ส่วนสัมมาทิฏฐิประเภทที่ไม่มีอาสวะ  เป็นโลกุตระ  กล่าวคือ ความเห็นชอบที่เหนือโลก  ไม่ถูกโลกครอบงำ  ได้แก่  ความเห็น  ความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง  เข้าใจกฎธรรมดาของสภาวะธรรมชาติ  หรือจะกล่าวว่า  ความเข้าใจธรรมธรรมชาตินั่นเอง  สัมมาทิฏฐิประเภทนี้ เกิดจากมีโยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบหรือเป็นปัจจัยอยู่ภายใน  การได้เห็นยินได้ฟังมาดี  หรือกัลยาณมิตรคือเพื่อนดีอาจจะช่วยได้บ้าง  เป็นเพียงแต่การกระตุ้นให้บุคคลนั้นใช้โยนิโสมนสิการแล้วเห็นได้ประจักษ์แก่ตนเอง สัมมาทิฏฐิระดับนี้เพียงแต่รับฟังผู้อื่นเชื่อเขามาด้วยศรัทธาเท่านั้นไม่อาจจะให้เกิดขึ้นได้  เพราะต้องเป็นการรู้จักที่ตัวสภาวะเอง  ต้องเอาธรรมชาติมาเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณาโดยตรง  ดังนั้น จึงไม่มีลักษณะเป็นหลักการ  กฎเกณฑ์  ข้อยึดถือ  ที่ปรุงแต่งหรือบัญญัติซ้อนเพิ่มขึ้นมา  เป็นอิสระจากทุกอย่าง  ไม่ขึ้นกับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป  เกี่ยวข้องกับธรรมชาติแท้  ๆ  มีสภาพและกฎธรรมดาเหมือนกันในที่ทุกกาลสมัย  ทุกสถานที่ ตามนัยนี้  จึงมีลักษณะเป็น โลกุตระ

    และคำว่า  “ทิฏฐิ”  นี้  ยังหมายถึงความเชื่อ  ลัทธิ ทฤษฎี  ความเข้าใจตามนัยเหตุผล  ข้อที่เข้ากับความเข้าใจของตน  หลักการที่เห็นสม  ข้อที่ถูกใจ ข้อที่เชิดชูเอาไว้  ความใฝ่นิยม  หรือที่เรียกกันว่า  ค่านิยม  รวมไปถึงอุดมการณ์  แนวทัศนะในการมองโลกและชีวิตที่เรียกกันว่า  โลกทัศน์และชีวทัศน์ ๆ ตลอดจนถึงทัศนคติพื้นฐานที่สืบเนื่องจากความเห็นความเข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น๓๘ 

    สัมมาทิฏฐิมีความสำคัญและมีอุปการะมากในกิจทั้งปวงดังที่กล่าวมานี้ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งมนุษย์แต่ละบุคคลที่จะต้องปลูกฝังฝึกฝนอบรมให้เกิดให้มีในตน  เพราะว่า  ความเห็นชอบนั้น เป็นพื้นฐานเบื้องต้นแห่งการทำความดีทั้งหมด  ถ้าหากมีความเห็นชอบเห็นถูกต้องอยู่ในตนเองอย่างสมบูรณ์แล้ว  บุคคลอาจที่จะสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเอง  และแก่สังคมเท่าที่ควรจะเป็นไปได้  สังคมโดยรวมก็ไม่ต้องสับสนเดือดร้อนวุ่นวายไปด้วยปัญหาต่าง ๆ นานา จะเป็นสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและสงบร่มเย็น

  ๓.๒  สัมมาสังกัปปะ  แปลว่า  ความดำริชอบ  มีคำจำกัดความโดยพระบาลีว่า  “สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน  ความดำริในการออกจากกาม  ความดำริในความไม่พยาบาท  ความดำริในอันไม่เบียดเบียน  อันนี้เรียกว่า  สัมมาสังกัปปะ๓๙

  และยังมีคำจำกัดความชนิดแยกเป็นระดับโลกิยะและโลกุตระโดยพระบาลีดังนี้ 

  “ภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน  เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น  ๒ อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑  สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ  เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ 

    ภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน ความดำริในเนกขัมมะ  ดำริในความไม่พยาบาท  ดำริในความไม่เบียดเบียน  นี้สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์” 

    “ภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ  เป็นองค์มรรคเป็นไฉน  ความตรึก  ความวิตก  ความดำริ  ความแน่ว  ความแน่  ความปักใจ  วจีสังขาร  ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค๔๐

    จากพระบาลีที่ยกมาข้างบนนี้จะเห็นได้ว่า สัมมาสังกัปปะนั้นมี ๓ ประการ คือ

    ๑)  เนกขัมมสังกัปปะ คือ  ความดำริหรือความตรึกนึกคิดที่จะออกจากกามทั้ง ๒ ประเภท* หรือความดำริที่จะไม่หมกมุ่นพัวพันติดข้องในสิ่งที่สนองความอยากต่าง ๆ ความคิดที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว คิดจะเสียสละ ความคิดที่เป็นคุณเป็นกุศลทุกอย่าง ความคิดที่ปราศจากราคะและโลภะ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับมิจฉาสังกัปปะ กล่าวคือ ความดำริ ความคิดที่ผิด ความคิดเกี่ยวกับเรื่องกาม  ความคิดนึกที่เกี่ยวพัน  หมกมุ่น  ติดข้อง  อยู่ในเรื่องกามที่จะมาสนองทางความต้องการของตน

    ๒)  อพยาปาทสังกัปปะ  คือ  ความดำริความตรึกนึกคิดในเรื่องที่จะไม่พยาบาท  เคียดแค้นชิงชัง  ขัดเคือง  หรือเพ่งมองคนอื่นสัตว์อื่นในแง่ร้ายต่าง  ๆ  โดยมีความคิดนึกมุ่งถึงธรรมคือเมตตา ความปรารถนาดีมีมิตรไมตรีอยากจะให้ผู้อื่นสัตว์อื่นมีความสุขเป็นที่ตั้ง ดังคำสุภาษิตว่า “เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก”๔๑  เป็นความคิดนึกที่ปราศจากโทสะ  ซึ่งตรงกันข้ามกับมิจฉาสังกัปปะข้อว่าด้วยพยาบาทวิตก กล่าวคือ ความคิดนึกเกี่ยวกับความอาฆาตเคืองแค้นคอยจ้องที่จะทำลาย ล้างผลาญ คนอื่นหรือสัตว์อื่นให้พินาศขาดสูญไป

  ๓)  อวิหิงสาสังกัปปะ คือ  ความดำริความตรึกตรองนึกคิดในเรื่องที่จะไม่เบียดเบียน  คิดทำร้าย ทำลายผู้อื่นหรือสัตว์อื่น โดยมีความนึกคิดมุ่งไปในธรรมคือกรุณา  ความสงสารคิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์  และยังมุ่งไปในธรรมคือมุทิตา  ความพลอยยินดีที่ผู้อื่นได้ประสบกับความสำเร็จในชีวิตในทุก  ๆ  ด้าน  ทั้งยังประกอบด้วยธรรมคืออุเบกขา  ความวางตัวเป็นกลางโดยรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราคิดว่า  ตัวเราเองได้ลาภเป็นต้นมีใจฉันใด  คนอื่นที่เขาได้ลาภก็มีใจฉันนั้น ดังนั้นมนุษย์ที่ถือกันว่าตนเองเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าในโลกจึงไม่ควรเบียดเบียนไม่ควรกระทำความเดือดร้อนให้แก่สัตว์อื่นและแก่มนุษย์ด้วยกันเอง อวิหึงสาสังกัปปะนี้เป็นความนึกคิดที่ปราศจากโทสะและมีความหมายตรงกันข้ามกับมิจฉาสังกัปปะกล่าวคือวิหึงสาวิตก หมายถึง ความคิดนึกไปในทางเบียดเบียน  มุ่งที่จะทำให้ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นต้องเดือดร้อน  อยู่ไม่เป็นสุข

    เมื่อมนุษย์แต่ละคนมีความดำริชอบประกอบด้วยเหตุด้วยผลด้วยกันทั้งหมด  หรือแม้จะไม่หมดแต่ก็เป็นส่วนมากแล้ว ย่อมจะทำให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข มีการเอื้อประโยชน์ต่อกัน ไม่ต้องหวาดระแวงต่อภัยอันตรายที่จะเกิดแก่ตน  ไม่ต้องตามฆ่า  ล้างผลาญ  แก้แค้น  หาอุบายที่จ้องจะทำลายกัน  มีแต่จะร่วมกันคิดสร้างสรรค์ความเจริญให้เกิดให้มีขึ้นแก่สังคมโดยรวมเท่านั้น

  ๓.๓  สัมมาวาจา แปลว่า  เจรจาชอบ  มีพระบาลีจำกัดความหมายไว้ว่า  “สัมมาวาจา เป็นไฉน  การงดเว้นจากการพูดเท็จ  งดเว้นจากการพูดส่อเสียด  งดเว้นจากการพูดคำหยาบ  งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  อันนี้เรียกว่า  สัมมาวาจา๔๒ 

  และจัดเป็น  ๒  ระดับเช่นกัน คือ ระดับโลกิยะและโลกุตระ  โดยพระบาลี  ดังนี้ 

    ภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน  เรากล่าวสัมมาวาจาเป็น  ๒  อย่าง  คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑  สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง ๑ 

    ภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน  คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ  งดเว้นจากการพูดส่อเสียด  งดเว้นจากการพูดคำหยาบ  งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ  นี้  สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ 

  ภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ  เป็นองค์มรรคเป็นไฉน  ความงด  ความเว้น  ความเว้นขาด  เจตนางดเว้นจากวจีทุจริตทั้ง  ๔  ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก  มีจิตหาอาสวะมิได้  พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค  เจริญอริยมรรคอยู่  นี้แล  สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ  เป็นโลกุตระ  เป็นองค์มรรค๔๓

  เจรจาชอบในที่นี้  ท่านมุ่งถึงลักษณะการพูด  ๔  อย่าง  คือ

  ๑)  การงดเว้นจากการพูดเท็จ  ก็คือ  ให้พูดเฉพาะคำจริง  เรื่องจริง  เรื่องที่เชื่อถือได้

  ๒)  การงดเว้นจากการพูดส่อเสียด  ให้ร้ายผู้อื่น  ทำคนอื่นให้ขัดเคือง  ก็คือ  ให้พูดตรงไปตรงมา  ไม่เป็นคนชนิดที่ต่อหน้าว่าดีพอลับหลังกลับนินทา  หรือพูดให้ผู้อื่นเสียหาย

  ๓)  การงดเว้นจากการพูดคำหยาบ  ก็คือ  ให้เจรจาปราศรัยกันด้วยถ้อยคำที่สุภาพ  ไพเราะ  นุ่มนวล  อ่อนหวาน  ซาบซึ้งประทับใจ

    ๔)  การงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  โดยความก็คือ  ให้พูดเฉพาะคำหรือเรื่องที่มีประโยชน์มีสาระเป็นการพูดที่ประกอบด้วยอรรถด้วยธรรม

    อนึ่ง ในเรื่องการเจรจาชอบนี้  พึงพิจารณาดูลักษณะพระวาจาของพระพุทธเจ้าที่ท่านยกมาแสดงประกอบพระพุทธคุณ ข้อว่า สุคโต  ในความหมายว่า  พูด  หรือ  ตรัสดี  นั้นเป็นตัวอย่าง กล่าวคือลักษณะของพระวาจาที่พระพุทธเจ้าจะตรัสหรือไม่ตรัสนั้นมี  ๖  อย่าง  คือ๔๔

  ๑)  วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นประโยชน์  และไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของคนพวกอื่น พระพุทธองค์ไม่ตรัส

  ๒)  วาจาใด จริง แท้ แต่ไม่เป็นประโยชน์  และไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของคนพวกอื่น พระพุทธองค์ไม่ตรัส

  ๓)  วาจาใด จริง แท้ และเป็นประโยชน์  แม้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของคนพวกอื่น พระพุทธองค์ทรงรู้กาลเพื่อตรัสวาจานั้น

  ๔)  วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่เป็นประโยชน์  แม้เป็นที่รักที่ชอบใจของชนเหล่า

อื่น  พระพุทธองค์ไม่ตรัส

  ๕)  วาจาใด ที่จริง แท้ แต่ไม่เป็นประโยชน์ แม้จะเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเหล่าอื่น  พระพุทธองค์ไม่ตรัส

  ๖)  วาจาใด ที่จริง แท้ เป็นประโยชน์ และเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเหล่าอื่น พระพุทธองค์ทรงรู้กาลเพื่อตรัสวาจานั้น

    จากข้อความที่ยกมานี้  สรุปลักษณะแห่งพระวาจาที่พระพุทธเจ้าตรัสและที่ไม่ตรัสได้เป็น  ๒  อย่างคือ

    ๑)  วาจาที่เป็นคำจริง  แท้  เป็นประโยชน์  ถึงคนอื่นจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม  พระพุทธเจ้าจะทรงกำหนดกาลเวลาว่า  เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมก่อนแล้วจึงตรัสวาจาเช่นนี้

    ๒) วาจาที่เป็นคำที่ไม่จริงแท้ ไม่มีประโยชน์  แม้คนอื่นจะชอบหรือก็ไม่ก็ตาม 

หรือเป็นคำจริงแท้ แต่ไม่มีประโยชน์ คนจะชอบหรือไม่ชอบฟังก็ตาม จะไม่ตรัสวาจา

ประเภทนี้

    วาจาชอบนั้นก่อให้เกิดคุณประโยชน์ได้อย่างมากมาย  เช่น  ใช้พูดแนะนำชักชวนให้คนอื่นรู้จักทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งระดับโลกิยะและโลกุตระ ประโยชน์ในปัจจุบัน ในอนาคตคือปรโลก และปรมัตถประโยชน์คือพระนิพพาน การพูดดีก่อให้เกิดผลดีทั้งแก่ตนและคนอื่นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เป็นเหตุให้สร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรือง  ความสามัคคีเป็นปึกแผ่น  ความมั่นคงทั้งแก่ตนและประเทศชาติ  หากพูดชั่ว  ซึ่งเรียกว่า  มิจฉาวาจา  ก็จะก่อให้เกิดผลเสียหาย  นำสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาตามมาอย่างมากมายทั้งในปัจจุบัน  แม้สิ้นชีวิตไปก็ยังคงต้องตามเสวยผลกรรมของการพูดไม่ดีอีกต่อไปด้วย 

  ๓.๔  สัมมากัมมันตะ  แปลว่า  การกระทำชอบหรือการงานชอบ  มีพระบาลีจำกัดความไว้ว่า  “สัมมากัมมันตะเป็นไฉน  การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์  งดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  อันนี้เรียกว่า  สัมมากัมมันตะ๔๕

  จากพระบาลีที่ยกมานี้ชี้ให้เห็นว่า  สัมมากัมมันตะมีประเด็นสำคัญ  ๓  ประเด็น คือ 

  ๑)  เว้นจากปาณาติบาต  กล่าวคือ  ไม่ทำลายชีวิตของคนหรือสัตว์อื่น  โดยความก็คือความประพฤติหรือการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไม่เบียดเบียนทำร้ายชีวิตร่างกายของผู้อื่นหรือแม้แต่ชีวิตของตนเองทั้งโดยตรง  ก็คือไม่ฆ่าไม่ทำลายชีวิตของผู้อื่น  ทั้งโดยอ้อมคือการส่งเสริมให้มีการเช่นนั้นโดยวิธีการต่าง  ๆ

  ๒)  เว้นจากอทินนาทาน  กล่าวคือ  ไม่ถือเอาสิ่งของที่มีเจ้าของหวงแหนซึ่งเจ้าของไม่ได้ให้โดยอาการวิธีการต่าง  ๆ  เช่น  การลักขโมย  การยักยอกฉ้อฉล  การล้วงละเมิดลิขสิทธิ์กรรมสิทธิ์  เป็นต้น

  ๓)  เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร กล่าวคือ  ไม่ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย  ก็คือการประพฤติในเรื่องเพศที่เหมาะสม  เช่น  ไม่ล่วงละเมิดในคู่ครองของคนอื่น  ไม่นอกใจคู่ครองของตนเองไม่ประพฤติอนาจารล่วงละเมิดในทางเพศในบุคคลและสถานที่ต้องห้าม

  สัมมากัมมันตะก็จัดเป็น  ๒ ระดับ  ได้แก่ระดับโลกิยะ และโลกุตระ  กล่าวคือ สัมมากัมมันตะของบุคคลผู้ยังมีอาสวะ  และสัมมากัมมันตะของพระอริยบุคคล๔๖

  ๓.๕  สัมมาอาชีวะ แปลว่า  อาชีพชอบหรือเลี้ยงชีพชอบ  มีพระบาลีให้คำจำกัดความไว้ว่า  “สัมมาอาชีวะเป็นไฉน  อริยสาวกในธรรมวินัยนี้  ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย  สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ  อันนี้เรียกว่า  สัมมาอาชีวะ๔๗ 

  การเลี้ยงชีพชอบ โดยสรุปก็คือ  การละมิจฉาชีพหมายถึงอาชีพที่ทุจริตผิดจากทำนองคลองธรรมทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนด้วยวิธีต่าง ๆ และการประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงชีวิตโดยความขยันหมั่นเพียรด้วยอาชีพที่สุจริตไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน

  อาชีวะหรืออาชีพนั้นมีอยู่มากมายทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม  และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในหมู่มนุษย์ทุกหมู่เหล่าต้องมี  พูดง่าย  ๆ  ก็คือ  ทุกคนต้องมีอาชีพ  ทั้งนี้เพื่อจะให้เกิดรายได้แล้วนำเอารายได้นั้นมาประคับประคองชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างเป็นปกติสุข  ถ้าหากไม่มีอาชีพการงานก็จะต้องเป็นอยู่ด้วยความลำบากเพราะขาดปัจจัยที่จะเกื้อหนุนจุนเจือ ไม่อาจจะทนอยู่ได้เป็นเวลานาน

  สัมมาอาชีวะก็แยกเป็นระดับ ได้แก่  ระดับโลกิยะ  และโลกุตระ  กล่าวคือ สัมมากัมมันตะของบุคคลผู้ยังมีอาสวะ  และสัมมากัมมันตะของพระอริยบุคคล๔๘ 

  สรุปว่า  สัมมาอาชีวะมี  ๒  กล่าวคือ  สัมมาอาชีวะของคฤหัสถ์และของบรรพชิต  และมี ๒ ระดับคือ โลกิยะและโลกุตระ  สัมมาอาชีวะนี้แม้จะเป็นเพียงระดับโลกิยะ  หากบุคคลในสังคมพากันตั้งใจปฏิบัติตาม  กล่าวคือ  ในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีวิตก็ทำไปโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม  ก็จะได้รับอานิสงส์ที่เห็นได้ง่าย  ๆ  คือ  จะไม่มีความเดือดร้อนทั้งกายและใจทั้งแก่ตนและคนอื่น  เพราะว่าบุคคลไม่มีการเบียดเบียนกันและกัน  เมื่อมีหรือแสวงหาวัตถุได้เพียงพอแก่การสนองความต้องการของตนในระดับหนึ่งแล้ว  จากนั้นก็หันมาแสวงหาหรือพัฒนาตนเองให้ได้รับความสุขอันประณีตยิ่ง  ๆ  ขึ้นไปอีกระดับ  จนถึงความสุขอันประณีตที่สุด

  ๓.๖  สัมมาวายามะ แปลว่า  เพียรชอบหรือพยายามชอบ  มีพระบาลีในพระสูตรจำกัดความหมายไว้ว่า  “สัมมาวายามะเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เกิดฉันทะพยายาม  ปรารภความเพียร  ประคองจิตไว้  ตั้งจิตไว้เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น  เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว  เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น  เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย  เจริญยิ่งไพบูลย์ มีขึ้นเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว  อันนี้เรียกว่า สัมมาวายามะ 

  ในคัมภีร์พระอภิธรรมมีคำจำกัดความอีกแบบหนึ่งว่า  “สัมมาวายามะเป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ  ความก้าวหน้า  ความบากบั่น  ความขะมักเขม้น  ความพยายาม  ความอุตสาหะ ความอึดสู้  ความเข้มแข็ง  ความมั่นคง  ความก้าวหน้าไม่ลดละ  ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ  ความไม่ทอดทิ้งธุระ  การแบกทูนเอาธุระไป  วิริยะ  วิริยินทรีย์  วิริยพละ  สัมมาวายามะ  วิริยสัมโพชฌงค์ที่เป็นองค์มรรคนับเนื่องในมรรค  นี้เรียกว่า  สัมมาวายามะ๕๐

  จากข้อความพระบาลีในพระสูตรที่ยกมานี้  พอจะสรุปลักษณะความเพียรชอบนั้นได้เป็น ๔  ประเด็น  คือ

  ๑)ความเพียรเพื่อจะระมัดระวังป้องกันอกุศลธรรมกล่าวคือสิ่งไม่ดีทั้งหลาย  เช่น  ความโลภ  โกรธ  หลง  เป็นต้นที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้นภายในจิต  เรียกว่า  “สังวรปธาน”

  ๒)  ความเพียรเพื่อจะละหรือกำจัดอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดหรือเบาบางไป  เรียกว่า  “ปหานปธาน”

  ๓)  ความเพียรเพื่อจะเจริญกุศลธรรมกล่าวคือสิ่งดีงามทั้งหลาย  เช่น  ความไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง  เป็นต้น  หมายความว่า  ทำให้กุศลธรรมเหล่านั้นที่ยังไม่เกิดให้เกิดมีขึ้นภายในจิตใจของตน  เรียกว่า  “ภาวนาปธาน”

  ๔)  ความเพียรเพื่อจะรักษาส่งเสริมกุศลธรรมที่เกิดมีขึ้นภายในจิตแล้ว  ให้ตั้งอยู่ได้นาน  ไม่ให้สาบสูญ  ให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น  เรียกว่า “อนุรักขนาปธาน”

  ความเพียงทั้ง  ๔  นี้  เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า  “สัมมัปปธาน”๕๑  แปลว่า  ความเพียร

ที่ตั้งไว้โดยชอบหรือความเพียรที่ถูกต้อง หรือเรียกสั้น  ๆ  ว่า  ปธาน”๕๒  คือ  ความเพียรเป็นเหตุเริ่มตั้ง ก็ได้  นอกจากนั้นแล้ว  ความเพียร  ๔  ข้อนี้ยังมีอธิบายไว้ในสังวรสูตร  ความว่า 

  ๑)  “ภิกษุทั้งหลาย ก็สังวรปธานเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว  ไม่ถือโดยนิมิต (ไม่เคลิบเคลิ้มหลงติดในรูปลักษณะโดยรวม  เช่น  บุรุษ  สตรี เป็นต้น) ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ (ไม่เคลิบเคลิ้มหลงติดในลักษณะปลีกย่อย  เช่น  หน้าตา  แขน  ขา  เป็นต้น)  ย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์  ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว  พึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันเลว กล่าวคือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้  ย่อมรักษาจักขุนทรีย์  ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์  ฟังเสียงด้วยหู  ดมกลิ่นด้วยจมูก  ลิ้มรสด้วยลิ้น  ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย  รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ  ก็เช่นเดียวกัน นี้เรียกว่า สังวรปธาน

  ๒)  ปหานปธานเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมครอบงำ  ย่อมละ  ย่อมบรรเทา  ย่อมทำให้พินาศ  ย่อมให้ถึงความไม่มีซึ่งกามวิตก  พยาบาทวิตก  วิหิงสาวิตก  อกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว  นี้เรียกว่า  ปหานปธาน 

  ๓)  ภาวนาปธานเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์  ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์  วิริยสัมโพชฌงค์  ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  สมาธิสัมโพชฌงค์  อุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก  อาศัยวิราคะ  อาศัยนิโรธ  น้อมไปในความสละ นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน

  ๔)  อนุรักขนาปธานเป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  ย่อมตามรักษาสมาธินิมิตอันเจริญที่เกิดขึ้นแล้ว  กล่าวคือ  อัฏฐิกสัญญา  ปุฬวกสัญญา  วินีลกสัญญา  วิปุพพกสัญญ  วิจฉิทกสัญญา อุทธุมาตกสัญญา นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน…”๕๓ 

    ความเพียรพยายามนี้เป็นหลักธรรมที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนาจะมีปรากฏในที่หลายแห่ง  เพราะพระพุทธศาสนาต้องการจะเน้นในเรื่องการลงมือทำความเพียรเป็นสำคัญ  เพื่อจะได้พบกับความจริงที่มีอยู่โดยธรรมชาติ  พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาก็ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่งยวดเริ่มจากทรงกระทำทุกกรกิริยาจนถึงเปลี่ยนมาเป็นการบำเพ็ญเพียรทางจิตใจ  ด้วยความความเพียรอันประกอบด้วยองค์  ๔  ทรงเริ่มตั้งความเพียรว่า  “หนัง  เอ็นและกระดูก  จงเหลืออยู่  เนื้อเลือดในร่างกายของเราจงเหือดแห้งไปก็ตามที ยังไม่บรรลุผลที่จะพึงบรรลุด้วยเรี่ยวแรง ความเพียร ความบากบั่นของบุรุษ จักไม่หยุดความเพียร”๕๔ จนได้พบหลักความจริงของธรรมชาติแล้วทรงนำมาประกาศเปิดเผยแก่ผู้อื่น

  การปฏิบัติและได้รับผลในการปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปอันเที่ยงธรรมตามเหตุปัจจัยของกฎธรรมชาติ  พระพุทธเจ้ามิใช่ผู้ทรงบันดาล  ทุกคนผู้มุ่งหวังความุขความสำเร็จเพื่อตน  ไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตาม  จำเป็นต้องเพียรพยายามสร้างเหตุปัจจัยด้วยกำลังเรี่ยวแรงของตนให้เต็มที่เต็มความสามารถและทำไปจนได้บรรลุสิ่งนั้น ไม่ควรคิดมุ่งหวังสิ่งใดแล้วอ้อนวอนขอเอาผลที่ตนต้องการจากอำนาจพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง  โดยไม่ต้องทำอะไร ๆ  ซึ่งขัดกับหลักพระศาสนา พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาทรงเป็นแต่ผู้บอกชี้ผิดชี้ถูก ทรงชี้ทางไปนรก ทางไปสวรรค์ ไปนิพพาน เท่านั้น  ดังพระบาลีที่ว่า  “ความเพียรท่านทั้งหลายต้องทำเอง พระตถาคตเป็นแต่ผู้บอก(ทาง) ให้”๕๕ 

    อนึ่ง  การทำความเพียรต้องเริ่มจากภายในคือจิตก่อน  หมายความว่า  ต้องทำจิตให้

พร้อมและถูกต้องแล้วจึงส่งผลออกกทางภายนอกคือกาย กล่าวคือลงมือปฏิบัติให้ประสาน

กลมเกลียวกันระหว่างจิตกับกาย  และในการทำความเพียรนี้  พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่า  ควร

รีบทำ  อย่าผัดวันประกันพรุ่ง  ดังพระบาลีว่า  ความเพียรต้องรีบทำในวันนี้  ใครเล่าจะพึงรู้ว่า  จะตายเสียในวันนี้หรือพรุ่งนี้๕๖

    ความเพียรโดยชอบมีอุปการะมากในการทำกิจธุระทุกอย่าง เพราะว่าเป็นเหตุส่งเสริมให้บุคคลประสบผลสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังทุกประการ  ทั้งยังเป็นไปเพื่อความสุข  ความเจริญแก่ตนและสังคม  และในระดับสูง  หากเหตุปัจจัยพร้อมแล้วสามารถทำให้บรรลุคุณพิเศษได้  ในทางตรงกันข้าม  หากความเพียรนั้นเป็นความเพียรที่ผิดที่เรียกว่า  มิจฉาวายามะ  เช่น  เพียรที่จะสร้างความชั่วความเสื่อมเสีย  เพียรที่จะปล้น  ฆ่า  คดโกง  เอารัดเอาเปรียบคนอื่น  เป็นต้น  ก็จะส่งผลไปในทางเสียหาย  ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตนและคนอื่นด้วย  ความเพียรในทางที่ผิดนี้  เป็นความเสียหายที่รุนแรงสาธุชนควรหลีกเลี่ยง

  ๓.๗  สัมมาสติ แปลว่า  ระลึกชอบ  มีพระบาลีจำกัดความหมายไว้ว่า  “สัมมาสติ เป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  พิจารณาเห็นกายในกายอยู่  มีความเพียรมีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌา  และโทมนัสในโลกเสียได้  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่…พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่…พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ  กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้  อันนี้  เรียกว่า  สัมมาสติ๕๗ 

    จากพระบาลีนี้  จะเห็นได้ว่า  สัมมาสติ  ก็คือสติเป็นเครื่องพิจารณาพิจารณากาย  เวทนา จิต  และธรรม  แล้วสามารถกำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ของภิกษุผู้มีความเพียรมีสติ  มีการตื่นตัวอยู่เสมอ  ท่านประสงค์เอาสติปัฏฐานทั้ง  ๔  กล่าวคือ  กายานุปัสสนา  เวทนานุปัสสนา  จิตตานุปัสสนา  ธัมมานุปัสนา 

  สติ  แปลกันโดยทั่วไปว่า  ความระลึกได้  ซึ่งเมื่อเพ่งดูความ  ก็หมายถึงความไม่หลงลืม ความจำสิ่งต่าง  ๆ  เหตุการณ์เรื่องราวต่าง  ๆ  ที่ผ่านมาแม้จะนานได้ดี  นอกจากมีความหมายว่า ระลึกได้แล้ว  ยังมีความหมายว่า  ไม่เผลอเลอ  ไม่เลินเล่อ  ไม่ฟั่นเฟือนเลอะเลือน  หรือมีความระมัดระวัง  มีความพร้อมอยู่เสมอในการที่จะรับรู้ถึงสิ่งต่าง  ๆ  ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง  รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรกับสิ่งนี้ สติมีอุปการะมากในการทำกิจทั้งปวง จะทำกิจอะไรก็ตาม หากมีสติกำกับอยู่เสมอก็จะไม่เกิดความผิดพลาด  หากขาดสติก็จะส่งผลเสียทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น  ดังเช่น  กรณีเป็นคนขับรถพอเผลอขาดสติก็อาจเกิดอุบัติเหตุทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้  สติมักจะได้รับการเปรียบเทียบว่า  เหมือนคนรักษาประตูที่คอยกำกับดูแลคนเข้าออกตรวจสอบดูความเรียบร้อย  คนที่ควรเข้าข้างในได้ก็ให้เข้าข้างใน  คนที่ไม่ควรให้เข้าก็กันเอาไว้ข้างนอก

  ๓.๘  สัมมาสมาธิ แปลว่า  ตั้งใจมั่นชอบ มีพระบาลีจำกัดความหมายไว้ว่า “สัมมา-

สมาธิ เป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้  สงัดจากกาม  สงัดจากอกุศลธรรม  บรรลุปฐมฌาน  มีวิตก  มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่  เธอบรรลุทุติยฌาน  มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  เพราะวิตกวิจารสงบไป  ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร  มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่  เธอมีอุเบกขา  มีสติสัมปชัญญะ  เสวยสุขด้วยกาย  เพราะปีติสิ้นไป  บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้  เป็นผู้มีอุเบกขา  มีสติอยู่เป็นสุข  เธอบรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์  และดับโสมนัสโทมนัสก่อน  ๆ  ได้  มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่  อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ๕๘ 

  ๓.๘.๑  ความหมายของสัมมาสมาธิ  

    จากพระบาลีที่ยกมานี้พอสรุปได้ว่า สัมมาสมาธิหมายถึงสมาธิในฌานสี่  กล่าวคือ ปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌานและจตุตถฌาน  เป็นสมาธิประเภทที่เป็นไปเพื่อปัญญาที่รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เป็นไปเพื่อความลดละและหลุดพ้นจากสรรพกิเลส 

  ส่วนในคัมภีร์พระอภิธรรมมีพระบาลีเป็นคำจำกัดความว่า  “สัมมาสมาธิเป็นไฉน  ความตั้งอยู่  ความตั้งแน่ว  ความมั่นลงไป  ความไม่ส่ายไป  ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต  ภาวะที่มีจิตไม่ซัดส่าย ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ  สมาธิสัมโพชฌงค์ที่เป็นองค์แห่งมรรคนับเนื่องในมรรค  อันใด  นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ๕๙

    สมาธิ  แปลว่า  ความตั้งจิตมั่น  หรือความตั้งมั่นของจิต  หรือภาวะที่จิตแน่วแน่ต่ออารมณ์หรือสิ่งที่กำหนด  คำว่า  “จิตฺตสฺเสกคฺคตา”  หรือเรียกสั้น  ๆ ว่า  “เอกคฺคตา”  แปลว่า  ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง  กล่าวคือ  อาการที่จิตกำหนดแน่วแน่อยู่กับอารมณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปที่อื่น ก็เป็นคำไวพจน์ที่ใช้แทนสมาธิ

  ๓.๘.๒  ประเภทของสมาธิ 

  ในพระไตรปิฎกจะกล่าวสมาธิไว้  ๒  ประเภท  ได้แก่  สัมมาสมาธิ  และมิจฉาสมาธิ  ส่วนในอรรถกถา  ท่านแยกสมาธิเป็น  ๓  ระดับ๖๐  คือ

    ๑)  ขณิกสมาธิ  แปลว่า  สมาธิชั่วขณะ  เป็นสมาธิขั้นต้นซึ่งคนทั่วไปสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่การงานของตน  ๆ  ในชีวิตประจำวันให้ได้ผลดี  และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเจริญวิปัสสนาได้ด้วย

    ๒)  อุปจารสมาธิ แปลว่า  สมาธิเฉียด  ๆ  เป็นสมาธิระดับกลาง  สามารถระงับนิวรณ์  ๕  ได้ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะแห่งฌาน

    ๓)  อัปปนาสมาธิ แปลว่า  สมาธิแน่วแน่แนบสนิท  เป็นสมาธิระดับสูงสุด  มีในฌานทั้งหลายทั้งรูปฌาน  ๔  และอรูปฌาน  ๔  สมาธิขั้นนี้ถือได้ว่าเป็นผลสำเร็จแห่งความต้องการในการทำสมาธิ