โครงการธรรมศึกษาวิจัย

หลักฐานที่มาของสภาวธรรม ชุด ๑

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษา หลักฐานที่มาของสภาวธรรม ชุด ๑ ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงใน

หลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษา หลักฐานที่มาของสภาวธรรม ชุด ๑

  เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

หลักฐานสภาวธรรม

การควบคุมอายตนะ  ๖

  ๑.  อายตนะ  คือ  จุดตั้งต้นของปฏิจสมุปบาท

[สฬา.สํ.แปล  ๑๘/๒๓๖,๒๓๗/๒๓๖-๒๓๗;  ปฏิจจ.พอ.๑๕๖-๑๕๘]  [สฬา.สํ. บาลี-ไทย ๑๘/๒๓๖,๒๓๗/๑๖๐-๑๖๑] 

อายตนะเป็นจุดตั้งต้นของการปรุงแต่ง  ได้แก่การเกิดขึ้นของเวทนา  ทั้งที่เป็นสุขและเป็นทุกข์  ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะย่อมจะเกิดอุปาทาน  ...จนเกิดทุกข์ในที่สุด

  ๒.  การตั้งสติกำหนดอายตนะ

[อุปริ.ม.  ๑๔/๓๐๔-๓๑๒/๓๙๕-๔๐๕]

  ๓.  ว่าด้วยธรรมที่เนื่องด้วยอายตนะ ๖  บูรณาการอายตนะ  เข้ากับปฏิจจสมุปบาท  ขันธ์ ๕  มรรคมีองค์แปด  สติปัฏฐาน ๔  สัมมัปปธาน ๔  อิทธิบาท ๔  อินทรีย์ ๕  พละ ๕  โพชฌงค์ ๗  สมถะและวิปัสสนาย่อมเคียงคู่กันไป 

[อุปริ.ม. แปล ๑๔/๔๒๘-๔๓๓/๕๑๓-๕๑๘] [อุปริ.ม. บาลี-ไทย ๑๔/๔๒๘-๔๓๓/๓๖ช-๓๗๔ ]

  ๔.  ความเกิดขึ้น(ในที่นี้หมายถึงอายตนะทำหน้าที่ของมัน)แห่งอายตนะ  นั้นคือความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ [อริยสัจ.ต.พอ. ๓๔๗-๓๔๘]

  ๕. อาการที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะตัณหาในอายาตนะภายนอก [อริยสัจ.ต.พอ.๓๔๙-๓๕๐]

  ๖.  เห็นแก่เหยื่อจึงติดเบ็ด  ...  อายตนะภายนอก ๖ เป็นเบ็ด  อันมีเหยื่อคือเป็นสิ่งที่น่ารักใคร่  น่าปรารถนา  น่าพอใจ  ที่ยวนตายวนใจให้รัก  เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่  และเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ  ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน  พร่ำสรรเสริญ  เมาหมกอยู่ซึ่งอารมณ์ทั้งหกนี้  ภิกษุนั้นย่อมได้ชื่อว่าผู้กลืนเบ็ดของมาร(เห็นแก่เหยื่อจึงติดเบ็ด) [อริยสัจ.ต.พอ.๒๕๖-๓๕๗]

  ๗.  นิโรธอริยสัจ – ว่าด้วยความดับตัณหา  ...  จิตไม่มีตัณหา  เรียกว่าอยู่คนเดียว  :  ภิกษุผู้ไม่เพลิดเพลิน  ไม่พร่ำสรรเสริญ  ไม่สยบมัวเมา  ในรูป เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  และธรรมารมณ์  ...  นันทิย่อมดับ;  เมื่อนันทิไม่มีอยู่  สาราคะ(ความกำหนัดกล้า)  ย่อมไม่มี;  เมื่อสาราคะไม่มีอยู่  สัญโญคะ(ความผูกจิตติดกับอารมณ์)  ย่อมไม่มี  ...  ภิกษุผู้ไม่ประกอบพร้อมแล้ว  ด้วยการผูกติดกับอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งความเพลิน  พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า  ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว [อริยสัจ.ต.พอ.๓๕๙-๓๖๑]

  ๘.  นิโรธอริยสัจ – ว่าด้วยความดับตัณหา(ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔)  อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖  วิญาณ ๖  สัมผัส ๖  เวทนา ๖  ความหมายรู้ในอายนตนะภายนอก ๖  ความคิดนึกในอายตนะ ๖  ตัณหาในอายตนะ ๖  ความตริตรึกในอายตนะ ๖  ความตริตรองในอายตนะ๖  ที่มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลกนั้น  เมื่อจะละไป  ย่อมละในสิ่งนั้น  เมื่อจะดับไป  ย่อมดับไปในสิ่งนั้น  [อริยสัจ.ต.พอ. ๔๑๐-๔๑๓]

  ๙.  นิโรธอริยสัจ – ไม่เพลิดเพลิน  ไม่พร่ำสรรเสริญ  ไม่เมาหมก  ซึ่งอารมณ์ ๖ (อายนตนะภายนอก ๖)  นันทิ(ความเพลิน)ย่อมดับไป[อริยสัจ.ต.พอ. ๔๑๓-๔๑๔]

  ๑๐. นิโรธอริยสัจ -  ความไม่เพลินในอายตนะภายใน ๖  ความไม่เพลินในอายตนะภายนอก ๖  คือความหลุดพ้นแห่งทุกข์ [อริยสัจ.ต.พอ.๔๒๔] 

  ๑๑. นิโรธอริยสัจ -  ความดับ  ความเข้าไปสงบรำงับ  ของอายตนะภายใน  ของอายตนะภายนอก  คือความดับของทุกข์ [อริยสัจ.ต.พอ. ๔๒๕-๔๒๖]

  ๑๒. นิโรธอริยสัจ -  รู้แจ้งตามที่เป็นจริง  ซึ่งความเกิด  ความดับ  รสอร่อย  โทษต่ำทราม  และอุบายเครื่องออก  แห่งอายตนะภายใน ๖  และอายตนะภายนอก ๖  แล้วละเสียซึ่งตัณหา  บรรเทาเสียซึ่งความเร่าร้อน  ปราศจากความกระหายในอายตนะดังกล่าว  เป็นผู้มีจิตสงบแล้วในภายในอยู่ [อริยสัจ.ต.พอ.๔๒๖]

  ๑๓. นิโรธอริยสัจ -  สตตวิหารธรรม  :  มีสติสัมปชัญญะติดต่อกันไปในการสัมผัสทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่เกิดยินดียินร้ายขึ้นมาได้(อุเปกขโก  สทา  สโต)  อย่างติดต่อกัน  ไม่มีเวลาเผลอ  [อริยสัจ.ต.พอ. ๔๔๘-๔๕๐]

  ๑๔.  สมุทัยอริยสัจ  -  ความเพลิน(นันทิ)ในอายตนะภายใน  และอายตนะภายนอก  เป็นสมุทัย(เครื่องก่อขึ้น);  ผู้ใดเพลินอยู่กับอายตนะภายในและอายตนะภายนอก  ย่อมไม่พ้นไปได้จากทุกข์ [อริยสัจ.ต.พอ. ๒๙๖-๒๙๗]

การเกิดแห่งกระแสปฏิจจสมุปบาท(ธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วทยอยกันเกิดขึ้น)

๑.  การเกิดแห่งทุกข์หรือโลก  คือการเกิดแห่งกระแสปฏิจจสมุป

บาทที่เกิดขึ้นในใจคน  ทุกคราวไป

[สฬา.สํ.แปล ๑๘/๑๐๖,๑๐๗/๑๑๑-๑๑๓;  ปฏิจจ.พอ. ๑๗๓-๑๗๗]

[สฬา.สํ. บาลี-ไทย ๑๘/๑๐๖,๑๐๗/๘๑-๘๒]

    ๑.๑  สายแห่งปฏิจจสมุปบาท  อาการเกิดขึ้นแห่งทุกข์โดยสมบูรณ์[อริยสัจ.ต.พอ.๓๒๘-๘๒๙]

    ๑.๒  ปฏิจสมุปบาท  เป็นอย่างไร ?

[อริยสัจ.ต.พอ. ๓๒๙-๓๓๓]

๒.  ปฏิจจสมุปบาทในรูปของการปฏิบัติ

  ๒.๑  ปฏิจจสมุปบาทเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์(ว่าด้วยการเกิด

แห่งทุกข์และความดับแห่งทุกข์)

[นิทาน.สํ. แปล ๑๖/๔๔/๙๖-๙๘; สฬา.สํ. แปล ๑๘/๑๑๓/๑๑๖-๑๑๗; ปฏิจจ.พอ. ๒๓๙-๒๔๕]  [นิทาน.สํ. บาลี-ไทย๑๖/๔๔/๗๐-๗๑; สฬา.สํ. บาลี-ไทย ๑๘/๑๑๓/๘๔-๘๕]

    ๒.๒  ทรงมุ่งหมายให้ปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องของการปฎิบัติ  กล่าวคือ  มิจฉาปฏิปทา  ...บุคคลเผลอหรือปล่อยสติ  ส่งผลทำให้เกิดอวิชชา  เกิดอาการต่างอย่างครบถ้วน  ส่วนสัมมาปฏิปทา  มีนัยตรงข้าม  ...บุคคลมีสติสัมปชัญญะหรือปัญญา    อวิชชาและอาการต่าง ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น  กล่าวโดยสรุป  ความมีสติเป็นตัวปฏิปทาเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวันนั่นเอง[นิทาน.สํ. แปล ๑๖/๓/๕; ปฏิจจ.พอ. ๒๕๗-๒๕๘] [นิทาน.สํ. บาลี-ไทย ๑๖/๓/๕]

    ๒.๓  อวิชชาสัมผัส  คือต้นเหตุอันแท้จริงของปฏิจจสมุปบาท(บูรณาการกับขันธ์ ๕)  [ขนฺธ.สํ. แปล ๑๗/๔๗/๕๗-๕๘; ปฏิจจ.พอ. ๑๖๒-๑๖๕]  [ขนฺธ. สํ. บาลี-ไทย ๑๗/๔๗/๓๘-๓๙]

    ๒.๔  นามรูปก้าวลงเมื่ออนุสัยก่อขึ้น[นิทาน.สํ. แปล ๑๖/๓๘,๓๙/๘๖-๘๘  ปฏิจจ.พอ. ๑๖๖-๑๖๗]  [นิทาน.สํ. บาลี-ไทย ๑๖/๓๘,๓๙/๖๓-๖๔]

    ๒.๕  การเกิดขึ้นแห่งไตรทวาร  ย่อมขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นแห่งอวิชชาของปฏิจจสมุปบาท  [นิทาน.สํ. แปล ๑๖/๒๕/๔๘-๕๒;  ปฏิจจ.พอ. ๑๕๘-๑๖๓]  [นิทาน.สํ. บาลี-ไทย ๑๖/๒๕/๓๗-๔๐]

    ๒.๖  ผัสสะ คือนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพธิกสูตร  ...ผัสสะเป็นหลักธรรมที่ช่วยในการปฏิบัติ  ผัสสะเป็นที่เกิดและที่ดับแห่งกาม  แห่งเวทนา  แห่งสัญญา  และแห่งกรรม;  เรายังขาดความรู้เรื่องผัสสะกันน้อยเกินไป  จึงไม่สามารถปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จในการเอาชนะกาม  ในการควบคุมเวทนา  ในการละเสียซึ่งสัญญา  และในการทำให้สิ้นสุดแห่งกรรมทั้งหลาย;  ผัสสะเป็นตัวการสำคัญในกระแสปฏิจจสมุปบาท  เมื่อมีการกล่าวถึงผัสสะในที่ใด  ก็พึงทราบเถิดว่า  ที่นั้นย่อมมีกระแสปฏิจจสมุปบาทซ่อนอยู่ครบถ้วนในที่นั้น  ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่ากาม  เวทนา  สัญญา  หรือกรรม  อันเป็นนิพเพธิกธรรมแห่งพระสูตรนี้  ดังนั้น  ควรจะถือว่า  ผัสสะทั้งหลาย  เป็นนิทานสัมภวะส่วนมากของนิพเพธิกธรรม  ที่บุคคลพึงรู้แจ้งแทงตลอด  เพื่อความสิ้นสุดแห่งทุกข์ในที่สุด[องฺ.ฉ. แปล ๒๒/๖๓/๔๖๙-๔๗๖;  ปฏิจจ.พอ. ๒๖๙-๒๗๘][องฺ.ฉ. บาลี-ไทย ๒๒/๖๓/๓๙๐-๓๙๗] 

    ๒.๗  ต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาท  ละได้ด้วยการเห็นธรรมทั้งปวงว่าไม่ควรยึดมั่น  :  อวิชชาซึ่งเป็นต้นเงื่อนของปฏิจจสมุปบาท  จะละได้เพราะการเห็นแจ้งในข้อที่ว่า  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันบุคคลไม่ความยึดมั่นถือมั่น  ดังปรากฏหลักฐานในบาลีว่า  สพฺเพ  ธมฺมา  นาลํ  อภินิเวสาย  ...  องค์ธรรมนี้ถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา [สฬา.สํ. แปล ๑๘/๘๐/๖๒-๖๓;  ปฏิจจ.พอ. ๒๘๙-๒๙๐][สฬา.สํ. บาลี-ไทย ๑๘/๘๐/๔๘]

    ๒.๘  ต้นเงื่อนแห่งปฏิจจสมุปบาทละด้วยการเห็นอนิจจัง  และอาการแห่งอนิจจังโดยละเอียด(เวทนา เป็นผลของเวเทติ,  เจตนา  เป็นผลของเจเตติ,  สัญญา  เป็นผลของสญฺชานาติ ...เป็นการบูรณาการอายตนิก(ผัสสะ)เข้ากับปฏิจจสมุปบาท) [สฬา.สํ. แปล ๑๘/๗๙/๖๑-๖๒,  ๑๘/๙๓/๘๖-๘๘;  ปฏิจจ.พอ. ๒๙๑-๒๙๔] [สฬา.สํ. บาลี – ไทย ๑๘/๗๙/๔๗, ๑๘/๙๓/๖๓-๖๕]

    ๒.๙  ปัญจุขันธ์ไม่อาจจะเกิดเมื่อรู้เท่าทันเวทนาในปฏิจจสมุปบาท(บูรณาการอายตนิก  ขันธ์ ๕  และอริยสัจ ๔  เข้าด้วยกัน)  [ปฏิจจ.พอ. ๓๓๕-๓๓๗]

  ๒.๑๐  อาการที่ตัณหา ...เครื่องนำไปสู่ภพใหม่  อันประกอบไปด้วยความกำหนัด  ด้วยอำนาจความเพลิน  เป็นเครื่องทำให้เพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ

ย่อมเจริญขึ้นถึงที่สุด [อริยสัจ.ต.พอ.๓๕๕-๓๕๖]

  ๒.๑๑ ที่ตั้งที่อาศัยแห่งตัณหา  ...  ตัณหานั้น  เมื่อจะเกิดย่อมเกิดขึ้นที่ ณ ที่ไหน  เมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน  มีอายนตะภายใน  อายตนะภายนอก  ฯลฯ [อริยสัจ.ต.พอ.๓๒๒-๓๒๕]

  ๒.๑๒  สิ่งใดมีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ?  ตัณหาเมื่อจะละไป  ย่อมละไปในสิ่งนั้น ๆ  เมื่อจะดับไป  ย่อมดับไปในสิ่งนั้น ๆ [อริยสัจ.ต.พอ.๔๑๐-๔๑๓]

 

เคล็ดลับในการปิดกั้นทางเกิดแห่งปฏิจจสมุปบาท

 

  ๑.  วิญญาณ(จิต)ไม่ฟุ้งไปไม่ซ่านไปภายนอก,  ไม่สยบอยู่ภายใน,  ไม่พึงสะดุ้ง  เพราะเหตุความยึดมั่นถือมั่น,  การก่อตั้งแห่งกองทุกข์ ...  ชาติ  ชรา  มรณะ  ย่อมไม่มีอีกต่อไป(บูรณาการสติปัฏฐาน ๔  เข้ากับขันธ์๕) [อุปริ.ม. แปล ๑๔/๓๑๓-๓๒๒/๔๐๖-๔๑๖;  ปฏิจจ.พอ. ๒๙๔-๓๐๕]  [อุปริ.ม. บาลี-ไทย ๑๔/๓๑๓-๓๒๒/๒๘๖-๒๙๕]

  ๒.  นิโรธอริยสัจ   สักแต่ว่า  ...  เมื่อเธอไม่มี คือที่สุดแห่งทุกข์ [อริยสัจ.ต.พอ. ๔๔๑]

  ๓.  ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้  ที่ยังประกอบด้วยสัญญาและใจ  พระบรมศาสดาได้บัญญัติโลก  เหตุให้เกิดโลก  ความดับสนิทไม่เหลือของโลก  และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลก  ไว้ [อริยสัจ.ต.พอ. ๔๔๐]

  ๔.  จงเป็นคนมีสติ  ถอนความตามเห็นว่าตัวตนออกเสีย  พิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า [อริยสัจ.ต.พอ. ๔๓๓]

  ๕. ความดับของรูปขันธ์  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  สังขารขันธ์  วิญญาณขันธ์  เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ของชราและมรณะ  [อริยสัจ.ต.พอ.๔๑๖-๔๑๗]

  ๖. อุบายแห่งการดำรงจิตในสติปัฏฐาน  : พึงตั้งจิตไว้ในนิมิต  [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๓๐-๑๒๓๑]

๗. การเจริญสติปัฏฐานนั้น  ถ้าเอากาย เป็นต้น มาเป็นอารมร์แห่งวิตก 

จะเลื่อนลำดับแห่งฌานไม่ได้  เพราะกายเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาตลอดไป  จึงควรพิจารณากายในฐานะเป็นอารมณ์แห่งวิปัสสนา  อย่าเอามาเป็นอารมณ์แห่งวิตก บ[อริยสัจ.พอ. ป.๑๒๓๒-๑๒๓๓]

  ๘.  กายคตาสติ  เป็นอุปกรณ์แห่งอินทรีย์สังวร  :  โทษของการไม่อบรมกายคตาสติ;  คุณของกายคตาสติ(เสาเขื่อน  หรือเสาหลัก)   ...พึงสำเหนียกใจไว้ว่า  ‘กายคตาสติของเราทั้งหลาย  จักเป็นสิ่งที่เราอบรม  กระทำให้มาก  กระทำให้เป็นยานเครื่องนำไป  กระทำให้เป็นของที่อาสัยได้  เพียรตั้งไว้เนือง ๆ  เพียรเสริมสร้างโดยรอบคอบ  เพียรปรารภสม่ำเสมอด้วยดี  จงพึงสำเหนียกดังนี้  [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๓๔-๑๒๓๖] 

  ๙.  ตรัสให้มีสติคู่กันไปกับสัมปชัญญะ  :  พึงเป็นผู้มีสติอยู่  อย่างมีสัมปชัญญะ  นี้เป็นอนุสาสนีแก่พวกเธอทั้งหลาย  [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๓๘-๑๒๓๙]

  ๑๐.การฝึกเพื่อมีสติสัมปชัญญะโดยอ้อมและโดยตรง [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๓๙-๑๒๔๒]

  ๑๑.  การทำสติเมื่อถูกติหรือถูกชม[อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๔๒-๑๒๔๔]

  ๑๒. การทำสติเมื่อถูกประทุษร้าย [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๔๔]

  ๑๓. การมีสติทันอารมณ์ที่มากระทบ  พึงละอกุศล  พึงกระทำความเพียรอย่างทั่วถึงในกุศลธรรมทั้งหลายเถิด  ด้วยการทำอย่างนี้  เธอทั้งหลายจักถึงซึ่งความเจริง  งอกงาม  ไพบูลย์  ในธรรมวินัยนี้  [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๔๕]

  ๑๔. การฝึกสติในการเผชิญโลกธรรมของอริยสาวก  :  มีลาภ  เสื่อมลาภ

มียศ  เสื่อมยศ  นินทา  สรรเสริญ  สุขและทุกข์  แปดอย่างนี้  เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงในหมู่มนุษย์  ไม่ยั่งยืน  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  ผู้มีปัญญา  มีสติ  รู้ความข้อนี้แล้ว  ย่อมเพ่งอยู่ในความแปรปรวนเป็นธรรมดาของโลกธรรมนั้น [อริยสัจ.พอ.ป.๑๒๔๕-๑๒๔๗]

    สัมมาวายามะ  เป็นอย่างไร ? [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๒๗] 

ปธานสี่ในฐานะสัมมาวายาโม  เป็นอย่างไร ? [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๒๗-๑๑๒๘]

  การปฏิบัติของผู้มีความเพียรในสี่อิริยาบถ(ยืน เดิน  นั่ง  นอน)

...  โดยบูรณาการกับสัมมสังกับปะ(กามวิตก- เนกขัมมะ,  พยาปาทวิตก-อพยาปาทวิตก,  วิหิงสาวิตก-อวิหิสาวิตก ) [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๒๙-๑๑๓๐]

    การปฏิบัติของผู้มีความเพียรในสี่อิริยาบถ(ยืน เดิน  นั่ง  นอน)

...  โดยบูรณาการกับสติอันเป็นธรรมที่เธอเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่หลงลืม  กายสงบรำงับไม่กระวนกระวาย  จิตตั้งมั่นเป็นอารมณเดียว  เป็นผู้ปราศจากนิวรณธรรม  เช่นนี้เรียกว่าทำความเพียรเผากิเลส ผู้กลัวต่อความเป็นทาสของกิเลส  เป็นผู้ปรารภความเพียร  อุทิศตนในการเผากิเลสอยู่เนืองนิตย์ในทุกอิริยาบถ [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๓๐-๑๑๓๑]

  ปธานสี่ ได้แก่  สังวรปธาน  ปหานปธาน  ภาวนาปธาน  และอนุรักขนาปธาน  ในฐานะสัมมัปปธาน  เป็นอย่างไร ?  บูรณาการสติปฏฐาน(ยืน  เดิน  นั่ง  นอน)กับอินทรีย์สังวร(อายตนะภายในและภายนอก) กับสัมมาสังกัปปะ  กับสัมโพชฌงค์  กับอสุภะของซากศพ  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๓๒-๑๑๓๔]

    อินทรีย์สังวร  เป็นอุปกรณ์แก่สัมมาวายามะ  ส่วนที่เป็นการพากเพียรปิดกั้นการเกิดอกุศล [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๔๑-๑๑๔๒]

    เวทนาสาม(โสมนัส  โทมนัส  อุเบกขา)เกี่ยวกับความเพียรละอกุศลและเจริญกุศล  :  เวทนาสามที่ไม่ควรเสพเพราะทำให้อกุศลเจริญ  หมายถึงเวทนาที่เกิดจากการครองเรือน  เวทนาสามที่ควรเสพเพราะทำให้กุศลเจริญ  หมายถึงเวทนาที่อาศัยเนกขัมมะ  ไม่กี่ยวข้องด้วยเรือน  ฯลฯ  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๔๒-๑๑๕๑]

    การชาคริยานุโยค  ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๕๑]

    อารัพภวัตถุ  -  ที่ตั้งแห่งการปรารถนาความเพียร(อุบายในการปลุกเร้าความเพียร) แปดอย่าง  เป็นอย่างไร ? [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๕๑-๑๑๕๔]

    ปธานิยังคะ  -  องค์แห่งผู้สมควรประกอบความเพียร  ๕  อย่าง  เป็นอย่างไร ?  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๕๕]

    หลักปฏิบัติของสัมมาวายามะ  -  มรณสติ...เพียรอกุศลแข่งกับความตาย  ด้วยการเจริญทำให้มากซึ่งฉันทะ  วายามะ  อุสสาหะ  อุสโสฬหี  อัปปฏิวานี  สติ  และสัมปชัญญะ  อย่างแรงกล้า,  ด้วยการเจริญทำให้มากซึ่งสัญญา  ๑๐  ประการ  ๒  นัยะ [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๕๖-๑๑๕๘]

    หลักปฏิบัติของสัมมาวายามะ  -  การทำความเพียรแข่งกับอนาคตภัย  ๕ ประการ  ความชรา  อาพาธ  บิณฑบาต  การคลุกคลีด้วยหมู่คน  สมานสังวาส  ฯลฯ 

[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๕๘-๑๑๖๓]

    บทอธิษฐานจิตเพื่อทำความเพียร  ...  ด้วยการเจริญทำให้มากซึ่งธรรม ๒ อย่าง  คือ  ความไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ(สันโดษ)ในกุศลธรรมทั้งหลาย  และความเป็นผู้ไม่ถอยกลับ(อัปปฏิวานี)ในการทำความเพียร [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๖๓-๑๑๖๔]

    อุปสรรคของการประกอบของสัมมาวายามะ  :  ภิกษุใดยังละเครื่องตรึงจิตห้าอย่างไม่ได้  ยังตัดเครื่องผูกพันจิตห้าอย่างไม่ได้  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๖๔-๑๑๖๘]

  เพียงแต่รู้อริยสัจ  สัมมาวายามะยังไม่ใช่ถึงที่สุด  -  บุคคลสามจำพวกมี

อยู่  คือ  คนที่มีจิตเหมือนแผลกลัดหนอง  คนที่มีจิตเหมือนสายฟ้าแลบ  คนที่มีจิตเหมือนเพชร [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๗๔-๑๑๗๕]

 

  ๗.  สัมมาสติ

  สติปัฏฐาน ๔  เป็นเอกายนมรรค[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๗๖-๑๑๗๗]

  ลักษณะแห่งความมีสติสัมปชัญญะของภิกษุ [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๗๗]

  สติปัฏฐาน ๔  เป็นเอกายนมรรค[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๗๖-๑๑๗๗]

  ผู้มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นธรรมเครื่องอยู่  ย่อมได้ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป  มีตนเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ  :  มรธรรมเป็นประทีป  มีธรรมเป็นสรณะ  ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ  สติสัมปะชัญญะบูรณาการกับเวทนาสาม ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย  และอวิชชานุสัย  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๗๘-๑๑๗๙]

  ลักษณะแห่งความมีสติสัมปชัญญะ(ระดับสูง)  รู้สึกอย่างแจ่มแจ้งในเมื่อ  เวทนา  สัญญา  และวิตก  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่ดับไป [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๑๗๘]

  สติสัมปะชัญญะ(ระดับธรรมดา)บูรณาการกับเวทนาสาม ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย  และอวิชชานุสัย  [อริยสัจ.พอ.ต.๗๘๗-๗๙๐]

 

  ๘.  สัมมาสมาธิ

    สมาธิภาวนา ๔  ได้แก่  สมาธิภาวนา...เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม,  สมาธิภาวนา...เป็นไปเพื่อการได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะ,  สมาธิภาวนา...เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ,  สมาธิภาวนา...เป็นไปเพื่อความสิ้นแห่งอาสวะ[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๗๘-๑๒๘๑]

  อริยสัมมาสมาธิมีบริขารเจ็ด  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๘๖],  ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธิ  มีสัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้า 

  สัมมาทิฏฐิแยกเป็น ๒ ชนิด  คือ  สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นไปด้วยอา

สวะ(สาสว)  เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญฺญภาคิย)  มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก(อุปธิเวปกฺก)  กับสัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ(อริย)  ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ(อนาสว)  นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก(โลกุตฺตร)  เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน(มคฺคงฺค)  โดยมีธรรมสามอย่าง  คือสัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ  และสัมมาสติ  ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมาทิฏฐิ[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๘๖-๑๒๘๘]

  สัมมาสังกัปปะแยกเป็น ๒ ชนิด  คือ  สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญ  มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก  ได้แก่  เนกขัมมสังกัปปะ 

อัพยาปาทสังกัปปะ  อวิหิงสาสังกัปปะ  กับสัมมาสังกัปปะอันเป็นอริยะ  ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ  นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก  เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน  ได้แก่  ธรรม  คือ  ความตรึก(ตกฺก)  ความตรอง(วิตกฺก)  ความดำริ(สงฺกปฺป)  ความคิดแน่วแน่(อปฺปนา)  ความแน่วแน่ถึงที่สุด(พฺยบฺปนา)  การงอกงามแห่งความคิดถึงที่สุดของจิต(เจตโส  อภินิโรปนา)  และเจตสิกธรรมเครื่องปรุงแต่งการพูดจา(วจีสงฺขาโร) ของผู้มีอริยจิต...  ของผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค  โดยมีธรรมสามอย่าง  คือสัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ  และสัมมาสติ  ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมาสังกัปปะ[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๘๙-๑๒๙๐]

  สัมมาวาจา  แยกเป็น  ๒ ชนิด  คือ  สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญ  มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก  ได้แก่  เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากมุสาวาท  ~ ปิสุณวาท  ~ผรุสวาท  ~สัมผัปปลาปวาท  กับสัมมาวาจาอันเป็นอริยะ  ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ  นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก  เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน  ได้แก่  ธรรม  คือการงด(อารติ)  การเว้น(วิรติ)    การเว้นขาด(ปฏิวิรติ)    และเจตนาเป็นเครื่องเว้น(เวรมณี)จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ข้างต้น   ของผู้มีอริยจิต...  ของผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค  โดยมีธรรมสามอย่าง  คือสัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ  และสัมมาสติ  ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมาวาจา  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๙๐-๑๒๙๑]

  สัมมากัมมันตะ  แยกเป็น  ๒ ชนิด  คือ  สัมมาวาจาที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญ  มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก  ได้แก่เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต  ~อทินนาทาน  ~กาเมสุมิฉาจาร  กับสัมมากัมมันตะอันเป็นอริยะ  ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ  นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก  เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน

ได้แก่  ธรรม  คือการงด  การเว้น  การเว้นขาด  และเจตนาเป็นเครื่องเว้น จากกายทุจริตทั้ง ๓ ที่กล่าวข้างต้น  ของผู้มีอริยจิต...  ของผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค  โดยมีธรรมสามอย่าง  คือสัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ  และสัมมาสติ  ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมากัมมันตะ[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๙๐-๑๒๙๓]

  สัมมาอาชีวะ[มิจฉาอาชีวะ – การพูดโกหก(กุหนา)  การพูดหลอกลวง(ลปนา)  การพูดหว่านล้อม(เนมิตฺตกตา)  การพูดท้าให้เจ็บใจจนต้องยอมตกลง(นิปฺเปสิกตา)  การล่อลาภด้วยลาภ(ลาเภนลาภํชิคํสนตา)]  แยกเป็น  ๒ ชนิด  คือ  สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญ  มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก  ได้แก่  อริยสาวกในกรณีนี้ละมิจฉาอาชีวะแล้ว  สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ  กับสัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ  ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ  นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก  เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน ได้แก่  ธรรม  คือ  การงด  การเว้น  การเว้นขาด  และเจตนาเป็นเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะที่กล่าวข้างต้น  ของผู้มีอริยจิต...  ของผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรค  โดยมีธรรมสามอย่าง  คือสัมมาทิฏฐิ  สัมมาวายามะ  และสัมมาสติ  ติดตามแวดล้อมซึ่งสัมมาอาชีวะ[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๒๙๓-๑๒๙๕]

  บริขารเจ็ดของอริยสัมมาสมาธิ  ย่อมมีเอกัคคตาจิตที่แวดล้อมอยู่ด้วยองค์เจ็ดประการ  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๑๑] 

  จิตเป็นธรรมชาติประภัสสร  แต่เมื่อจิตนั้นเข้าถึงความเศร้าหมองเพราะอุปกิเลสอันเป็นอาคันตุกะจรมา (ความจริงมีอยู่ว่า  จิตประภัสสรตามธรรมชาตินั้น  ถูกครอบงำด้วยอุปกิเลสได้  จึงต้องทำการภาวนาคืออบรมจิตให้เปลี่ยนสภาพเป็นประภัสสรามุจเฉท  ซึ่งอุปกิเลสจะครอบงำไม่ได้อีกต่อไป)[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๑๐]

  สมาธิจากการเดิน(จงกรม)  ย่อมตั้งอยู่นาน[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๑๒]

  ผู้ประกอบด้วยธรรมห้าประการ  คืออดทนต่อรูป ท.  ~ เสียง ท.  ~  กลิ่น  ท.  ~  รส ท.  ~  โผฐัพพะ ท.  เป็นผู้ควรเข้าถึงสมาธิ[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๑๓]

  บุพพภาคแห่งการเจริญสมาธิ  ห้าขั้น  คือ  ศีลขันธ์อันเป็นอริยะ,  อินทรียสังวร~,  สติสัมปชัญญะ~,  สันโดษ~,  เสพเสนาสนะ~;  ละ/มีจิตปราสจาก/คอยชำระจิตจาก  อภิชฌา,  ~  พยาบาท,  ถีนมิทธะ,  อุทธัจจกุกกุจจะ  และวิจิกิจฉา  [อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๑๓-๑๓๑๔]

  ผู้ตามประกอบในอธิจิต  พึงทำในใจซึ่งนิมิต  ๓(สมาธินิมิต,  ปัคคาหนิมิต  อุเปกขานิมิต)  โดยกาลอันควร  ในกาลนั้นจิตย่อมอ่อนโยน  ควรแก่การงาน  เป็นจิตประภัสสร  ไม่รวนเร  ย่อมตั้งมั่นโดยชอบ  เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๑๗-๑๓๑๘]

  การทำสมาธิจิต(ภาวนาด้วยการเจริญอุเปกขโก  สทา  สโต  สหรคตด้วยเมตตา) เมื่อถูกเบียดเบียนทั้งทางวาจาและทางกาย[อริยสัจ.พอ.ป. ๑๓๓๖-๑๓๓๑]

๑.  ความหมายของอริยสัจสี่

อริยสัจสี่มีความหมายตามนัยพระบาลีดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจสี่ประการเหล่านี้แล  เป็นของแท้อย่างนั้น ไม่คลาดเคลื่อนไปได้ ไม่กลายเป็นอย่างอื่น ฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ…”

ภิกษุทั้งหลาย เพราะได้ตรัสรู้อริยสัจสี่นี้  ตามเป็นจริง  พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้นามเรียกว่า เป็นอริยะ”

ในวิสุทธิมรรค  ท่านให้ความหมายของอริยสัจไว้ เป็น  ๔ นัย ดังนี้

  ๑)  เป็นสัจจะที่พระอริยตรัสรู้

  ๒)  เป็นสัจจะของพระอริยะ

  ๓)  เป็นสัจจะที่ทำให้เป็นอริยะ

  ๔)  เป็นสัจจะอย่างอริยะ คือ  จริง แท้  ไม่เท็จ  ไม่ลวง

ในปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ได้ให้ความหมายว่า “ที่ชื่อว่า อริยสัจ เพราะเป็นความจริงอันประเสริฐ”

ในมังคลัตถทีปนี  ท่านให้ความหมายไว้เป็น ๓ นัย ดังนี้

  ๑)  เป็นสัจจะของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

  ๒)  เป็นสัจจะของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นอริยะ

  ๓)  เพราะเป็นสัจจะที่ทำให้สำเร็จความเป็นพระอริยะ เพราะสัจจะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้จำเพาะด้วยพระองค์เอง



สํ.ม. ๑๙/๑๗๐๓/๕๔๓. (ถือตามที่อ้างไว้ในวิสุทธิมรรค เล่ม ๓ หน้า ๗๘ แต่บาลีพระไตรปิฎกฉบับอักษรไทย ไม่มีคำว่าอริยะ)

สํ.ม. ๑๙/๑๗๐๗/๕๔๕.

วิ.อ. ๓/๗๘.

ขุ.อ. ๑/๖๙.

มงฺ.อ. ๒/๔๐๗.