๒. องค์ประกอบของอริยสัจสี่
อริยสัจนั้นมีองค์ประกอบ หรือส่วนประกอบ ๔ ประการ ดังพระบาลีว่า “จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อริยสจฺจานิ กตมานิ จตฺตาริ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ” ความว่า “ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ” ๖
สรุปว่า อริยสัจ มีองค์ประกอบ ๔ คือ ทุกข์, ทุกขสมุทัย เรียกสั้น ๆ ว่า สมุทัย, ทุกขนิโรธ เรียกสั้น ๆ ว่า นิโรธ, ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เรียกสั้น ๆ ว่า มรรค
สำหรับความหมายของอริยสัจแต่ละข้อ ๆ มีอธิบายตามพระบาลี ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขอริยสัจ คือ ชาติ (ความเกิด) ก็เป็นทุกข์ ชรา (ความแก่) ก็เป็นทุกข์ พยาธิ (ความเจ็บไข้) ก็เป็นทุกข์ มรณะ (ความตาย) ก็เป็นทุกข์ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ ตัณหาที่ทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความติดใจ คอยเพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา (และ) วิภวตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ การที่ตัณหานั้นแลดับไปได้ด้วยการสำรอกออกหมดไม่มีเหลือ การสละเสียได้ สลัดออก พ้นไปได้ ไม่หน่วงเหนี่ยวพัวพัน
ภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แล เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ”๗
๓. รายละเอียดของอริยสัจสี่
๓.๑ ทุกขอริยสัจ อริยสัจ คือ ทุกข์
๑) ความหมายของทุกข์
ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น
๒) ประเภทของทุกข์
ในพระสูตรต่าง ๆ เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๑, สัมมาทิฏฐิสูตร ๑, มหาสติปัฏฐานสูตร๑, เป็นต้น ได้แสดงทุกข์ไว้ ๑๒ อย่าง คือ
๑) ชาติ คือ ความเกิด เป็นทุกข์
๒) ชรา คือ ความเสื่อมความแก่ชรา เป็นทุกข์
๓) มรณะ คือ ความตาย เป็นทุกข์
๔) โสกะ คือ ความโศกเศร้า เป็นทุกข์
๕) ปริเทวะ คือ ความร่ำไรรำพัน เป็นทุกข์
๖) ทุกข์ คือ ความไม่สบาย ความเจ็บป่วยทางกาย เป็นทุกข์
๗) โทมนัส คือ ความเสียใจ เป็นทุกข์
๘) อุปายาส คือ ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์
๙) อัปปิยสัมปโยค คือ ความประสบสิ่งไม่ปรารถนา เป็นทุกข์
๑๐) ปิยวิปปโยค คือ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์
๑๑) อิจฉิตาลาภะ คือ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์
๑๒) ปัญจุปปาทานขันธ์ คือ ทุกข์รวบยอด คือ ขันธ์ ๕ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นเป็นทุกข์
ที่กล่าวมานี้ คือ ทุกข์ในอริยสัจ
๓.๒ ทุกขสมุทัยอริยสัจ อริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย
๑) ความหมายของทุกขสมุทัย
ทุกขสมุทัย แยกศัพท์เป็น ทุกฺข แปลว่า ทุกข์ สํ แปลว่า พร้อม อุ แปลว่า ขึ้น อิ
ธาตุ แปลว่า ไป ต่อกันเข้าตามหลักอักขรวิธีเป็น ทุกขสมุทัย แปลว่า “ขึ้นไปพร้อมแห่งทุกข์” ถือเอาโดยความว่า “เหตุให้เกิดทุกข์ หรือเหตุแห่งทุกข์”
๒) ประเภทของทุกขสมุทัย
เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ บาลีในธรรมจักกัปปวัตตนสูตร๘ พระพุทธเจ้าทรงหมายเอา ตัณหา ๓ คือ
๒.๑ กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากในกามารมณ์ ซึ่งได้แก่ รูป เสียง
กลิ่น รส สัมผัสทางกาย สัมผัสทางใจ ที่น่าใคร่น่าปรารถนาน่าพอใจ เช่น อยากเห็นรูปที่สวย ๆ งาม ๆ อยากฟังเสียงเพราะ ๆ อยากดมกลิ่นที่หอม ๆ อยากรับประทานอาหารที่มีรสอร่อย ๆ อยากสัมผัสถูกต้องสิ่งที่นุ่มนวลอ่อนละมุน อยากจะประสบแต่อารมณ์ที่น่ายินดี พอใจ ประทับใจ ซึ่งความต้องการใคร่จะได้ดังกล่าวนี้ ล้วนเป็นเหตุที่ตั้งชวนให้ลุ่มหลง ทำให้กิเลสเกิดขึ้นในจิตใจ ชาวบ้านทั่วไปมักจะเข้าใจศัพท์ว่า “กาม” นี้ ไปในทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นความหมายเพียงส่วนหนึ่งของกามเท่านั้น ในทางธรรม กามมี ๒ อย่าง คือ
๒.๑.๑ วัตถุกาม หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่ายินดีพอใจวัตถุกามนี้จึงหมายถึงวัตถุที่เป็นเหตุให้ใคร่ให้อยากได้ทุกประเภทตั้งแต่วัตถุหยาบ ๆ เช่น ทรัพย์ที่เป็นสังหาริมะ คือเคลื่อนที่ได้ นำเอาไปไหนมาไหนได้ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น และที่เป็นอสังหาริมะ คือทรัพย์ที่นำไปไหนมาไหนไม่ได้ เช่น บ้าน ที่ดิน เรือก สวน ไร่ นา เป็นต้น ไปจนถึงวัตถุอันละเอียดที่เรียกว่า วัตถุอันเป็นทิพย์ ดังท่านแสดงไว้ในพระบาลีกามสุตตนิเทสว่า “วัตถุกามเป็นไฉน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นที่ชอบใจ เครื่องลาด เครื่องนุ่งห่ม ทาสี ทาส แพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง โค ม้า ลา นา ที่ดิน เงิน ทอง บ้าน นิคม ราชธานี แว่นแคว้น ชนบท กองพลรบ คลัง และวัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วัตถุกาม อีกอย่างหนึ่ง กามที่เป็นอดีต กามที่เป็นอนาคต กามที่เป็นปัจจุบัน ที่เป็นภายใน ที่เป็นภายนอก ที่เป็นทั้งภายในและภายนอก ชนิดเลว ชนิดปานกลาง ชนิดประณีต เป็นของสัตว์ผู้เกิดในอบาย เป็นของมนุษย์ เป็นของทิพย์ ที่ปรากฏเฉพาะหน้าที่นิรมิตเอง ที่ผู้อื่นนิรมิต ที่หวงแหน ที่ไม่ได้หวงแหน ที่ยึดถือว่าของเรา ที่ไม่ยึดถือว่าของเรา ธรรมที่เป็นกามาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมที่เป็นอรูปาวจรแม้ทั้งหมด ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งตัณหา เป็นอารมณ์แห่งตัณหาชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่า อันบุคคลพึงใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด และเพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา กามเหล่านี้ เรียกว่า วัตถุกาม” ๙
วัตถุเหล่านี้ ได้ชื่อว่า เป็นวัตถุกาม ก็เพราะเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายใคร่จะได้จะมีไว้ครอบครองเป็นสมบัติของตัวเองทั้งนั้น เมื่อมีแล้วได้แล้วก็ไม่รู้จักอิ่มจักพอ ยังอยากจะมีเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งคนที่เป็นเพศตรงกันข้ามกันที่บุคคลปรารถนาด้วย ต่างคนก็ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพออยากได้ไปเรื่อย ๆ ยกเว้นเฉพาะท่านที่มีกิเลสเบาบาง หรือหมดกิเลสแล้วเท่านั้น
๒.๑.๒ กิเลสกาม หมายถึง กิเลสเป็นเหตุใคร่ ได้แก่ ความใคร่ที่มีอยู่ภายในจิตใจ เป็นสภาวะที่ต้องการ ความอยากได้ ความดิ้นรน กระสับกระส่าย ที่มีอยู่ภายในจิตใจ นอนเนื่องอยู่ในจิตใจ กิเลสกามนี้ มีพระบาลีแสดงไว้ในกามสุตตนิเทสว่า “กิเลสกามเป็นไฉน ความพอใจ ความกำหนัด ความพอใจและความกำหนัด ความดำริ ความกำหนัดมาก ความดำริและความกำหนัด ความพอใจปรารถนาในกาม ความเสน่หาในกาม ความเร่าร้อนในกาม ความหลงในกาม ความติดใจในกาม ห่วงคือกาม ความประกอบในกาม ความยึดถือในกาม เครื่องกั้นกางคือกามฉันทะ ชื่อว่า กาม สมจริงดังคำว่า ดูกรกาม เราเห็นรากฐานของท่านแล้วว่า ท่านย่อมเกิดเพราะความดำริ เราจักไม่ดำริถึงท่าน ท่านจักไม่มีอย่างนี้ กามเหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม” ๑๐
จากพระบาลีที่ยกมานี้ ชี้ให้เห็นว่า ความใคร่ที่เกิดขึ้นภายในจิตปุถุชนหรือความนึกคิดในเรื่องกามนั่นเอง ชื่อว่า กิเลสกาม เป็นสภาวะที่นอนเนื่องหรือหมักดองอยู่ภายในจิตใจ เมื่อมีสิ่งเร้ามายั่วยุทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แล้ว กิเลสกามที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาทันที ดังอุปมาที่วศิน อินทสระ ได้กล่าวไว้ว่า “วัตถุกามคือสิ่งยั่วยวนภายนอก ส่วนกิเลสกามคือกิเลสประเภทความใคร่อันแอบแฝงอยู่ในใจ เมื่อได้ประสบวัตถุกามภายนอก กิเลสภายในออกมารับ ก็เกิดไฟราคะขึ้นเผาใจให้เร่าร้อนเปรียบไปก็เหมือนเชื้อเพลิงที่หัวไม้ขีด ใจเปรียบเหมือนก้านไม้ขีดไฟ ส่วนวัตถุกามเปรียบเหมือนหน้าไม้ขีดไฟ เมื่อหัวไม้ขีดซึ่งติดเชื้อเพลิงไว้เรียบร้อยแล้วมากระแทกกับหน้าไม้ขีดพอเหมาะไฟก็ลุกขึ้น เมื่อไฟลุกขึ้นแล้วก็เผาไหม้ก้านไม้ขีดซึ่งเป็นที่อาศัยอยู่ของเชื้อเพลิง” ๑๑
๒.๒ ภวตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากในความมีความเป็น หรือในภพ
ในประเด็นว่า ความทะยานอยากในความมีความเป็นนั้น หมายความถึงความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น อยากเป็นดารา อยากเป็นผู้แทนราษฎร อยากเป็นคนใหญ่คนโตมีชื่อเสียงโด่งดัง และต้องการจะให้เป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ยอมรับไม่ได้หรือไม่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงจึงต้องทำทุกอย่างทุกวิธีที่จะรักษาความมีความเป็นนั้นไว้ โดยที่สุดแม้กระทั่งความอยากมีชีวิตอยู่นาน ๆ ไม่อยากตาย
ในประเด็นว่า ความทะยานอยากในภพ หมายความถึง ความอยากความติดใจที่จะเกิดเป็นมนุษย์ ความอยากเกิดในสวรรค์ ความอยากเกิดในพรหมโลก
ในพระอภิธรรมปิฎกให้คำจำกัดความแห่งภวตัณหาว่า “ความพอใจในภพ ความยินดีในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ความปรารถนาในภพ ความเยื่อใยในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความสยบในภพ ความหมกมุ่นในภพ ในภพทั้งหลายอันใด อันนี้เรียกว่า ภวตัณหา”๑๒ เหตุหรือปัจจัยให้เกิดภวตัณหา พระพุทธเจ้าตรัสว่า อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดภวตัณหา ดังพระบาลีในตัณหาสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหาย่อมไม่ปรากฏ ในกาลก่อนแต่นี้ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำอย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหามีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวภวตัณหาว่า มีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของภวตัณหา ควรกล่าวว่า อวิชชา…อวิชชาที่บริบูรณ์ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหาร และบริบูรณ์อย่างนี้” ๑๓
๒.๓ วิภวตัณหา คือ ความทะยานอยากไม่เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นความอยากในเชิงปฏิเสธ กล่าวคือ ตนเองไม่ชอบใจไม่ปรารถนาสิ่งใดแล้ว ก็อยากที่จะไม่เป็นอย่างนั้น ๆ เช่น อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บป่วย อยากไม่ตาย อยากอยู่ในตำแหน่งมีอำนาจนาน ๆ อยากที่จะไม่ให้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
อีกความหมายหนึ่ง วิภวตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากที่ปราศจากภพ หรือตัณหาในวิภพ พระบาลีในปุราเภทสุตตนิเทสได้อธิบายความโดยสรุปว่า “วิภวตัณหา หมายถึง ความอยากเพื่อความไม่เป็นไป หรือเพื่อความขาดสูญ” ๑๔
ในพระอภิธรรมปิฎก กล่าวอธิบายความหมายของวิภวตัณหาว่า “ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความยินดี ความคล้อยไปหา ความเพลิดเพลิน ความใฝ่รักเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิตที่สหรคตด้วยอุจเฉททิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา” ๑๕
ตัณหา ๓ นั้น เมื่อขยายออกไปได้ตัณหาจำนวนถึง ๑๐๘ ดังนี้
ในพระบาลีปาฏิกวรรค๑๖แสดงตัณหาไว้ ๖ โดยชื่อตามสภาพอารมณ์ คือ
๑) รูปตัณหา หมายถึง ตัณหา คือความทะยานอยากที่เกิดขึ้นในรูป
๒) สัททตัณหา หมายถึง ตัณหาที่เกิดขึ้นในเสียง
๓) คันธตัณหา หมายถึง ตัณหาที่เกิดขึ้นในกลิ่น
๔) รสตัณหา หมายถึง ตัณหาที่เกิดขึ้นในรส
๕) โผฏฐัพพตัณหา หมายถึง ตัณหาที่เกิดขึ้นในสัมผัส
๖) ธัมมตัณหา หมายถึง ตัณหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของสิ่งทั้ง ๕ ข้างต้นที่เคยมีประสพการณ์มาแล้ว
ตัณหา ๖ นี้ คูณกับตัณหา ๓ ข้างต้น (คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) เป็นตัณหา ๑๘ แบ่งตัณหา ๑๘ นี้ ออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ตัณหาในอารมณ์ภายในและตัณหาในอารมณ์ภายนอก จึงเป็นตัณหา ๓๖ (คือ ๑๘´๒ = ๓๖) ตัณหา ๓๖ นี้ แบ่งเป็นตัณหาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต จึงเป็นตัณหา ๑๐๘ ( ๓๖´๓ = ๑๐๘)
ตัณหาเกิดมีขึ้นได้เพราะมีเวทนา คือการเสวยอารมณ์สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นปัจจัย ดังพระบาลีมหาขันธกะว่า “เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตัณหามีเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย” ๑๗ ดังตัวอย่างเช่น นายบุญเป็นคนต่างจังหวัดฐานะทางด้านเศรษฐกิจค่อนข้างจะขัดสน ต่อมาภายหลังเขาได้มีโอกาสเข้ากรุงเทพฯหางานทำ จึงได้โอกาสสัมผัสกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีทั้งงานทำและมีทั้งเงินใช้ดีกว่าที่เป็นอยู่เดิม จึงเกิดความรู้สึกว่า มีความสบายและพอใจกับที่อยู่ใหม่ เรียกได้ว่า เกิดสุขเวทนา เพราะความติดใจในสภาพเช่นนั้นจึงไม่อยากจากสภาพเช่นนั้นกลับไปถิ่นเดิม ลักษณะอย่างนี้เป็นอาการปรากฏของตัณหา เมื่อตัณหาได้เวทนาเป็นปัจจัยเกิดขึ้นจึงดิ้นรนกระสับกระส่ายไปตามเวทนา หากได้รับเวทนาที่เป็นฝ่ายดีคือสุขเวทนาเป็นผล ก็จะดิ้นรนเข้าหายึดครอง แต่ถ้าได้เวทนาที่ไม่ดีไม่พอใจคือทุกขเวทนา ก็จะต้องดิ้นรนหาทางหลบหลีกให้ได้ ท่านจึงกล่าวไว้อีกอย่างหนึ่งว่า “ตัณหา คือ เครื่องสะดุ้งกระเสือกกระสนแห่งสัตว์”๑๘
ตัณหาตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เมื่อยึดเหนี่ยวเกาะเกี่ยวจิตใจของสัตว์อย่างมั่นคงแล้ว จะยึดเหนี่ยวในอารมณ์เพิ่มขึ้นตามแรงผลักดันของตัณหา และตัณหานี่เองเป็นปัจจัยคือเป็นเหตุให้เกิดอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่นต่อไปอีก
ตัณหาเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ๒ แบบ
เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว ตัณหานั่นแหละเป็นสาเหตุแห่งทุกข์นั้น ซึ่งเมื่อแยกแยะ
สาเหตุจะได้เป็น ๒ ประเด็นหลัก๑๙ คือ
๑) ตัณหาเป็นสาเหตุให้แสวงหาเพื่อดำรงชีพ
๒) ตัณหาเป็นสาเหตุให้ต้องเวียนเกิดตายในภพอีกต่อไป
ประเด็นที่สอง เมื่อบุคคลเต็มไปด้วยตัณหาที่ครอบงำจิตใจแล้วก็ดิ้นรนไปตามอำนาจของตัณหานั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว ก็ย่อมเป็นเหตุให้ทำกรรมต่าง ๆ ทั้งถูกและผิด กรรมที่ทำด้วยอำนาจของตัณหานี่เอง เป็นพลังส่งเสริมให้ไปเกิดในภพใหม่ จะเกิดในภพอย่างไรนั้นสุดแล้วแต่กรรมที่ทำลงไปจะเป็นสิ่งที่คอยจำแนกให้ดีหรือเลว เพราะกรรมนั่นแหละย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวหรือประณีตต่างกัน๒๐ การที่มนุษย์หรือสัตว์อื่นไปเกิดในภพภูมิที่ดีหรือที่เลวต่างกัน เพราะกรรมคือการกระทำเป็นตัวจัดการ และเพราะพลังอำนาจของตัณหานั่นเอง มนุษย์จึงได้ทำกรรม
๓.๓ นิโรธอริยสัจ อริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ
๑) ความหมายของทุกขนิโรธ
ทุกขนิโรธ มาจาก ๒ ศัพท์ คือ ทุกฺข แปลว่า ทุกข์ และนิโรธ แปลว่า ดับโดยไม่เหลือหรือดับสนิท รวมกันแปลว่า “ความดับโดยไม่เหลือแห่งทุกข์” พระพุทธเจ้าทรงอธิบายลักษณะของทุกขนิโรธว่า “โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ ความดับโดยสำรอกทิ้งอย่างไม่มีเหลือซึ่งตัณหานั้น จาโค ความสละตัณหานั้น ปฏินิสฺสคฺโค ความวางตัณหานั้น มุตฺติ ความปล่อยตัณหานั้น อนาลโย ความไม่พัวพันอาลัยตัณหานั้น”๒๑
๒) ประเภทของนิโรธ
นิโรธเป็นคำไวพจน์ของนิพพานคือใช้แทนกันได้ ในปฏิสัมภิทามรรค๒๒ แบ่งนิโรธออกเป็น ๕ อย่าง หรือ ๕ ระดับ คือ
๒.๑ วิกขัมภนนิโรธ ได้แก่ การดับนิวรณ์ได้ด้วยการข่มไว้ของผู้เจริญปฐมฌาน ท่านผู้รู้อธิบายว่า “ได้แก่ สมาบัติ ๘ คืออรูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ เป็นวิกขัมภนนิโรธทั้งหมด เพราะนับแต่เข้าถึงปฐมฌานแล้วเป็นต้นไป อกุศลธรรมทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น ย่อมถูกข่มให้ระงับดับไปเอง แต่ก็ดับชั่วเวลาที่อยู่ในฌานสมาบัติเท่านั้น” ๒๓
๒.๒ ตทังคนิโรธ ได้แก่ การเจริญสมาธิถึงขั้นชำแรกทำลายกิเลส ดับความเห็นผิดต่าง ๆ ลงได้ ด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับกัน ท่านผู้รู้อธิบายว่า “หมายถึงการดับกิเลสขั้นวิปัสสนา คือการใช้ปัญญาพิจารณาสภาวะของสิ่งทั้งหลาย เช่น พิจารณาความไม่เที่ยงเป็นต้น พิจารณาเห็นแง่ใด ก็เกิดญาณขึ้นกำจัดความเห็น หรือความยึดถือในทางตรงกันข้ามที่ขัดต่อสัจธรรมในแง่นั้น ๆ ลงได้” ๒๔
๒.๓ สมุจเฉทนิโรธ ได้แก่ การเจริญโลกุตรมรรค ซึ่งส่งผลให้ถึงความสิ้นกิเลส ดับกิเลสลงได้เด็ดขาด สมุจเฉทนิโรธนี้ หมายถึง อริยมรรคทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตมรรค
๒.๔ ปฏิปัสสัทธินิโรธ ได้แก่ การดับกิเลสในขณะแห่งผล โดยเป็นภาวะที่กิเลสราบคาบไปแล้ว หมายถึง อริยผลทั้ง ๔ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล
๒.๕ นิสสรณนิโรธ ได้แก่ การดับกิเลสซึ่งเป็นภาวะพ้นออกไปจากกิเลส ดำรงอยู่ต่างหาก ห่างไกลจากกิเลส ไม่เกี่ยวข้องกับกิเลสเลย
๓.๔ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
๑) ความหมายของทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา แปลว่า “ข้อปฏิบัติหรือแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับ
โดยไม่เหลือแห่งทุกข์” หรือเรียกอย่างสั้น ๆ ว่า “มรรค”
๒) องค์ประกอบของทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา โดยความ ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ดังพระบาลีในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ” ๒๕
ดังนั้น คำว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” และ “อริยมรรค” จึงหมายถึงสิ่งเดียวกัน ใช้เป็นคำไวพจน์แทนกันและกันได้
นอกจากนั้น อริยมรรคยังหมายถึง “มัชฌิมาปฏิปทา”๒๖ กล่าวคือข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง หรือที่นิยมแปลกันว่า “ทางสายกลาง” ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยไม่สุดโต่งเอนเอียงไปในด้านกามสุขัลลิกานุโยค คือพัวพันหาความสุขในกาม และอัตตกิลมถานุโยค คือการทำตนหรือทรมานตนให้ลำบากเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุหรือบรรลุเป้าหมายที่ตนเองประสงค์
๓) อธิบายองค์ประกอบของทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น มีคำอธิบายดังนี้
๓.๑ สัมมาทิฏฐิ* แปลว่า ความเห็นชอบ พระบาลีพุทธพจน์ชี้ไปที่ความรู้ในอริยสัจสี่ว่า “ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ”๒๗
สัมมาทิฏฐิยังมีคำจำกัดความอีก ดังนี้ คือ
รู้กุศล กุศลมูล และอกุศล อกุศลมูล ดังพระบาลีว่า “เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอกุศลและรากเง่าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเง่าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้”๒๘
เห็นไตรลักษณ์ ดังพระบาลีว่า “ภิกษุเห็นรูป…เวทนา…สัญญา…สังขาร…วิญ-ญาณอันไม่เที่ยงนั่นแหละว่า ไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ”๒๙
“ภิกษุเห็นจักษุ…โสตะ…ฆานะ…ชิวหา…กาย…มโน…รูป…เสียง…กลิ่น…รส…
สัมผัส…ธรรมารมณ์อันไม่เที่ยงนั่นแลว่า ไม่เที่ยง ความเห็นของภิกษุนั้น ชื่อว่า เป็นสัมมา-ทิฏฐิ”๓๐
กล่าวโดยสรุป ความสำคัญของสัมมาทิฏฐิ อาจแบ่งตามพระพุทธพจน์ได้เป็น ๕ ประเด็น ดังนี้
๑) เป็นนิมิตหมายแห่งการตรัสรู้ ดังพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์
จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อนคือแสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อนแห่งการตรัสรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงคือสัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุผู้มีความเห็นชอบพึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์…นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้”๓๑
๒) เป็นหัวหน้าหรือเป็นตัวนำขององค์มรรคทั้ง ๗ ดังพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย
บรรดาองค์มรรคทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นหัวหน้า ก็สัมมาทิฏฐิย่อมเป็นหัวหน้าอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฏฐิว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ รู้จักสัมมาทิฏฐิว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ…รู้จักมิจฉาสมาธิว่า เป็นมิจฉาสมาธิ รู้จักสัมมาสมาธิว่า เป็นสัมมาสมาธิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ”๓๒
และว่า “ภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นตัวนำ ก็สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึง พอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมา สมาธิ สัมมาญาณจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้ ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ”๓๓
๓) เป็นเครื่องมือสำหรับทำลายอวิชชาคือความไม่รู้ ดังพระบาลีว่า “ข้อที่ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้งด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ถูก ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นตั้งไว้ถูก”๓๔
๔) เป็นเหตุให้กุศลธรรมเกิดและเจริญ ดังพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เหมือนกับสัมมาทิฏฐินี้เลย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง”๓๕
๕) เมื่อสิ้นชีวิตเป็นเหตุให้เกิดในสุคติภพ ดังพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลาย เมื่อกายแตกตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เหมือนกับสัมมาทิฐินี้เลย สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฐิ เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”๓๖
นอกจากนี้ ท่านยังแบ่งสัมมาทิฏฐิเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับที่ยังมีอาสวะ และระดับโลกุตระ ดังพระบาลีว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน เรากล่าวสัมมาทิฏฐิเป็น ๒ อย่าง คือสัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่างหนึ่ง สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่างหนึ่ง
ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ นี้สัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์
ภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาทิฏฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค” ๓๗
อธิบายว่า สัมมาทิฏฐิประเภทที่ยังมีอาสวะนั้น เป็นโลกิยะ หมายความถึงความเห็นชอบที่ยังเนื่องด้วยโลก เกี่ยวข้องหรือขึ้นต่อโลก ได้แก่ ความเห็น ความเชื่อ ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตที่ถูกต้อง ที่อยู่บนพื้นฐานแห่งหลักความดีหลักศีลธรรม เป็นไปตามทำนองคลองธรรม สัมมาทิฏฐิประเภทนี้ เกิดจากการรับฟังหรือได้ยินได้ฟังมาจากผู้อื่นซึ่งก็เป็นปัจจัยภายนอก หรือองค์ประกอบทางสังคมด้วยอาศัยศรัทธาเป็นเครื่องเชื่อมโยงหรือชักนำหรือตั้งอยู่ในพื้นฐานแห่งศรัทธา เฉพาะอย่างยิ่งเกิดจากการหล่อหลอม ขัดเกลา ทางสังคม เช่น การอบรมสั่งสอนทางด้านศีลธรรมมารยาท เป็นต้น แม้จะอิงอาศัยกับโยนิโสมนสิการบ้าง แต่ก็เป็นระดับตัวกุศลเป็นเหตุกระตุ้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่า ดังเช่น ความดี ชั่ว ถูก ผิด อะไรดีกว่า เลวกว่า เป็นต้น ตลอดถึงหลักความเห็นความเชื่อต่าง ๆ ที่จะรักษาคุณความดีเอาไว้ เพราะเป็นทิฏฐิที่ได้ฟังได้ปฏิบัติต่อ ๆ กันมา จึงมีลักษณะเป็นหลักการกฎเกณฑ์ มาตรฐาน ความเชื่อที่มนุษย์เองเป็นผู้ปรุงแต่ง สร้างสรรค์ บัญญัติตั้งขึ้น เป็นของที่ต่างจากกฎธรรมดาของธรรมชาติอีกชั้นหนึ่ง มีลักษณะที่เกี่ยวข้องความเป็นโลกีย์ กล่าวคือ มีรายละเอียดหรือข้อปลีกย่อยผิดแปลกแตกต่างกันออกไปบ้างตามกลาลสมัย ท้องถิ่น พลังของสภาพสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงของสังคมบ้าง ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ทิฏฐิในประเภทเรื่องที่ถูกใจ ค่านิยมทั้งหลายทั้งปวงรวมอยู่ในทิฏฐิประเภทโลกิยะทั้งสิ้น