๗.๒ เป็นหลักความจริงกลาง ๆ หรือความจริงที่เป็นสากล หมายความว่า ทุกข์หรือความทุกข์ ย่อมจะมีปรากฏจริงในชีวิตมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด อาศัยอยู่ที่ส่วนไหนของโลก นับถือศาสนาอะไร มีฐานะความเป็นอยู่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร อยู่ในวัยและเพศไหนก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์แล้วจะต้องมีทุกข์อย่างแน่นอนโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง เว้นไว้แต่พระอรหันต์ที่ท่านถึงที่สุดทุกข์คือระงับทุกข์ได้แล้วไม่ต้องมีทุกข์อีกต่อไป ส่วนที่เหลือถึงแม้สัตว์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ก็มีทุกข์เหมือนกัน ทุกข์ของแต่ละคนอาจจะเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เช่น บางคนอาจจะทุกข์เพราะเจ็บป่วย ทุกข์เพราะแก่ชรา ทุกข์เพราะตาย ทุกข์เพราะไม่ได้ตามที่ปรารถนา เป็นต้น เมื่อมีทุกข์แล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ก็เป็นอย่างเดียวกัน ความดับทุกข์หรือภาวะที่หมดทุกข์ก็เป็นอย่างเดียวกัน และวิธีการสำหรับปฏิบัติให้บรรลุจุดหมายคือความดับทุกข์นั้น ก็ย่อมเป็นวิธีเดียวกัน
๗.๓ เป็นหลักความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เป็นความจริงที่ปรากฏแก่ชีวิตตลอดไป ถึงจะมีสิ่งอื่นที่มนุษย์พากันสร้างสรรค์มาเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของตนให้ดียิ่งขึ้น สิ่งนั้นจะเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง สูญสลายไปแล้วมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนก็ตาม หรือแม้มนุษย์เองจะต้องพากันสิ้นชีวิตตายไปตามกาลเวลา แต่หลักความจริงที่เรียกว่า“อริยสัจ”นี้ ก็จะคงยืนหยัดอยู่เป็นหลักที่มีเหตุผลไม่เปลี่ยนแปลง เป็นของทันสมัยใหม่เสมอ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้ในทุก ๆ กรณี ทุกสถานที่ และตลอดไป
๘. อริยสัจสี่ในฐานะวิธีการแก้ปัญหาสังคม
จากความหมาย กระบวนการ ความสำคัญและคุณค่าของอริยสัจสี่ดังที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า อริยสัจสี่ก็คือวิธีการแก้ปัญหาชีวิตโดยตรง และในฐานะที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาชีวิต จึงสามารถนำไปประยุกต์เข้ากับการแก้ปัญหาสังคมต่าง ๆ ได้ด้วย เพราะปัญหาสังคมก็คือปัญหาในส่วนรวม หรือในส่วนที่ทุกชีวิตต้องรับผิดชอบร่วมกัน
……………….
ลักษณะสำคัญของพุทธจริยศาสตร์
หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นระบบจริยศาสตร์หนึ่งที่ได้วางหลักการหรือแนวคิดในเชิงจริยธรรมไว้อย่างเป็นระบบ พระพุทธองค์ทรงเน้นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการพัฒนาคุณค่าของความเป้นมนุษย์และการอยู่ร่าวมกันในสังคมอย่างสันติสุข “ด้วยการประพฤติแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา” พระพุทธองค์ทรงถือว่าความดีความชั่วมนุษย์เป็นผู้ประกอบขึ้นมาเอง ไม่การผูกขาดหรือถูกกำหนดไว้ตายตัว จากพระเจ้าองค์ใดให้ตกเป็นคนหรือของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ทุกคนมีอิสระที่จะลดหรือเพิ่มพูนคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ของตัวด้วยการกระทำของตนเองได้ คุณค่าของความเป็นมนุษย์มิได้อยู่ที่วัตถุหรือความสุขทางกายภาพเท่านั้นเป็นตัวกำหนดเช่นที่พวกวัตถุนิยมยึดถือกัน หรือมิได้อยู่ที่ชาติตระกูล หรือการกำหนดจากเทพเจ้า ดังที่พวกเทวนิยมกล่าวอ้างกัน ทรงถือว่าคุณค่าของความเป็นมนุษย์นั้นอยู่ที่การมีเจตจำนงอิสระของมนุษย์ในการกระทำสิ่งต่างๆ และการกระทำนี่เองเป็นตัวกำหนดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การกระทำที่ทรงยกย่องว่าเป็นการแสดงถึงความเป็นมนุษย์ก็คือการดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท การให้ความเคารพและตีค่าของชีวิตผู้อื่นไม่น้อยไปกว่าคุณค่าของชีวิตตนเอง ซึ่งทรงตรัสถึงเรื่องไว้ว่า
...เมื่อเห็นคุณค่าในชีวิตและรักชีวิต มนุษย์ควรรักษา ปรับปรุงบชีวิตให้ดี ดำเนินชีวิตไปตามแนวทางที่ถูกต้อง ผู้ฉลาดย่อมย่อมดำเนินงานชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท สำหรับมนุษย์สิ่งอื่นใดที่ถือว่ารักยิ่งกว่าชีวิตเป็นไม่มี เมื่อเข้าใจความจริงข้อนี้ มนุษย์ควรให้การบริหารชีวิตไว้จงดี ทั้งนี้พึงเคารพและตีคุณค่าชีวิตของผู้อื่น ไม่น้อยไปกว่าคุณค่าชีวิตของตน..[1].
กล่าวได้ว่าคำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์ ประมวลเป็นหัวใจอันเป็นลักษณะทางจริยศาสตร์ได้ ๓ ประการ คือ
๑) การไม่ทำชั่ว
๒) กระทำแต่ความดี
๓) ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
จากหลักจริยศาสตร์ ๓ ประการดังกล่าวมา ชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของพุทธจริยศาสตร์ว่าไม่ได้กล่าวถึงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ และที่ไม่มุ่งให้เกิดคุณประโยชน์แก่มนุษย์ เป็นแนวคิดจริยศาสตร์ที่ดำเนินอยู่บนหลักที่เรียกว่าสายกลางที่ให้อิสรเสรีภาพอย่างเต็มที่แก่มนุษย์ ยกความเป็นใหญ่ให้มนุษย์ ในความเคลื่อนไหวทุกๆ ด้านของชีวิต ยึดและส่งเสริมศีลธรรมของมนุษย์ มุ่งให้เกิดประโยชน์ และความสุขแก่มนุษย์ ยิ่งกว่านี้พระพุทธองค์ทรงให้สัจธรรมที่เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นแนวคิดทางพุทธจริยศาสตร์จึงเป็นคำสอนที่เกี่ยวกับการอธิบายเรื่องความดีสูงสุดและเกณฑ์ตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าความประพฤติใดเป็นความประพฤติที่ดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ถูกหรือไม่ถูก ดีหรือไม่ดี และผิดหรือไม่ผิด เป็นต้น ซึ่งมีหลักการทางจริยศาสตร์แนวพุทธศาสนาที่สำคัญ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม และการชำระใจให้สะอาดผ่องแผ้ว นับเป็นหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา และเป็นหลักการที่สำคัญในการดำเนินชีวิต ด้วยเหตุนี้เรื่องความดีความชั่วจึงเป็นลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของคำสอนในทางพุทธศาสนา แต่พุทธศาสนามิได้สอนเฉพาะเรื่องความดีเท่านั้น แต่ยังสอนให้เว้นชั่ว และทำจิตให้บริสุทธิ์ด้วย ดังข้อความที่มีปรากฏในพุทธพจน์ว่า
ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่าพระนิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่งผู้ทำร้ายผู้อื่นผู้เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย การไม่ทำบาปทั้งสิ้น การยังกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในพระปาติโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหาร ๑ ที่นอนที่นั่งอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑ หกอย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[2]
ดังนั้นจะเห็นลักษณะอันพื้นฐานที่สำคัญของจริยศาสตร์แนวพุทธ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความประพฤติของมนุษย์ และว่าด้วยปัญญาที่ว่าความดีคืออะไร ความชั่วคืออะไร ความถูกผิดคืออะไร ความยุติธรรมคืออะไร หน้าที่ กรณียะและสิทธิคืออะไร ในพุทธปรัชญาจึงมีการศึกษาเชิงวิเคราะห์ในเรื่องความคิด และทฤษฏีทางจริยศาสตร์ พร้อมทั้งการแนะนำในเชิงปฏิฐาน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับชีวิต ซึ่งเรียกว่า “เอกายมรรค” คือทางอันเอก หรือทางอันประเสริฐเพียงทางเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ชีวิตบรรลุถึงซึ่งสิ่งที่เรียกว่า Summun Bonum อันเป็นความดีสุดยอด เป็นบรมสุข เป็นความสมบูรณ์ทางศีลธรรม อันนับได้ว่าเป็นความรู้แจ้งหรือความรู้สูงสุดด้วย วิถีชีวิตดังกล่าวนี้เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นไปได้ เพราะว่ามนุษย์และโลกเป็นอย่างมันเป็นนั่นเอง วิถีชีวิตดังกล่าวนี้ ที่เป็นส่วนบุคคลก็จะช่วยให้คนได้บรรลุถึงซึ่งความดีสูงสุดไม่ในชีวิตนี้ก็ชีวิตต่อไป ส่วนที่เป็นส่วนสังคมก็เป็นไปเพื่อความอยู่ดีกินดีและความสุขของคนหมู่มาก หรือของมนุษย์ชาติทั่วไป (พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย) จึงเห็นได้ว่า “ความอยู่ดีกินดีและความสุขของมนุษยชาติทั่วไปซึ่งแม้จะเป็นคุณค่าสัมพัทธ์ (relative) แต่พุทธศาสนาก็ยอมรับว่าเป็นคุณค่าหรือความดีที่สูงส่งประการหนึ่งและก็เป็นได้ทั้งความสุขในทางวัตถุและความสุขในทางจิตใจ”[3]
จากที่กล่าวมาก็พอสรุปลักษณะอันเป็นแนวคิดสำคัญของพุทธจริยศาสตร์ดังนี้
๑) คำสอนทั้งปวงของพุทธศาสนาสรุปลงได้ในหลักทั่วไปหรือหลักกว้างๆ ๓ ประการ คือ เว้นชั่ว ทำดี และทำจิตให้บริสุทธิ์ ฉะนั้น เรื่องความดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของพุทธศาสนา แต่พุทธศาสนามิได้สอนเฉพาะเรื่องความดีเท่านั้น แต่ยังสอนให้เว้นชั่วและทำจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วย
๒) ในเรื่องความดี พุทธศาสนาสอนให้รู้ทั้งลักษณะของความดี ผลของความดี และวิธีการทำความดีด้วย ในเรื่องความชั่วและการทำจิตให้บริสุทธิ์ก็เช่นกันเดียวกัน
๓) หากมองในแง่แนวคิดเชิงจริยศาสตร์ของพุทธศาสนาแล้ว คำสอนของพุทธศาสนามีความลึกซึ้งและกว้างขวางกว่าทฤษฎีทางจริยศาสตร์ระบบอื่นๆ อยู่เป็นอันมาก เรื่อง จริยศาสตร์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือแง่มุมหนึ่งในคำสอนของพุทธศาสนาเท่านั้น
ประวัติผู้รวบรวมและเขียน
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี