทษ ๑๑ คาถา
๑๑. ชราวรรค ว่าด้วยความแก่ ๙ คาถา
๑๒. อัตตวรรค ว่าด้วยตน ๑๐ คาถา
๑๓. โลกวรรค ว่าด้วยโลก ๑๐ คาถา
๑๔. พุทธวรรค ว่าด้วยพระพุทธเจ้า ๙ คาถา
๑๕. สุขวรรค ว่าด้วยความสุข ๘ คาถา
๑๖. ปิยวรรค ว่าด้วยความรัก ๙ คาถา
๑๗. โกธวรรค ว่าด้วยความโกรธ ๘ คาถา
๑๘. มลวรรค ว่าด้วยมลทิน ๑๒ คาถา
๑๙. ธัมมัฏฐวรรค ว่าด้วยผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ คาถา
๒๐. มัคควรรค ว่าด้วยทาง ๑๐ คาถา
๒๑. ปกิณณกวรรค ว่าด้วยปกิณกะ ๙ คาถา
๒๒. นิรยวรรค ว่าด้วยนรก ๙ คาถา
๒๓. นาควรรค ว่าด้วยช้าง ๘ คาถา
๒๔. ตัณหาวรรค ว่าด้วยตัณหา ๑๒ คาถา
๒๕. ภิกขุวรรค ว่าด้วยภิกษุ ๑๒ คาถา
๒๖. พราหมณวรรค ว่าด้วยพราหมณ์ ๓๙ คาถา
ต่อมาภายหลัง พระพุทธโฆสาจารย์ พระอรรถกถาจารย์ ผู้เรืองนามได้แต่ง “อรรถกถาธรรมบท”ซึ่งเรียกในภาษาบาลีว่า “ธมฺมปทฏกถา”เพื่ออธิบายขยายความของธรรมบท
ในการแต่ง พระพุทธโฆสาจารย์ได้อธิบายคาถาธรรมบทแต่ละคาถา และนำนิทานมาประกอบเพื่อสนับสนุนคาถานั้นๆ นิทานทุกเรื่องที่นำมาเป็นนิทัศนอุทาหรณ์ เป็นนิทาน “อิงหลักธรรมทั้งสิ้น”
การนำนิทานมาประกอบ คาถาพระธรรมบท ถือได้ว่าเป็นกุศโลบาย อันยอดเยี่ยมของพระพุทธโฆสาจารย์ เพราะเป็นวิธี “สร้างรูปธรรม”ในการชักนำคนเข้าสู่ศาสนา ในทางธรรมเรียกการอธิบายนี้ว่า “บุคลาธิษฐาน” (Personification)
กลวิธีการแต่ง “อรรถกถาธรรมบท”ของพระพุทธโฆสาจารย์ น่าศึกษามาก คือมีวิธีที่เป็นระบบ (Systematic) กล่าวคือ ท่านนำคาถาธรรมบทมาตั้ง แล้วอธิบายถึงสาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสพระคาถานั้นว่า ทรงตรัสเพราะปรารภเหตุอะไร ตรัสกะใคร ตรัสที่ไหน ขอนำเอาตัวอย่างมาแสดงโดยสังเขป ดังนี้
“อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ติสฺสตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ.”
แปลว่า พระศาสดา เมื่อประทับในเชตวัน ทรงปรารภ พระเถระชื่อว่าติสสะ จึงตรัสพระคาถานี้ มีความว่า “ผู้ใดผูกเวรว่า บุคคลนั้นได้ด่าเรา บุคคลนั้นได้ประหารเรา”ดังนี้อีกตัวอย่างหนึ่ง จาก ธัททปทัฏฐกถา ภาค ๑ คือ
“น หิ เวเรน เวรานีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อฺตรํ วฺฌิตฺถึ อารพฺภ กเถสิ.”
แปลว่า พระบรมศาสดา ขณะที่ประทับอยู่ในวัดเชตวันทรงปรารภ หญิงหมัน จึงได้ตรัสพระคาถานี้มีใจความว่า “เวรย่อมไม่ระงับความการจองเวร”ดังนี้
************
ย่อความวิสุทธิมรรค๑
*********
นอกจากนี้ พระพุทธโฆสาจารย์ได้ผลิตผลงานที่เด่นมาก คือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค (The Patharification) นับเป็นคัมภีร์ที่สำคัญมาก ซึ่งคณะสงฆ์ได้กำหนดให้เป็นหลักสูตรของนักเรียนชั้นประโยค ป.ธ. ๘ และ ป.ธ. ๙ คัมภีร์พระวิสุทธิมรรคนี้ บัณฑิตทั้งปวงพึงรู้ว่าพระคันถรจนาจารย์ผู้มีนามปรากฏว่า พระพุทธโฆสาจารย์ซึ่งได้จตุปฏิสัมภิทาญาณรู้แตกฉานชำนาญในพระไตรปิฎก ผู้มีปัญญาวิสารทะแกล้วกล้า ได้รจนาแต่งไว้ เพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา
คัมภีร์พระวิสุทธิมรรคนี้มี ๒๓ ปริเฉท ดังนี้
ปริเฉทที่ ๑ ชื่อ ศีลนิเทสแสดงด้วยศีลมีประเภทต่างๆ
ปริเฉทที่ ๒ ชื่อ ธุดงคนิเทสแสดงธุดงค์วัตร ๑๓ ประการ
ปริเฉทที่ ๓ ชื่อ กัมมัฏฐานคหณนิเทส แสดงด้วยวิธีเล่าเรียนพระสมถกัมมัฏฐาน
๔๐ ประการ
ปริเฉทที่ ๔ ชื่อ ปฐวีกสิณนิเทสแสดงด้วยปฐวีกสิณเป็นต้นที่ ๑
ปริเฉทที่ ๕ ชื่อ อวเสสกสิณนิเทส แสดงด้วยกสิณที่เหลือ ๙ ประการ รวมกับ
ปฐวีกสิณเป็น ๑๐ ประการ
ปริเฉทที่ ๖ ชื่อ อสุภนิเทส แสดงด้วยอสุภะ ๙ ประการ
ปริเฉทที่ ๗ ชื่อ ฉานุสสตินิเทส แสดงด้วยอนุสสติ ๖ คือ พุทธานุสสติ,
ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สีลานุสสติ, จาคานุสสติ, เทวตานุสสติ
ปริเฉทที่ ๘ ชื่อ เสสานุสสตินิเทส แสดงด้วยอนุสสติ ๔ ที่เหลือ คือ มรณานุสสติ
กายคตาสติ, อานาปานสติ, อุปมานุสสติ, รวมกับอนุสสติ ๖ จึงเป็น
อนุสสติ ๑๐ ประการ
ปริเฉทที่ ๙ ชื่อ พรหมวิหารนิเทสแสดงด้วยพรหมวิหารทั้ง ๔ คือ เมตตา, กรุณา,มุทิตา, อุเบกขา
ปริเฉทที่ ๑๐ ชื่อ อรูปนิเทส แสดงด้วยอรูปสมาบัติ ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ, วิญญาณัญจายตนะ, อภิญจัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ
ปริเฉทที่ ๑๑ ชื่อสมาธินิเทส แสดงด้วยสมาธิกับทั้งปฏิกูลสัญญาธาตุววัฏฐานนิเทส
ปริเฉทที่ ๑๒ ชื่อ อิทธิวิธีนิเทส แสดงด้วยฤทธิ์วิธีต่างๆ
ปริเฉทที่ ๑๓ ชื่อ อภิญญานิเทสแสดงด้วยอภิญญา ๕ มีทิพพโสต ทิพพจักษุ และเจโตปริยญาณ คือ กำหนดรู้วารจิตแห่งผู้อื่น เป็นต้น
ปริเฉทที่ ๑๔ ชื่อ ขันธนิเทส แสดงด้วยปัญจขันธ์และวิเศษนามแห่งขันธ์ต่างๆ
ปริเฉทที่ ๑๖ ชื่อ อายตนธาตุนิเทสแสดงด้วยอายตนะ ๒๑ และธาตุ ๑๘
ปริเฉทที่ ๑๗ ชื่อ ภูมินิเทส แสดงด้วยธรรม ๖ คือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท อันเป็นภูมิภาคพื้นแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน
ปริเฉทที่ ๑๘ ชื่อ วิสุทธินิเทส แสดงด้วยความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ คือความเห็น
ปริเฉทที่ ๑๙ ชื่อ กังขาวิตรณวิสุทธินิเทส แสดงด้วยความบริสุทธิ์ที่ล่วงข้ามความกังขาสงสัยเสียได้
ปริเฉทที่ ๒๐ ชื่อ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทส แสดงด้วยความบริสุทธิ์ในการเห็นอริยมรรค ด้วยญาณปัญญาว่า สิ่งนี้เป็นอริยมรรค สิ่งนี้ไม่ใช่อริยมรรค
ปริเฉทที่ ๒๑ ชื่อ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิเทส แสดงด้วยความบริสุทธิ์ในการเห็นด้วยปัญญาว่า มรรคควรปฏิบัติสืบต่อขึ้นไป
ปริเฉทที่ ๒๒ ชื่อ ญาณทัสสนนิเทส แสดงด้วยความบริสุทธิ์ในการเห็นอริยสัจและนิพพานด้วยปัญญาอันรู้เป็นจริงแจ้งชัด
ปริเฉทที่ ๒๓ ชื่อ ภาวนานิสังสนิเทส แสดงด้วยอานิสงส์ผลแห่งการภาวนาในวิปัสสนากัมมัฏฐาน รวมเป็น ๒๓ ปริเฉทบริบูรณ์
๑พุทธทาสภิกขุ , ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร? , (กรุงเทพมหานคร : สุขภาพใจ , ๒๕๓๘) , หน้า ๘๘ ๙๒–๙๕.
๑เสฐียรพงษ์ วรรณปก, (บทวิจารณ์จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน,๒๕๓๙)
๑พระมหาไพเราะ Ôตสีโล, (อ้างแล้ว) หน้า ๔-๕
๑พระมหาไพเราะ Ôตสีโล, (อ้างแล้ว) หน้า ๔๓
๑เอื้อน เล่งเจริญ, โลกทรรศน์ในพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส์, ๒๕๓๗) หน้า ๖๙–๗๒.
๑พระมหามังคลาจารย์, คัมภีร์วิสุทธิมรรค. (กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๒๑) หน้า ๒-๓