คุณสมบัติ ๑๑ ประการ

*********

  พระพุทธโฆสาจารย์ นับว่าเป็นนักปราชญ์ทางวรรณคดีบาลีโดยแท้ ถึงกับมีผู้กล่าวว่าหาท่านยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนี้  ท่านต้องได้รับรางวัลนักเขียนยอดเยี่ยม ซีไรท์เป็นแน่แท้  ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านเป็นผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติพิเศษ ๑๑ ประการ ดังนี้

  ๑. ปรมสุทฺธสทฺธาพุทฺธวิริยปฏิมณฺฑิเตนคือ ประดับด้วยศรัทธา พุทธิ (ความรู้) และวิริยะ (ความเพียร) อันหมดจดอย่างยิ่ง

  ๒. สีลาจารชฺชวมทฺทวาทิคุณสมุทยสมุทิเตนคือ เด่นด้วยคุณสมุทัยมีศีล อาจาระ และอาชวะ (ความซื่อตรง) มัทวะ (ความอ่อนโยน) เป็นอาทิ

  ๓. สกสมยสมยนฺตรคหนชฺฌาคณสมตฺเถนคือ สามารถในการหยั่งลงสู่ป่าชัฏ (คือวินิจฉัยข้อที่ยุ่งยาก) ได้ทั้งในลัทธิฝ่ายตนและในลัทธิฝ่ายอื่น

  ๔.  าเวยฺยตฺติสมนฺนาคเตนคือ ประกอบไปพร้อมด้วยความกระจ่างแห่งปัญญา

  ๕. ติปิฎกปริยตฺติปฺปเภทสาเถ สตฺถุ สาสเน อปฺปฏิหตาณปฺปภาเวนคือ มีอำนาจแห่งญาณอันไม่ข้องขัดในพระสัตถุศาสนา แยกประเภทเป็นปริยัติ คือพระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา

  ๖.  มหาเวยฺยากรเณน  คือ  เป็นนักไวยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่

  ๗. กรณสมฺปตฺติชนิตสุขวินิคฺคตมธุโรทารวจนลาวณฺณยุตฺเตน  คือ ประกอบด้วยความงามแห่งถ้อยคำอันไพเราะเป็นเลิศ ที่ความถึงพร้อมแห่งกรณ์ (คือเครื่องทำเสียง) ทำให้เกิดเสียงเปล่งออกมาได้คล่อง

  ๘.  ยุตฺตมุตฺวาทินา วาทิวเรนคือ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยม พูดได้ทั้งผูกทั้งแก้

  ๙.  มหากวินา  คือ เป็นมหากวี

๑๐. ปภินฺนปฏิสมฺภิทาปริวาเร ฉฬภิาทิเภทคุณปฏิมณฺฑิเตน อุตฺตริมนุสฺสธมฺเมอปฺปฏิหตพุทฺธีนํ เถรวํสปฺปทีปานํ เถรานํ มหาวิหารวาสีนํ วํสาลงฺการภูเตนคือ เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระฝ่านมหาวิหารผู้เป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ มีความรู้อันไม่ข้องขัดในอุตริมนุสสธรรม ซึ่งประกอบด้วยคุณต่างๆ มีอภิญญา ๖ เป็นต้น มีปฏิสัมภิทาอันแตกฉานเป็นบริวาร

๑๑. วิปุลวิสุทฺธพุทฺธินา  คือ มีความรู้หมดจดกว้างขวาง

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธโฆสาจารย์นับเป็นปราชญ์ทางวรรณกรรมบาลีผู้ยิ่งใหญ่ (Great  of  Literature) หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก

************

สังคหกถา

*********

  อนึ่งในเรื่องประวัติพระพุทธโฆสาจารย์นี้ พระบุรพาจารย์ในสิงหฬทวีป ได้กล่าวคาถารวมประวัติของท่านไว้ดังนี้

เมื่อ (ศาสนายุกาล)แต่ปรินิพพานแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล่วง

แล้ว ๙๕๖ พรรษา พระเจ้ามหานาม ทรงครองราชย์ในลังกาโดยทศพิธธรรม พราหมณ์มาณพผู้เกิดในบ้านใกล้โพธิมณฑ์ เป็นผู้รู้วิทยาและกระบวนการศิลปะ จบไตรเพท เจนจัดลัทธิ เชี่ยวชาญวาทะทั้งปวง มีความต้องการจะใช้วาทะจึงเที่ยวโต้วาทีไปในชมพูทวีป จนมาถึงวิหารแห่งหนึ่งตอนกลางคืน ปริวรรตปาตัญชลีมนต์ให้มีบทอันสมบูรณ์เป็นปริมณฑลดี  พระมหาเถระองค์หนึ่งชื่อ เรวตะในวิหารนั้นทราบชัดว่า สัตว์ผู้นี้มีปัญญามาก เราทรมานได้จะดี  ท่านจึงกล่าวเปรยว่า  ใครหนอร้องเป็นเสียงลา  พราหมณ์มาณพถามท่านว่า  ท่านรู้ความในเสียงร้องของพวกลาหรือ  เมื่อท่านรับว่ารู้จึงยังท่านให้ลงสู่ลัทธิของตน (คือเอาลัทธิของตนมาถามท่าน)  ท่านก็แก้ข้อความที่ตนถามๆ ได้ ทั้งชี้ข้อผิดพลาดได้ด้วย ครั้นท่านเตือน  (จะถามบ้าง)  ก็อนุญาตให้ท่านยังตนให้ลงสู่วาทะของท่านบ้าง (ท่านถามแล้ว) ไม่ (อาจ) แก้ความหมายแห่งบาลีมหาอภิธรรมแก่ท่านได้ จึงถามว่า  นี่เป็นมนต์ของใคร  ท่านบอกว่าเป็นมนต์ของพระพุทธเจ้า  จึงขอท่าน ท่านบอกว่า เราจะให้พุทธมนต์นั้นแก่คนที่ทรงเพศอย่างเราพราหมณ์มาณพนั้น อันบุพเหตุ (คือกุศลในปางก่อน) ทั้งหลายเตือน (ใจ) แล้วจึงบวชเพื่อต้องการมนต์ เธอได้อุปสมบทแล้วก็เรียนพระไตรปิฎก ภายหลังเลยถือเอาพระไตรปิฎกนั้นว่า นี่เป็นเอกายนมรรค (ทางดำเนินอย่างเอก ประเสริฐกว่าลัทธิของตน)ต่อมาท่านเป็นผู้ปรากฏ (เด่น) ดังดวงไฟ ดังดวงจันทร์ ดังดวงอาทิตย์ ซึ่งได้พยากรณ์กล่าวแก้ธรรมอันลึกแก่สัตว์ทั้งหลายละม้ายพุทธพยากรณ์ ท่านจึงได้นามว่า พุทธโฆสะเพราะโด่งดังไปในพื้นแผ่นดินแม้นพระพุทธองค์

ในครั้ง (อยู่ที่วิหาร) นั้น ท่านมีความรู้ได้แต่งปกรณ์ชื่อ ญาโณทัยไว้ในวิหารนั้น แล้วแต่งอรรถกถาธรรมสังคณี เริ่มจะแต่งอรรถกถาน้อยชื่อ อรรถสาลินี เพราะเรวตเถระเห็นเช่นนั้นจึงบอกว่า ปกรณ์ที่นำมาที่ (ชมพูทวีป) นี่มีแต่พระบาลีอรรถกถาหามีไม่ อาจริยวาทต่างๆ ก็ไม่มีเช่นกัน แต่อรรถกถาเป็นภาษาสีหลล้วน ที่พระมหินท์ผู้ทรงปรีชาญาณ ตรวจดูกถามรรคที่ได้ขึ้นสู่สังคีติทั้ง ๓ ครั้ง  นับถือเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ และพระเถระมรพระสารีบุตรเป็นต้น ร้อยกรองไว้ แล้วแต่งขึ้นไว้ในภาษาสีหล ยังเป็นไปอยู่ในสีหลทวีป  เธอจงไปที่สีหลทวีปนั้นตรวจดูอรรถกถาสีหลนั้น แล้วปริวรรตไว้ในภาษามคธเสียได้ อรรถกถา (ที่ปริวรรต) นั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งปวง

  เมื่อพระเถระบอกเช่นนั้นท่านผู้มีปัญญามาก ก็เลื่อมใสออก (เดินทาง) จากวิหารนั้นมาถึง (สีหล) ทวีปนี้ในรัชกาลพระราชาพระองค์นี้แหละ ท่านมาถึงมหาวิหารอันเป็นที่อยู่ของสาธุภิกษุทั้งปวง ไปสู่มหาปธานฆระ ได้ฟังอรรถกถาสีหลและเถรวาทะโดยตลอดจากสำนักพระสังฆปาละแล้ว ก็ตัดสินว่านี่แหละเป็นพระพุทธาธิบายของพระธรรมสามิศร์แท้ จึงนิมนต์สงฆ์ในวิหารนั้นมาพร้อมกันแล้วกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายโปรดให้หนังสือคัมภีร์ทั้งหลายแก่ข้าพเจ้าเพื่อจะทำอรรถกถาสงฆ์จะทดสอบปัญญา  จึงให้คาถา ๒ บท แก่ท่าน กล่าวว่า ท่านจงแสดงความสามรถของท่านในคาถา ๒ บทนี้ เราทั้งหลายเห็นความสามารถของท่านแล้วจึงจะให้หนังสือทั้งหมดท่านจึงรวบรวมพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา โดยย่นย่อแต่งปกรณ์วิสุทธิมรรคขึ้นในมหาวิหารนี้เอง  ครั้นแล้วจึงนิมนต์สงฆ์ผู้ฉลาดรู้พระสัมพุทธธรรมให้ประชุมกัน  ณ  ที่ใกล้มหาโพธิพฤกษ์  (ลังกา)  ปรารภจะให้อ่านปกรณ์วิสุทธิมรรคนั้น (ให้สงฆ์ฟัง)

เทวดาทั้งหลาย จะประกาศความมีฝีมือของท่านให้ปรากฏในมหาชน

จึงกำบังหนังสือนั้นไว้เสีย ท่านก็ทำขึ้นใหม่อีก ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง เมื่อนำหนังสือมาจะให้อ่านในครั้งที่ ๓พวกเทวดาก็เลิก (กำบัง) วางหนังสืออีก ๒ จบ  (ที่กำบังไว้)  ให้พร้อมกันในที่นั้น  ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายอ่านหนังสือ  (วิสุทธิมรรค) ๓ จบ นั้นด้วยกัน ความผิดเพี้ยนกันโดยคัณฐะก็ดี โดยอรรถก็ดี โดยเกณฑ์ก่อนหลังก็ดี โดยเถรวาททั้งหลายก็ดี โดยบาลีทั้งหลายก็ดี  โดยบททั้งหลายก็ดี โดยพยัญชนะทั้งหลายก็ดี  มิได้มีในหนังสือ (วิสุทธิมรรค)  ทั้ง ๓ จบนั้นครั้งนั้นสงฆ์ชื่นชมยินดีกันเป็นพิเศษ บอกป่าวกันเซ็งแซ่ไปว่า “ท่านผู้นี้คือพระเมตไตรย (มาเกิด) ไม่ต้องสงสัย” จึงมอบหนังสือคัมภีร์พระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาให้

ท่านอยู่ในวิหารอันเป็นบ่อเกิดแห่งคัมภีร์ เป็นที่ไกลความเกี่ยวข้อง (กับคนอื่น) ปริวรรตอรรถกถาสีหลทั้งหมดในครั้งนั้นมาในภาษามคธ อันเป็นมูลภาษาของอรรถกถาทั้งปวงนั้น อรรถกถา (ที่ท่านปริวรรต) นั้นก็ได้นำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ประชุมชนทุกภาษา พระอาจารย์ชั้นพระเถระทั้งปวง (นับ) ถืออรรถกถานั้นแม้นภาษาบาลี

ครั้นเมื่อกิจที่พึงทำถึงซึ่งความสำเร็จแล้ว ท่านก็กลับไปชมพูทวีป

เพื่อจะไหว้พระมหาโพธิ์ (ที่พุทธคยา)พระเจ้ามหานาม ทรงครองแผ่นดินอยู่ ๑๒ ปี ทรงทำบุญหลายอย่างต่างประการแล้ว ก็เสด็จไป (สู่ปรโลก) ตามกรรม

ฝ่ายพระเถระพุทธโฆสะ ครั้นทำอรรถกถาพระไตรปิฎก ทำประโยชน์

เกื้อกูลแก่สัตว์โลกเป็นอันมากแล้ว อยู่ไปจนตลอดอายุ ก็ไปสู่ดุสิตเทวโลกแล

ประวัติพระพุทธโฆสะนี้  ข้าพเจ้าเรียบเรียงตามนัยที่กล่าวไว้ใน

คัมภีร์สัทธัมมสังคหะ และในคัมภีร์มหาวงศ์โบราณวิญญูชนผู้ใคร่จะทราบข้อที่แปลกออกไป (จากที่ข้าพเจ้าเรียบเรียงมานี้) ก็พึงทราบได้ในคัมภีร์นั้นๆ ตามควร คือในพุทธโฆสนิทานบ้าง หรือในวังสมาลินีบ้าง ในปกรณ์วิเศษชื่อ ญาโณทัยบ้าง

ก็แล  บุญมหรรณพอันข้าพเจ้าทั้งหลายได้แล้ว  ด้วยการ

ชำระปกรณ์วิสุทธิมรรคมาเพียงเท่านี้ ขอเทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงอนุโมทนาบุญนั้น เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวงเถิด ขอสัตว์ทั้งหลายจงรักษาศีล เจริญจิตภาวนาด้วยศรัทธา และจงอย่าประมาทปัญญา ด้วยว่านั่นเป็นทางแห่งวิสุทธิ

ขอสัตว์ทั้งหลายผู้ต้องทุกข์ จงนิรทุกข์ด้วย ผู้ต้องภัย จงนิรภัย

ด้วย  ผู้ต้องโศก จงนิรโศกด้วย  และสาธุชนทั้งหลาย จงถึงซึ่งความบริสุทธิ์ เทอญ

************

สรุปประวัติ

พระพุทธโฆสาจารย์

*********

ในอดีต   เมื่อพระพุทธศาสนาได้เสื่อมจากประเทศอินเดียไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเกาะลังกา (ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน)  พระพุทธโฆสะหรือพระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนา  ธัมมปทัฏฐกถานี้ เป็นชาวอินเดีย บ้านเกิดของท่านคือ โฆสคามใกล้พุทธคยาสถานที่ตรัสรู้จองพระพุทธเจ้า  บิดาชื่อ เกสะ  มารดารชื่อเกสี  บวชในสำนักของพระเรวตเถระ  สาเหตุที่ได้นามว่า พุทธโฆสะ  เพราะท่านมีชื่อเสียงกึกก้องเหมือนพระพุทธเจ้า  ท่านเดินทางไปเกาะสีหล  (เกาะลังกา)  เพื่อแปลพระไตรปิฎก พร้อมทั้งหนังสืออรรถกถา ซึ่งถูกจารึกไว้ด้วย ภาษาสิงหฬเป็น ภาษามคธหรือ ภาษาบาลี” “ธัมมปทัฏฐกถาเมื่อ พ.ศ. ๙๕๖ ได้ถูกปริวรรตจากภาษาสิงหฬเป็นภาษาบาลีด้วย ดังนั้น ธัมมปทัฏฐกถาจึงเริ่มเป็นที่รู้จักของชาวโลกตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา

คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาหรือธรรมบทอุปมาเหมือนปิยมิตรผู้ซื่อสัตย์คอยชี้ทางแห่งความสุขและความเจริญ  และคอยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น  คำสอนในคัมภีร์พระธรรมบทมีคุณค่าและเหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัยทุกเชื้อชาติศาสนาดังนั้นคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถาหรือธรรมบทจึงได้ชื่อว่าวรรณคดีโลก

คัมภีร์ที่ท่านได้รจนาไว้เท่าที่ทราบคือวิสุทธิมรรคสมันตปาสาทิกาญาโณทัย  อัตถสาลินีและ ธัมมปทัฏฐกถาทางคณะสงฆ์ของเมืองไทยได้ใช้หนังสือของท่านเป็นหลักสูตรในการเรียนบาลีตั้งแต่ชั้นประโยค๑ - ๒ถึงประโยค ป.ธ. ๙จนถึงปัจจุบันนี้

************

ภาคผนวก

*********

  ส่วนใหญ่ พระสงฆ์นิกายเถรวาทจะยอมรับหลักฐานว่า คัมภีร์อรรถกถามีมาแต่เดิม ตั้งแต่สังคายนาครั้งที่ ๑ แล้ว แต่มีในลักษณะเป็นต้นเค้าและได้พัฒนามาจนสมบูรณ์ในสังคายนาครั้งที่ ๓ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความเป็นมาของคัมภีร์อรรถกถานี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง บางกลุ่มให้ทัศนะว่า หากยอมรับกันว่าอักขรวิธีมีใช้กันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ก็น่าจะยอมรับว่า การแต่งและการจารึกอรรถกถาก็ต้องทำกันมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่การแต่งและการจาริกยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น หากแต่สมบูรณ์ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ แล้วได้นำไปแปลเป็นภาษาสิงหฬในศรีลังกา สมัยต่อมา เหตุการณ์ในอินเดียได้เปลี่ยนแปลงไป คัมภีร์อรรถกถาที่เป็นภาษามคธ (บาลี) ได้สูญหายไป จึงจำเป็นต้องอาศัยอรรถกถาที่เป็นภาษาสิงหฬเป็นต้นฉบับ ในการแปลกลับมาสู่ภาษาเดิม ในราวพุทธศตวรรษที่ ๕ โดยพระพุทธโฆสาจารย์เป็นผู้แปลร่วมกับพระเถระอื่นๆ

  ดังนั้นจึงอาจแบ่งทัศนะเกี่ยวกับจุดกำเนิดของคัมภีร์อรรถกถาออกได้ ๒ ทัศนะ คือ กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า อรรถกถามีมาแล้วตั้งแต่สมัยพุทธกาล อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า คัมภีร์อรรถกถาเกิดขึ้นหลังพุทธกาล ความเชื่อเช่นนี้ก็เท่ากับว่า คัมภีร์อรรถกถาเป็นอีกยุคหนึ่งที่สืบต่อจากยุคพระไตรปิฎก กลุ่มหลังนี้ถือเอาจากการศึกษาประวัติวรรณคดีบาลี

อรรถกถาที่มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธโฆสาจารย์

  . อรรถกถาภาษาสิงหฬโบราณ

อรรถกถาภาษาสิงหฬโบราณที่จะกล่าวต่อไปนี้ ต้นฉบับได้สูญหายไปหมดแล้ว ซึ่งแยกออกเป็น ๓ หมวด คือ

  .๑ อรรถกถาวินัยปิฎก ได้แก่

(๑)  มหาอรรถกถาหรือมูลอรรถกถา เป็นผลงานของพระสงฆ์คณะมหาวิหารเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา แก้ครบทั้ง ๓ ปิฎก

(๒)  มหาปัจจรีอรรถกถาคือ อรรถกถาแพใหญ่  แต่งขณะที่นั่งบนแพ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

(๓)  กุรุนทีอรรถกถาแต่งที่กุรุนทีมหาวิหารในศรีลังกา ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

(๔)  อันธกัฏฐกถาแต่งเป็นภาษาอันธกะ แล้วสืบต่อกันมาขยายไปยังเมืองกัฏฐิปุระ หรือเมืองคอนเจวารามในอินเดียภาคใต้ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

(๕)  สังเขปัฏฐกถาคือ อรรถกถาย่อ สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งในอินเดียภาคใต้ ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง

(๖)  วินัยอัฏฐกถาไม่ปรากฏสถานที่แต่งและชื่อผู้แต่ง

  .๒ อรรถกถาสุตตันตปิฎก ได้แก่

  (๑)  มหาอรรถกถา  หรือ มูลอรรถกถา

  (๒)  สุตตันตอรรถกถา   หรือ อรรถกถาพระสูตร

  (๓)  อาคมัฏฐกกถา   อรรถกถานิกาย ๔

  (๔)  ทีมัฏฐกถา   อรรถกถาทีฆนิกาย 

  (๕)  มัชฌิมัฏฐกถา  คืออรรถกถามัชฌิมนิกาย

  (๖)  สังยุตตัฏฐกถา  คืออรรถกถาสังยุตตนิกาย

  (๗)  อังคุตตรัฏฐกถา  คืออรรถกถาอังคุตตรนิกาย



มหามงกุฏราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล เล่ม ๓, (กรุงเทพฯ : มหามงกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๖) หน้า ๓๐๕

  บาลีในที่นี้ทุกบทอยู่ในรูปของตติยาวิภัตติ ใช้เป็นวิเสสนะของ เถเรน คือ พระพุทธโฆสาจารย์.

มหามงกุฏราชวิทยาลัย, (อ้างแล้ว) หน้า ๓๑๕

ปาฐะพิมพ์ไว้เป็น สตึ เข้าใจว่าคลาดเคลื่อน ที่จะถูกเป็น มตึ

คาถานี้ พระธรรมไตรโลกาจารย์ เขมจารี เรียบเรียง

ทองหล่อ  วงษ์ธรรมา (อ้างแล้ว) หน้า ๖๑–๖๔.