โลกนรก

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

สารบัญ

บทที่ ๑    ทุคติภูมิ

บทที่ ๒    ภูมิของสัตว์เดียรัจฉาน

บทที่ ๓    ภูมิของเปรต

บทที่    ภูมิของสัตว์นรก

บทที่ ๕    บาปที่ทำให้ตกนรก

บทที่ ๑

ทุคติภูมิ


 โลกนรก แบ่งออกอีกเป็น ๔โลกด้วยกัน
 ๑. โลกนรก ได้แก่ ที่อยู่ของสัตว์ทั้งที่ตายไปแล้วเสวยแต่ผลกรรมชั่วของตนฝ่ายเดียว โดยไม่มีความสุขเลยส่วนมากทนทุกข์ทรมานด้วยความร้อน อันเกิดแต่โทสะ ในขณะเป็นมนุษย์
 ๒.โลกเปรต ได้แก่ ที่อยู่ของสัตว์ผู้ตายไปแล้ว เสวยแต่ความทุกข์ไม่มีสถานที่อยู่โดยจำเพาะ ทรมานด้วยการอดอยากอาหารอันเนื่องมาแต่กรรมที่ประกอบด้วยโลภะในเมื่อมีชีวิตอยู่สัตว์ในโลกเปรตนี้มีรูปร่างพิกลพิการน่ากลัวน่าเกลียดมาก
 ๓. โลกอสุรกายเป็นโลกที่ไม่มีความสนุกสนานสัตว์จำพวกนี้มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวในโลกอสุรกายนี้มีแต่สัตว์ผู้ประกอบกรรมอันเนื่องมาจากโลภะเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์
 ๔.โลกเดรัจฉาน คือ ที่อยู่อาศัยของสัตว์ชั้นต่ำทั่วไปแบ่งออกเป็น
 ๑ อปทติรัจฉาน เป็นสัตว์ประเภทไม่มีเท้าไม่มีขา ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ไส้เดือนปลาบางชนิด
 ๒ ทวิปทติรัจฉาน ได้แก่ สัตว์ประเภทมี่สองขาเช่น นก ไก่ เป็ด
  ๓ จตุปปทติรัจฉาน ได้แก่สัตว์ประเภทมีสี่ขา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย กระต่าย สุนัข แมวเป็นต้น
 ๔ พหุปปทติรัจฉาน ได้แก่ สัตว์ประเภทมีมากกว่าสี่ขาเช่น ตะขาบ ตะเข็บ กิ้งกือ เหล่านี้ เป็นต้น
 ในโลกสัตว์เดรัจฉานมีความเป็นอยู่ดังสัตว์ทั้งหลายที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์ในโลกนรก โลกเปรต หรืออสุรกายอันเป็นโลกที่ไม่มีกายปรากฏให้เห็น มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้จำพวกสัตว์เดรัจฉานนี้เกิดจากอำนาจกรรมเมื่อครั้งเป็นมนุษย์อันมีโมหะอันแรงกล้า
 ความสงสัยว่าตายแล้วไปไหนซึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์นี้ย่อมเป็นเรื่องธรรมดามิใช่เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์หรือแปลกประหลาดอะไรนัก ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามธรรมดาปุถุชนคนที่ยังมีกิเลสหนาแน่นอยู่นั้นนอกจากจะมีกิเลสชนิดอื่นอย่างมากมายแล้วก็ยังมีวิจิกิจฉากิเลสติดอยู่ในขันธสันดานอีกด้วยเมื่อมีวิจิกิจฉากิเลสติดอยู่ในขันธสันดาน ก็ย่อมจักไม่ผ่านพ้นกังขาไปได้มีใจเต็มไปด้วยความสงสัยนานาประการ คือ นอกจากจะมีความสงสัยในเรื่องอื่น ๆอันนอกเหนือวิสัยแห่งคนเช่นเรื่อง มรรค ผล นิพพานแล้วความสงสัยในปัญหาที่ว่าตายแล้วไปไหน ก็ย่อมมีประจำอยู่ในใจด้วยข้อหนึ่งซึ่งท่านจำแนกความสงสัยในข้อนี้ไว้ว่า มีอยู่ ๕ ประการ คือ
 ๑.ตายไปแล้ว จะได้เกิดหรือไม่ ?
 ๒. ตายไปแล้ว จะสูญหายไปหรืออย่างไร ?
 ๓. ตายไปแล้ว ถ้าเกิดอีก จะเกิดเป็นอะไร ?
 ๔. ตายไปแล้วถ้าเกิดอีก จะมีรูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร ?
 ๕. ตายไปแล้วถ้าเกิดอีกจะเป็นอย่างไรและจะเป็นอย่างไรต่อไปอีก
 บรรดามนุษย์ปุถุชนคนที่ยังตัดวิจิกิจฉากิเลสไม่ขาดย่อมจะไม่สิ้นกังขาทุก ประการดังกล่าวมานี้อย่างแน่นอนถึงแม้จักเป็นผู้ที่ได้รับฟังคำสอนจากศาสดาใด ๆ ก็ดี หรือว่าเป็นผู้มีปัญญาวิเศษพยายามตั้งตนเป็นศาสดาเจ้าลัทธิเสียเองก็ดี หากว่ายังเป็นปุถุชนแล้วก็อย่าหวังเลยว่าเขาเหล่านั้นจะตัดความสงสัยเหล่านี้ออกไปจากจิตใจได้แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ตั้งแต่พระโสดาบันอริยเจ้าเป็นต้นไปจนกระทั้งถึงพระอรหันตอริยเจ้าเป็นที่สุด ท่านเหล่านี้เป็นพระพุทธบุตรประหานกิเลสได้ตามลำดับชั้น วิจิกิจฉากิเลสพระโสดาบันอริยเจ้าประหานได้ท่านพระอริยเจ้าเหล่านี้แล จึงจะสามารถตัดความสงสัยให้ออกไปจากจิตใจได้อย่างเด็ดขาดแต่อย่างไรก็ตาม เพื่อความเข้าใจดีในเรื่องนี้จักขอยกเอาถ้อยคำของพระอรหันตอริยเจ้ารูปหนึ่งซึ่งปรากฏในปายาสิราชัญญสูตร
 ในอดีตสมัยครั้งศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ในภัทรกัปนี้นั้น มีพระอรหันต์ขีณาสพเจ้าองค์หนึ่งเข้าไปเที่ยวบิณฑบาตในบ้านพอได้อาหารตามความต้องการแล้ว ก็ออกมานั่งฉันภัตตาหาร ณสถานที่อันเหมาะแก่อัธยาศัยภายนอกบ้านเป็นนิตย์ทุกวันครั้งนั้นยังมีนายโคบาลอยู่หนึ่ง ซึ่งต้อนโคไปเลี้ยงผ่านไปทางนั้นและได้เห็นพระมหาขีณาสพเจ้าทำภัตกิจอยู่เสมอ ๆ จึงในวันหนึ่งเขาเห็นแสงแดดส่องไปต้องกายพระเถระแล้ว เกิดศรัทธามหากุศลจิตคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าคงจะลำบากด้วยแสงแดด จึงไปตัดเอาไม้ซึกมาทำเสา ๔ ต้นแล้วมุงด้วยกิ่งไม้ที่จะพึงหาได้ในที่ใกล้ ๆ นั้นแล้วก็กราบกรานพระมหาขีณาสพเจ้าด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่งบังเกิดความอิ่มอกอิ่มใจนักหนา ที่ได้เห็นพระมหาเถระได้รับความผาสุกอันเนื่องมาจากการกระทำของตนในครั้งนี้
 ด้วยเดชแห่งกุศลที่ตนกระทำแก่พระอรหันต์ขีณาสพเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐในครั้งนั้นครั้นนายโคบาลผู้ยากจนกระทำกาลกิริยาตายแล้ว ก็ได้ไปอุบัติบังเกิดเป็นเทพบุตร ณสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ด้วยอานุภาพแห่งกุศลจิตแต่ปางก่อนแทบประตูแห่งวิมานของเทพบุตรนั้น จึงปรากฏมีป่าไม้ซึกแลดูงามไปด้วยดอกอันประกอบไปด้วยความสวยแห่งสี และมีกลิ่นหอมระรื่นชื่นใจฟุ้งขจรไปไกลตลบอบอวลชวนให้น่าอภิรมย์ยิ่งนัก ฉะนั้นวิมานนั้น จึงปรากฏชื่อว่าเสรีสกวิมาน
 เทพบุตรเจ้าของวิมานผู้เคยเป็นโคบาลคนยากมาก่อนนั้นครั้นท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษย์โลกด้วยอำนาจแห่งวัฏสงสารสิ้นกาลช้านานแล้วเมื่อตกมาถึงสมัยที่สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราเสด็จมาตรัสรู้พระสัมโพธิญาณในมนุษย์โลกนี้แล้วเทพบุตรนั้น จึงได้มาอุบัติบังเกิดเป็นมนุษย์ได้มีโอกาสอันประเสริฐสุดพบพระพุทธศาสดาบรรพชาอุปสมบทแล้วได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ปรากฏนามว่า พระมหากัจจายนเถระเป็นผู้ทรงพระคุณอันวิเศษในศาสนาแห่งพระโลกเชษฐสัมพุทธเจ้าเมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว โดยปรกติในเพลากลางวัน พระผู้เป็นเจ้าย่อมเหาะขึ้นไปพักผ่อนกาย อยู่ในเสรีสกวิมานนั้นด้วยอิทธิฤทธิ์ทั้งนี้ก็เพราะเห็นว่า วิมานนั้นยังว่างเปล่าไม่มีเทพบุตรผู้ใดอุบัติบังเกิดและวิมานนั้นก็เคยเป็นที่อยู่แห่งตนแต่ครั้งเป็นเทพบุตรในอดีตกาลโพ้น
 อยู่มาวันหนึ่งหลังจากเสร็จภารกิจตามหน้าที่แห่งพุทธสาวกแล้วพระมหากัจจายนเถรเจ้าผู้มีอัธยาศัยชอบไปพักผ่อนอยู่สบายในเพลาทิวาบนกาลวิมานก็เหาะไปด้วยอิทธิฤทธิ์บ่ายหน้าต่อเสรีสกวิมาน ครั้นถึงแล้วพอย่างเท้าเข้าไปสู่วิมานก็ได้พบเทพบุตรองค์หนึ่ง ซึ่งเพิ่งไปอุบัติเกิดอยู่ ณ วิมานนั้นองค์อรหันต์เถระเจ้าจึงถามว่า
"ดูกรเทพบุตร ! ท่านชื่อไรและมาอุบัติเกิดอยู่ในที่นี้ นานแล้วหรือ"
 เทพบุตรผู้อุบัติใหม่จึงตอบเถระว่า
 "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ! ข้าพเจ้านี้คือ พระยาปายาสิราชตายแล้วได้มาอุบัติบังเกิด ณ ที่นี่เมื่อไม่นานมานี้เอง"
 "เป็นไปได้อย่างไรกัน" ท่านอุทานด้วยความฉงน "ก็ท่านเป็นคนมิจฉาทิฐิ มีปรกติเห็นผิด ไม่เข้าทำนองคลองธรรม เหตุใดตายแล้วจึงไม่เกิดเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์เดียรัจฉานเป็นอบายภูมิเหตุไฉนจึงได้มาเกิดเป็นเทพบุตร ณ วิมานนี้เล่า"
 "จริงเจ้าข้า"ปายาสิเทพบุตรรับคำพระมหาเถระด้วยคารวะ "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า !ข้าพเจ้านี้เป็นคนมีความเห็นผิดเป็นมิจฉาทิฐิจริงแต่ภายหลังได้อาศัยพระกุมารกัสสปะเถระผู้เป็นเจ้า ท่านมีใจอนุเคราะห์สั่งสอนเปลื้องเสียจากความเห็นผิดนั้นแล้ว แต่ใจก็ยังเต็มไปด้วยกังขากระทำซึ่งกองการกุศลมิได้คารวะตายแล้วจึงได้มาเกิดเป็นเพียงแต่เทพบุตรในสวรรค์ชั้นต่ำจาตุมหาราชิกานี้แลเจ้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐแม้นว่าพระผู้เป็นเจ้า กลับลงสู่โลกมนุษย์แล้วขอพระคุณจงอนุเคราะห์ช่วยบอกแก่เหล่าบริวารของข้าพเจ้าด้วยว่า พระยาปายาสิราชกระทำทานมิได้คารวะ ตายแล้วได้ไปเกิดในเสรีสกวิมาน ณ สวรรค์ชั้นต่ำจาตุมหาราชิกาให้ญาติสาโลหิตมิตรสหายและบริวารชนทั้งหลายเมื่อจักให้ทานจงตั้งใจให้ด้วยคารวะเถิด"
 "เอาเถิด เราจะบอกให้"พระเถระรับคำแล้วก็กล่าวอำลาเทพบุตรนั้นกลับมายังมนุษย์โลกเรานี้เพื่อจะอนุเคราะห์แก่เทพบุตร ก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังเสตัพยนครบอกแก่ประชานิกรซึ่งเป็นญาติสาโลหิตมิตรสหายและบริวารชนของเทพบุตรนั้นตามคำขอร้องทุกประการ
 ต่อมาไม่นานท้าวเวสสุวัณมหาราช ซึ่งเป็นเทพยบดีปกครองสรวงสวงรรค์ด้านทิศเหนือ แห่งสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาได้มีเทวโองการแต่งตั้งให้ปายาสิเทพบุตรนั้น เป็นใหญ่ในมรุภูมิกันดารซึ่งเป็นแดนปราศจากน้ำท่าและร่มเงาไม้ทั้งหลายมีหน้าที่รักษามรรคาเพื่อคอยป้องกันอันตรายจากอมนุษย์ทั้งหลายที่จะกระทำร้ายแก่คนเดินทางซึ่งสัญจรไปทางนั้นปายาสิเทพบุตรก็น้อมรับเทวโองการแห่งท่านท้าวเวสสุวัณมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ตั้งใจรักษาหน้าที่แห่งตนด้วยดีตลอดมา
 อยู่มากาลครั้งหนึ่งเหล่าพาณิชชาวเมืองอังคะ บรรทุกสินค้าลงในเกวียน ๑,๐๐๐ เล่มแล้วก็ขับออกจากเมืองตั้งใจจะเดินทางนำเอาสินค้าไปขายยังเมืองสินธูโสวีรประเทศพากันเดินทางมาหลายทิวาราตรี ครั้นมาถึงหนทางมรุภูมิกันดารนั้น เป็นเพลากลางวันมิอาจจะเดินทางต่อไปได้ด้วยกลัวความร้อนแห่งพระอาทิตย์ จึงได้หยุดพักอยู่ก่อนครั้นราตรีย่างเข้ามา จึงพากันเดินทางต่อไปด้วยกำหนดหมายเอาดวงดาวในท้องฟ้าเป็นสำคัญในไม่ช้าก็พากันหลงทางล่วงเข้าไปจนถึงหนทางกันดารนั้นโดยไม่รู้ตัว ปายาสิเทพบุตรเห็นอุบาสกคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ปรนนิบัติบิดามารดาโดยเคารพซึ่งร่วมมาในขบวนเกวียนนั้นด้วย ก็มีความพอใจใคร่อนุเคราะห์จึงสำแดงกายพร้อมกับทั้งวิมานให้อุบาสกกับทั้งพ่อค้าทั้งหลายเหล่านั้นเห็นมาแล้วแล้วร้องถามไปว่า
 "ท่านทั้งหลาย ! มาในหนทางกันดารอันประกอบไปด้วยปิศาจร้ายมีแต่พวกผีเที่ยวสัญจรอยู่หามนุษย์มิได้เป็นหนทางกันดารนัก ไม่มีน้ำมีท่าหาสระบ่อท่อธารมิได้เลย ไม่มีข้าวปลาอาหารจะไปก็ยากนัก มีแต่ทรายร้อนดังว่าเหยียบลงที่แผ่นเหล็กแดง เต็มไปด้วยภัยมนุษย์นิกรจะสัญจรไป ก็หลงวิบัติตายไปเสียมากต่อมาก เป็นภูมิประเทศเหมือนนรกมีแต่ทุกข์หาความสุขมิได้เป็นภูมิประเทศอันน่าพิลึกสะพึงกลัวยิ่งนักท่านทั้งหลายเห็นประโยชน์อะไรจึงใจกล้าพากันเข้ามาในป่าอันเต็มไปด้วยความกันดารมีแต่ฝูงผีปิศาจดุร้ายเช่นนี้"
 พาณิชทั้งหลายจึงบอกเหตุแก่เทพบุตรนั้นว่า
 "ข้าแต่ท่านผู้จำเริญเหล่าข้าพเจ้านี้เป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองอังคะ นำเอาสินค้ามาตั้งใจว่าจะไปขายยังเมืองสินธูด้วยเห็นว่าจะได้ทรัพย์มากเพลากลางวันพวกเราเอามาจอดน้ำได้เอ็นดูแก่โคทั้งหลายจึงได้พากันมาในเพลากลางคืนผิดเวลาก็ขับโคมาโดยเร็ว จึงพลัดหลงมาที่นี่ ให้มืดมนหาเห็นหนทางไม่จึงได้เข้ามาสู่ป่าร้ายเป็นหนทางลำบากวิปริตเสียแล้วมิอาจกำหนดทิศได้มีจิตฟั่นเฟือนข้าแต่เทวดา ! พวกข้าได้เห็นวิมานนี้ก็ดีได้เห็นตัวท่านก็ดีย่อมเป็นสิ่งประเสริฐแก่พวกข้านักข้าพเจ้าทั้งหลายยินดีเหลือเกิน"
 ปายาสิเทพบุตรประสงค์จะแสดงความวิเศษแห่งความเป็นเทพยดาและความสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์แห่งวิมานจึงร้องถามขึ้นอีกว่า
 "ดูกรพาณิชทั้งหลาย พวกท่านเป็นพ่อค้าท่องเที่ยวไปต่างแดนต่างประเทศเป็นอันมากเพราะความโลภอยากจะได้ทรัพย์ตามวิสัยแห่งมนุษย์ เที่ยวไปแต่ฝั่งมหาสมุทรข้างนี้จนถึงมหาสมุทรข้างโน้น ไปสู่หนทางป่าอันเดินไปได้โดยยากประกอบไปด้วยเชิงหวายและไม้ไร่หลักตอ กระทำความเพียรบากบั่นเดินไปข้ามห้วยละหานธารเข้าไปสู่ประเทศต่าง ๆ เพราะอยากจะได้ทรัพย์เป็นประมาณเมื่อท่านทั้งหลายไปสู่ประเทศในแว่นแคว้นแดนสมบัติแห่งพระราชาทั้งหลายอื่น ๆท่านเคยได้เห็นมนุษย์และท้าวพระยาที่มีสมบัติเห็นเป็นน่าอัศจรรย์เหมือนดังวิมานนี้โดยท่านได้เห็นเองก็ดี หรือท่านได้ฟังผู้อื่นเขาว่าก็ดี เช่นนี้จะมีบ้างหรือไม่เราจักขอฟัง"
 "ไม่มีเลย พวกพาณิชตอบพร้อมกัน "ข้าแต่เทวดาตั้งแต่พวกข้าท่องเที่ยวไปในประเทศต่าง ๆ เป็นอันมากนั้นสมบัติในมนุษย์ไม่เคยได้เห็นเป็นอัศจรรย์เหมือนกับวิมานของท่านนี้เลยวิมานของท่านนี้ มีรัศมีแสนสวยสุดที่จักพรรณนา อาจลอยไปได้มาบนอากาศมีทั้งสระโบกขรณีและประทุมชาตินานามีทั้งบัวหลวงและสัตตบงกชจงกลณีสองฟากฝั่งสระศรีประดับไปด้วยรุกขชาติทรงไว้ซึ่งดอกอยู่เป็นนิตย์มิได้ขาดและฟุ้งขจรไปด้วยเกสรดอกไม้อันหอมเสาแห่งวิมานนี้ก็แล้วไปด้วยแก้วไพฑูรย์ประดับไปด้วยแก้วประพาฬแก้วผลึกอันงามมีหน้าต่างทั้งฝาและบานประตูแล้วไปด้วยแก้วต่าง ๆมีหลังคามุงด้วยแก้วอีกเช่นกันนอกจากนั้น ยังมีโภชนาหารอันเป็นทิพย์และกึกก้องไปด้วยดุริยดนตรี วิมานนี้น่าสนุกนักพวกข้าขอถามท่านตรง ๆว่าท่านนี้เป็นเทวดาจริง ๆ หรือว่าเป็นยักษ์แกล้งปลอมแปลงมาหรือว่าเป็นองค์สมเด็จพระอมรินทราธิราชขอจงบอกนามของท่านแก่ข้าด้วยเถิด''
 "เราเป็นเทวดานามว่าปายาสิมีหน้าที่รักษาทางกันดารคอยป้องกันอภิบาลมุนษย์ผู้ท่องเที่ยวไปมาในป่านี้ด้วยว่าเราเป็นเทวดารับใช้แห่งท่านท้าวเวสสุวัณ"
 "วิมานอันประเสริฐนี้ ท่านได้ด้วยจิตอธิษฐานหรือว่ากาลบางคาบก็มีกาลบางคาบก็ไม่มีหรือว่าท่านกระทำความชอบแก่เทวดาผู้เป็นองค์อธิบดีแล้วท่านยินดียกวิมานนี้ให้ท่าน"
 "วิมานนี้ใช่ว่าเราจะได้ด้วยอธิษฐานจิต หรือได้ด้วยฤดูกาลและกระทำเอาด้วยตัวเองหรือเทวดาผู้เป็นใหญ่จะยกให้เราก็หามิได้ โดยที่แท้ เราได้วิมานนี้ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล ที่เรากระทำมาด้วยตนเองเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์"
 วาณิชทั้งหลายจึงถามต่อไปว่า
 "ท่านได้ก่อสร้างกองกุศลสิ่งไรจึงได้วิมานอันประเสริฐเช่นนี้"
 ปายาสิเทพบุตรจึงบอกความตามเป็นจริงแก่วาณิชเหล่านั้นว่า
 "ดูกรพาณิชทั้งหลายเมื่อครั้งที่เป็นมนุษย์ บุคคลสมมุติร้องเรียกเราว่าพระยาปายาสิราชทีแรกเรามิได้ให้ทานรักษาศีลแต่อย่างใด เพราะมีใจประกอบไปด้วยทิฐิลามกมีใจสกปรกกระด้างและหยิ่งหนักหนา ดื้อดึงคิดอยู่แต่ว่า ปรโลกภายภาคหน้าไม่มีคราที่นั้นยังมีสมณะรูปหนึ่งมีนามว่าพระกุมารกัสสปเถรเจ้าเธอเป็นพหูสูตรมีจิตกรุณามาแก้ปริศนาและแสดงพระธรรมเทศนาแก่เราเปลื้องใจของเราออกเสียทิฐิอันลามกนั้นเรามีจิตเลื่อมใสในพระธรรมเทศนาของเธอ จึงแสดงตนเป็นอุบาสกในบวรพุทธศาสนาอุตสาห์รักษาศีลเว้นเสียจากปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและอทินนาทานเราสันโดษด้วยภรรยาแห่งเรา มิได้เจรจามุสาศัพท์และมิได้เสพสุขซึ่งสุราเมรัยวัตรปฏิบัตินี้เป็นพรหมจรรย์แห่งเรา ผลนี้เป็นผลแห่งการสั่งสมซึ่งพรหมจรรย์เราจึงได้วิมานอันประเสริฐนี้ ด้วยอำนาจบุญกุศล ซึ่งเรากระทำมาด้วยตนเองความจริงมีอยู่ดังนี้แล ท่านทั้งหลาย"
 วาณิชทั้งปวงได้เห็นเทพบุตรพร้อมทั้งวิมานในครั้งนั้นแล้ว ก็เชื่อในผลแห่งกรรมยิ่งขึ้นทุกคนแล้วปายาสิเทพบุตรก็พาวาณิชเหล่านั้นไปส่งยังเมืองสินธูตามความประสงค์ที่จะค้าขายโดยปราศจากอันตรายด้วยอานุภาพฤทธิ์แห่งเทพยดา
 ประวัติของปายาสิเทพบุตรเจ้าของวิมานอันแสนสวยมีหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์เดินทางใน ภูมิกันดารซึ่งเป็นเทพบริวารแห่งท่านท้าวเวสสุวัณมหาราช ตามที่กล่าวมาแล้วกันต่อไปซึ่งก็คาดไว้ว่าเมื่อประวัติในอดีตของเทวดาองค์นี้ ได้ถูกตีแผ่ออกมาบางทีจะทำให้ปัญหาปรัชญาคือความสงสัยว่าตายแล้วไปไหนอันมักปรากฏอยู่ในดวงใจของคนทั้งหลาย
 มนุสสภูมิคือหนทางดำเนินมาสู่มนุสสภูมิหรือโลกมนุษย์เรานี้ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราผู้เป็นสาวกของพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำเป็นที่จักต้องทราบเอาไว้ในการพรรณนาถึงมนุสสภูมินี้ ก่อนอื่นจักขออัญเชิญเอาพระพุทธฎีกาซึ่งมีปรากฏในมหาสีหนาทสูตร ดังต่อไปนี้
 ดูกรสารีบุตรเราย่อมรู้ชัดซึ่งเหล่ามนุษย์ทางอันยังสัตว์ให้ถึงมนุษยโลกและปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ถึงมนุษยโลก อนึ่งสัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมอุบัติเกิดในหมู่มนุษย์เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
 ดูกรสารีบุตร !เราย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ อย่างนี้ว่าบุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพระกายแตก จักอุบัติเกิดในหมู่มนุษย์ โดยสมัยต่อมาเราย่อมเห็นบุคคลนั้น อุบัติแล้วในหมู่มนุษย์ เสวยสุขเสวยทุกข์เป็นอันมากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์สามัญ
 ดูกรสารีบุตร !เปรียบเหมือนต้นไม้ซึ่งเกิดในพื้นที่อันเสมอ มีใบอ่อนและใบแก่แน่นหนามีร่มเงาหนาทึบ ลำดับนั้น มีชายคนหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อตัวถูกความร้อนแผดเผาถูกความร้อนเข้าครอบงำ มีความเหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวกระหายเดินทางมุ่งหน้ามาสู่ต้นไม่นั้นแหละ โดย มรรคาสายเดียวบุรุษผู้มีตาดีเห็นเขาเข้าแล้วย่อมมีใจกรุณากล่าวเตือนเขาอย่างนี้ว่า
 "บุคคลปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นจักมาถึงต้นไม้นั้นอยู่แน่นอนทีเดียวนะ"
 ในสมัยต่อมาบุรุษผู้มีตาดีนั้น ย่อมเห็นชายคนนั้น นั่งหรือนอนในเงาต้นไม้นั้นเสวยสุขเสวยทุกข์เป็นอันมาก อุปมานี้ฉันใด
 ดูกรสารีบุตร !เราตถาคตก็เป็นเช่นเดียวกัน คือย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจว่า
 "บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นแล้วเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักอุบัติเกิดในหมู่มนุษย์"
 โดยสมัยต่อมาเราตถาคตได้เห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อุบัติเกิดแล้วในหมู่มนุษย์เสวยสุข เสวยทุกข์เป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์สามัญดังนี้
 ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ที่ได้ผ่านสายตามานี้คือพระพุทธฎีกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าให้พระสารีบุตรองค์อัครสาวกฟัง และพระพุทธฎีกานี้ ย่อมจักชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เราที่ได้ล้มหายตายจากมนุษย์โลกไปทุก ๆ วันดังที่เราเห็น ๆ กันอยู่นี้ใช่ว่าจะไปอยู่เมืองผีหรือว่าสูญหายไปเฉย ๆ ก็หามิได้ โดยที่แท้ถ้าหากว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์คนใด ประพฤติตนนำชีวิตตนให้ดำเนินไปตามปฏิปทาทางกลับมาสู่มนุษยโลกนี้อีกแล้ว มนุษย์ผู้นั้นก็ย่อมไม่แคล้วที่จะกลับมาอุบัติเกิดเป็นคนในมนุษยโลกนี้อีกอย่างแน่นอน ฉะนั้นความสงสัยซึ่งมักจะผลุบโผล่ขึ้นมาในใจอยู่เสมอว่า "มนุษย์เราตายไปแล้วจักได้มีโอกาสกลับมาเกิดเป็นผู้เป็นคนอีกได้หรือไม่หนอ"ครั้นได้สดับพระพุทธฎีกาข้อนี้แล้ว และมีใจผ่องแผ้วมีศรัทธาเลื่อมในในพระวจนะแห่งองค์พระสัพพัญญูเจ้าก็ไม่ควรจะโง่เขลาสงสัยกันอีกต่อไป เมื่อไม่สงสัยและเชื่อใจว่ามนุษย์เราตายไปอาจได้กลับมาอุบัติเกิดเป็นมนุษย์อีกในบางกรณีดังนี้แล้วทีนี้ เราก็จะได้พูดถึงเรื่อง มนุสสภูมิกันต่อไป

วิมารวัตถุ ชททกนิกาย ข้อ ๘๓ หน้า ๑๔๓ บาลีฉบับวสยามรัฐ