บทที่ ๒
ภูมิของสัตว์เดียรัจฉาน
ติรัจฉานภูมิปฏิปทาคือหนทางดำเนินไปสู่ติรัจฉานภูมิหรือโลกเดียรัจฉานอันเรื่องที่พวกเราชาวพุทธบริษัททั้งหลายผู้ซึ่งจักต้องตายไปวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน
ควรจะรับทราบเอาไว้พิจารณาเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของตนก็ในการพรรณนาถึงติรัจฉานภูมิปฏิปทานี้ก่อนที่จะกล่าวอะไรออกมา
จักอัญเชิญเอาพระพุทธานุสาสนีซึ่งมีปรากฏในมหาสีหานาทสูตร๑
ดูกรสารีบุตร !เราย่อมรู้ชัดซึ่งกำเนิดเดียรัจฉาน
ทางที่ทำให้สัตว์ถึงกำเนิดเดียรัจฉานทางที่ทำให้สัตว์ถึงกำเนิดเดียรัจฉาน
ความประพฤติจะยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดียรัจฉานอนึ่งสัตว์ผู้ดำเนินโดยประการใด
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกย่อมเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉานเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย
ดูกรสารีบุตร !เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่าบุคคลนั้นปฏิบัติอย่างนั้นดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้นจักเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉาน โดยสมัยต่อมาเราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงแล้วซึ่งกำเนิดเดียรัจฉานเสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า
เผ็ดร้อน ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของสามัญมนุษย์
ดูกรสารีบุตร !เปรียบเหมือนหลุมคูถลึกมิดหัวคนมีคูถเต็ม
ลำดับนั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งมีเนื้อตัวถูกความร้อนแผดเผา
ถูกความร้อนครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้านหิวกระหาย
มุ่งหน้ามาสู่หลุมคูถนั้นแหละโดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีตาดีเห็นเขาเข้าแล้ว
ย่อมมีใจกรุณากล่าวเตือนอย่างนี้ว่า
"พ่อมหาจำเริญผู้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้นขึ้นสู่หนทางนั้นจักไปถึงหลุมคูถนั้นทีเดียว"
ในสมัยต่อมาบุรุษผู้มีตาดีนั้น
ย่อมเห็นชายคนนั้น ตกลงไปในหลุมคูถนั้น เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อน
อุปมานี้ฉันใด
ดูกรสารีบุตร ! เราตถาคตก็เป็นเช่นเดียวกันคือย่อมกำหนดรู้ใจของบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจอย่างนี้ว่า
บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้นแล้วเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงกำเนิดเดียรัจฉาน"
ในสมัยต่อมาเราตถาคตได้เห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเข้าถึงแล้วซึ่งกำเนิดเดียรัจฉาน
เสวยทุกเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อนด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ดังนี้
ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายนี่แหละคือพระพุทธฎีกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสให้พระสารีบุตรเถรเจ้าองค์อรหันต์ฟัง
ณนครไพศาลี พระพุทธฎีกานี้ย่อมชี้ให้เห็นว่า
มนุษย์เราที่ตายไปจากมนุษยโลกนี้แล้วใช่ว่าจะเงียบหายไปเฉย ๆ
หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกตามเดิมทั้งหมดก็หาไม่โดยที่แท้ถ้าหากว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี้
มนุษย์คนใดประพฤติตนนำชีวิตตนให้ดำเนินไปตามปฏิปทาทางไปสู่กำเนิดเดียรัจฉานแล้วมนุษย์คนนั้นย่อมจะไม่แคล้วที่จะไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานอย่างแน่นอน
ฉะนั้นความสงสัยอันหมักหมมอยู่ในใจมานานว่า "ที่ว่าคนเราตายไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานนั้น
เป็นความจริงหรือไม่"เมื่อได้ฟังพุทธฎีกาข้อนี้แล้วและมีน้ำใจศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธวจนะก็ไม่ควรจะสงสัยกันอีกต่อไป
เมื่อไม่สงสัยและเชื่อใจว่ามนุษย์เราตายไป
อาจจะอุบัติในกำเนิดเดียรัจฉานในบางกรณีดังนี้แล้วก็จะได้พูดกันถึงเรื่องติรัจฉานภูมิต่อไป
ประเภทเดียรัจฉาน
ได้เฉลยถึงประเภทแห่งสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายพร้อมทั้งแสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่แห่งสัตว์ผู้ไปอุบัติเกิดในติรัจฉานภูมินี้มาพอสมควรแล้วต่อจากนี้ไปก็ตั้งใจไว้ว่า
จักได้กล่าวถึงปฏิปทาอันยังสัตว์ทั้งหลายให้เข้าถึงภาวะความเป็นสัตว์เดียรัจฉานซึ่งเป็นประเด็นสำคัญแห่งการพรรณนาเรื่องติรัจฉานภูมิปฏิปทานี้ขอเชิญท่านที่สนใจรับฟังได้แล้ว
ดังต่อไปนี้
ทางไปสู่ติรัจฉานภูมิ
ขอสรุปความเพื่อให้จำได้ง่ายๆ ว่า
ติรัจฉานภูมินี้ สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเปรียบไว้ว่าเหมือนกับหลุมคูถ
มีความลึกยิ่งกว่าชั่วตัวคนเมื่อบุคคลผู้ใดใครผู้หนึ่งประพฤติอกุศลกรรม
นำชีวิตของตนเดินไปทางอกุศลกรรมผู้นั้นชื่อว่านำตนเดินไปในปฏิปทาทางสู่หลุมคูถคือติรัจฉานภูมิอย่างแน่นอน
ทีนี้หวนกลับมาอนุสรณ์นึกถึงตัวเราท่านทั้งหลายนี่บ้าง
เราท่านทั้งหลายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ขณะนี้เมื่อได้รับฟังคำชี้แจงจากพระบรมครูผู้ทรงไว้ซึ่งสัพพัญญุตญาณของเราดังนี้แล้วการที่จะมัวโง่งมงายประพฤติอกุศลกรรมทั้งหลายไปด้วยความดื้อรั้นไม่เชื่อมั่นในคำแห่งพระบรมครูแล้วเดินทางเซซังป่ายเปะปะไปสู่หลุมคูถคือกำเนิดเดียรัจฉานนั้นย่อมเป็นการไม่สมควรแก่วิสัยแห่งเรายิ่งนักโดยที่แท้ควรจักหลีทางอันชั่วช้าเลวทรามนั้น
โดยรวดเร็วก่อนที่เราจะขาดใจตายไปจากโลกนี้ดีกว่าเพราะมีพระพุทธฎีกาที่ควรจักทราบไว้ในที่นี้โดยตระหนักว่า
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว
จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก มีน้อยโดยที่แท้สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานมีประมาณมากกว่า
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย
! สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปแล้ว
จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อยโดยที่แท้
สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานนั้นแล้วกลับไปเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานอีก
หรือไปเกิดในนรก ไปเกิดในเปรตวิสัยมีประมาณมากกว่า
ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งกลาย
!สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปแล้ว
จะไปเกิดเป็นเทพยดามีน้อย โดยที่แท้สัตว์ที่จุติจากกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานไปแล้วย่อมไปเกิดในนรกในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน
ในเปรตวิสัยมีประมาณมากกว่า
๑มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ข้อ ๑๕๐ หน้า ๑๘๒ บาลีฉบับสยามรัฐ
ประเภทเดียรัจฉาน
ติรัจฉานภูมิหรือโลกแห่งสัตว์เดียรัจฉานนี้เห็นได้โดยง่ายกว่าโลกนรก
โลกเปรต อสุรกายและสัตว์ทั้งหลายที่ไปอุบัติเกิดในภูมินี้
ย่อมพอจะมีความชื่นชมยินดีอยู่บ้างไม่ต้องเสวยทุกขเวทนาจนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่ตลอดเวลาเหมือนสัตว์นรกและเปรตอสุรกายโดยเหตุที่มีอกุศลบางเบา
แม้เขาจะประสพความลำบากยากแค้นประการใดก็ดีก็ยังมีเหตุที่จะให้ชื่นชมยินดีอยู่
๓ ประการ คือ
๑.การกิน
๒. การนอน
๓.การสืบพันธุ์
เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลาย ผู้ไปอุบัติเกิดในภูมินี้ย่อมมีความยินดีในเหตุทั้ง
๓ ประการดังกล่าวมาแล้วนั่นแหละ ฉะนั้นภูมินี้จึงมีชื่อเรียกว่าติรัจฉานภูมิโลกของสัตว์ที่มีความยินดีในเหตุสามประการ
อนึ่งคำที่ว่าติรัจฉานภูมินี้
ยังหมายความอีกอย่างหนึ่งก็ได้ คือหมายความว่า "โลกของสัตว์ผู้ไปโดยขวาง"
ซึ่งมีอรรถาธิบายว่า เหล่าสัตว์ที่ไปเกิดในภูมินี้เวลาจะไปไหนมาไหน
ต้องไปตามขวาง อยู่ตามยาว ต้องคว่ำอกไปพึงเห็นสัตว์ดิรัจฉานที่อยู่ข้าง
ๆ ตัวเราเวลานี้ เช่น เนื้อ หมู หมา เป็ด ไก่เป็นอาทิ
สัตว์เหล่านี้จะไปไหนแต่ละที ต้องไปโดยอาการขวางลำตัวต้องคว่ำอกไปทั้งสิ้นผิดกับมนุษย์เรา
ซึ่งไปตามตรงศีรษะเป็นอวัยวะเบื้องบนตั้งอยู่สูงสุด ไม่ใช่มีศีรษะไปขวาง ๆ
อย่างศีรษะเดียรัจฉานนอกจากร่างกายของสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นจะมีสภาวะไปอย่างขวาง
ๆ ดังกล่าวแล้วในส่วนจิตใจของเขาก็ยังขวางอีกด้วยคือขวางจากมรรคผลนิพพานสัตว์ซึ่งไปอุบัติในภูมินี้ซึ่งได้นามว่าเดียรัจฉานแล้ว
ถึงจะพยายามทำดีสักเท่าไรจะมีจิตใจประเสริฐเลิศล้นสักแค่ไหน
มีวาสนาบารมีมาเพียงไรการที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน
ในชาติที่เป็นสัตว์เดียรัจฉานนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้เลยเป็นอันขาด
เพราะเป็นอาภัพสัตว์จัดอยู่ในจำพวกอบายภูมิจึงไม่อาจที่จักได้บรรลุอมตสมบัติจะได้อย่างมากก็เพียงสวรรค์สมบัติเท่านั้นเพราะเหตุที่ภูมินี้เป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์ผู้ไปขวางโดยร่างกายและจิตใจอย่างนี้ฉะนั้น
จึงมีชื่อเรียกว่า ติรัจฉานภูมิโลกของสัตว์ผู้ไปโดยขวาง
ติรัจฉาน
เมื่อจะกล่าวโดยประเภทสัตว์เดียรัจฉานนั้น มีอยู่ ๔
ประเภท คือ
๑. อปทติรัจฉานสัตว์เดียรัจฉานประเภทที่ไม่มีเท้า
ไม่มีขา ได้แก่ งู ปลาและไส้เดือนเป็นต้น
๒. ทวิปทติรัจฉาน
สัตว์เดียรัจฉานประเภทที่มี ๒ ขา มีเท้า ๒เท้า ได้แก่ แร้ง กา นกตะกรุม
ไก่ เป็ด เป็นต้น
๓. จตุปทติรัจฉานสัตว์เดียรัจฉานประเภทที่มี ๔
ขา มีเท้า ๔ เท้า ได้แก่ หมา แมว ช้าง ม้า วัว ควายเป็นต้น
๔. พหุปทติรัจฉาน
สัตว์เดียรัจฉานประเภทที่มีขามากมีเท้ามากกว่า ๔ ขาขึ้นไป
ได้แก่ มด ปลวก กิ้งกือ ตะเข็บ ตะขาบเป็นต้น
รวมเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ๔ ประเภทด้วยกัน
มีปรากฏในติรัจฉานภูมิเมื่อจะกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่
สัตว์ในติรัจฉานภูมิเหล่านี้ก็ย่อมมีชีวิตความเป็นอยู่
ดังที่เราท่านได้เห็นกันอยู่ทุกวันนี้แล้วเพราะติรัจฉานภูมิ
เป็นภูมิที่ใกล้ชิดกับมนุษยภูมิคือโลกมนุษย์เป็นที่สุด ดังนั้นพวกสัตว์เดียรัจฉาน
จึงมีรูปร่างปรากฏเป็นตัวเป็นตนมนุษย์หรือคนเราจึงสามารถเห็นได้
อยู่ร่วมกันได้ ไม่เหมือนสัตว์อบายภูมิเหล่าอื่นเช่น เปรต อสุรกาย เป็นต้น
ซึ่งเป็นอทิสมานกายมีกายไม่ปรากฏคนเราไม่สามารถจะเห็นได้
ฉะนั้นในการกล่าวถึงชีวิตความเป็นอยู่ของสัตว์เดียรัจฉาน
จึงจะขอกล่าวอย่างย่อ ๆดังนี้
ก. สถานที่
สัตว์ที่ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้วย่อมไม่อยู่เป็นที่
เพราะไม่มีที่อยู่ของตนโดยเฉพาะ ไม่เหมือนสัตว์ที่ไปเกิดในนรกโดยที่ในโลกนรกนั้นมีสถานที่อยู่เป็นขุม
ๆ สัตว์ไปตกขุมไหนก็ต้องเสวยผลแห่งกรรมชั่วของตนในนรกขุมนั้น
ถ้าบาปยังมีก็ไปเกิดอยู่ในขุมอื่นต่อไปเมื่อหมดกรรมแล้ว
จึงจะไปเกิดในภูมิอื่นต่อไปตามยถากรรมแต่สัตว์ที่เกิดในติรัจฉานภูมินี้ไม่ใช่อย่างนั้น
คือไม่มีที่อยู่โดยเฉพาะไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
เที่ยวอยู่ไปมาทั่วๆไป ในพื้นปฐพีนี้มีสัตว์เดียรัจฉานอยู่มากมายดังที่เราท่านทั้งหลายได้แลเห็นกันอยู่ทั่วไปนี่แล้ว
ข. ความเป็นอยู่สัตว์ที่เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน
มีความเป็นอยู่ลำบากยากเข็ญกว่ามากมายนักเพราะเป็นสัตว์มีภัยชีวิตรอบด้าน
ชีวิตของเขาจะอยู่รอดไปได้แต่ละวัน ๆ นั้นแสนจะลำบากยากเย็น
เป็นชีวิตที่ตกต่ำแสนจะอาภัพ ได้รับแต่ความไม่สบายรอบด้านต้องแสวงหาอาหารกินตลอดเวลา
กว่าจะได้ก็ยากนักหนา พึงดูหมู หมา เป็ด ไก่ที่อยู่ใกล้ ๆ
เรานี้เป็นตัวอย่าง จ้องระแวงภัยอยู่เป็นนิตย์เกิดความสะดุ้งจิตไม่มีหยุด
ไหนจะภัยจากมนุษย์ที่คอยตี คอยฆ่า คอยประหัดประหารไหนจะภัยจากสัตว์ใหญ่กว่าคอยขบกัด
ถ้าเขาเกิดให้อาหารขึ้นมาเมื่อไร ก็พึงนึกถึงว่าเพื่อประโยชน์ของเขาละ
ต้องทนทุกข์ทรมานเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่อย่างนี้ไปจนกว่าจะสิ้นกรรมที่ทำไว้
ในกรณีนี้จะมีปัญหาว่า
สัตว์ทั้งหลายได้ประกอบกรรมทำเข็ญอะไรไว้จึงได้มาถือกำเนิดเกิดในติรัจฉานภูมินี้
คำวิสัชนาก็มีว่า
เหล่าสัตว์ที่เกิดมาในติรัจฉานภูมินี้ก็เพราะอำนาจเศษบาปอกุศลที่ตนได้กระทำไว้แต่ปางก่อน
เช่น คน ๆ หนึ่งทำบาปหนักไว้ครั้นขาดใจตายไปแล้ว
ต้องไปตกนรกสิ้นกาลช้านาน เมื่อพ้นกรรมจากนรกแล้วเศษบาปยังไม่สิ้นก็ต้องไปเกิดเป็นเปรตอสุรกาย
ในเปตติวิสัยภูมิ ทีนี้ถึงแม้ว่าเขาผู้นั้น
จะได้ไปเกิดเป็นเปรตอสุรกายแล้วนั้น แต่เศษบาปยังเหลืออยู่ก็ต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน
ในติรัจฉานภูมินี้ นี่จำพวกหนึ่งสัตว์เดียรัจฉานเศษบาปอีกจำพวกหนึ่งนั้น
ครั้นสิ้นกรรมพ้นจากแดนนรกแล้วก็มาเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานเลยทีเดียว
โดยไม่ต้องผ่านแดนเปรตอสุรกายแต่พอตายไปแล้ว
ก็อาจจะกลับไปเกิดเป็นสัตว์นรกอีกก็ได้เพราะจุติปฏิสนธิแห่งสัตว์หลายไม่แน่นอนยุติลงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ย่อมเป็นไปสุดแต่กรรมบันดาลชักพา
ดังเรื่องที่จะนำมาเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้
ได้สวนาการมาว่า
กาลเมื่อศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้ายังปรากฏอยู่แต่องค์สมเด็จพระบรมครูเจ้าดับขันธปรินิพานไปแล้วนั้น
มีมาณพ ๒ คนพี่น้องได้ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนา
ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในบรรดามาณพที่ออกบวชเป็นพระภิกษุนี้
คนที่มีนามว่า ท่านโสธนภิกษุส่วนผู้น้องนั้นมีนามว่า ท่านกปิลภิกษุ
เมื่อทั้งสองออกบวชแล้ว ไม่นานเท่าใดนักมารดาของท่านซึ่งมีนามว่าสาธนี
และน้องสาวของท่านซึ่งมีนามว่าตาปนาก็พากันออกบวชเป็นพระภิกษุณีในพระบวรศาสนาด้วยความศรัทธาเลื่อมใสอีกเหมือนกัน
ท่านพระภิกษุทั้งสองครั้นบวชแล้ว
ก็อุตส่าห์กระทำวัตรปฏิบัติแก่พระอุปัชฌายะอาจารย์ตามธรรมเนียมแห่งพระภิกษุ
วันหนึ่ง หลังจากได้กระทำวัตรปฏิบัติแล้วได้กราบเรียนถามท่านพระอุปัชฌายะขึ้นว่า
"ท่านเจ้าขา !ธุระในรพระศาสนานี้
มีอะไรที่สำคัญบ้าง ขอรับ"
"ดีละ เธอยังไม่รู้จะว่าให้ฟัง"
พระอุปัชฌายะกล่าวขึ้น แล้วสั่งสอนต่อไปว่า "ธุระที่สำคัญในพระศาสนาของพระบรมครูเจ้า
แห่งเรานี้ มาอยู่ ๒ อย่าง คือ คันถธุระได้แก่ การศึกษาเรียนพระพุทธวจนะนิกายใดนิกายหนึ่ง
หรือทุกชนิดนิกายอย่าง ๑วิปัสสนาธุระ ได้แก่การพิจารณากองสังขาร
เพื่อให้หลุดพ้นจากกกองกิเลสอย่าง ๑ธุระทั้ง ๒ ประการนี้สำคัญนักเป็นหน้าที่โดยตรงของพระภิกษุเธอควรรู้อย่างนี้
ได้ฟังคำบอกเล่าดังนี้พระภิกษุผู้พี่จึงคิดว่า
"เราอายุมากแล้ว ควรจะบำเพ็ญวิปัสสนาธุระดีกว่าแล้วก็อุตส่าห์ปฏิบัติพระอุปัชฌายะ
อาจารย์ จนครบ ๕ พรรษาพอที่จะไปอยู่รูปเดียวได้แล้ว
จึงรับเรียนกรรมฐานในสำนักพระอุปัชฌายะก็กราบลาไปสู่ป่า
พยายามบำเพ็ญวิปัสสนาธุระอย่างอุกฤษฏ์มิได้อาลัยชีวิตร่างกายต่อมาก็ได้บรรลุถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์
คือท่านได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอรหันต์อริยบุคคลขั้นสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนาเป็นที่น่าสรรเสริญและเคราพบูชายิ่งนัก
ฝ่ายพระน้องชายกปิลภิกษุเมื่อพระอุปัชฌายะบอกธุระในศาสนาดังนี้จึงคิดว่าตัวเรายังเป็นหนุ่มควรจะเรียนคันถธุระ
คือเล่าเรียนพระพุทธวจนะดีกว่าเรื่องวิปัสสนาต่อเมื่อแก่แล้วจึงค่อยทำ
เพราะวิปัสสนาเหมาะแก่คนเฒ่าคนแก่เข้าใจเอาเองดังนี้แล้ว
ก็เล่าเรียนคันถธุระจนจบพระไตรปิฎกในไม่ช้าก็มีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลือมีพระภิกษุสามเณรมาสมัครเป็นศิษยานุศิษย์มากมายเมื่อมีศิษย์มากลาภสักการะย่อมจะมากขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อท่านจะว่ากล่าวสิ่งใดก็มิใคร่จะมีผู้ใดคัดค้าน
เพราะถือว่าท่านเป็นผู้มีความรู้ ในไม่ช้าท่านกปิลภิกษุก็ถูกโลกธรรมเข้าครอบงำทำให้ท่านกลายเป็นผู้เมาในความรู้และเมาในความรู้หนักยิ่งขึ้น
โดยสำคัญตนว่าเป็นอติบัณฑิตชั้นยอดเมื่อจะพูดจะสั่งสอนผู้ใดหนึ่ง
ก็ชักจะไม่คำนึงถึงบาลีหลักฐานสิ่งใดทั้งสิ้นตีความในพระธรรมวินัยเอาเองด้วยปัญญาปุถุชน
ก็ธรรมดาว่าพระพุทธวจนะคือคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นย่อมทรงไว้ซึ่งภาวะมหัศจรรย์และลึกซึ้งนักหนายากที่ปัญญาชนจะตีความเอาด้วยสุตตมยปัญญาแและจินตามยปัญญาให้ถูกต้องได้
ฉะนั้นไซร้เมื่อท่านกปิลภิกษุผู้ซึ่งแม้ว่าจะเล่าเรียนเจนจบในพระไตรปิฎกแต่ก็เป็นเพียงแค่สุตตมยปัญญาและจินตามยปัญญาเท่านั้น
หาได้ถึงขั้นภาวนามยปัญญาอันเป็นปัญญาที่แท้จริงเด็ดขาดไม่
ได้กล่าวเอาตามใจชอบเช่นนั้นบางกาลก็ตีความในธรรมวินัยผิดพลาด
และการใด เมื่อท่านตีความในพระธรรมวินัยผิดพลาดย่อมจะถูกสงฆ์ผู้ฉลาดทักท้วงเอาว่า
ดูกรอาวุโสกปิล !ท่านกล่าวอย่างนั้นไม่ถูกท่านกล่าวคลาดเคลื่อนเสียแล้ว
ฤทธิ์เมาในความรู้ก็พลุ่งขึ้นหน้าท่านจึงขู่ตะคอกพระภิกษุผู้ทักท้วงเหล่านั้นไปว่า
ท่านจะไปรู้ประสาอะไรเพราะพวกท่านเป็นเช่นกับกำมือเปล่า
ไม่ได้เล่าเรียนอะไรเลยอย่ามาเถียงเราเลย
พูดไปด้วยมานะทิฐิดังนี้แล้ว
เมื่อไม่มีใครเถียงก็บอกพระธรรมวินัยผิดพลาดอีกต่อไป
และเมื่อมีใครมาทักท้วง ก็ขู่ตะคอกเข้าไปอีกบางทีถึงกับด่าก็มี คราทีนั้น
พระภิกษุผู้หวังดีจึงพากันเข้าไปกราบเรียนท่านพระโสธนะองค์อรหันต์พี่ผู้ชายซึ่งอยู่ในป่าว่าบัดนี้พระกปิลภิกษุประพฤติไม่สมควร
เพราะกำเริบเมาความรู้องค์อรหันต์จึงออกจากป่ามุ่งมาสู่สำนักของพระน้องชายแล้วให้โอวาทว่า
ดูกรอาวุโสกปิล !ผู้มีความรู้เช่นตัวเธอ
หากว่ามีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็จะเป็นผู้สืบต่ออายุเป็นกำลังแห่งพระศาสนาได้เป็นอย่างดี
เพราะฉะนั้น ขอเธอจงอย่าละสัมมาปฏิบัติอย่าด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ผู้ตักเตือนเธอด้วยความหวังดีเสียเลย
พอได้สดับโอวาทแห่งองค์พระอรหันต์ผู้เป็นพี่ชายฉะนี้เธอน่าจะได้มีจิตยินดีรับคำก็หาไม่
ในใจนักดูหมิ่นอยู่แต่ว่าพระมหาเถระผู้พี่ก็เป็นผู้ไม่มีความรู้เพราะมัวอยู่แต่ในป่าต่อมาเมื่อเกิดเรื่องขึ้นอีก
พระโสธนะองค์อรหันต์ ก็สู้อุตสาหะออกจากป่ามาว่ากล่าวตักเตือนอีก ๒-๓ ครั้งด้วยความกรุณา
ในที่สุดเมื่อเห็นว่าพระกปิลผู้น้องไม่เชื่อฟังแล้วท่านจึงกล่าวขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายว่า
"ดูกรอาวุโส !เมื่อเธอไม่เชื่อฟังคำของเราตัวเธอจักปรากฏด้วยกรรมแห่งเธอเอง"
องค์พระอรหันต์กล่าวดังนี้แล้วก็หลีกไปตามอัธยาศัย
ฝ่ายว่าพระกปิละ เมื่อไม่เป็นพระสงฆ์ผู้ใดมากล้าว่ากล่าวก็แสดงตนเป็นผู้มีความรู้ดัดแปลงคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมหนักยิ่งขึ้นเมื่อพระสงฆ์ทั้งหลายพยายามนะคัดค้าน
ก็ขู่ตะคอกเอาด้วยวาทะในที่สุดก็เลยเกิดทะเลาะวิวาทด่าว่าพระภิกษุสงฆ์
แม้มารดาและน้องสาวซึ่งบวชเป็นภิกษุณีก็เอออวยยินดี
และพลอยด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ไปกับท่านด้วยจึงเป็นอันว่าท่านพระ
กปิลภิกษุยังพระปริยัติศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เศร้าหมอง
เสื่อมไปเพราะความเมาในลาภยศและมานะของตนด้วยประการฉะนี้
ครั้นถึงกาลที่ภิกษุและภิกษุณีพี่น้องเหล่านั้น
ดังขันธ์สิ้นชีวิตแล้ว ต่างก็เป็นไปตามยถากรรมคือท่านพระโสธนเถระผู้พี่ชาย
ได้ดับขันธ์เข้าสู่พระอมฤตมหานิพพานเพราะท่านเป็นพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ
ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไปฝ่ายพระกปิลภิกษุผู้สำคัญว่าตนเป็นอติบัณฑิต
และภิกษุณีทั้งสองผู้เป็นมารดาและน้องสาว เมื่อขาดใจตายไปแล้ว
ได้พากันไปเกิดในมหานรกขุมที่ ๘คืออเวจีมหานรก
ต้องหมกไหม้เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสเพราะอกุศลกรรมที่ได้ด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลเอาไว้
ก็ในกาลครั้งนั้นมีบุรุษหลายคน
เมื่อความจนบีบคั้นหนักเข้า ก็เที่ยวปล้นฆ่าชาวบ้านเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยโจรกรรม
คราวหนึ่งถูกพวกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองติดตามเพื่อจะปราบปรามเสียให้สิ้น
จึงพากันหนีซุกซุนเข้าไปในป่าแต่เจ้าหน้าที่กองปราบปรามก็ติดตามมาเรื่อย
ๆเมื่อจวนตัวไม่เห็นที่พึ่งสิ่งใดแล้วและในขณะวิกฤติการณ์เช่นนั้นก็บังเอิญให้เหลือบแลไปเห็นพระภิกษุผู้มีปรกติอยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งจึงรับเข้าไปวันทาแล้วกล่าวละล่ำละลักว่า
"ท่านเจ้าขา !ขอพระคุณจงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด"
"อะไร"ท่านถามขึ้นเพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ
แต่เมื่อโจรเหล่านั้นเล่าให้ฟังพอได้ความแล้วท่านจึงกล่าวขึ้นว่า
"ประสกทั้งหลายเอ๋ย !ที่พึ่งอย่างอื่นสำหรับท่านทั้งหลายนั้น
จะประเสริฐเหมือนกับศีลเป็นไม่มีเลยขอท่านจงตั้งใจสมาทานศีลเสียแต่บัดนี้เถิด
เร็ว ๆเข้า"
กล่าวแล้วไม่รอช้า ก็รีบครองผ้าให้เป็นปริมณฑลสั่งสอนให้พวกโจรเหล่านี้สมาทานศีล
๕ ในทันใด แล้วก็ให้โอวาทว่า
บัดนี้ท่านทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็นคนมีศีล
เป็นคนรักษาศีลแล้ว ก็แลอันธรรมดาว่าคนรักษาศีลนั้น
ต้องถือกฎอย่างเคร่งครัด คือว่า แม้ชีวิตของตัวจะตายก็ไม่ทำลายศีล ไม่ล่วงละเมิดศีลเป็นอันขาด
และจะคิดประทุษร้ายผู้อื่นไม่ได้ถึงแม้ใครจะเตะถีบฆ่าแกงอะไร
ก็โกรธเขาไม่ได้เธอจงศึกษาอย่างนี้เถิด
"อย่างนั้น ท่านเจ้าข้า"
พวกโจรรับคำด้วยดีทั้งนี้ก็เพราะพระภิกษุผู้อยู่ป่ารูปนั้นกล่าวขึงขังนัก
แต่พอพวกโจรรับศีลเสร็จเรียบร้อยแล้วยังมิทันที่จะลุกขึ้น
ในขณะนั้น พวกเจ้าหน้าที่ก็ตามมาทันและพากันรายล้มบริเวณนั้นไว้รอบด้าน
แล้วก็เข้าจับกุมพวกโจรเหล่านั้นทันทีเมื่อจับได้แล้วก็ทุบตีให้ได้รับความทุกข์ทรมานแล้วเตรียมการที่จะฆ่าโจรร้ายในป่านั้นเอง
พวกโจรเหล่านั้นก็ไม่คิดหนี ไม่คิดสู้เพราะคำของครูพระป่ายังก้องอยู่ในหู
ไม่ให้โกรธใครเพราะตนได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาศีล
และเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ฆ่าตายในขณะนั้นแล้วเหล่าโจรผู้รักษาศีล
ก็ได้พากันไปอุบัติเกิดเป็นเทพบุตร ณสวรรค์เทวโลก
ในเรื่องนี้ หากจะมีผู้สงสัยว่า เพราะเหตุไฉนโจรเหล่านั้น
จึงไปเกิดในสวรรค์ ทั้ง ๆ ที่เป็นโจรประพฤติชั่วหยาบช้า ทำไมจึงไม่ไปตกนรกเล่า
การที่เหล่าโจรได้มีโอกาสไปอุบัติเกิดในสวรรค์ก็เพราะอำนาจแห่งศีลที่ตนรักษาในขณะใกล้จะตาย
ซึ่งเป็นอาสันนกรรมเป็นเครื่องชักนำไปการที่จะทราบเรื่องได้อย่างแจ่มแจ้งนั้น
ก่อนอื่น ต้องทราบว่าตามธรรมดาผู้ที่จะไปเกิดเป็นสัตว์นรกในอบายภูมินั้น
โทสะ เป็นตัวนำไปหมายความในขณะที่จะขาดใจตายนั้น ถ้าหากว่าจิตประกอบไปด้วยโทสะแล้วโทสะนั้นก็จะนำไปเกิดในนรกทันที
ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกโจรมากราบเรียนแก่พระเถระผู้อยู่ป่าว่า ขอให้เป็นที่พึ่งพระเถระซึ่งทราบได้ดีว่า
พวกโจรจะถูกฆ่าตายในไม่ช้านี้แล้วและประสงค์จะให้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐในโลกหน้าแก่พวกเขาจึงให้สมาทานรักษาศีลและกำชับเป็นนักเป็นหนาว่า
เมื่อตนมีศีลแล้ว จะโกรธใครไม่ได้อันเป็นอุบายที่จะไม่ให้โจรพวกนั้นเกิดโทสะในขณะที่จะตายนั่นเองและเมื่อโจรปฏิบัติตามโอวาทอย่างเคร่งครัดด้วยความเคารพในพระเถระโทสะจึงไม่เกิดขึ้นในขณะที่ตนถูกทุบตีและประหารเมื่อโทสะซึ่งเป็นตัวนำไปสู่นรกไม่เกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้แล้วพวกโจรจึงคลาดแคล้วจากนรก
และได้ไปเกิดในสวรรค์เป็นอันว่าได้ศีลเป็นที่พึ่งสมตามความปรารถนาของตนและของพระเถระผู้เป็นอาจารย์ด้วยประการฉะนี้
เมื่อเทพบุตรผู้เคยเป็นโจรเหล่านั้นท่องเที่ยวอยู่ในสรวงสวรรค์
เสวยทิพย์สมบัติอันประเสริฐนับเป็นเวลาช้านานสิ้นกาลพุทธันดรหนึ่งแล้วตกมาในสมัยที่สมเด็จพระศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้า
แห่งเราท่านทั้งหลายได้เสด็จมาอุบัติตรัสในโลก
ประดิษฐานพระบวรพุทธศาสนาแล้ว เทพบุตรเหล่านั้นก็จุติจากเทวโลกมาอุบัติเกิดในมนุษยโลกเรานี้
ณ พระนครพาราณสีเทพบุตรผู้เป็นหัวหน้า
ได้มาเกิดเป็นบุตรแห่งหัวหน้าชาวประมงในตำบลหนึ่งส่วนเทพบุตรผู้เป็นบริวาร
ก็พากันมาเกิดเป็นบุตรแห่งชาวบ้านในถิ่นนั้นและได้เป็นเด็กเพื่อนเล่นกันด้วยอำนาจแห่งความคุ้นเคยแต่ปางก่อน
จะย้อนกลับไปกล่าวถึงสัตว์นรกที่มาจากกปิลภิกษุพร้อมกับมารดาและน้องสาวซึ่งเป็นภิกษุณีตั้งแต่ต้องทุกข์ถูกไฟไหม้เผาอยู่ในนรกอเวจี
สิ้นกาลช้านานนับได้พุทธันดรหนึ่งแล้วสัตว์นรกกปิลก็สิ้นกรรม
แต่ว่าเศษบาปยังมี จึงได้มาถือกำเนิดในติรัจฉานภูมิคือภูมิที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี่เกิดเป็นสุพรรณมัจฉาคือเป็นปลามีสีสันวรรณะสวยดุจทองคำ
อาศัยอยู่ในแม่น้ำอจิรวดีมีชีวิตเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่อย่างแสนเศร้า
เช้าวันหนึ่งเหล่าทารกลูกชาวประมงเหล่านั้น
หลังจากเล่นหัวกันตามประสาทารกอย่างสนุกสนานแล้วเจ้าทารกหัวหน้าจึงกล่าวชวนพรรคพวกแห่งตนขึ้นว่า
"มา ! พวกเราจักไปจับปลาในแม่น้ำเช่นเดียวกับบิดามารดาของเราเถิด"แล้วก็พากันถือเอาเครื่องมือจับปลามีแหและอวนเป็นต้น
มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำครั้นถึงแล้วก็ทอดแหลงในแม่น้ำบังเอิญปลาทองผู้มีกรรมก็มาติดแหแห่งทารกเหล่านั้นเข้าพอดี
พวกพ่อแม่พี่น้องเห็นพวกเด็ก ๆ ของตนทอดแหได้ปลาทองเช่นนั้นต่างพากันดีใจกล่าวว่า
พวกเด็กน้อยเหล่านี้ ออกหาปลาทีแรกก็ได้ปลาทองตัวใหญ่เป็นปฐมฤกษ์
ต่อไปภายหน้า จักได้ชาวประมงที่เก่งกาจอย่างแน่ ๆก็แลว่าปลาทองตัวนี้
หากนำไปถวายสมเด็จพระราชาธิบดีเห็นทีจะได้รับพระราชทานรางวัลเป็นอันมาก
แล้วก็แนะนำให้ทารกเหล่านั้นพากันนำเอาปลาทองของตนไปถวายสมเด็จพระราชา
ทารกทั้งหลายก็นำเอาปลานั้นลงเรือแล้วก็ช่วยกันพาย บ่ายหน้าตรงสู่พระบรมมหาราชวังแล้วขอเข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าถวายปลา
สมเด็จพระราชาเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นปลาทองแหลกประหลาดเช่นนั้นจึงทรงมีพระราชดำริว่า
"ปลาทองใหญ่ตัวนี้ไม่มีใครรู้จักชื่อว่าเป็นปลาอะไร
นับว่าเป็นปลาที่แหลกประหลาดอยู่ทำไมจึงมีสีกายคล้ายกับทอง
ชะรอยจะมีเหตุอันลึกลับ ยากที่มนุษย์ธรรมดาสามัญจะรู้ได้ถ้ากระไรเราจักไปทูลถาม
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐจักดีกว่า"
ครั้นทรงพระดำริฉะนี้แล้วก็รับสั่งให้นำปลาสีทองนั้น
ไปยังสำนักแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพระองค์พร้อมกับเสวกามาตย์และทารกทั้งหลาย
ได้ไปเฝ้าเพื่อทูลถามความสงสัยเมื่อนำปลาไปถึงพระเชตวันมหาวิหาร
ปลานั้นก็อ้าปากขึ้นในขณะที่มันอ้าปากขึ้นเท่านั้นเอง
บริเวณพระเชตวันมหาวิหารทั้งสิ้นก็ปรากฏมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปจนทั่วซึ่งยังความประหลาดใจให้เกิดแก่คนทั้งหลายเป็นอันมากสมเด็จพระราชาจึงทูลถามองค์สมเด็จพระบรมครูขึ้นว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
! เหตุไฉน
ปลานี้จึงมีสีกายคล้ายทองคำผิดจากปลาธรรมดาทั้งหลาย และเหตุไฉนจึงมีกลิ่นปากเหม็นอย่างร้ายกาจนักพระเจ้าข้า"
สมเด็จพระมหากรุณาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าบุรพกรรมของปลานั้นว่า
"ขอถวายพระพร มหาบพิตร !
ปลานี้เดิมทีเป็นพระภิกษุนามว่ากปิลในพระศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะที่ล่วงแล้ว
เธอเป็นพหูสูตรเรียนจบพระไตรปิฎก มีศิษยานุศิษย์มาก หากแต่ถูกลาภยศเข้าครอบงำได้ด่าว่าพระภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายทำให้พระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสื่อมถอยหมองเศร้าตายไปแล้วจึงต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก
บัดนี้สิ้นกรรมแล้ว แต่เศษบาปยังมีจึงต้องมาเกิดเป็นปลา
แต่เพราะตนเรียนพุทธวจนะสอนพระพุทธวจนะกล่าวสรรเสริญคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามานานจึงมีสรีรกายเป็นสีทองคำสวยงาม
แต่เพราะตนได้ด่าว่าพระภิกษุผู้มีศีลจึงมีกลิ่นปากเหม็นอย่างร้ายกาจ
ในบัดนี้ ขอถวายพระพรอาตมภาพจะถามปลานี้ให้ประจักษ์ต่อไป"
"เป็นพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งทีเดียวพระเจ้าข้า"
สมเด็จพระราชาและคนทั้งหลายในที่นั้นกล่าวขึ้นพร้อมกัน
ลำดับนั้น สมเด็จพระพุทธองค์จึงตรัสถามปลานั้นขึ้นว่า
"เจ้าชื่อกปิลใช่หรือไม่"
ก็ให้บังเกิดอัศจรรย์แก่ตนทั้งหลายในที่นั่นเพราะได้ยินเสียงปลาทองนั้นทูลตอบสมเด็จพระพุทธองค์ว่า
"อาม ภนเต อหํ กปิโล.ใช่ พระเจ้าข้าข้าพระองค์ชื่อว่ากปิลสมเด็จพระพุทธองค์จึงตรัสถามขึ้นอีกเจ้ามาจากไหนอวีจีมหานิรยโตภนเต.ข้าพระองค์มาจากอเวจีมหานรก พระเจ้าข้าสมเด็จพระพุทธองค์ตรัสถามขึ้นอีกท่านโสธนะพี่ชายของเจ้าไปไหนปรินิพพุโตภนเต.ท่านดับขันธปรินิพพานแล้ว พระเจ้าข้าสมเด็จพระพุทธองค์ตรัสถามขึ้นอีกนางสาธนีมารดาของเจ้าไปไหนมหานิรเย นิพพตตาภนเต.กำลังอยู่ในมหานรก พระเจ้าข้าสมเด็จพระพุทธองค์จึงทรงถามขึ้นอีกว่านางตาปนา น้องสาวของเจ้าไปไหนมหานิรเย นิพพตตาภนเต.นางกำลังอยู่ในมหานรกพระเจ้าข้า"
ครั้นสุพรรณมัจฉาปลาทองผู้มีกรรมทูลตอบสมเด็จพระสรรเพชญสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนี้แล้วก็ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตนเป็นยิ่งนักระลึกถึงกรรมชั่วแห่งตนในอดีตแล้ว
ให้แค้นใจตนเองว่ามิน่าจะกระทำเลยถูกโทสะเข้าครอบงำจิตจนขาดสติ
เอาศีรษะฟาดเรือโดยแรง ขาดใจตายไปในบัดนั้นแล้วไปเกิดเป็นสัตว์นรก
อยู่ในอเวจีมหานรกอีกตามเดิม ทั้งนี้ก็เพราะเดียรัจฉานกปิลนั้น
ทำกาลกิริยาตายไปในขณะโทสะจิตเลยถูกโทสะชักพาไปเกิดในนรกอีกทั้ง
ๆที่พ้นจากนรกนั้นมาได้ครั้งหนึ่งแล้ว
เรื่องที่เล่ามานี้ต้องการที่จะชี้ให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย
ได้ทราบไว้ว่าบรรดาสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายในติรัจฉานภูมินี้
บางสัตว์เป็นสัตว์เดียรั