เปรตและอสุรกาย
เมื่อกล่าวถึงสัตว์ในเปรตวิสัยภูมิ
คือประเภทแห่งเปรตทั้งหลายแล้ว
ก็จำเป็นต้องกล่าวถึงสัตว์อีกประเภทหนึ่งซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่และการเสวยทุกขเวทนาคล้ายคลึงกับสัตว์อีกประเภทเปรตเป็นอันมากสัตว์ประเภทที่ว่านี้
ก็คือ "อสุรกาย" สัตว์ทั้งหลายที่กรรมชั่วนำให้ไปอุบัติเกิดเป็นสัตว์อสุรกายแล้วย่อมจะไม่มีความร่าเริงเลยเป็นอันขาดตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกอสุรกายนี้ย่อมไม่มีความสนุกสนานชื่นบานไม่มีการเล่นหัวให้ได้รับความบันเทิงในกาลบางครั้งบางคราวเหมือนในมนุษยโลกเรานี้แม้แต่สักนิดหนึ่งเลย
เพราะฉะนั้นภูมิที่ใกล้ชิดกับเปรตนี้จึงได้ชื่อว่าอสุรกายภูมิภูมิที่อยู่ของสัตว์อันปราศจากความร่าเริงสนุกสนาน
เมื่อกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของอสุรกายทั้งหลายก็มีชีวิตอยู่อย่างแสนลำเค็ญเช่นเดียวกับเหล่าเปรตเป็นส่วนมาก
เช่นบางอสุรกายมีสรีระร่างกายแลน่าทุเรศพิลึกเพราะมีกายาผ่ายผอมนักหนาแต่ว่าสูงชะลูดนับได้เป็นร้อยเป็นพันวาขึ้นไปเนื้อและโลหิตในสรีระร่างของเขามาตรว่าสักนิดหนึ่งเป็นไม่มีเลยเขามีแต่หนังหุ้มกระดูก
เขาเป็นสัตว์ตายซาก ประดุจใบไม้แห้งเหม็นสาบเหม็นสางสุดประมาณ
ดวงตาของเขานั้น มีประมาณเล็กนักหนาเท่ากับตาแห่งปูที่เราเห็นกันอยู่ในมนุษยโลกนี้เท่านั้นและตาของเขานั้นมิได้ตั้งอยู่ที่ใบหน้าเหมือนอย่างตาของมนุษย์ว่าแต่ว่าตั้งอยู่บนศีรษะตรงกระหม่อมของเขา
แม้ปากของเขาก็เช่นเดียวกันคือเขามีมุขทวารช่องปากเล็กยิ่งนัก
ประมาณเท่ารูเข็มเท่านั้นตั้งอยู่บนศีรษะกลางกระหม่อมใกล้
ๆกับดวงตาของเขานั้นเอง
นอกจากจะมีรูปร่างแปลกพิลึกน่าทุเรศดังกล่าวมาแล้วอสุรกายทั้งหลายยังมีความเป็นอยู่อย่างแสนจะลำบากยากเย็นต้องสู่กับความหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา
เพราะการแสวงหาอาหารของเขานั้นเป็นไปโดยยากยิ่งนักหนา
ก็จะไม่ยากอย่างไรได้เล่า เพราะตาของเขาเล็กเหลือเกินไม่สมกับร่างที่สูงชะลูด
มิหนำซ้ำยังไพล่ไปตั้งอยู่บนศีรษะกลางกระหม่อมเสียอีกอย่างนี้แล้ว
จะมองเห็นอาหารได้ง่าย ๆ อย่างไรกันแม้เมื่อพบเจออาหารตามอสุรกายวินัยแล้ว
จะบริโภคแต่ละครั้งแต่ละหนก็ให้แสนจะลำบากยากเย็นเป็นอันมาก
เพราะปากของเขาตั้งอยู่บนกลางกระหม่อมศีรษะเวลาจะบริโภคอาหาร
จึงต้องเอาหัวปักลงมาข้างล่าง เอาตีนชี้ฟ้า ต้องตั้งท่าอย่างนี้จึงจะบริโภคเข้าไปได้
และกว่าอาหารจะเข้าปากไปได้ ก็แสนลำเค็ญเพราะเขามีปากเท่ารูเข็มเท่านั้นเอง
ต้องเสวยกรรมเป็นอสุรกายสัตว์น่าสงสารทนทุกข์ทรมานหิวกระหายอยู่อย่างนี้
นับเป็นเวลาหลายพันหลายหมื่นปีจนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้
ในกรณีนี้หากจะมีปัญหาว่า
เหล่าสัตว์ทำกรรมอะไรไว้จึงได้พากันมาถือกำเนิดเป็นสัตว์อสุรกายภูมินี้
คำถามปัญหานี้ก็มีอยู่ว่า
เท่าที่ปรากฏโดยมากอกุศลกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำด้วยโลภเจตนาย่อมส่งผลให้เกิดเป็นอสุรกายสัตว์นี้เช่นเมื่อครั้งเป็นมนุษย์
มีความโลภประจำดวงจิต ประกอบด้วยการปล้นลักขโมยหรือทำกระทำการฉ้อโกงทรัพย์สมบัติของผู้อื่น
ไม่รู้จักประกอบอาชีพทำมาหากินเห็นผู้อื่นมีทรัพย์สมบัติก็เกิดอิจฉาริษยาปรารถนาจะทำลายล้างหรืออยากจะเอามาเป็นสมบัติของตนแล้วลงมือประกอบอกุศลกรรมเพื่อจะให้ได้มาซึ่งสมบัติอันตนปรารถนานั้นหรือมิฉะนั้นก็เป็นคนละโมบโลภมากจนหน้ามืดฉ้อโกงเอาทรัพย์อันเป็นของสงฆ์ซึ่งคนอื่นเขามีศรัทธาอุทิศเป็นทานวัตรนับเข้าในสังฆทานหรือมิฉะนั้น
เห็นเขาขุดบ่อขุดสระ สร้างสาธารณะสถานสำหรับคนทั่วไปก็อยากจะได้เอามาเป็นของตน
เมื่อไม่ได้ ก็หาทางทำลายล้าง ไม่ให้ผู้อื่นบริโภคใช้สอยด้วยน้ำจิตริษยาเป็นพาลชน
ครั้นแตกกายทำลายตน อกุศลกรรมเหล่านี้ก็ฉุดกระชากลากลงไปเกิดในนรก
ต้องหมกไหม้อยู่ด้วยไฟนรกสิ้นกาลช้านานครั้นพ้นจากนรกแล้วเศษบาปยังไม่สิ้น
จึงต้องมาถือกำเนิดเกิดในภูมิอสุรกายนี้ต้องเสวยทุกขเวทนาไปจนกว่าจะสิ้นกรรม
ตามที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าอสุรกายสัตว์นี้
มีภาวะที่ละม้ายเหมือนกับสัตว์เปรตเป็นส่วนมากทั้งชีวิตความเป็นอยู่
และอกุศลกรรมที่เขาได้ทำไว้แต่ชาติปางก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าภูมิทั้ง ๒ นี้
ใกล้ชิดติดกันมาก ฉะนั้น จึงมีชื่อเรียกติดต่อกันไปว่า
"เปรตอสุรกาย"
แต่จะอย่างไรก็ตาม เปรตกับอสุรกายนี้ก็มีความแตกต่างกันพอที่จะสังเกตได้ดังนี้คือ
๑. ในเปติวินัยภูมินั้นสัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดในโลกนี้
นอกจากต้องเสวยผลกรรมชั่วที่ตัวทำไว้มีลักษณะการต่าง ๆ
ตามแต่ประเภทแห่งกรรมที่ชักนำมาให้บังเกิดเป็นเปรตแล้วยังต้องประสพทุกขเวทนา
เพราะความอดอยากอาหารเป็นส่วนมากตลอดเวลามิได้บริโภคโภชนาหารเลย
ต้องเสวยทุกข์ทรมานถูกโหยหิวเข้าครอบงำอย่างเหลือประมาณ
กรรมยังไม่สิ้นตราบใดก็ต้องได้รับความโหยหิวอยู่ตราบนั้น
๒. ในอสุรกายหมู่นั้นสัตว์ทั้งหลายที่ไปบังเกิดในโลกอสุรกายนี้
ย่อมประสพทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำเป็นส่วนมาก
แท้จริงสัตว์ทั้งหลายในอสุรกายภูมินั้นเพราะวิบากแห่งอกุศลแต่กระแสชลจะได้หยดถูกปลายชิวหามาตรว่าจะให้เปียกสักนิดเป็นไม่มีเลย
ตลอดเวลา ๒-๓พุทธันดร บางทีเห็นชโลทรคือบ่อบึงและมหานที
ก็ยินดีว่าจะได้ดื่มกินซึ่งน้ำพยายามตะเกียกตะกายไป แต่พอไปถึงกระแสชลก็มิได้มีทรายในท้องนทีก็กลับกลายเป็นเพลิงรุ่งโรจน์โชตนาการเผาตนหรือบางทีก็กลับกลายเป็นแผ่นศิลาอันแห้งผาก
อสุรกายเหล่านั้นก็มีจิตเหือดแห้งเพราะกระหายน้ำต้องเสวยทุกขเวทนาเพราะความกระหายน้ำอยู่อย่างนี้จนกว่าจะสิ้นอกุศลกรรมที่ทำไว้แต่ปางหลัง
ข้อความที่กล่าวมานี้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย
ก็คงจะเห็นได้แล้วว่าแม้เปรตกับอสุรกายนี้จะมีชีวิตความเป็นอยู่เหมือน
ๆ กันก็จริง ถึงกระนั้นก็มีภาวะแตกต่างกันพอที่จะสังเกตได้คือ
เปรตทั้งหลายมีความอดอยากเป็นลักษณะเครื่องทรมาน แต่อสุรกายทั้งหลายมีความกระหายน้ำเป็นลักษณะเครื่องทรมาน
สัตว์ในภูมิทั้ง ๒ นี้ต้องประสบกับความลำบากในการครองชีวิตอย่างแสนสาหัส
เพราะว่าเขาเป็น สัตว์ในอบายภูมิภูมิที่มีแต่ความฉิบหาย
ไม่มีความสุข
ได้พรรณนาถึงประเภทแห่งเปรตอสุรกายพร้อมทั้งแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่แห่งสัตว์ผู้ไปอุบัติเกิดในภูมินี้มาพอสมควรแล้วต่อจากนี้
จักได้กล่าวถึงปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ภาวะเป็นเปรตอสุรกายซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ
แห่งการพรรณนาในเปติวิสยภูมิปฏิปทานี้สืบต่อไปขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย
จงอดใจติดตามอ่านต่อไปอีกเถิด
บาปที่ให้เกิดเป็นเปรต
ก็การที่มนุษย์ทั้งหลายจักได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นเปรตอสุกาย
ต้องเสวยความทุกข์ทรมาน
เพราะความอดอยากได้รับความหิวกระหายอย่าแสนสาหัสนั้นใช่ว่าอยู่ ๆ แล้วจะเกิดเอง
โดยมิต้องอาศัยเหตุปัจจัยอะไรนั้นหามิได้โดยที่แท้การมนุษย์ทั้งหลายจะต้องเกิดเป็นสัตว์เปรตอสุรกาย
มีชีวิตอยู่ในอบายภูมิหลังจากที่ได้ล้มหายตายจากมนุษย์ โลกนี้แล้วก็เพราะมีเหตุมีปัจจัยก็เหตุปัจจัยหรือปฎิปทาอันยังสัตว์ให้ไปถึงเปรตอสุรกายนั้นก็ได้แก่
อกุศลกรรมกล่าวคือ ความชั่วที่ทำไว้ทางกายวาจาใจเช่นเดียวกับเหตุปัจจัยอันเป็นปฎิปทายังสัตว์ให้ไปสู่นรกดั่งที่กล่าวมาแล้วเหมือนกันแต่เพื่อให้เข้าใจได้อย่างแม่นยำ
จักขอนำเอาอกุศลกรรมบถมากล่าวซ้ำไว้อีกครั้งหนึ่งดังนี้
อกุศลกรรมบถ ๑๐
ก.กายกรรม ทำบาปทางกาย มี ๓ คือ
๑.ฆ่าสัตว์
๒. ลักทรัพย์
๓.ประพฤติผิดในกาม
ข. วจีกรรม ทำบาปทางปาก มี ๔คือ
๑. พูดเท็จ
๒.พูดส่อเสียด
๓. พูดคำหยาบ
๔.พูดเพ้อเจ้อ
ค. มโนกรรม ทำบาปทางใจ มี ๓ คือ
๑.โลภอยากได้ของเขา
๒.พยาบาทปองร้ายเขา
๓. มิจฉาทิฐิเห็นผิดจากครองธรรม
รวมเป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ประการ
เมื่อผู้ใดประพฤติอกุศล ๑๐ ประการนี้ผู้นั้นก็ชื่อว่านำเดินไปตามปฎิปทาทางไปสู่โลกเปรตอสุรกายแล้วและเมื่อเขาขาดใจตายไปจากมนุษย์โลกนี้หากว่าอกุศลกรรมนั้นสามารถนำเขาไปสู่นิรยภูมิคือโลกนรกได้
เขาก็จักต้องไปเสวยทุกข์โทษอยู่ในนรกก่อนพอสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว
เศษบาปยังมีจึงจะได้มีโอกาสไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายต่อภายหลัง นี่จำพวกหนึ่งกับอีกจำพวกหนึ่งนั้นมีอกุศลกรรมบางเบา
ไม่ถึงขั้นที่จะต้องตกนรกก็ไม่ต้องไปผ่านแดนนรก
แต่จะตรงไปเกิดในแดนเปรตอสุรกายเลยทีเดียว ซึ่งในกรณีหลังนี้มีข้อที่ควรจะทราบดังต่อไปนี้
เปรตวิสัย
เมื่อมนุษย์ผู้มีจิตไม่บริสุทธิ์ประพฤติอกุศลกรรมทั้งหลาย
ซึ่งเป็นการนำตนเดินไปตามปฎิปทาทางไปสู่เปรตวินัยแล้วในขณะที่จะขาดใจตายจากมนุษย์ไปผุดเกิดเป็นเปรตอสุรกายในแดนเปรตวิสัยนั้นย่อมจะมีเหตุการณ์อันแสดงว่าตนจักได้ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายแน่
ๆ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในมรณาสันนวิถีคือวิถีจิตที่ใกล้จะตายก็เหตุการณ์ที่เป็น
เครื่องบอกล่วงหน้า
ให้รู้ว่าจักได้ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายนั้นก็ได้แก่
"คตินิมิต" คือใจรับอารมณ์ปรากฏเป็นนิมิตต่าง ๆอันบ่งออกถึงคติแห่งโลกเปรตอสุรกายที่ตนจักต้องไปเกิดเช่น
บางที่ก็ให้เห็นเป็นหุบเขาหรือถ้ำอันมืดมิดเป็นสถานที่วิเวกวังเวงและปลอดเปลี่ยว
บางที่ก็ให้เห็นเป็นแกลบและข้าวลีบมากมายให้รู้สึกหิวโหยอาหารและกระหายน้ำเป็นกำลัง
บางที่ก็ให้เห็นเป็นน้ำเลือดน้ำหนองน่ารังเกียจสะเอียนเป็นยิ่งนักและให้เห็นไปว่าตนได้ดื่มกินซึ่งน้ำเลือดน้ำหนองเหล่านั้นของตนเองเป็นอาหาร
บางที่ก็ให้เห็นเป็นเปรตอสุรกาย
มีสรีระร่างกายผ่ายผอมน่ารังเกลียดน่ากลัวเนื้อตัวสกปรกรกรุงรัง
ซึ่งตนไม่เคยเห็นมาก็
ภาพเหล่านี้มาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มใสในมโนทวารคือทางใจจิตยึดหน่วงไว้เป็นอารมณ์เมื่อดับจิตตายลงไปในขณะนั้นแล้ว
ก็น้อมนำไปเกิดในทุคติภูมิ คือก็เป็นเปรตอสุรกายต้องเสวยทุกขเวทนา
ตามสมควรแก่กรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้ เพราะคตินิมิตเหล่านี้เป็นเรื่องชี้ให้รู้ว่า
เขาผู้นั้นจะต้องไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายอย่างแน่นอนและเมื่อเขาได้ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายแล้วไซร้
ก็เป็นอันแสดงว่า บัดนี้เขาผู้ประพฤติอกุศลกรรม
ซึ่งนำตนเดินทางไปตามปฏิปทาทางไปสู่เปรตอสุรกายได้บรรลุถึงถิ่นที่ต้องไปอย่างเที่ยงแท้แล้ว
ขอสรุปความเพื่อให้จำง่ายๆ ว่า
เปตติวิสัยภูมินี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเปรียบไว้ว่าเหมือนกับต้นไม้ในพื้นที่อันไม่เสมอ
มีใบอ่อน และใบแก่โปร่งบาง มีร่มเงาอันโปร่งเป็นสถานที่ที่ไม่รื่นรมย์
เพราะแห้งแร้งเต็มไปด้วยความทรมานเมื่อบุคคลผู้ใดใครผู้หนึ่ง
ประพฤติอกุศลกรรมนำชีวิตของตนไปในทางอกุศลกรรมผู้นั้นก็ชื่อว่านำตนไปสู่ปฎิปทาทางไปสู่ต้นไม้อันหาความสุขสบายมิได้คือเปตติวิสัยภูมินั้นอย่างแน่นอน
ทีนี้หวนกลับมานึกถึงตัวเรานี่บ้างเราท่านทั้งหลาย
ผู้มีโชคดีเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระบวรพุทธศาสนาในชาตินี้เมื่อได้รับฟังคำชี้แจง
คำบอกเล่า จากองค์สมเด็จพระบรมครูเจ้าผู้ทรงไว้ซึ่งพระญาณอันพิเศษสุดของเราดังนี้แล้ว
การที่จะมัวโง่งมงายประพฤติอกุศลกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าลามกทั้งหลายไปด้วยความดื้อรั้นเพราะอำนาจแห่งทิฐิมานะ
ไม่เชื่อมั่นในคำแห่งพระบรมครูแล้วเดินทางเซวังไปสู่ดินแดนแห่งต้นไม้แห้งโกร๋นที่มีแต่ความโศกาอาดูรคือแดนเปรตอสุรกายนั้นย่อมเป็นการไม่สมควรแก่วินัยแห่งเราผู้เป็นพุทธสาวกยิ่งนักโดยที่แท้ควรจักนำตนหลีกออกจากทางอันชั่วเลวทรมานนั้นเสียโดยรวดเร็วก่อนที่เราจักขาดใจตายไปจากโลกนี้จะดีกว่า
ลักขณสังยุตสูตรว่าด้วยคำถามของพระลักขณเถระ
เรื่องความสงสัยของพระลักขณเถระที่ได้เห็นอาการแย้มของพระมหาโมคคัลลานเถระ
ในขณะที่เดินลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏด้วยกันท่านได้เรียนถามพระเถระในขณะนั้นแต่พระมหาโมคคัลลานเถระบอกให้ไปถามในที่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าท่านจะตอบในที่เฉพาะพระพักตร์เป็นพระสูตรที่เกิดขึ้นต่างกรรรมต่างวาระกันแต่ทั้งหมดทรงแสดง
เมื่อประทับ ณ พระเวฬุวันกลันทกนีวาปสถานเมื่อพระลักขณเถระถามแต่ละคราวพระโมคคัลลานเถระจะเล่าให้ฟังว่าท่านเห็นเปรตมีรูปร่างต่าง ๆ กันพระพุทธเจ้าได้รับสั่งยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง พระองค์ก็ได้เคยเห็นมาแล้วและได้รับสั่งเล่าถึงบุพพกรรมของเปรตเหล่านั้นทุกตนในที่นี่จะขอกล่าวเพียงเปรตพร้อมด้วยลักษณะที่พระโมคคัลลานในเถระบอกพระลักขณะตามที่ท่านได้เห็นและพระพุทธดำรัสตรัสเล่าบุพพกรรมของ
เปรตเหล่านั้นไปตามลำดับดังนี้
๑. ได้เห็นโครงกระดูกลอยอยู่ในเวหาสพวกสัตว์ต่าง
ๆ มีแร้ง กา นกตะกรุม ต่างโผถลาเข้าจิก เจาะทิ้งโครงกระดูกนั้นโครงกระดูกนั้นส่งเสียงร้องไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวด
- สัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เองด้วยผลกรรมอันนั้นเขาต้องหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นกาลนานเขาเกิดเป็นเปรตเพราะเศษกรรมที่เหลือจากการฆ่าโคนั้น
๒.เห็นชิ้นเนื้อลอยอยู่ในเวหาสถูกสัตว์ต่าง
ๆ มีแร้งกานกตะกรุมรุมจิก เจาะทิ้งชิ้นเนื้อนั้น
- สัตว์นี้เป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์มาก่อนเป็นเปรตเพราะเศษกรรมนั้น
๓.เห็นก้อนเนื้อลอยในอยู่ในเวหาสมีสัตว์ดังกล่าวจิก
เจาะทิ้งส่งเสียงร้องไห้ครวญคราง
- สัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่านกขายในกรุงราชคฤห์นี้มาก่อน
๔.เห็นบุรุษไม่มีผิวหนังลอยไปในเวหาสถูกสัตว์ดังกล่าวทำอันตรายร้องไห้ครวญคราง
- สัตว์นั้นเป็นคนฆ่าแกะขายอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้มาก่อน
๕.เห็นบุรุษมีขนเป็นดาบลอยอยู่ในเวหาสดาบนั้นลอยขึ้นไป
ๆแล้วตกลงที่กายของบุรุษนั้นแหละเขาส่งเสียงร้องไห้ครวญคราง
- สัตว์นี้เคยเกิดเป็นคนฆ่าสุกรขายในกรุงราชคฤห์นี้มาก่อน
๖.บุรุษมีขนเป็นหอกลอยอยู่ในเวหาสมีขนเป็นลูกธนู
มีขนเป็นปฏักมีขนเป็นเข็มลอยอยู่ในเวหาส ลูกธนู หอก ปฏัก ลอยขึ้น ๆ บนอากาศแล้วตกลงที่กายของบุรุษนั้น
ส่วนเข็มนั้นได้เข้าไปทางศีรษะออกทางปาก เข้าทางปากออกทางอกเข้าทางอกออกทางท้อง
เข้าทางท้องออกทางขาอ่อน เข้าทางขาอ่อนออกทางแข้งเข้าทางแข้งออกทางเท้าแต่ละคนส่งเสียงร้องไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวด
- สัตว์ขนเป็นหอกเคยเกิดเป็นคนฆ่าเนื้อขาย
ขนเป็นธนูเคยเกิดเป็นเพชฌฆาตขนเป็นปฏักเคยเกิดเป็นคนฝึกม้า
สัตว์ขนเป็นเข็มเคยเป็นคนพูดส่อเสียดยุยงคนอื่นให้แตกจากกัน
๗.เห็นบุรุษมีอัณฑะใหญ่เท่าหม้อลอยอยู่ในเวหาสเมื่อเดินไปก็แบกอัณฑะไว้บนบ่า
เมื่อนั่งก็นั่งทับอัณฑะ ถูกสัตว์มีแร้ง กานกตะกรุงรุมจิก เจาะ ทิ้งส่งเสียงร้องไห้ครวญคราง
-สัตว์ตนนี้เคยเป็นผู้พิพากษาตัดสินอรรถคดีไม่เป็นธรรมมาก่อน
ในกรุงราชคฤห์นี้เอง
๘.เห็นบุรุษจมอยู่ในหลุมคูถจมทิดศีรษะ
และบุรุษจมอยู่ในหลุมคูถใช้มือกอบคูถกิน
- สัตว์ตนแรกเป็นชู้กับภรรยาของชายอื่น
สัตว์ตนที่ ๒ในชาติที่เป็นมนุษย์ นิมนต์พระไปฉันภัตตาหารที่บ้านให้คนเอาคูถใส่เต็มรางแล้วบอกให้คนมานิมนต์พระไปฉันคูถนั้นและบอกให้นำไปด้วย
๙. เห็นผู้หญิงไม่มีผิวหนังเเละหญิงมีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดลอย
อยู่ในเวหาสถูกสัตว์มีเเร้งกานกตะกรุมรุมจิกทิ้งร้องไห้ครวญครางด้วยเสียง
โหยหวน
- หญิงคนเเรกประพฤตินอกใจสามี หญิงคนที่ ๒ ทําตนเป็นเเม่มดหมอผีอยู่ในกรุงราชคฤห์มาก่อน
๑๐.เห็นหญิงมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มเต็มไปด้วยถ่านเพลิงและตัวกะพันธ์ไม่มีศีรษะมีตาและปากอยู่ที่อก
ถูกสัตว์ดังกล่าวรุมทิ้งจิกเจาะกายร้องไห้ครวญครางน่าสงสาร
- หญิงนั้นในอดีตเคยเป็นมเหสีของพระเจ้ากาลิงค์
ริษยาในหญิงร่วมสามีจึงเอาถ่านเพลิงเทรดศีรษะหญิงเหล่านั้นส่วนตัวกะพันธ์เคยเป็นเพชฌฆาตฆ่าโจรชื่อหาริกอยู่ในกรุงราชคฤห์มาก่อนเช่นกัน
๑๑. เห็นภิกษุ ภิกษุณีนางสิกขมานา สามเณร
สามเณรีมีผ้าสังฆาฏิ บาตร ประคดเอวจนถึงร่างกายถูกไฟไหม้ลุกโชติช่วงแต่ละตนส่งเสียงร้องครวญครางลอยไปในเวหาส
- เปรตแต่ละคนทั้งเคยเป็นภิกษุ ภิกษุณี สามเณร
สามเณรีและนางสิกขมานาผู้มีความประพฤติชั่วช้าในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะในอดีตกาล
ทุกสูตรพระมหาโมคคัลลานเถระจะกล่าวถึงเหตุที่ท่านกระทำการแย้มหลังจากได้เห็นเปรตเหล่านั้นว่า
"ผมคิดว่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาสัตว์เห็นปานนี้จักมี
ยักษ์มีลักษณะนี้และการได้อัตภาพอย่างนี้ก็มีจึงได้ทำการแย้มให้ปรากฏ
ก่อนที่จะทรงเล่าอดีตกรรมของสัตว์เหล่านั้นพระพุทธเจ้าจะรับสั่งความว่า
" สาวกทั้งหลายเป็นผู้มีจักขุมีญาณอาจรู้เห็นสัตว์เหล่านี้หรือจักเป็นพยานได้เปรตเหล่านี้พระองค์เคยเห็นมาด้วยพระองค์เองแต่ไม่ได้รับสั่งเล่าให้ใครฟังเพราะหากจะรับสั่งเล่า
คนบางพวกก็จักไม่เชื่อซึ่งการไม่เชื่อนั้นเองจะไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่คนเหล่านั้นมีแต่ความทุกข์โดยส่วนเดียว
แต่เมื่อพระโมคคัลลานเถระมากล่าวขึ้นพระองค์จึงรับรองว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริงสัตว์แต่ละตนนั้นหลังจากทำกรรมดังกล่าวแล้วต้องเสวยทุกข์ในนรกสิ้นกาลนานการบังเกิดเป็นเปรตในรูปต่าง
ๆ นั้นเป็นเพียงเศษกรรมที่เหลือจากตกนรกเท่านั้นแต่ก็ต้องได้อัตภาพและทุกข์เวทนาสาหัสดังกล่าวแล้ว
ข้อควรกำหนดในพระสูตรนี้
๑.พระลักขณเถระ
เป็นพระในกลุ่มของปราณชฏิล ๑,๐๐๐รูปได้บรรลุอรหัตเพราะฟังพระธรรมเทศนาเรื่องอาทิตตปริยายสูตรท่านบวชก่อนพระโมคคัลลานเถระ
และสำเร็จอรหัตก่อนด้วยเนื่องจากท่านมีลักษณะสง่างามมาก จึงได้เรียกชื่อตามลักษณะของท่าน
อาจจะมีปัญหาว่าทำไมในเมื่อเป็นพระอรหัตด้วยกัน เดินทางลงมาด้วยกัน
องค์หนึ่งเห็นเปรตอีกองค์หนึ่งไม่เห็นเล่า?
การเห็นเปรตของพระโมคคัลลานเถระท่านเห็นด้วยทิพพจักขุคือตาทิพย์ไม่ใช่ตาธรรมดา
อันเป็นการแสดงว่าในขณะเดินทางลงมานั้นท่านได้ทิพพจักขุ ตรวจดูสรรพสัตว์ด้วยแต่พระลักษณะไม่ได้กำหนดใช้ทิพพจักขุจึงไม่ได้เห็นหากจะอุปมาอย่างในปัจจุบันแล้วเหมือนกับคนเดินถือโทรทัศน์ขนาดเล็กใช้ถ่านไป
๒ คนคนหนึ่งเปิดเครื่องดูไปด้วย อีกคนหนึ่งทั้ง ๆที่มีเครื่องแต่ไม่ได้เปิดเครื่องจึงไม่เห็นว่าในจอโทรทัศน์มีเรื่องอะไรเห็นเพื่อนยิ้มจึงไม่ทราบว่ายิ้มเรื่องอะไรกันจึงต้องถามฉันใด
เรื่องพระเถระทั้ง ๒ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันฉันนั้น
ตาทิพย์นั้นเปรียบเหมือนโทรทัศน์ถึงแม้จะมีภาพเต็มไปหมดในอากาศแต่หากไม่เปิดเครื่องก็ไม่อาจเห็นภาพได้ทิพพจักขุของพระอรหัตจึงต้องกำหนดจะใช้ดูจึงจะเห็นภาพอันเป็นวิสัยของทิพพจักขุได้
ยามปกติท่านก็ดูสรรพสิ่งด้วยมังสจักขุคือดวงตาธรรมดาเช่นเดียวกับสามัญชน
๒. เปรต หรือ เปต แปลว่าผู้ละไปแล้วท่านใช้ใน
๒ ความหมายถึง
- หมายถึงคนที่ตายจากโลกนี้ไปทุกคนอย่างที่ทรงแสดงไว้ในนิธิกัณฑสูตรที่พระนำใช้อนุโมทนาในงานเกี่ยวกับคนตายบทหนึ่งว่า
เปตานํ ปูชา จ กตา อุฬาราบูชาอันยิ่งอันท่านทำแล้วแก่ญาติทั้งหลายผู้ละโลกนี้ไปแล้ว
และประโยคว่า เปตานทกฺขิณํ ทชฺชาควรให้ทักษิณาทานเพื่อที่ละโลกนี้ไปแล้ว
หมายถึงท่านผู้เสวยผลกรรมในนรกมาจนผลกรรมน้อยลงมากแล้ว
แต่ยังไม่มีกุศลกรรมที่จะได้กำเนิดที่สูงขึ้นไปได้จึงต้องมาเกิดเป็นเปรต
ตามที่ปรากฏแล้วในเปรตทั้ง ๒๑พวกที่กล่าวในพระสูตร
ปัญหาที่น่าสนใจ คือคนเราสามารถเห็นเปรตได้อย่างไรบ้าง
?
ข้อนี้จากหลักฐานในที่ต่าง ๆที่ท่านแสดงไว้อาจสรุปได้ว่า
เปรตนั้นเกิดในกำเนิดที่ ๔ คือ โอปปาติกำเนิดคือเกิดโดยผุดขึ้นตามแรงกรรรม
รูปร่างจริง ๆ จริงเป็น อทิสสมานกายคนจึงกายไม่ปรากฏในสายตาธรรมดา
หรือเรียกว่าเป็นวัตถุโปร่งแสงคนจริงอาจเห็นเปรตหรือแม้อสุรกายได้ด้วย
- ท่านผู้ได้อภิญญามีทิพยจักษุน้อมใจไปเพื่อจะเป็นเปรตเหล่านั้นก็จะเห็นได้
- ไม่ถึงทิพยจักษุแต่มีกำลังสมาธิแก่กล้าพอ
อาจน้อยใจไปเพื่อเห็นเปรตเหล่านั้นได้แต่ต้องเป็นการเห็นในสมาธิจะเห็นได้ชัดมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิของคนนั้น
ๆ
- เห็นจากเจตจำนงของเปรตเอง
คือเปรตแสดงตนให้ปรากฏแก่ญาติ เพื่อขอส่วนบุญอย่างเปรตยาติของพระเจ้าพิมพิสาร
หรือเปรตมีเจตจำนงเป็นอย่างอื่นเช่นห้ามปรามคนที่รัก
หรือมาบอกกล่าวเรื่องบางอย่างให้ทราบแต่จะปรากฏได้ไม่นานนัก
- เห็นเพราะแรงกรรมบันดาล อย่างมิตตวินทุกกะประทุษร้ายมารดาผู้รักและหวังดีตน
ออกเดินทางเพื่อไปค้าขายเรือแตกระหว่างทางขึ้นไปบนฝั่งเห็นเปรตที่กำลังจะสิ้นกรรมว่าเขาประดับศีรษะด้วยเครื่องประดับจึงเข้าไปขอแม้เปรตจะบอกว่าเป็นกงจักรไม่ยอมเชื่อเปรตนั้นรู้ว่าตนสิ้นกรรมจึงมอบจักรให้แก่เขาจนคนไทยเรานำมาใช้พูดถึงคนที่ไม่รู้จักดีชั่วว่า
"เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเห็นความชั่วเป็นความดี"
การเห็นเปรตและอาจทราบรายละเอียดเรื่องเปรตได้จึงต้องมีเพียงวิธีเดียวคือทิพยจักษุ
หรือจุตูปปราตญาณ อันเป็นคุณสมบัติของท่านผู้ผ่านการปฏิบัติทางจิตจนได้อภิญญา
๕ เป็นต้นไป
๓. อีกเรื่องหนึ่งคือ เปตโลกคือโลกเปรตนั้นอยู่ที่ไหน?
ให้สังเกตว่าในพระสูตรที่กล่าวมา เปรตทั้ง๒๑
ประเภท นอกจากเปรตที่กินคูถแล้ว พระโมคคัลลานเถระยังบอกว่าลอยไปในเวหาสคือในอากาศนั่นเอง
เปตโลกจึงน่าจะเป็นมิติหนึ่งในโลกนี้เป็นทำนองโลกซ้อนโลก ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องอ้างว่า
มนุษย์อวกาศขึ้นไปแล้วไม่พบวิมานหรือเปรตแต่ประการใด
เพราะการเห็นเปรตต้องอาศัยเครื่องมือดังกล่าวแล้วซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าประเภทใดก็ตามไม่มีเครื่องมือเหล่านี้การจะเห็นภาวะหรือสิ่งที่ละเอียดต้องอาศัยเครื่องมือสำหรับดูสิ่งนั้นโดยเฉพาะเช่นเดียวกับการดูเชื้อโรค
ไวรัสต่าง ๆ ด้วยกล้องจุลทัศน์และดูกลุ่มจักรดารกาด้วยกล้องโทรทัศน์
เครื่องมือทั้ง ๒ นี้จะใช้ดูกลับกันไม่ได้เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ดูเฉพาะสิ่งนั้น
ๆ ฉันใดการดูเปรตก็ต้องอาศัยเครื่องมือดังกล่าวแล้วฉันนั้น
๔.พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนั้น
จะไม่มีการยิ้ม หัวเราะ แบบสามัญชนพระพักตร์และสีหน้าของท่านจะเอิบอิ่มด้วยความบริสุทธิ์และกรุณาเป็นปกติหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะกระทำการแย้ม
ไม่ถึงกับการยิ้มอย่างที่พูดกันว่า"ยิ้มเห็นแก้ม
แย้มเห็นไรฟัน"การที่พระโมคคัลลานเถระกระทำการแย้มเมื่อเห็นเปรตเหล่านั้น
พระอรรถกถาจารย์บอกว่าเพราะปรารภเหตุ ๒ ประการคือ
- ระลึกถึงคุณสมบัติของตนว่าเราได้พ้นแล้วจากอัตภาพเช่นนี้ซึ่งเป็นอัตภาพอันคนผู้ไม่รู้ยิ่งเห็นจริง
อาจจะได้อัตภาพเช่นนี้ข้อนี้จัดเป็นลาภของเราโดยแท้
- ระลึกถึงพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าว่าเรื่องของกรรมวิบากกรรมอันเกิดขึ้นจากพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ทรงหยั่งรู้เรื่องนี้ตามความเป็นจริงพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าจึงเป็นอจินไตย
ใคร ๆ ไม่ควรคิดเดาเอาเองเพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเห็นสิ่งนั้นประจักษ์แจ้งด้วยพระองค์เองก่อนแล้วจึงทรงแสดง
พระองค์ได้รู้แจ้งแทงตลอดธรรมชาติทั้งสิ้น
๕. เปรตทั้ง ๒๑จำพวกนั้นเกิดเป็นเปรต
เพราะเศษแห่งอกุศลกรรมที่ตนทำไว้ ซึ่งเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วกรรมเหล่านั้นอยู่ในแวดวงของอกุศลกรรมบถ
๑๐ และผลที่ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้นเป็นเช่นเดียวกับที่ตนทำแก่คนอื่นมาก่อน
เช่นเปรตชายหญิงที่ไม่มีผิวหนังท่านบอกว่าเพราะประพฤติผิดในภรรยาสามีของคนอื่น
อันถือว่าเป็นการขโมยสัมผัสทำให้พวกเปรตเหล่านั้นต้องประสบสัมผัสอันสร้างทุกข์ทรมานหรือว่าเปรตที่เป็นชิ้นเนื้อ
ก็ปรากฏในรูปของชิ้นเนื้อเหมือนชิ้นเนื้อสัตว์อื่นที่ตนเคยฆ่าเป็นต้น
ที่น่าสังเกตอีกตนหนึ่งก็คือเปรตอดีตมเหสีของพระเจ้ากาลิงคราช
ที่เคยเอาถ่านไฟร้อน ๆ รดใส่เพื่อนหญิงร่วมสามีเศษวิบากกรรมทำให้ตนมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มและเต็มไปด้วยถ่านเพลิงนั้นทรงเล่าประวัติในอดีตของพระนางโรหิณี
พระกนิฏฐภคินีของพระอนุรุทธเถระและเป็นราชธิดาของพระเจ้าอาของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นสตรีสวยงามมากแต่เป็นโรคเรื้อนว่าเป็นผลกรรมที่เกิดจากริษยาสตรีร่วมสามีเช่นกันแต่นำเอาขุยหมามุ่ยไปโรยบนที่นอนของสตรีอื่น
ทำให้เธอคันไปทั่วตัวเการ่างกายจนเกิดเป็นผื่นไปหมด
เศษวิบากกรรมนั้นทำให้พระนางโรหิณีต้องเป็นโรคเรื้อนและเรื่องนี้ยังโยงไปหาเรื่องโรค
๓ ชนิดที่ทรงแสดงไว้ข้อสุดท้ายคือ
"โรคบางอย่างจะรักษาหรือไม่รักษาก็ไม่หายซึ่งทรงหมายถึงโรคที่เกิดขึ้นจากอดีตกรรม
อันบุคคลนั้นจะต้องชดใช้เมื่อชดใช้หมดแล้วโรคนั้นจะหายไปเอง"
อย่างพระนางโรหิณีนั้นพระอนุรุทธเถระแนะให้ขายเครื่องประดับองค์
นำเอาเงินจากรายได้นั้นมาสร้างเป็นศาลาเป็นที่พำนักอาศัยและเลี้ยงดูพระสงฆ์
โดยให้พระนางทำหน้าที่บำรุงปัดกวาดเสนาสนสงฆ์นั้นด้วยตนเอง
โรคเรื้อนหายไปในที่สุดผิวพรรณกลับเปล่งปลั่งสวยงามตามปกติจากหลักฐานส่วนนี้เป็นการชี้ให้เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
คือในกรณีที่เกิดโรคเรื้อรังเพราะอิทธิพลของอกุศลกรรมในอดีตนั้นการดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทรีบเร่งสร้างสมบุญกุศลอาจอำนวยผลให้โรคนั้นหายไปได้เพราะอำนาจแห่งกุศลเท่านั้นที่จะทำลายอำนาจแห่งอกุศลได้เหมือนแสงสว่างเท่านั้นจะขจัดความมืดได้ฉะนั้น
๖.ชนิดของเปรตนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว
๒๑ ชนิด ท่านยังได้แสดงไว้ในที่ต่าง ๆ อีกมากเช่น ในอรรถกถาเปตวัตถุ
ท่านจำแนกเป็น ๔ ชนิด คือ
- ปรทัตตูปชีวิกเปรตเปรตที่มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเซ่นไหว้จากญาติและถือว่าเป็นเปรตประเภทเดียวที่จะได้รับส่วนกุศลอันสำเร็จจากอนุโมทนาส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้
ตามที่ทรงแสดงไว้แก่ชานุสโสณีพราหมณ์และพระองค์เองรับสั่งแก่พราหมณ์ท่านหนึ่งว่า
พระองค์เป็นเหมือน ปรทัตตูปชีวิกเปรตในกรณีของการเที่ยวบิณฑบาต
และได้แนะให้พระภิกษุทำความรู้สึกว่าตนเป็นเช่นนี้ด้วยเพื่อควบคุมจิตให้ยินดีในปัจจัยที่ทายกบริจาคให้จะดีหรือเลวก็ตาม
อย่าได้ดูหมิ่นลาภอันทายกบริจาคให้แล้วโดยธรรม
- ขุปปิปาสิกเปรตเปรตที่อดอยากหิวโหยอยู่ตลอดเวลา
ไม่รู้สึกว่าอิ่มหรือพอในการกิน
- นิชฌามตัณหิกเปรตเปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
- กาลกัญจิกเปรตเปรตที่อยู่ในจำพวกอสุรกาย
เปรตประเภทนี้เองที่คนเข้าใจว่าผีหลอกเมื่อเขาเข้าพบเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในคัมภีร์โลกบัญญัติปกรณ์ปละฉคติทีปนีปกรณ์ท่านจำแนกออกเป็น
๑๒ ประเภท ตามลักษณะอาหารและทุกข์ทรมาน ดังนี้
๑. วันตาสเปรตเปรตที่กินน้ำลาย
เสมหะ อาเจียนเป็นอาหาร
๒.กุณปาสเปรตเปรตที่กินซากศพคนหรือสัตว์เป็นอาหาร
๓.คูถขาทกเปรตเปรตที่กินอุจจาระเป็นอาหาร
๔.อัคคิชาลมุขเปรตเปรตที่เปลวไฟลุกอยู่ในปากเสมอ
๕.สุจิมุขเปรตเปรตที่มีปากเท่ารูเข็ม
๖.ตัณหัฏฐิกเปรตเปรตที่ถูกความอยากในอาหารเป็นต้นเบียดเบียนกระหายหิวเสมอ
๗. สุนิชฌามกเปรตเปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้เผาไฟ
๘.สุตตังคเปรตเปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวเหมือนมีด
๙.ปัพพตังคเปรตเปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา
๑๐.อชครังคเปรตเปรตที่มีร่างเหมือนงูเหลือม
๑๑.เวมานิกเปรตเปรตที่กลางวันเสวยทุกข์กลางคืนเสวยสุขในวิมาน
๑๒. มหิทธิเปรตเปรตที่มีอำนาจฤทธิ์เป็นพิเศษ
เปรตทุกชนิดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ตัวเหตุที่ให้เป็นเปรต
คือการประพฤติผิดศีลธรรมในระดับต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความทุศีลโดยของความทุศีลนั้น
ทรงแสดงไว้แก่ชาวบ้านปาฏลิคามเมื่อพระองค์เสด็จผ่านไปเพื่อปรินิพพาน
ณ เมืองกุสินาราว่า
- คนทุศีลมีศีลวิบัติในโลกนี้
ย่อมเสื่อมจากโภคสมบัติ เพราะความประมาทเป็นเหตุ
- ชื่อเสียงอันชั่วทรามของคนทุศีล มีศีลวิบัติ
ย่อมฟุ้งขจรไป
- คนทุศีลมีศีลวิบัติ
ย่อมหลงทำกาลกิริยา
- คนทุศีล มีศีลวิบัติแล้วเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตและนรก
โทษเหล่านี้จะพบว่า
ไม่จำเป็นจะต้องไปรอคอยชาติหน้าแต่เป็นผลที่คนจะพบได้ในปัจจุบันนี้
ยกเว้นข้อสุดท้ายเท่านั้นซึ่งผู้ที่มีเหตุผลในการดำรงชีวิต
จำต้องยึดหลักตถาคตโพธิสัทธาเป็นแนวในการดำรงชีวิตไว้
เพราะเป็นความปลอดภัยที่สุดสำหรับคนที่ยังไม่ได้ญาณปัญญาด้วยตนเอง
ดังนั้นความเป็นเปรตในรูปแบบต่าง ๆ
ที่กล่าวมาแล้ว หากคนทุศีลมีจิตประกอบด้วยอกุศลธรรมในส่วนที่เป็นมโนทุจริตแล้ว
เขาพร้อมที่จะเป็นเป