โครงการธรรมศึกษาวิจัย

ธรรมที่นำมาใช้กับชีวิตปัจจุบัน

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษา ธรรมที่นำมาใช้กับชีวิตปัจจุบัน ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้เพื่อให้เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงนำธรรมที่นำมาใช้กับชีวิตปัจจุบันสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมที่นำมาใช้กับชีวิตปัจจุบัน

อคติ  4

อคติ  แปลว่า  ทางที่ไม่ควรดำเนิน หมายถึงความลำเอียง  ความไม่ยุติธรรมอันเป็นข้อห้าม  สำหรับผู้ปกครอง

อคติ  4  ประกอบด้วยคำลำเอียง  4  ประการคือ

1.  ฉันทาคติ  คือ  ความลำเอียงเพราะชอบหรือเพราะรัก  มักเกิดกับบุคคลที่ใกล้ชิด

2.  โทสาคติ  คือ  ความลำเอียงเพราะโกรธหรือไม่ชอบ

3.  หาคติ  คือ  ความลำเอียงเพราะหลง  รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ภยาคติ  คือ  ความลำเอียงเพราะความกลัว  หรือเกรงใจผู้มีอำนาจ

  ทศพิธราชธรรม

  ทศพิธราชธรรม  แปลว่า  ธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์มี  10  ประการได้แก่

1.  ทาน หมายถึงการให้  แบ่งออกเป็น  วัตถุทาน  คือการให้วัตถุสิ่งของส่วนธรรมทานคือการให้ความถูกต้องยุติธรรม  และอภัยทาน  เป็นการยกเว้นโทษต่อบุคคลและสตรีที่มีคุณประโยชน์

2.  ศีล  คือ ข้อปฏิบัติทางกาย  วาจา  ใจ  ในทางที่ชอบที่ควร

3.  บริจาค  หมายถึง  การเสียสละ  และปล่อยวาง  สิ่งของที่ควรบริจาคได้แก่  การสละวัตถุสิ่งของเพื่อสังคม,สละกิเลสเพื่อความถูกต้องยุติธรรม,การสละตนเพื่อส่งเสริมการทำความดีเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

4.  อาชวะ  คือ  ความซื่อตรงไม่หลอกลวงปฏิบัติอย่างที่พูด  บุคคลควรซื่อตรงกับสิ่งต่อไปนี้ซื่อตรงต่อบุคคล,เวลาและหน้าที่

5.  มัทวะ  คือ  ความอ่อนโยน  ตามเหตุผล  ไม่ดื้อดึงด้วยอำนาจอุปกิเลส

6.  ตบะ คือ  ความแผดเผากิเลส  โดยเฉพาะความเกียจคร้านดังนั้นตบะจึง  หมายถึง  ความเพียรการตั้งใจ

7.  อักโกธะ คือการไม่แสดงความโกรธให้ปรากฎ  หมายถึงการไม่พยาบาทมุ่งร้ายผู้อื่น

8.  อวิหิงสา  คือ  การไม่เบียดเบียนและไม่ก่อความทุกข์ยากแก่ผู้อื่น

9.  ขันติ  คือ ความอดทน  อันเป็นการระงับจิตใจไม่ให้เป็นไปตามอำนาจกิเลส

10.อวิโรธนะ  หมายถึง  การไม่ประพฤติผิดตามธรรมนองครองทำ

2.1  มงคลชีวิต

มงคลชีวิต  หมายถึง  เหตุแห่งความสุข  และความเจริญก้าวหน้าของชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อควรประพฤติปฏิบัติซึ่งมีอยู่  38  ประการ  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

-  ความไม่ประมาท  คือ  ความมีสติ  อันเป็นการระลึกได้ก่อนทำ  ก่อนพูด  อีกทั้งยังจดจำได้ภายหลังการกระทำหรือการพูดล่วงไปแล้ว  สำหรับลักษณะของความไม่ประมาท  คือ ต้องบำเพ็ญกายให้สุจริต  วจีสุจริต  และมโนสุจริต  และทำความเห็นให้ถูกต้อง

-  ความเคารพ  คือกิริยาที่ยกย่องเชิดชูในบุคคลหรือสิ่งอันควรอันเหมาะสม  การเคารพสามารถแสดงได้ด้วยกิริยาอาการต่าง ๆ ตามพื้นฐานของแต่ละวัฒนธรรมความเคารพตรงข้ามกับการดูหมิ่นเหยียดหยาม  สำหรับสิ่งที่ควรเคารพ  ได้แก่  การเคารพในบุคคล และการเคารพในธรรม

-  ความอ่อนน้อมถ่อมตน  หมายถึง  การนำเอาความเย่อหยิ่งออกไป  จึงเป็นการลดตนหรือถ่อมตัวลงซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า  ความเย่อหยิ่ง  อันหมายถึง  การทะนงตนว่าดีกว่าผู้อื่น  ไม่รู้จักที่สูงหรือที่ต่ำ  สำหรับสาเหตุแห่งความเย่อหยิ่งนั้นมีหลายประการด้วยกัน  เช่น  ชาติกำเนิดสูง , ความมั่งมีทรัพย์สิน , เกิดในวงค์ตระกูลที่มีชื่อเสียงและผู้ที่มีภูมิความรู้สูงเป็นต้น

-  ความสันโดษ  คือ  ความชอบใจ  พอใจ  หรือยินดีกับสิ่งของที่ตนมีอยู่ ปราศจากความโลภในสิ่งของผู้อื่น  ความสันโดษจำแนกได้เป็น  3  ลักษณะด้วยกันคือ

1.  ยินดีกับสิ่งของของตน  ที่หามาได้ด้วยความสามารถ  ความสุจริต  ซื่อสัตย์

2.  ยินดีกับสิ่งของที่มีอยู่  จะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม  ก็พอใจที่ตนมีอยู่เท่านั้น

3.ยินดีกับสิ่งของที่ควรแก่ตน  คือสิ่งของที่เรามีอยู่และเป็นของเราโดยชอบธรรมพระพุทธเจ้าได้ตรัสชมเชย  ความสันโดษไว้หลายประการ  เช่น  ความสันโดษเป็นมงคลชีวิตอันสูงสุด  ความสันโดษเป็นทรัพย์อย่างสูงสุด  เป็นต้น

-  ความอดทน  คือ  ความอดกลั้น  อดทนระงับจิตใจต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ต้องประสบ  ความอดทนจำแนกได้ดังนี้

1.ความอดทนต่อทุกขเวทนา  อันเนื่องมาจากเจ็บไข้โดยอดทนอยู่อย่างสงบ  ซึ่งสามารถปฏิบัติได้โดยการฝึกใช้ปัญญา  พิจารณาให้เห็นว่าความดิ้นรน กังวลจะไม่ทำให้ความเจ็บป่วยคลายลงได้  ดั่งพุทธภาษิตที่ว่า  “ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์”

2.ความอดทนต่อการทำงานหนัก  และความยากลำบาก  เพราะผู้ที่ทำงานหนักนั้นย่อมจะต้องเหนื่อยล้า  การอดทนด้วยการพักผ่อนเป็นระยะ ๆ และการใช้หลักแห่งขันติ  มีความพอใจในการทำงาน  บากบั่นย่อมจะทำให้งานสำเร็จลงได้ดังพุทธภาษิตที่ว่า  “ความอดทนนำประโยชน์สุขมาให้”

3.ความอดทนต่อความเจ็บใจ  หรือการถูกกล่าวร้าย  การอดกลั่นได้ด้วยการมีสติยับยั้งอำนาจความโกรธได้  ซึ่งจะต้องรู้จักฝึกอบรมจิตใจให้มีโทสะน้อยลงหรือสามารถที่จะชนะกิเลสของตนได้  ดังพุทธภาษิตที่ว่า “ความอดทนคือความอดกลั่นเป็นตบะอย่างยิ่ง”

ความหมายและธรรมชาติของอคติ  4

  อคติ  แปลว่า  ไม่ใช่ทางไป  ไม่ใช่ทางเดิน  ไม่ควรไป  ไม่ควรเดิน  ในภาษาไทย  หมายถึง  ความลำเอียงความไม่ยุติธรรม  ความไม่เป็นธรรม

  อคติเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังมีกิเลสซึ่งจะต้องมีด้วยกันทุกคน  เพราะปกติคนเราจะทำอะไรก็ตาม  มักจะคิดถึงประโยชน์ของตนเอง  ญาติพี่น้อง  หรือพวกพ้องก่อนเสมอ  ซึ่งการกระทำในลักษณะเช่นนี้เป็นสาเหตุทำให้ความถูกใจอยู่เหนือความถูกต้อง  ความผิดอยู่เหนือความถูกหรือเห็นผิดเป็นชอบ

ประเภทของอคติ  4

  พระพุทธศาสนาแบ่งอคติออกเป็น  4  ประเภท  ตามพื้นฐานแห่งจิตใจ  คือ

  1.  ฉันทาคติ  ความลำเอียงเพราะความรักใคร่  หมายถึง  การทำให้เสียความยุติธรรม  เพราะอ้างเอาความรักใคร่หรือความชอบพอกัน  ซึ่งมักเกิดกับตัวเอง  ญาติพี่น้อง  และคนสนิทสนม  การแก้ไขฉันทาคติต้องทำใจให้เป็นกลางโดยการปฏิบัติต่อทุกคนให้เหมาะสมเหมือน ๆ กัน

  2.  โทสาคติ  ความลำเอียงเพราะความไม่ชอบ  เกลียดชัง  หรือโกรธแค้น  หมายถึง  การทำให้เสียความยุติธรรม  เพราะความโกรธ  หรือลุอำนาจโทสะ  การแก้ไขโทสาคติทำได้ด้วยการทำใจให้หนักแน่น  รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา  และพยายามแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน

  3.  โมหาคติ  ความลำเอียงเพราะความไม่รู้  หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  หมายถึง  การทำให้เสียความยุติธรรมเพราะความสะเพร่า  ความไม่ละเอียดถี่ถ้วน  รีบตัดสินใจก่อนพิจารณาให้ดี  วิธีแก้ไขทำได้โดยการเปิดใจให้กว้าง  ทำใจให้สงบ  มองโลกในแง่ดี  และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น

  4.  ภยาคติ  ความลำเอียงเพราะความกลัว  หมายถึง  การทำให้เสียความยุติธรรม  เพราะมีความหวาดกลัวหรือเกรงกลัวภยันอันตราย  วิธีแก้ไขทำได้ด้วยการพยายามฝึกให้เกิดความกล้าหาญ  โดยเฉพาะความกล้าหาญทางจริยธรรม  คือ  กล้าคิด  กล้าพูดในสิ่งที่ดีงาม

แนวทางปฏิบัติเพื่อชีวิตและสังคม

  อคติเป็นทางที่ไม่ควรปฏิบัติ  ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงโดยการพิจารณาถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา หากพิจารณาว่าเรากำลังมีจิตใจลำเอียงก็ให้ปรับปรุงพฤติกรรมของตนเองใหม่ให้ตรงกันข้ามคือความไม่ลำเอียง

  โดยปกติคนเราชอบความซื่อสัตย์  ความยุติธรรม  และเกลียดความลำเอียง  แต่การที่เราจะสร้างความซื่อสัตย์  ความยุติธรรม  และหลีกเลี่ยงความลำเอียงได้นั้นค่อนข้างยาก  วิธีเดียวที่ทำได้คือ  ฝึกฝนจิตใจโดยถือหลักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เราเกลียดความยุติธรรม  ความไม่ชอบธรรมอย่างไร  คนอื่นก็เช่นเดียวกับเราเกลียดความลำเอียงชอบความยุติธรรมเหมือนกัน

มงคลที่  21

ความไม่ประมาทในธรรมเป็นมงคลอันอุดม

ความไม่ประมาทในธรรม  หมายถึงการที่มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาให้ระลึกที่จะทำความดี  และขับไล่  ความคิดที่ไม่ดี  ออกไป

การฝึกสติให้เป็นคนไม่ประมาท

1.  มีสติระลึกถึงการละเว้นทุจริตทางกาย  วาจา  ใจ  อยู่เนือง ๆ มิได้ขาด 

2.  มีสติระลึกถึงการประพฤติสุจริตทางกาย  วาจา ใจ  อยู่เนือง ๆ

3.  มีสติระลึกถึงความทุกข์ในอบายภูมิ อยู่เนือง ๆ  มิได้ขาด

4.  มีสติระลึกถึงความทุกข์  อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดของ

  สัตว์ในวัฏฏสงสารอยู่เนือง ๆ  มิได้ขาด

5.  มีสติระลึกถึงกรรมฐานภาวนาที่จะละราคะ  โทสะโมหะให้ขาดจากสันดานอยู่เนือง ๆ มิได้ขาด

สิ่งที่ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง

1.  ไม่ประมาทในเวลา  มีสติเตือนตนอยู่เสมอว่า

“วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่”

2.  ไม่ประมาทในวัย  อย่าคิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่

3.  ไม่ประมาทในความไม่มีโรค  อย่าคิดว่าเราจะ  แข็งแรงอย่างนี้ตลอดไป

4.  ไม่ประมาทในชีวิต  อย่าคิดว่าเรามีชีวิตอยู่สุข  สบายดี  และยังมีชีวิตอยู่อีกนาน

5.  ไม่ประมาทในการงาน  ทำงานอย่างทุ่มเท ทำงานไม่คั่งค้างไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

6.  ไม่ประมาทในการศึกษา  ขวนขวายหาความรู้อย่างเต็มที่

7.  ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม  จะปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ย่อท้อ

อานิสงส์การไม่ประมาทในธรรม

1.  ทำให้ได้รับมหากุศล

2.  ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ตายสมดังพุทธวจนะ

3.  ทำให้ไม่ตกไปสู่อบายภูมิ

4.  ทำให้คลายจากความทุกข์

5.  ทำให้เพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายในการสร้างความดี

6.  ย่อมมีสติอันเป็นทางมาแห่งการสร้างกุศลอื่น ๆ

7.  ย่อมได้รับความสุขในการดำรงชีพ

8.  เป็นผู้ตื่นตัว  ไม่เพิกเฉยละเลยในการสร้างความดี

9.  ความชั่วความไม่ดีต่าง ๆ ย่อมสูญสิ้นไปโดยพลัน

“เวลาใด  บัณฑิตกำจัดความประมาท  เมื่อนั้น  เขานับว่าได้ขึ้นสู่ปราสาท  คือ  ปัญญา  ไร้ความเศร้าโศกสามารถมองเห็นประชาชนโง่เขลา  ผู้ยังต้องเศร้าโศกอยู่

เสมือนคนยืนอยู่บนยอดเขา  มองลงมาเห็นฝูงชน  ที่ยืนอยู่บนพื้นดินฉะนั้น

(จากหนังสือ  มงคลชีวิต  ฉบับธรรมทายาท  โดยพระสมชาย  ฐานวุทโฒ  หน้า  33 –35)

มงคลที่  22

  ความเคารพ  หมายถึง  ความตระหนัก  ซาบซึ้ง  รู้ถึงคุณความดีที่มีอยู่จริงของบุคคลอื่นยอมรับ  นับถือความดีของเขาด้วยใจจริง  แล้วแสดงความนับถือต่อผู้นั้นด้วยการแสดงความอ่อนน้อม  อ่อนโยน  อย่างเหมาะสมทั้งต่อหน้าและลับหลัง

  สิ่งที่ควรเคารพอย่างยิ่ง  มี  7  ประการ ได้แก่

  -  ให้มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  คือตระหนักถึงพระคุณความดีอันมีอยู่ในพระองค์ได้แก่  พระปัญญาธิคุณ  พระกรุณาธิคุณ  และพระบริสุทธิคุณ  แล้วแสดงออกซึ่งความเคารพดังนี้ไปไหว้พระเจดีย์  สังเวชนียสถานตามโอกาสเคารพพระพุทธรูป  เขตพุทธาวาส  ไม่สวมรองเท้าไม่กางร่มในลานพระเจดีย์  ปฏิบัติตามพุทธโอวาทอยู่เป็นนิตย์

ความเคารพในพระธรรมคือตระหนักถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลของพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แล้วแสดงออกซึ่งความเคารพดังนี้ไปฟังธรรมและฟังด้วยความสงบไม่ดูหมิ่นพระธรรมไม่วางหนังสือธรรมะไว้ในที่ต่ำ  บอกและสอนธรรมด้วยความระมัดระวังไม่ผิดพลาด

ความเคารพในพระสงฆ์คือ  ตระหนักถึงคุณความดีของพระสงฆ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบเป็นผู้สืบอายุพระพุทธศาสนา  แล้วแสดงออกซึ่งความเคารพดังนี้ กราบไหว้โดยกิริยาอาการเรียบร้อย  ไม่สวมรองเท้าไม่กางร่มในที่ประชุมสงฆ์  ไม่อวดรู้แก้ปัญหาธรรม  ดูแลท่านด้วยจิตเลื่อมใส  ต้อนรับท่านด้วยไทยธรรม  ไม่ยืน  เดิน  นั่ง เบียดพระเถระ

ความเคารพในการศึกษาคือตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาหาความรู้  แล้วแสดงออกซึ่งความเคารพ  โดยตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ทั้งทางโลกและทางธรรม

ความเคารพในสิทธิคือตระหนักถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลของการทำสมาธิแล้วแสดงออกซึ่งความเคารพ  โดยตั้งใจฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอให้มากที่สุด

ความเคารพในความไม่ประมาทคือตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการมีสติกำกับตัวในการทำงานต่าง ๆ แล้วแสดงออกซึ่งความเคารพโดยหมั่นฝึกสติเพื่อให้ไม่ประมาท  ด้วยการเจริญภาวนาอยู่เนื่อง ๆ มิได้ขาดความเคารพในการต้อนรับแขกคือตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการต้อนรับแขก  ว่าทำให้ไม่ก่อศัตรู  เราจึงต้องให้ความสำคัญแก่ผู้มาเยือน ด้วยการต้อนรับ  2  ประการ  คือ

1.  อามิสปฏิสันถาร  ต้อนรับด้วยสิ่งของ  เช่น อาหาร  น้ำดื่ม  เลี้ยงดูอย่างดี

2.  ธรรมปฏิสันถาร  ต้อนรับด้วยธรรม  เช่น  สนทนาธรรมกัน  แนะนำธรรมะให้แก่กัน

อานิสงส์การมีความเคารพ

1.  ทำให้เป็นคนน่ารัก  น่าเอ็นดู  น่าเกรงขาม

2.  ทำให้ได้รับความสุขกาย  สบายใจ

3.  ทำให้ผิวพรรณผ่องใส

4.  ทำให้ไม่มีความเดือดร้อนไม่มีเวร  ไม่มีภัย

5.  ทำให้สามารถถ่ายทอดความดีจากผู้อื่นได้ง่าย

6.  ให้ผู้อื่นอยากช่วยเหลือเพิ่มเติมคุณความดีให้

7.  ทำให้สติดีขึ้น  เป็นคนไม่ประมาท

8.  ทำให้เป็นคนมีปัญญาละเอียดอ่อน  รู้จริงและทำได้จริง

9.  ทำให้เกิดในตระกูลสูงไปทุกภพทุกชาติ

10.  ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

มงคลที่  23

ความอ่อนน้อมถ่อมตน  มาจากภาษาบาลีว่า  นิวาโต  ซึ่งแปลว่า  ไม่พองลม  เอาลมออกแล้ว  คือเอามานะทิฏฐิออก  มีความสงบเสงี่ยม  ไม่ทะนงตนไม่เย่อหยิ่งจองหอง  ความอ่อนน้อมถ่อมตน  เป็นการปรารภตนเอง  คือคอยตามพิจารณาข้อบกพร่องของตนเองสามารถประเมินค่าของตนเองได้ถูกต้องตามความเป็นจริง  สามารถน้อมตัวลงเพื่อถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นเข้าสู่ตนเองได้อย่างเต็มที่  คนที่มีความเคารพอาจขาดความถ่อมตนก็ได้ชอบเอาตัวเข้าไปเทียบด้วย  คอยคิดว่าข้าวิเศษกว่าทุกที

ลักษณะของผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

  ครั้งหนึ่ง  พระสารีบุตรถูกพระภิกษุรูปหนึ่งใส่ความว่า  ทนงตนว่าเป็นอัครสาวกแล้วแกล้งมาเดินกระทบตน  พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพระสารีบุตรในที่ประชุมสงฆ์ว่าเป็นจริงหรือไม่

  พระสารีบุตรทูลว่า  “ข้าพระพุทธเจ้ามีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ  ระมัดระวังตน  ประคองสติอันเป็นไปในกาย  เสมือนบุรุษประคองถาดซึ่งบรรจุน้ำมันอยู่เต็มเปี่ยม  และมีคนถือดาบอยู่เบื้องหลังพร้อมขู่ว่า  ถ้าน้ำมันหกจะประหารเสีย  ข้าพระองค์ประพฤติตนเสมือนผ้าเก่าสำหรับเช็ดภาชนะเสมือนโคที่ขาดเขาเสียแล้ว  เสมือนเด็กจัณฑาลที่พลัดเข้าไปในหมู่บ้านย่อมไม่มีอำนาจที่จะแกล้วกล้าอาจหาญประการใด……”

  เมื่อพระสารีบุตรพูดเช่นนี้พระภิกษุรูปนั้นก็เกิดความเร้าร้อนในสรีระเหมือนมีไฟมาเผาตัวอดรนทนไม่ได้  ต้องลุกขึ้นขอโทษพระสารีบุตร  และยอมรับสารภาพต่อหมู่สงฆ์ว่ากล่าวขู่ใส่ความพระสารีบุตร

  พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่า  “พระสารีบุตรมั่นคงเหมือนแผ่นดิน  เหมือนเสาหิน  เป็นผู้ไม่แสดงอาการยินดียินร้าย  เป็นผู้คงที่และมีวัตรดี  เป็นผู้ใสสะอาดเหมือนน้ำที่ไม่มีฝุ่นหรือโคลนตมสังสารวัฏย่อมไม่มีแก่บุคคลเช่นนี้

มงคลที่  24

เรื่อง  “ความสันโดษทำให้เกิดสุข”

  สันโดษ  หมายถึง  ให้รู้จักพอ  รู้จักประมาณ

  ลักษณะของความสันโดษ มี 3  อย่าง  ดังต่อไปนี้

1.  สเกนสันโดษ  ยินดีตามมี  หมายถึงยินดีกับสิ่งที่คนมีอยู่แล้ว  บุคคลเมื่อพอใจในสิ่งใดเขาย่อมก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในสิ่งนั้น

    สันโดษข้อนี้  จะเป็นเครื่องกำจัดความเกียจคร้านเบื่อหน่าย  และโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน

2.  สันเตนสันโดษ  ยินดีตามได้  หมายถึงยินดีกับของส่วนที่ตนได้มา  คือเมื่อแสวงหาประโยชน์อันใดแล้วได้เท่าไรก็พอใจเท่านั้น  ไม่กระวนกระวายเป็นทุกข์

คนที่ขาดสันโดษข้อนี้  มักจะคิดเสมอว่าสิ่งที่ตนไม่ได้มาย่อมดีกว่าที่มีอยู่เสมอ

3.  สเมนสันโดษ  ยินดีตามควร  หมายถึง  ยินดีกับของที่สมควรกับตนเท่านั้น  โดยพิจารณาจากหลัก  3  ประการ  ดังนี้

3.1ยถาลาภะ  ควรแก่ฐานะ  คือให้พิจารณาว่าเรามีฐานะเป็นอะไร

3.2ยถาพละ  ควรแก่สมรรถภาพ  คือคนเรามีความสามารถไม่เท่ากัน

3.3ยถาสารุป  ควรแก่ศีลธรรม  คือของใดก็ตามที่ควรกับฐานะของเรา  ควรแก่ความสามารถของเรา  แต่ถ้าไปยินดีกับของนั้นแล้วจะทำให้เราผิดศีลธรรมไม่เป็นคนลุแก่อำนาจความมักได้

ข้อเตือนใจ

  สันโดษเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ  เป็นไปเพื่อความเจริญสุขทั้งแก่ตนเอง  ครอบครัวและสังคมประเทศชาติ  ถ้าแต่ละคนรู้จักสถานภาพของตนเอง  สำนึกในฐานะ  ความสามารถ  และความมีคุณธรรมของตนอยู่เสมอแล้ว  ความมีสันโดษจะเกิดขึ้นเอง

สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้จักพอ

1.  อำนาจวาสนา

2.  ทรัพย์สมบัติ

3.  อาหาร

4.  กามคุณ

นิทานสอนใจเรื่องความสันโดษ

มีสุนัจอดโซตัวหนึ่งเดินพลัดหลงทางเข้ามาในบ้าน  เจ้าของบ้านสงสารหาน้ำข้าวให้กินพอกินน้ำข้าวได้  7  วัน  วันที่  8  จะกินข้าว  พอเจ้าของบ้านหาข้าวให้กิน  กินข้าวได้  7  วันวันที่  8  ก็จะกินกับ  พอเจ้าของบ้านหากับให้กิน  กินกับได้  7  วัน  วันที่  8  จะขึ้นโต๊ะกินร่วมกับเจ้าของบ้านจึงถูกไล่เพ่นออกจากบ้าน  เพราะมันเป็นโรคไม่รู้จักพอ

วิธีฝึกให้มีสันโดษ

1.  ให้หมั่นพิจารณาถึงความแก่  ความเจ็บ  ความตาย  อยู่ตลอดเวลา  ว่าเราจะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้  เมื่อพิจารณาบ่อยเข้าความโลภก็จะลดลงความสันโดษก็จะเกิดขึ้น

2.  ให้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร  กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน  เป็นการฝึกสันโดษขั้น  พื้นฐาน

3.  ให้หมั่นให้ทานอยู่เสมอ ๆ เป็นการฆ่าความตระหนี่  ความโลกในตัว

4.  ให้หมั่นรักษาศีล  โดยเฉพาะศีล  8  จะช่วยให้เกิดความสันโดษในหลายเรื่อง

5.  ให้หมั่นทำสมาธิเป็นประจำ  จิตใจจะสงบนุ่มนวลขึ้น  ความอยากได้ในทางที่ไม่ชอบก็จะได้ค่อย ๆ หายไป

อานิสงส์การมีสันโดษ

1.  ทำให้ตัดกังวลต่าง ๆ เสียได้  6.  ทำให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง

2.  ทำให้ออกห่างจากอกุศลธรรม  7.  ทำให้มีกำลังใจสูง  รู้ว่าสิ่งใด  ไม่ดีก็ไม่ฝ่าฝืนทำ

3.  ทำให้มีความสบายกายสบายใจ  8.  นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ตน

4.  ทำให้พ้นจากความผิดพบแต่สิ่งที่ถูกต้อง  9.  ทำให้มีโอกาสกระทำแต่สิ่งดี ๆ

5.  ทำให้ศีลธรรมเกิดในใจได้ง่าย    ยิ่ง  ๆ  ขึ้น

10. ได้ชื่อว่านำพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง ฯลฯ