๓.๘.๓ ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ
จิตที่ฝึกอบรมจนเป็นสมาธิแล้ว ย่อมจะเป็นจิตที่มีสมรรถภาพ มีลักษณะดังนี้๖๑
๑) เป็นจิตที่เข้มแข็ง มีพลังมาก เปรียบเหมือนกระแสน้ำที่ถูกควบคุมให้ไหลพุ่งไปในทิศทางเดียวย่อมจะมีกำลังมากกว่าที่ไหลกระจัดกระจายไป
๒) เป็นจิตที่สงบ ประณีต เปรียบเหมือนแอ่งน้ำที่มีน้ำนิ่ง ไม่มีสิ่งรบกวนให้กระเพื่อม เช่น ถูกลมพัด หรือคนโยนก้อนดินลง เป็นต้น
๓) เป็นจิตใสกระจ่าง มองเห็นอะไรได้ตามความเป็นจริง เปรียบเหมือนน้ำที่สงบนิ่ง ไม่มีคลื่นไม่มีสีไม่มีตะกอนทำให้ขุ่น ย่อมจะเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง
๔) เป็นจิตที่นุ่มนวล เหมาะแก่การใช้งานทุกประเภท เพราะไม่เครียด ไม่สับสนวุ่นวาย ไม่กระด้าง ไม่วอกแวก ไม่สะทกสะท้าน
๕) เป็นจิตที่มีอำนาจพิเศษต่าง ๆ เช่น แสดงอิทธิปาฏิหารย์ ระลึกชาติ รู้ใจคนอื่นได้ เป็นต้น และในขั้นสูงสุดสามารถเข้าสู่ภาวะที่เรียกกันว่า นิพพานได้
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ โดยย่อแล้ว สามารถสรุปลงในไตรสิกขา หมายถึง ข้อธรรมที่ควรศึกษาและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ๓ ประการ ได้แก่ อธิศีลสิกขา อธิ-จิตตสิกขา และ อธิปัญญาสิกขา หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้๖๒
๑) อธิศีลสิกขา คือ การฝึกความประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และ
อาชีวะ ได้แก่ รวมเอาองค์มรรคข้อสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ
๒) อธิจิตตสิกขา คือ การฝึกปรือในด้านคุณภาพและสมรรถภาพของจิต
ได้แก่ รวมเอาองค์มรรคข้อสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
๓) อธิปัญญาสิกขา คือ การฝึกปรือปัญญาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงจนถึงความหลุดพ้น มีจิตใจเป็นอิสระ ผ่องใส เบิกบานโดยสมบูรณ์ ได้แก่ รวมเอาองค์มรรคข้อสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ
๔. สรุปเนื้อหาของอริยสัจสี่
อริยสัจดังที่กล่าวมานี้ โดยสรุปแล้ว ก็มีเพียง ๑ คือ ทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น ดังพระพุทธพจน์ว่า “ทั้งในกาลก่อนและในบัดนี้เราสอนแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น”๖๓ โดยอริยสัจข้อทุกข์และทุกขสมุทัยรวมเป็นเรื่องทุกข์ และข้อทุกขนิโรธกับทุกขนิโรธ-คามินีปฏิปทารวมเป็นเรื่องความดับทุกข์
ทุกข์ในอริยสัจสี่นี้ โดยสรุป ท่านหมายเอาทุกข์ในเบญจขันธ์ เพราะว่า เบญจขันธ์นั้นเป็นศูนย์รวมแห่งทุกข์ทุกชนิด ดังพระบาลีพุทธพจน์ว่า “ก็โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็น
ทุกข์…”๖๔
โดยพระบาลีที่ยกมานี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า อริยสัจสี่ ก็คือความจริงของชีวิต เพราะว่าในชีวิตของคนเรานั้น มีอริยสัจครบทั้ง ๔ อยู่ประจำตัวแล้ว ทุกข์มีอยู่จริงในชีวิต ทั้งทุกข์ทางกายและทางใจ เหตุให้เกิดทุกข์คือตัณหาก็มีอยู่จริงในชีวิต จุดหมายในการแก้ทุกข์เพื่อความสิ้นทุกข์หรือปราศจากทุกข์ก็ต้องแก้ในชีวิตของเรานี้เองไม่ใช่ที่อื่นหรือสิ่งอื่น และวิธีการแก้ทุกข์ก็ต้องลงมือแก้ในชีวิตคือเบญจขันธ์นี้ให้ถูกต้องตรงประเด็นและครบถ้วน
และที่สำคัญ อริยสัจสี่ คือหลักการแก้ปัญหาชีวิตที่ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ หมายความว่า เมื่อจะแก้ปัญหาชีวิตให้ได้ผลสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ก็ต้องดำเนินการตามหลักการของอริยสัจสี่ กล่าวคือเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ก่อนอื่นก็ต้องรู้จักสภาพแห่งปัญหาตามที่เป็นจริง เมื่อรู้สภาพแห่งปัญหาแล้วก็ต้องค้นหาสาเหตุแห่งปัญหาให้ได้ว่า มันเกิดมาจากอะไร ต่อจากนั้น ก็กำหนดจุดหมายในการแก้ปัญหาว่า ต้องการผลของการแก้ปัญหาระดับใด และประเด็นสุดท้าย ก็คือการกำหนดขั้นตอนวิธีปฏิบัติการหรือดำเนินการในการแก้ปัญหาและลงมือปฏิบัติตามนั้นอย่างจริงจัง เสร็จแล้วก็มีการทบทวนดู (ญาณ ๓) แต่ละขั้นตอนในการแก้ปัญหา เพื่อความถูกต้องและเรียบร้อย หากยังมีจุดบกพร่องอยู่ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขจนกว่าจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ
๕. กระบวนการของอริยสัจสี่
คำว่า “กระบวนการ” หมายถึง ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างมีระเบียบไปสู่ผลอย่างหนึ่ง, กรรมวิธีหรือลำดับการกระทำซึ่งดำเนินต่อเนื่องกันไปจนสำเร็จลง ณ ระดับหนึ่ง๖๕
จากการศึกษาเรื่องอริยสัจสี่ ผู้วิจัยมองเห็นกระบวนธรรมหรือกระบวนความคิดในอริยสัจสี่ สรุปได้เป็น ๒ กระบวนการ คือ
- กระบวนการของเหตุและผล
- กระบวนการตรวจสอบ
๕.๑ กระบวนการของเหตุและผล
กระบวนการของอริยสัจสี่ ก็คือ ความดำเนินไปอย่างมีระบบของธรรมะที่เกี่ยวเนื่องกันสัมพันธ์กันในลักษณะที่เป็นเหตุและผลของกันและกัน หรือกระบวนการเกิดขึ้นและกระบวนดับไปของทุกข์อันเป็นธรรมชาติของชีวิตตามความสัมพันธ์กันแห่งเหตุและผล
กระบวนการของอริยสัจสี่ เริ่มที่ทุกข์ก่อน เพราะว่าทุกข์เป็นธรรมฝ่ายผล เป็นสภาพที่เห็นได้ง่าย และมีปรากฏอยู่ประจำและเป็นจริงในชีวิตของมนุษย์ทุกคน เมื่อมีทุกข์ก็ต้องมีสาเหตุที่ทำให้มันเกิด ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดทุกข์ก็คือตัวตัณหา เพราะเมื่อคนยังมีตัณหามีความทะเยอทะยานอยากด้วยประการต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้ต้องเกิดความคิดหาอุบายที่จะทำหรือพูด เพื่อจะให้ได้สิ่งที่ตนต้องการมาสนองความอยากซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ และเมื่อได้มาสมปรารถนาแล้ว ก็ยังเป็นทุกข์อีก เนื่องจากจะต้องคิดหาอุบายที่จะรักษามันไว้ไม่ให้สูญสลายหรือเปลี่ยนแปลงไป หากสิ่งที่ตนได้มาทุกอย่างนั้นมีอันต้องเปลี่ยนแปลงสูญสลาย
ไปตามเหตุปัจจัยแล้ว ก็ไม่พ้นจากความทุกข์ไปได้
เมื่อรู้เห็นทุกข์พร้อมทั้งสาเหตุตามที่เป็นจริงแล้ว ย่อมจะเบื่อหน่ายคลายความต้องการในสิ่งที่เป็นทุกข์หรือก่อให้เกิดทุกข์ และคิดหาหนทางที่จะพ้นไปจากทุกข์โดยกำหนดว่า เมื่อมีทุกข์ อุบายที่จะแก้ทุกข์ดับทุกข์ก็ต้องมีเช่นกัน จึงได้ตั้งเป้าหมายที่จะทำตนให้พ้นจากความทุกข์ เรียกว่า ทุกขนิโรธ ไว้ กำหนดเป้าหมายเอาไว้แล้ว ก็จำเป็นต้องมีวิธีดำเนินการ เรียกว่า มรรค เพื่อจะให้บรรลุถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น
อนึ่ง ทุกข์รวมทั้งสาเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เป็นสภาวธรรมที่ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น (เรียกชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาทหรือปฏิจจสมุปปันนธรรม) จะเกิดขึ้นเองลอย ๆ โดยไม่มีสาเหตุไม่ได้ โดยทรงแสดงถึงกระบวนการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ด้วยพระบาลีว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร สังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป นามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยอาการอย่างนี้”๖๖ นั้นเป็นสมุทัยวาร (สายเกิด) แห่งปฏิจจสมุปบาทหรือกระบวนการของเหตุและผลในการเกิดขึ้นของทุกข์
พระบาลีในสมุทัยวารนี้เท่ากับรวมเอาอริยสัจ ๒ ข้อ คือทุกข์และทุกขสมุทัยเข้าด้วยกัน ส่วนในอริยสัจ ท่านแยกชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มาไว้ข้อที่ ๑ คือทุกข์ ในฐานะที่เป็นปัญหาที่ประสบซึ่งจะต้องคิดอ่านหาทางแก้ไข แล้วจึงกล่าวถึงกระบวนการของเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดทุกข์ว่า มีอะไรบ้าง อะไรเป็นเหตุของอะไร อะไรเป็นผลของอะไร จนจบทั้งกระบวนการ จัดเป็นข้อที่ ๒ คือทุกขสมุทัย ในฐานะที่เป็นสาเหตุของปัญหา และตรัสถึงกระบวนการของดับทุกข์ไว้ว่า “เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับสฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับอุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลย่อมดับด้วยอาการอย่างนี้”๖๗ นั้นเป็นนิโรธวาร (สายดับ) แห่งปฏิจจสมุปบาทหรือกระบวนการของเหตุและผลในการดับของทุกข์ซึ่งนิโรธวารนี้ มีความหมายเท่ากับอริยสัจข้อที่ ๓ คือทุกขนิโรธ แสดงให้เห็นว่า เมื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตรงสาเหตุแล้ว ปัญหานั้น ๆ ก็จะดับไปตามเหตุปัจจัย และเมื่อถือเอาโดยความแล้ว ยังบ่งถึงแนวทางปฏิบัติหรือวิธีดำเนินการที่จะต้องลงมือปฏิบัติในการจัดการกับปัญหาให้สำเร็จลุล่วงได้ อันหมายถึงอริยสัจข้อที่ ๔ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อย่างไรก็ตาม นิโรธวาร (สายดับ) ของปฏิจจสมุปบาทนี้ ถึงแม้จะกินความถึงอริยสัจข้อที่ ๔ ด้วย แต่ก็ยังไม่ให้ผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะว่า ปฏิจจสมุปบาทแสดงเฉพาะแต่กระบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างเดียว ไม่ได้แสดงวิธีการไว้ว่า ต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง เพื่อการปฏิบัติที่ได้ผล ข้อนี้ ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับหมอที่รู้วิธีการแก้ไขโรค แต่ไม่ได้สั่งยาและบอกวิธีการปฏิบัติในการรักษาโรคไว้ ส่วนอริยสัจข้อที่ ๔ จะแสดงข้อปฏิบัติไว้เพื่อวัตถุประสงค์ข้อนี้คือความดับทุกข์อย่างชัดเจนโดยตรง และสามารถทดลองพิสูจน์ได้ว่า หากลงมือปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด โดยเริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิกล่าวคือมีความเห็นที่ถูกต้องดีงามตามเป็นจริงนี้ เรื่อยไปจนถึงสัมมาสมาธิอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ก็สามารถจะนำไปสู่จุดหมาย กล่าวคือ การแก้ปัญหาได้อย่างเห็นผลแน่นอน
๕.๒ กระบวนการตรวจสอบ
อริยสัจสี่ เป็นหลักการหรือคำสอนที่แสดงถึงกระบวนการเกิดขึ้นของทุกข์ และกระบวนการดับไปของทุกข์ว่า ดำเนินไปอย่างไร และเพื่อความสมบูรณ์ครบถ้วนของการดำเนินการแต่ละขั้นตอน พระพุทธเจ้ายังได้ทรงแสดงกระบวนการตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบการดำเนินการแต่ละขั้นตอนไว้ด้วย ได้แก่ เรื่องญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ
๑) สัจจญาณ คือ รู้สภาพหรือภาวะที่เป็นจริงของแต่ละเรื่องว่า คืออะไร กล่าวคือรู้ว่า อะไรคือทุกข์ของชีวิต อะไรคือสาเหตุของทุกข์ ภาวะดับทุกข์เป็นอย่างไร วิธีการดับทุกข์คืออะไร
๒) กิจจญาณ คือ รู้ถึงหน้าที่หรือวิธีการที่จะพึงกระทำในแต่ละเรื่องว่า พึงปฏิบัติอย่างไร กล่าวคือ
๒.๑ ในเรื่องทุกข์นั้น รู้ว่า เป็นสิ่งที่พึงรู้ให้ชัดเจน
๒.๒ ในเรื่องสมุทัยนั้น รู้ว่า เป็นสิ่งที่พึงละหรือกำจัดให้สิ้นไป
๒.๓ ในเรื่องนิโรธนั้น รู้ว่า เป็นสิงที่ต้องทำให้เป็นจริงขึ้น หรือทำให้สำเร็จบริบูรณ์
๒.๔ ในเรื่องมรรคนั้น รู้ว่า เป็นสิ่งที่ต้องเจริญ คือทำให้ครบถ้วน ปฏิบัติให้สมบูรณ์๖๘
๓) กตญาณ คือ รู้ในสิ่งที่ลงมือปฏิบัติไปแล้ว เป็นการตรวจสอบผลของการกระทำที่ดำเนินการหรือลงมือปฏิบัติไปแล้วว่า ได้ผลหรือมีผลเป็นอย่างไร เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์หรือไม่ กล่าวคือ
๓.๑ เรื่องทุกข์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้อรู้อย่างชัดเจน ถี่ถ้วน และตามเป็นจริงนั้น รู้อย่างชัดเจน ถูกต้องแล้ว หรือยัง
๓.๒ เรื่องสมุทัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องละอย่างเด็ดขาดนั้น ละได้แล้ว หรือยัง
๓.๓ เรื่องนิโรธ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เป็นจริง คือสำเร็จผลบริบูรณ์นั้น
ทำสำเร็จแล้วหรือยัง
๓.๔ เรื่องมรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเจริญ คือทำให้ครบถ้วนนั้น ทำให้
ครบถ้วนแล้วหรือยัง
กล่าวโดยสรุปในคำสอนเรื่องอริยสัจสี่นั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงกระบวนการเกิดและกระบวนการดับของทุกข์ ซึ่งเป็นกระบวนความสัมพันธ์ของเหตุและผลทั้งในกระบวนการเกิดและกระบวนการดับของทุกข์ ดังที่ท่านพระอัสชิเถระ (พระเถระรูปสุดท้ายในกลุ่มพระปัญจวัคคีย์)สรุปแสดงแก่พระสารีบุตรเมื่อครั้งยังเป็นอุปติสสปริพาชก ว่า
“เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต (อาห)
เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณติ ฯ”๖๙
ความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้ พร้อมทั้งทรงแสดงหลักการตรวจสอบ (ญาณ ๓) เพื่อความสมบูรณ์ครบถ้วนของการดับทุกข์หรือแก้ปัญหาตามกระบวนการของอริยสัจสี่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบที่สามารถตรวจอบได้ด้วยตนเอง
๖. ความสำคัญของอริยสัจสี่
อริยสัจสี่ เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เองโดยพระปัญญาอันชอบยิ่ง ไม่มีใครเป็นครูเป็นอาจารย์ เป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ ทรงใช้เป็นอุปกรณ์ในการแสดงพระธรรมเทศนาประกาศพรหมจรรย์ อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ โดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถ และพยัญชนะที่เรียกว่า “พระพุทธศาสนา”
ความสำคัญของอริยสัจสี่นี้ อาจสรุปเป็น ๔ ประการ คือ
๑) เป็นหัวใจของธรรมทั้งปวง
๒) เป็นที่ประมวลลงของธรรมทั้งปวง
๓) เป็นสัจจะของชีวิต
๔) เป็นเครื่องทำคนให้เป็นพระอริยะ
๖.๑ เป็นหัวใจของธรรมทั้งปวง
อริยสัจสี่เป็นหลักธรรมที่นับว่า เป็นหัวใจของธรรมทั้งปวง เพราะพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา ทรงรับรอง ทรงยืนยันว่า พระองค์พระองค์ทรงกล้าประกาศพระองค์ว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ ดังพระบาลีที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจสี่นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจสี่นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์”๗๐
กล่าวโดยสรุปอริยสัจสี่ในความหมายว่า เป็นหัวใจแห่งธรรมทั้งปวง ก็คือเป็นหลักธรรมสำคัญที่สุดที่ทุกคนผู้ประสงค์จะพ้นจากทุกข์และบรรลุสุขอันไพบูลย์ กล่าวคือ สุขในพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นภพสิ้นชาติ บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันตขีณาสพ หมดสิ้นทุกข์สิ้นกิเลสและอาสวะทั้งปวง จำต้องปฏิบัติจนรู้แจ้งแทงตลอดตามเป็นจริงเสมอกันทุกคนไม่มียกเว้น ดังข้อความพระบาลีในขทิรสูตรว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่ได้ตรัสรู้ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ตามความเป็นจริงแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักเอาใบตะเคียน ใบทองหลาง หรือใบมะขามป้อม ห่อน้ำหรือตาลปัตรนำไป ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ฉันใด ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่ได้ตรัสรู้ทุกขอริยสัจ…ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ตามความเป็นจริงแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้
ฉันนั้นเหมือนกัน
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราได้ตรัสรู้ทุกขอริยสัจ…ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ตามความเป็นจริงแล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้ เปรียบเหมือนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักเอาใบบัว ใบทองกวาว หรือใบย่านทรายห่อน้ำหรือตาลปัตรนำไป ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีไ ด้ ฉันใด ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราได้ตรัสรู้ทุกขอริยสัจ…ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ตามความเป็นจริงแล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ดังนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้ ฉันนั้นเหมือนกัน…”๗๑
และพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่ตรัสรู้ ไม่เข้าใจอริยสัจสี่ ทั้งเราและเธอจึงได้วิ่งแล่น เร่ร่อนไป (ในชาติทั้งหลาย) สิ้นกาลนานอย่างนี้”๗๒
“บุคคลครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) อยู่กับพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เพื่อการรู้ การเห็น การบรรลุ การกระทำให้แจ้ง การเข้าถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ ยังไม่เห็น ยังไม่บรรลุ ยังไม่กระทำให้แจ้ง ยังไม่เข้าถึงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ๗๓
๖.๒ เป็นที่ประมวลลงของธรรมทั้งปวง
อริยสัจสี่เป็นหลักธรรมที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล หรือผลกับเหตุ เพราะมีเหตุอย่างนี้จึงมีผลอย่างนี้ หรือที่มีผลอย่างนี้เพราะมีเหตุอย่างนี้ ผลอย่างหนึ่งอาจจะเกิดมาเพราะเหตุปัจจัยอย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ได้ ดังพระบาลีที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสกุลุทายีว่า “เราจักแสดงธรรมแก่ท่านว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ”๗๔ และอีกตัวอย่างที่พระอัสชิเถระแสดงแก่สารีบุตรปริพาชกว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้”๗๕ เป็นต้น
อันที่จริง ธรรมทั้งปวงในพระพุทธศาสนาถึงจะมีจำนวนมาก ตามที่ท่านโบราณบัณฑิตทั้งหลายในพระพุทธศาสนาได้จัดเรียบเรียงเข้าหมวดหมู่กันไว้ ในคราวทำสังคายนาจัดเป็น ๓ ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก เรียกรวมกันว่า “พระไตรปิฎก” มีทั้งหมด ๔๕ เล่ม เป็นที่รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างถูกต้องบริบูรณ์ ที่กำหนดว่า มีจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่เมื่อกล่าวโดยสรุปสั้น ๆ ธรรมทั้งปวงนั้นก็มาประมวลรวมลงที่หลักอริยสัจสี่ ที่มีอยู่มากมายนั้นเป็นแต่รายละเอียดปลีกย่อยของอริยสัจสี่เท่านั้นดังพระบาลีในมหาหัตถิปโทปมสูตร ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปบนผืนแผ่นดินทั้งสิ้นทั้งปวงย่อมประชุมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างนั้น กล่าวได้ว่า เป็นยอดเยี่ยมในบรรดารอยเท้าเหล่านั้นโดยความมีขนาดใหญ่ฉันใดกุศลธรรมทั้งสิ้นทั้งปวงก็สงเคราะห์ลงในอริยสัจสี่ ฉันนั้น”๗๖
๖.๓ เป็นสัจจะของชีวิต (ปญฺจุปฺปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา)
คำว่า “สัจจะ” แปลว่า จริง หมายถึง ความจริง เรื่องจริง สิ่งที่เป็นจริง ในพระไตรปิฎกไม่ได้แบ่งความจริงไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น ๒ ระดับ คือ สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ เพียงแต่กล่าวถึงลักษณะของความจริงด้วยคำว่า สัจจะบ้าง สัจฉิกัตถปรมัตถ์บ้าง๗๗ ปรมัตถสัจจะบ้าง๗๘ อริยสัจบ้าง แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างละเอียดแล้ว ก็จะพบความจริง ๒ ระดับนี้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังข้อความในอรรถกถาทีฆนิกาย สุมังคลวิลาสินีว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่าผู้สอนทั้งหลาย ได้ตรัสสัจจะไว้ ๒ อย่าง คือ สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ไม่มีสัจจะอย่างที่ ๓ พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับสมมติ ชื่อว่า เป็นสัจจะ เพราะเหตุที่เป็นที่สมมติของโลก ส่วนพระพุทธดำรัสเกี่ยวกับปรมัตถ์ ชื่อว่าเป็นสัจจะ เพราะเป็นลักษณะที่เป็นจริงของธรรมทั้งหลาย”๗๙
สมมติสัจจะ ความจริงโดยสมมติ กล่าวคือ จริงตามมติร่วมกัน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ หรือหมายรู้ร่วมกัน เป็นเครื่องมือสื่อสารพอให้สำเร็จประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น คน สัตว์ คนดี คนชั่ว โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ เป็นต้น เช่น ภาษาสามัญพูดว่า น้ำ ว่าเกลือ เป็นต้น
ปรมัตถสัจจะ ความจริงโดยปรมัตถ์ กล่าวคือ จริงตามความหมายสูงสุดตามความหมายแท้อย่างยิ่ง หรือตามความหมายแท้ขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะ และเท่าที่พอจะกล่าวถึงได้หรือพอจะยังพูดให้เข้าใจกันได้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย กล่าวคือ รู้จักสิ่งเหล่านั้นตามที่มันเป็น และเพื่อจะให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด คือการหยั่งรู้สัจธรรมที่จะทำให้ความยึดมั่นถือมั่นความหลงผิดทั้งหลายสลายหมดไป ทำให้วางใจวางท่าทีต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ มีใจเป็นอิสระ ปลอดโปร่ง ผ่องใส เบิกบาน มีความสุขที่แท้จริง สิ่งที่เป็นจริงโดยปรมัตถ์ เช่น นามธรรม รูปธรรม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นต้น๘๐
๖.๔ เป็นเครื่องทำคนให้เป็นพระอริยะ
มนุษย์ไม่ได้เป็นคนดีหรือเป็นคนชั่วมาแต่กำเนิด กล่าวคือ พอเกิดขึ้นมาหรือพอคลอดออกจากท้องมารดาเป็นเด็กอ่อนแล้วก็กลายเป็นคนดีหรือคนชั่วเลยทันที แต่ในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า คนจะดีหรือชั่วนั้นเป็นเพราะกรรมคือการกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจที่ดีและไม่ดี มิใช่เพราะชาติกำเนิด ดังพระบาลีว่า “บุคคลไม่เป็นคนถ่อย(คนเลว) เพราะชาติกำเนิด ไม่เป็นพราหมณ์ (คนดี) เพราะชาติกำเนิด แต่เป็นคนถ่อยเพราะการกระทำ เป็นพราหมณ์เพราะการกระทำ”๘๑
ความเป็นพระอริยบุคคล กล่าวคือ บุคคลผู้ประเสริฐ ก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นได้เพราะการฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นลำดับ ซึ่งหลักธรรมสำคัญที่ทำให้ปุถุชนคนธรรมดามีความพากเพียรพยายามปฏิบติตามจนได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับต่าง ๆ ตั้งต้นแต่พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จนถึงพระอรหันต์ ก็คือ อริยสัจสี่
เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารของศากยวงศ์เมืองกบิลพัสดุ์ทรงสละสิริราชสมบัติเสด็จออกทรงผนวชแสวงหาคุณธรรมใหญ่ เพื่อจะได้หลุดพ้นจากเพลิงทุกข์เพลิงกิเลสทั้งปวง ได้ทรงประพฤติปฏิบัติจนได้ทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณคือทรงค้นพบอริยสัจสี่ เป็นพระบรมศาสดาสัมมาพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระอริยบุคคลในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แม้สาวกบริษัทของพระองค์ทั้งฝ่ายบรรพชิต ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ ได้แก่ อุบาสก อุบาสิกา ก็ต้องอาศัยอริยสัจทั้งสี่ข้อเป็นเครื่องบำเพ็ญเพียรจึงได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลดังพระบาลีว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุให้ตถาคตเป็นอริยะ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทั้งมารและพรหม ในหมู่ประชาชน พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจ”๘๒
ในการทรงแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง พระองค์จะทรงแสดงอริยสัจสี่มากที่สุด ผลแห่งการแสดงธรรมคืออริยสัจสี่นั้น ผู้ฟังธรรมจะได้ดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือ ได้
บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบันบ้าง สกทาคามีบ้าง อนาคามีบ้างเสมอ
พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดง คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร๘๓ ที่เรียกกันว่า “ปฐมเทศนา” โปรดเหล่าปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสี ก็ทรงแสดงอริยสัจสี่เป็นหลักสำคัญ ผลในการทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ ทำให้โกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าของปัญจวัคคีย์ได้ดวงตาเห็นธรรม คือเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานรับรองถึง ๒ ครั้งว่า “โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ” จนท่านได้นามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ท่านทูลขอการบรรพชา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการบรรพชาด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา ครบองค์เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระพุทธรัตนะ พระธรรมคำสอนของพระองค์เป็นพระธรรมรัตนะ พระอริยสงฆ์สาวกของพระองค์เป็นพระสังฆรัตนะ
ในการทรงแสดงธรรมครั้งต่อ ๆ มา ดังเช่น ที่ทรงแสดงแก่ยสกุลบุตร๘๔ บิดามารดาและภรรยาของยสกุลบุตรเป็นต้น ก็ทรงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสัจสี่ ผลในการแสดงธรรมในครั้งนั้น ยสกุลบุตรได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นอริยบุคคลแล้วทูลขอการบรรพชา พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้ท่านบวชโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ต่อมาก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา บิดามารดาและภรรยาของท่านเมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล เป็นอุบาสกและอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา
๗. คุณค่าของอริยสัจสี่
อริยสัจสี่เป็นหลักคำสอนที่ครอบคลุมถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ดีแล้ว ทั้งในส่วนทฤษฎีและภาคปฏิบัติได้ทั้งหมด ฉะนั้น จึงสรุปคุณค่าของอริยสัจสี่ ดังนี้
๗.๑ เป็นหลักการแห่งปัญญา กล่าวคือ ในอริยสัจทั้ง ๔ นั้น มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ญาณ หมายถึง ความรอบรู้ ความหยั่งรู้ ความรู้ชัดเจนประกอบอยู่ด้วยถึง ๓ ญาณ ได้แก่ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ หมายความว่า ทุกขั้นตอนของอริยสัจทั้ง ๔ ต้องประกอบด้วยความรู้ ๓ ขั้น คือรู้ว่าอะไรคืออะไร เช่น รู้ว่า สิ่งนี้เป็นปัญหา อย่าง ๑, รู้ว่า ควรทำอย่างไรกับสิ่งนี้ เช่น รู้ว่าปัญหาอย่างนี้ เราควรจะมีวิธีจัดการเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง อย่าง ๑, และรู้ว่า ได้ทำครบถ้วนแล้วหรือยัง อย่าง ๑, ความรู้ลักษณะอย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นปัญญา ดังนั้น จึงเป็นหลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและจัดการกับชีวิตของมนุษย์ด้วยภูมิปัญญามนุษย์เองอย่างมีระบบ สมควรแก่เหตุและผล เป็นระบบวิธีที่เป็นแบบอย่างในวิธีการแก้ปัญหาทุก ๆ ปัญหา เป็นหลักการแก้ปัญหาโดยนำเอาความรู้หลักความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องอ้างอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ มาช่วยดลบันดาลให้ได้รับผลสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ
๗.๒ เป็นหลักความจริงกลาง