ภูมิของเปรต


 คำว่า เปรต แปลว่า ผู้ละไปแล้วสถานที่อยู่ของเปรตท่านเรียกว่า เปตโลก แปลว่า โลกของเปรตหรือโลกของผู้ที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว เปต โลกเป็นอบายภูมิคือภูมิที่หาความเจริญหรือความสบายไม่ได้ บางคราวท่านเรียกว่า ปิตติวิสัย คือภูมิแห่งเปรต พวกเปรตนั้นผลกรรมไม่แรงพอที่จะตกนรกแต่ไม่มีมากพอที่จะเกิดในกำเนิดมนุษย์ จึงต้องเกิดในกำเนิดของเปรตเปรตบางตนต้องเสวยผลกรรมหรือเศษกรรมที่เหลือจากตกนรก ซึ่งตนยังใช้ไม่หมดแต่ก่อนนั้นท่านจัดเปรตเข้าในพวก สัมภเวสี แปลว่า แสวงหาที่เกิดแต่ปรากฏในภายหลังว่า คำว่าสัมภเวสีนั้นเป็นคำที่ใช้คลุมไปหมดจากพระอนาคามีลงมาได้ชื่อว่าเป็นสัมภเวสีทั้งนั้น
 สถานที่อยู่ของเปรตบางพวก อาศัยอยู่ในมนุษยโลกก็มี แต่เป็นจำพวกอทิสสมานกาย คือ มีกายไม่ปรากฏ จากหลักฐานที่มีในที่ต่างๆ บอกให้ทราบว่า คนอาจเห็นเปรตได้
 ๑. เปรตเหล่านั้นแสดงตนเองให้ปรากฏเพื่อต้องการขอส่วนบุญหรือบอกกล่าวเรื่องบางอย่างด้วยความห่วงใยในคนที่แสดงให้เห็นเช่นเปรตอันพระญาติของพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น
 ๒. ท่านผู้มีทิทยจักษุมองเห็นเปรตเหล่านั้นด้วยทิพยจักษุของตน เช่นเปรตที่พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าพระโมคคัลลานเถระเพราะนารถเถระเป็นต้นพบเห็นแต่มีอยู่หลายเรื่องที่ท่านพบเห็นด้วยมังสจักสุ คือตาธรรมดา
 ๓.คนธรรมดาทั่วไป อาจได้เห็นได้ยินเสียงเปรตเหล่านั้นอาจจะเป็นการบังเอิญหรือเขาต้องการให้ได้ยินเสียงด้วยเหตุผลในข้อที่๑
 เรื่องของเปรตเป็นส่วนหนึ่งในวังคสัตถุศาสน์ ปรากฏในพระไตรปิฎกขุททกนิกาย ลำดับที่ ๗ เรื่องของเปรตที่นำมาแสดงเกิดขึ้นจากเหตุ ๒ ประการคือ
 - อตฺถุปฺติ มีเรื่องเกี่ยวกับเปรตเกิดขึ้น
 - ปุจฺฉาวสิกา เกิดขึ้นจากการทราบทูลถามส่วนมากเป็นการถามของพระอรหันต์ทั้งหลายที่ท่านไปพบเปรตเหล่านั้นมานำมากราบทูลถามพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องของเปรตนั้นให้พิสดารออกไปโดยเฉพาะคือกรรมที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นเกิดเป็นเปรต
 อาจจะมีปัญหาว่าพระอรหันต์ไม่รู้บุพกรรมของเปรตเหล่านั้นด้วยญาณของตนเองหรือ ? เมื่อว่าโดยองค์ญาณแล้ว พระอรหันต์ท่านมีจตูปปาตญาณ คือการรู้จิตและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นเพราะกรรมอะไรเหมือนกันแต่ไม่ลึกซึ้งเหมือนพระพุทธญาณที่สำคัญคือท่านจะไม่แสดงอะไรในสำนักของพระพุทธเจ้านอกจากจะได้รับพระพุทธานุญาตเสียก่อน ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นแบบที่ยึดถือปฏิบัติกันในหมู่พระสงฆ์คือ ใครจะเทศน์จะสวดปาติโมกข์เป็นต้นจะต้องได้รับอนุมัติจากพระสังฆเถระในที่ประชุมนั้นเสียก่อน
 เปตวัตถุคือเรื่องของเปรตนั้น ท่านแสดงไว้ในเปตวัตถุเพียง ๕๑ เรื่องแต่ได้เก็บจากคัมภีร์อื่นมาแสดงไว้ด้วยรวมแล้วเป็น ๙๐ เรื่องการเรียบเรียงจึงจะเน้นไปในประเด็นของ
 ความทุกข์ทรมาน รูปร่างของเปรตเหล่านั้น
 ผลกรรมที่ทรงแสดง และที่เปรตเหล่านั้นเล่าให้ฟังว่าตนทำกรรมอะไรไว้ แต่จะเลือกเฉพาะประเด็นหลักของเรื่องนั้น ๆตามลำดับไป
 เปตวัตถุ ท่านแบ่งออกเป็น ๔ วรรค มีอุรควรรคเป็นต้นโดยเริ่มจากเขตตูปมาเปรตเป็นต้นไป จบลงที่มหาวรรคคือวรรคใหญ่ ซึ่งมีเรื่องถึง ๑๖เรื่อง ซึ่งจะได้เรียบเรียงไปตามลำดับ ดังต่อไปนี้

  เปตวัตถุ
  เรื่องของเปรต

เปตวัตถุ

๑ เขตตูปมาเปตวัตถุ

  เรื่องผู้ละไปแล้วอุปมาพระอรหันต์เหมือนนา


 เรื่องนี้คำว่าเปรตใช้ในความหมายว่าผู้ละไปแล้วเท่านั้นมีข้อความอันเป็นเบื้องต้นโดยสรุปว่า
 เศรษฐีในกรุงราชคฤห์คนหนึ่งมีทรัพย์มาก จึงไม่ให้ลูกศึกษาศิลปวิทยาอะไรเพราะคิดว่าทรัพย์ที่ตนสะสมไว้ใช้สอยสักร้อยปีก็ไม่หมดแต่เมื่อตนตายไปพร้อมกับภรรยา ลูกชายและภรรยาของตนคบคนพาลเป็นมิตรมีแต่จ่ายทรัพย์ไปอย่างเดียว ในเรื่องที่เป็นอบายมุขจนกลายเป็นคนยากจนและต้องขอทานเขาเลี้ยงชีพในที่สุดถูกพวกโจรชักชวนไปให้ช่วยดูต้นทาง เพื่อตนจะได้เข้าปล้นชาวบ้านเขาถูกชาวบ้านจับได้ และถูกตัดสินประหารชีวิตในที่สุด เขาถูกมัดมือไพล่หลังสวมคอด้วยดอกไม้แดง ทาศีรษะด้วยขี้อูฐ พร้อมด้วยถูกเฆี่ยนตีด้วยหวายแห่ประจานไปตามถนนตรอกซอยต่าง ๆแล้วนำไปสู่ตะแลงแกง
 หญิงนครโสเภณีคนหนึ่งสงสาร จึงให้ขนมเขากิน ๔ ก้อนพร้อมกับขอร้องให้เขากินขนมก่อนตาย พระโมคคัลลานเถระเห็นเขาด้วยทิพจักษุ รู้ว่าคน ๆนี้ไม่เคยทำบุญอะไรไว้เลยตายไปต้องตกนรกแน่จึงมาปรากฏต่อหน้าเขาขณะที่เขากำลังจะกินขนมเขาเห็นพระเถระแล้วเกิดความเลื่อมใน จึงถวายขนมทั้งหมดนั้น หลังจากถูกตัดศีรษะแล้วเขาได้เกิดเป็นรุกขเทวดาเพราะในขณะถวายขนมเกิดความเสียดายเล็กน้อยเพราะตนมีความรักในนางสุลสานครโสเภณีจึงทำให้จิตเศร้าหมองไป จึงเป็นได้เพียงรุกขเทวดา รุกขเทวดานึกถึงนางสุลสาได้นำนางไปอยู่วิมานถึง ๗ วัน และนำนางไปส่งในวันที่ ๗ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ พระเวฬุวันเมื่อพวกญาติของนางสุลสาถามถึงการหายไปของนาง นางก็เล่ารายละเอียดให้ฟังแต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะไม่ปรากฏว่าบุตรเศรษฐีได้ทำบุญอะไรไว้จะเกิดเป็นรุกขเทวดาได้อย่างไรเมื่อทราบว่าเกิดเป็นรุกขเทวดาเพราะถวายขนมแก่พระโมคคัลลานเถระก่อนถูกฆ่าตายคนทั้งหลายต่างอัศจรรย์ในผลทานที่ถวายแก่พระอรหันต์พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงคาถาในที่ประชุมนั้นว่า
 " พระอรหันต์ทั้งหลายเปรียบเหมือนนา ทายกเปรียบเหมือนชาวนา ไทยธรรมเปรียบเหมือนพืชผลทานย่อมเกิดแต่การบริจาคไทยธรรมของทายก และปฏิคาหกผู้รับพืชที่บุคคลหว่านลงในนานั้น ย่อมเกิดผลแก่เปรตทั้งหลายและทายกเปรตทั้งหลายย่อมบริโภคผลนั้น ย่อมเกิดผลเเก่เปรตทั้งหลายเเละทายกเปรตทั้งหลายย่อมบริโภคผลนั้น ฝ่ายทายกย่อมเจริญด้วยบุญทายกทำกุศลในโลกนี้อุทิศให้เปรตทั้งหลายครั้นทำกรรมดีแล้วย่อมไปสู่สวรรค์
 ข้อที่ควรศึกษาในเรื่องนี้
 ๑.เศรษฐีคนนี้เป็นตัวอย่างของคนที่รักลูกไม่ถูกทางปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาหลายคน บุตรเศรษฐีคนนี้เป็นคนมีบารมีสูงมากแต่เพราะการสร้างเพิ่มเติมไม่มี ในที่สุดเสื่อมหมดทั้งโลกิยสมบัติ และโลกุตตรสมบัติเพราะท่านแสดงว่า หากเศรษฐีบุตรเรียนรู้เรื่องการทำงาน เริ่มทำงานในวัยแรกมัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัย จะได้เป็นมหาเศรษฐี และคฤหบดีตามลำดับถ้าหากว่าออกบวชในปฐมวัย มัชฌิมวัย หรือปัจฉิมวัย จะได้บรรลุอรหัตตผลอนาคามิผลหรือสกทาคามิผล และโสดาปัตติผลตามลำดับแห่งวัย แต่ต้องเสื่อมหมดเพราะขาดกัลยาณมิตร แม้ในครอบครัวของตนเอง
 ๒.การตัดสินคดีในสมัยนั้นโทษแรงมาก ทั้ง ๆ ที่จับได้โดยไม่มีของกลางอะไรเพราะเป็นแต่เพียงคนดูต้นทาง แต่โทษถึงประหารชีวิตการปฏิบัติต่อนักโทษประหารใช้วิธีสร้างสำนึกให้แก่คนที่พบเห็นไม่ให้ถือเป็นแบบอย่างด้วยวิธีที่น่ากลัวพอสมควร
 ๓.รุกขเทวดานำคนไปอยู่ด้วยตั้ง ๗ วัน ออกจะเป็นเรื่องแปลกมากแต่มีประสบการณ์ของคนบางคนยืนยันถึงเรื่องนี้ได้ทุกยุคทุกสมัยรุกขเทวดาเป็นประเภทอทิสสมานกายเช่นกัน เพราะในขณะที่ท่านนำนางสุลสาไปส่งคนธรรมดาไม่มีใครเห็นตัวท่าน
 พระพุทธดำรัสที่ตรัสในเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าความเจริญงอกงามของพืช จะเกิดขึ้นจากการที่มีคนปลูกพืชนั้นลงในเนื้อนาที่ดีการทำบุญแล้วอุทิศกาลนั้น ทรงแสดงว่าอำนวยประโยชน์ให้แก่คนทั้งสองฝ่าย คือทั้งแก่เปรต และทายกคือผู้ให้ ในกรณีนี้ มีองค์ประกอบ ๓ ประการคือ
 ๑.ทายกบริจาคทานวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง จัดเป็น ทานมัย
 ๒.ทายกอุทิศกุศลให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว จัดเป็น ปัตติทานมัย
 ๓.ผู้ที่จากไปรับทราบและอนุโมทนาผลบุญนั้น จัดเป็นปัตตานุโมทนามัย
 องค์ประกอบทั้ง ๓ ข้อนั้นข้อแรกอาจเป็นการทำความดีอย่างอื่นก็ได้ แต่ ๒ ข้อหลังนั้นต้องมีพร้อมขาดไม่ได้อันเป็นการแสดงว่าการอุทิศให้แก่คนที่ตายไปนั้นบุญของทายกกลับเพิ่มขึ้นแทนที่จะหายไปเพราะได้กระทำบุญเพิ่มขึ้น คือ ปัตติทานมัยบุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ อันจัดเป็นธรรมทาน ทำหน้าที่ขจัดธัมมมัจฉริยะคือความตระหนี่ในธรรม เพิ่มขึ้นจากการขจัดลาภมัจฉริยะ ในกรณีที่ให้วัตถุทานบุญจึงได้เพิ่มขึ้นและช่วยนำตนไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ตามที่ทรงแสดงไว้
 ๔.เศรษฐีบุตรน่าจะบังเกิดในสวรรค์ที่สูงกว่านี้ แต่เพราะจิตเศร้าหมองดังกล่าวทำให้ผลบุญเสื่อมลงไป อาสันนกรรม คือกรรมเมื่อจวนตายจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการบ่งชี้ภพที่สัตว์จะต้องไปอุบัติ ท่านจึงสอนให้ระมัดระวังจิตในช่วงนั้นด้วยการสร้างความคุ้นเคยกับกุศลธรรม จนสามารถทำให้ผ่องแผ้วได้ก่อนตายเพราะทรงแสดงไว้ ว่า "เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้เมื่อจิตผ่องแผ้วก็หวังสุคติได้"

๒. สุกรเปตวัตถุเปรตปากเหมือนสุกร


 พระนารทเถระได้พบเปรตตนหนึ่งร่างกายเหมือนทอง แต่ปากเหมือนสุกร จึงสอบถามถึงบุพพกรรม สุกรเปรตได้เรียนถวายว่าในอดีตชาติ ข้าพเจ้าสำรวมกาย แต่ไม่ได้สำรวมวาจาพร้อมกับได้เรียนเตือนท่านว่า
 "ท่านอย่าได้ทำบาปด้วยปากถ้าท่านเป็นคนปากกล้ากระทำบาปด้วยปาก ท่านจะมีปากเหมือนดังสุกร ฉะนั้นท่านอย่าได้ทำบาปด้วยปากเลย"

๓. ปูติมุขเปตวัตถุเรื่องของเปรตปากเน่า


 พระนารทเถระได้พบเปรตตนหนึ่งมีร่างกายสวยงามเหมือนทองแต่ปากมีกลิ่นเหม็น มีหนอนไหลออกจากปาก และชอนไชปากของเปรตนั้นอยู่จึงได้สอบถามบุพพกรรมว่าทำกรรมอะไรไว้
 เปรตเรียนให้ทราบว่ากายของตนมีพรรณเหมือนทอง เพราะผลแห่งการประพฤติพรหมจรรย์แต่ที่มีปากเหม็นและมีหนอนชอนไชปากนั้น เพราะการเป็นสมณะลามกมีวาจาชั่วส่อเสียดและมุสาและได้กล่าวแนะนำไม่ให้พระนารทเถระประพฤติตนเช่นที่เขาเคยประพฤติมาความว่า
 "ท่านผู้ฉลาดอนุเคราะห์กล่าวไว้ว่าท่านอย่าพูดส่อเสียดและอย่าพูดมุสา ถ้าท่านละคำส่อเสียดและคำมุสาแล้ว สำรวมวาจาท่านจักเป็นเทพเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าใคร่"
 เปรตตนนี้ทำบาปกรรมอะไรไว้จึงเป็นเช่นนี้ ?
 ในสมัยศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ กุลบุตร ๒คนออกบวชในพระพุทธศาสนา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลอาจาระมรรยาทและมีความประพฤติเคร่งครัด อาศัยอยู่วัดแห่งหนึ่ง พระอาคันตุกะรูปหนึ่งมาที่วัดท่านทั้งสองให้การต้อนรับเป็นอย่างดีพระอาคันตุกะเห็นความสมบูรณ์ด้วยลาภสักการะในที่นั้นจึงอยากจะอยู่แทนที่จะอาศัยอยู่กับพระเถระทั้งสอง กลับคิดว่าถ้าพระเถระอยู่ด้วยตนจะเป็นเหมือนลูกศิษย์ ไม่ใหญ่โตตามต้องการจึงวางแผนยุแหย่ให้พระเถระทั้งสองระแวงกัน จนถึงโกรธและไม่ปรารถนาจะอยู่รวมกันได้แยกย้ายกันไปตามความพอใจของตน พระอาคันตุกะจึงได้อยู่แทนเพราะบาปกรรมที่เกิดจากมุสาส่อเสียด พระเถระผู้สมบูรณ์ด้วยคุณเช่นนั้นหลังจากตายไปแล้วต้องตกนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่งการเกิดเป็นเปรตจึงเป็นเพียงเศษแห่งบาปกรรมที่เหลือจากตกนรกเท่านั้น

๔. ปิฏฐิธีตลิกเปตวัตถุเรื่องเปรตตุ๊กตาแป้ง


 คำว่า เปรตในเรื่องนี้มีความหมายเพียงละไปหรือแตกไปเท่านั้น มีข้อความอันเป็นเบื้องต้นว่าพี่เลี้ยงของหลานสาวของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทำตุ๊กตาซึ่งทำด้วยแป้งของเธอแตกเธอร้องไห้ไปบอกตา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปลอบหลานสาวไม่ให้ร้องไห้เมื่อตุ๊กตาตายไปแล้ว จะทำบุญอุทิศกุศลไปให้ท่านจึงนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ไปฉันในนิเวศน์แล้วกราบทูลเหตุแห่งการทำบุญคราวนี้ให้ทรงทราบพระพุทธเจ้าจึงตรัสเป็นพระคาถาว่า
 "บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นบุรพเปตชน เทวดาผู้สถิตอยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ คือ ผู้รักษาโลก มียศคือท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักข์ ท้าวกุเวร ให้เป็นอารมณ์ แล้วถึงให้ทานท่านเหล่านั้นเป็นผู้ดันบุคคลได้บูชาแล้วและทายกก็ไม่ไร้ผล"
 จากพระพุทธดำรัสตรัสตอบนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าหลักของพระพุทธศาสนาในระดับนี้ไม่ได้ใส่ใจว่าคนจะปรารภอะไรแล้วกระทำบุญก็ตาม เมื่อการกระทำนั้นเป็นบุญแล้วย่อมได้ชื่อว่าเป็นการสั่งสมความดีด้วยตน และบูชาต่อผู้ที่ควรบูชาในระดับของผู้ครองเรือนนั้นทรงยอมรับถึงความมีอยู่ของเทวดาประจำเรือนหรือที่เรียกกันว่าผีเรือนเป็นต้นไปการทำพลีกรรมแก่ท่านเหล่านั้นทรงแสดงว่าเป็นเทวตาพลีคือพลีกรรมที่บุคคลควรทำให้แก่เทวดา เพื่อแสดงออกซึ่งความเมตตา กรุณากตัญญูและสร้างไมตรีจิตต่อกัน เพื่อให้เกิดผลอย่างที่ทรงแสดงว่าผู้ให้ย่อมได้รับการให้ตอบ ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบ

๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุเรื่องเปรตผู้มายืนอยู่ที่นอกฝาเรือน


 พระพุทธเจ้าทรงปรารภเปรตพระญาติในอดีตของพระเจ้าพิมพิสารซึ่งได้เล่าไว้พิสดารแล้วในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกายในที่นี้จะพูดเฉพาะพระพุทธดำรัสที่ตรัสเรื่องเปรต อันเป็นคาถาที่ใช้ในการอนุโมทนาปรารภการทำบุญชนิดทักษิณานุปทาน คือ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระเจ้าพิมพิสารทำบุญอุทิศกุศลให้แก่ญาติของพระองค์แล้วทรงแสดงการมาสู่เรือนญาติของพวกเปรตทั้งหลายความว่า
 "เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตนแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ต่าง ๆทั้งที่ข้าวน้ำของบริโภคเป็นอันมากเขาจัดตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไร ๆไม่ได้ระลึกถึงเปรตเหล่านั้น เพราะกรรมของพวกเขาเป็นปัจจัยเหล่าชนผู้มีจิตอนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาดประณีตสมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล ดุจทานที่มหาบพิตรถวายแล้ว ฉะนั้นด้วยเจตนาอุทิศว่า
 - ขอทานนี้แล จงสำเร็จแก่ญาติของเราขอญาติทั้งหลายของเรา จงเป็นสุขเถิด
 - ญาติผู้เป็นเปรตเหล่านั้นซึ่งมาประชุมกันเมื่อข้าวและน้ำมีอยู่โดยบริบูรณ์ย่อมอนุโมทนาโดยความเคารพว่าเราได้สมบัติเพราะญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นจงมีชีวิตอยู่ยืนนาน
 - การบูชาอันพวกญาติทั้งหลายได้กระทำแล้วแก่เราและญาติทั้งหลายผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล
 จากนั้นทรงแสดงลักษณะทางสังคมของเปรตว่าในเปตโลกนั้นไม่มีงานอาชีพอย่างใดเลย พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งทานที่ญาติอุทิศให้จากโลกนี้ เหมือนน้ำฝนที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ลุ่มฉะนั้นทานที่ญาติมิตรบริจาคให้แต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตเหมือนห้วงน้ำยังมหาสมุทรให้เต็มฉะนั้น
 กุลบุตรเมื่อระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในกาลก่อนว่าญาติมิตรสหายได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ได้ช่วยกิจนี้ของเราพึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลายความเศร้าโศกหรือร่ำไรอย่างอื่นไม่ควรทำลายเพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่เปรตทั้งหลายญาติทั้งหลายคงดำรงอยู่ตามปกติ
 ทักษิณานี้แลที่ท่านตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ให้แล้วย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปรตโดยพลันสิ้นกาลนาน ญาติธรรมท่านได้แสดงให้ปรากฏแล้วการบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลายท่านได้กระทำแล้วการให้กำลังแก่ภิกษุทั้งหลายท่านก็ได้เพิ่มให้แล้ว บุญมีประมาณไม่น้อยอันท่านได้ขวนขวายแล้ว"

๖. ปัญจปุตตขาทกเปตวัตถุเรื่องเปรตกินลูกมื้อละ ๕คน


 พระนารทได้เห็นเปรตตนหนึ่ง มีผิวพรรณน่าเกลียดกลิ่นเหม็นฟุ้งไป มีแมลงวันตอมเกลื่อนอยู่ จึงสอบถามว่าเป็นใครและทำบาปกรรมอะไรจึงต้องเป็นเช่นนี้
 นางเปรตบอกว่านางจุติจากทุคติมาเกิดเป็นเปรต เพราะเศษกรรมที่ได้ทำไว้ โดยตอนเช้าคลอดบุตร ๕ คนตอนบ่าย ๕ คน แล้วกินบุตรเหล่านั้นมื้อละ ๕ คน แต่ไม่อาจบรรเทาความหิวได้จิตใจเร่าร้อนเป็นนิตย์เพราะความหิวและไม่ได้ดื่มน้ำเลยทั้งนี้เพราะบาปกรรมที่แอบปรุงยาทำให้แท้งลูก เมื่อทราบว่าสตรีร่วมผัวมีครรภ์จนนางต้องตายไปเพราะแท้งลูก ญาติพี่น้องเขาจับได้ว่าตนเป็นคนปรุงยานี้แต่ตนไม่ยอมรับสารภาพ พร้อมด้วยสบถว่าหากตนทำจริง ขอให้เกิดเป็นเปรตกินบุตรดังกล่าวด้วยบาปกรรมที่ทำให้ครรภ์ของหญิงอื่นตกไป และกล่าวสบถด้วยคำมุสาจึงต้องเกิดมาเป็นเปรตด้วยเศษแห่งกรรมนั้น

๗. สัตตปุตตขาทกเปตวัตถุเรื่องนางเปรตกินลูกมื้อละ ๗คน


 รูปร่างหน้าตาของนางเปรตนี้ ตลอดถึงการกินลูกเหมือนกับนางเปรตตนก่อน แต่ละคนนี้กินมื้อละ ๗ คน ผลกรรมก็เป็นเช่นเดียวกันแต่นางเปรตตนนี้ทำไปด้วยริษยากลัวว่าภรรยาของสามีอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังมีท้องเมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วจะแย่งสมบัติจากบุตรของนางสองคน จึงปรุงยาให้หญิงร่วมผัวกัน ในขณะที่เธอมีภรรภ์ได้๓ เดือนแล้ว ทำให้ตกโลกหิตตาย และนางได้สาบานไว้ว่าหากนางทำเช่นนั้นจริงให้เกิดเป็นเปรตกินลูกตนเองมื้อละ ๗ คนทุกข์ทรมานที่นางกำลังประสบอยู่เป็นผลของ "การทำครรภ์ให้ตกไป สบถด้วยคำมุสา"แต่เป็นเพียงเศษกรรมที่เหลือจากนรกอย่างนางเปรตตนก่อน
 ปัญหาเรื่องการทำแท้งที่มักจะพูดกันมากนั้นจะพบว่าการทำแท้งเป็นบาปมาก เพราะทำลายชีวิตเด็กไม่มีความผิดบางคราวก็เป็นลูกของตนเองเสียด้วย ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลอย่างไรก็ตามในโลกนี้ไม่อาจจะกำหนดเงื่อนไขกันขึ้นมาอ้างได้แต่เมื่อต้องตายไปนั้นเงื่อนไขเหล่านั้น ไม่อาจใช้ได้ในปรโลกเรื่องนี้จึงไม่น่าเสี่ยง ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม

๘. โคณเปตวัตถุเรื่องเปรตโค


 คำว่า เปรตโคใช้ในความหมายว่าโคตายเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องเปรตจริง ๆ คือพราหมณ์คนหนึ่งบิดาตายเสียใจมากจนไม่เป็นอันกินอันนอนพระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของเขาจึงเสด็จไปเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังเมื่อสมัยที่พระองค์เกิดเป็นสุชาตกุมารปู่ตายลงพ่อร้องไห้เสียใจเหมือนพราหมณ์คนนี้สุชาตกุมารหาอุบายวิธีสอนพ่อ ด้วยการนำเอาโคที่ตายแล้วมาเคี่ยวเข็ญให้กินหญ้าแม้ใครจะห้ามปรามก็ไม่ฟัง บิดาจึงต้องมาดุและตำหนิว่า ไม่น่าจะทำอะไรแบบคนบ้า ๆ บอๆ อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนฉลาด เป็นบัณฑิตมีปัญญาสุชาตกุมารเห็นได้จังหวะจึงกล่าวแก่บิดาว่า
 จะอย่างไรก็ตามรูปร่างของโคยังปรากฏอยู่แต่กระดูกของปู่ยังอยู่ในสถูปแล้วพ่อยังร้องไห้ถึงกระดูกปู่อยู่อีกเราทั้งสองใครจะทำสิ่งที่โง่กว่ากันเล่า ? จากเหตุผลที่ลูกชายได้กล่าวนี้เองบิดาหายเศร้าโศกได้ ยกย่องสรรเสริญลูกชายด้วยประการต่าง ๆท่านได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของพระคาถาว่า "ชนเหล่าใดมีปัญญามีจิตคิดอนุเคราะห์ต่อพ่อแม่ ควรช่วยให้ท่านหายเศร้าโศกด้วยวิธีอย่างนี้"เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า คำพูดของลูก ๆที่จริงมีประโยชน์เป็นเรื่องดี ที่พูดถูกกาลนั้นสามารถช่วยเหลือพ่อแม่ของตนได้แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ตาม เช่น
 - เด็กคนหนึ่งพ่อเป็นนักเลงการพนัน ขายนาไปเพื่อเอาเงินมาเล่นการพนันหลายแปลงลูกชายคิดหาทางแก้ไข จึงไปจับโคมาให้กินน้ำในไห บิดามาด่าว่าเสียอย่างรุนแรงว่าทำไมจึงทำโง่ อย่างนี้ ปากโคโตกว่าปากไหมันจะกินเข้าไปได้อย่างไร ลูกชายจึงบอกว่าทำไมจะทำไม่ได้ นาเป็นแปลง ๆ ยังเข้าไปในรูโปได้นี่นา บิดาต้องจำนนและเกิดสำนึกเลิกเล่นการพนันแต่นั้นมา
 - พ่อกับลูกเดินเที่ยวกันพ่อถือปืนติดมือไปด้วย เมื่อเห็นนกคู่หนึ่งเกาะอยู่ที่ต้นไม้จึงยิงตกลงมาตายตัวหนึ่ง ลูกถามว่ามันไปทำอะไรให้พ่อ พ่อจึงได้ยิงมัน เป็นคำถามซื่อๆ แต่กินใจมาก พ่อเลยเลิกยิงนกจากวันนั้นเป็นต้นมา ประเด็นสำคัญคือผู้น้อยจะให้สติผู้ใหญ่ ต้องคำนึงถึง "เรื่องจริง ดี มีประโยชน์ได้จังหวะที่อำนวยให้" เมื่อพูดไปตามเงื่อนไขดังกล่าวย่อมอำนวยประโยชน์ให้ถ้าท่านผู้นั้นมีความเคารพในเหตุพอควร

๙. มหาเปสการเปตวัตถุเรื่องเปรตอดีตภรรยานายช่างหูกใหญ่


 ภิกษุรูปหนึ่งได้ไปพบเห็นเปรตตนหนึ่งซึ่งรุกขเทวดาพยายามช่วยเหลือ แต่ช่วยไม่ได้ นางคงกินมูตรคูถและหนองเปลือยกายอยู่เป็นนิตย์ แม้รุกขเทวดาจะให้ผ้าทิพย์แต่พอนางรับผ้ากลับเป็นแผ่นเหล็กร้อนไปทุกคราวท่านจึงถามว่าเป็นเช่นนี้เพราะผลกรรมอะไร ?
 ท่านผู้เจริญในอดีตหญิงนี้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า มีความตระหนี่เหนียวแน่น เมื่อข้าพเจ้าให้ทานแกก็ด่าว่าให้ข้าพเจ้าต้องกินมูตรคูถเลือดหนองเมื่อถวายผ้าก็แช่งให้ข้าพเจ้ามีผ้าเป็นแผ่นเหล็กด้วยผลกรรมนั้นทำให้นางต้องเป็นดังที่ท่านเห็น
 ความเดิมมีว่า ช่างหูก๑๑ ครอบครัวอยู่ใกล้เคียงกัน มีพระจรมาเพื่อบำเพ็ญเพียรในที่ใกล้ ๆ บ้านพวกเขาจึงช่วยกันบำรุงพระเหล่านั้นแต่ภรรยาหัวหน้าช่างหูกตระหนี่มากจึงคอยขัดขวางด่าว่าสามีอยู่เสมอทั้งในขณะที่ให้อาหารบิณฑบาตและถวายผ้าเป็นทานด้วยคำด่าดังกล่าวเมื่อตายไปแล้วสามีเกิดเป็นรุกขเทวดาภรรยาเกิดเป็นเปรต กินมูตรคูถเลือดหนองของตนเอง และเปลือยกาย รุกขเทวดาพยายามช่วยแต่อาหารถึงมือนางกลายเป็นมูตรคูถเลือดหนองหมด ให้ผ้าไปกลายเป็นแผ่นเหล็กดังกล่าวในที่สุดได้แนวคิดคือเทวดาถวายอาหารทิพย์แก่ภิกษุพร้อมด้วยผ้าทิพย์และยังฝากไปถวายพระพุทธเจ้าด้วย โดยอุทิศกุศลที่เกิดจากทานนั้นให้แก่นางเปรตซึ่งนางเปรตได้อนุโมทนาพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เคยประสบอยู่