เรื่องที่เล่ามานี้ต้องการที่จะชี้ให้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ได้ทราบไว้ว่าบรรดาสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายในติรัจฉานภูมินี้ บางสัตว์เป็นสัตว์เดียรัจฉานเศษบาปคือเคยเป็นสัตว์นรกมาแล้ว แต่ว่าเศษบาปยังมี จึงต้องมาเกิดในติรัจฉานภูมิมีชีวิตเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เช่นสุพรรณมัจฉาปลาทองกปิลที่เล่ามานั้นก่อนที่จะมาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน เขาได้ผ่านแดนอเวจีมหานรกมาก่อนเดียรัจฉานประเภทนี้เรียกว่า เดียรัจฉานเศษบาป ปรากฏมีมากมายอยู่ในติรัจฉานภูมินี้นี่ประเภทหนึ่ง
 อีกประเภทหนึ่งนั้นก่อนที่จะมาเป็นสัตว์เดียรัจฉานในติรัจฉานภูมินี้ก็เป็นมนุษย์เป็นคนธรรมดาสามัญเราดี ๆ นี่เอง ไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญชั่วช้าอะไรมากนักแต่ว่าในขณะที่จะขาดใจตายไปจากมนุษยโลกนี้นั้น จิตประกอบไปด้วยโมหะ ความหลงผิดมีจิตมืดมนมัวเมาเขลาความคิด ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่มีสรณะที่พึ่งจะยึดถือให้มั่นคงจิตฟั่นเฟือนหลงไหล ครั้นขาดใจตายลงไปในขณะนั้นก็จะพลันไปเกิดในกำเนิดเดียรัจฉานได้ เพราะกิเลสคือ "โมหะ" ตัวนี้เป็นเครื่องชักนำให้สัตว์ไปอุบัติเกิดในกำเนิดเดียรัจฉานเป็นส่วนมากเพื่อความกระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ พึงดูตัวอย่างเรื่องอันมีปรากฏในพระคัมภีร์ธรรมบทซึ่งจะนำมาเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้

เล็นหลงผ้า
 ได้เสวนาการมาว่า
 กาลเมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแห่งเราทั้งหลาย

ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารนั้น มีมาณพผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนในพระนครสาวัตถีมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาจึงออกจากเคหาเข้ามาบรรพชาอุปสมบทแล้วปรากฏนามว่า "พระภิกษุติสสะ"หลังจากที่บวชมานานพอสมควรแล้วคราวหนึ่งท่านได้ทูลลาสมเด็จพระผู้มีพระภาคไปอยู่จำพรรษา ณ วิหารชนบทบ้านนอกครั้นออกพรรษาแล้ว เมื่อจะกลับเข้ามาในเมือง มีทายกถวายผ้าเนื้อหยาบยาว ๘ศอกมาผืนหนึ่ง ท่านจึงนำเอาติดตัวมุ่งหน้าเดินทางมาครั้นถึงเมืองสาวัตถีอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแล้วก่อนที่เข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร ได้แวะเข้าไปเยี่ยมญาติโยมของท่านที่บ้านก่อนตามธรรมดาของคนที่จากไปนาน ครั้นสนทนากันพอสมควรแล้วจึงเอาผ้าได้มานั้นฝากพี่สาวไว้ก่อนว่าวันหน้าจะมาเอา แล้วก็กล่าวอำลาลงจากบ้านไปสู่เชตวันมหาวิหารซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
 ฝ่ายพี่สาวเห็นผ้าบ้านนอกเนื้อหยาบที่พระติสสะฝากไว้จึงคิดว่า "ผ้าเนื้อหยาบนี้ ไม่สมควรที่พระน้องชายของเราจะนุ่งห่ม"ครั้นคิดฉะนี้แล้ว อาศัยที่นางเป็นช่างทอผ้า จึงจัดรื้อผ้านั้นทอเสียใหม่ผ้าเนื้อหยาบผืนนั้นก็กลับกลายเป็นผ้าเนื้อละเอียดยาวกว่าเก่าอีกศอก ๑เสร็จแล้วก็พับไว้ รอที่จะถวายพระน้องชายต่อไป ฝ่ายพระติสสะองค์หนุ่มเมื่อเข้าไปในพระเชตวันวิหารแล้ว ก็พักผ่อนสนทนากับเพื่อนสงฆ์อยู่หลายวันเพราะจากกันไปนาน ครั้นวันหนึ่ง เห็นจีวรของตนนั้นขาดเพราะใช้มานานจึงคิดจะทำจีวรใหม่ ได้เรียกประชุมภิกษุหนุ่มสามเณรทั้งหลายซึ่งเป็นสหายถูกใจกันให้มาช่วยตัดเย็บจีวร พร้อมกับเตรียมด้ายและเข็มเสร็จเรียบร้อยจึงเดินทางเข้าไปในบ้าน เมื่อพบพี่สาวแล้ว ก็ขอผ้าที่ตนฝากไว้กลับคืนพี่สาวจึงนำเอาผ้านั้นมาถวาย
 "นี่มิใช่ผ้าของอาตมา"ติสสะภิกษุกล่าวขึ้น หลังจากที่ได้คลี่พิจารณาดูแล้ว จำได้คลับคล้ายคลับคลาสงสัยว่าจะไม่ใช่ผ้าของตน
 "ใช่ซิท่านนี่แหละเป็นผ้าของท่านที่ฝากพี่ไว้ละ" พี่สาวกล่าวยิ้ม ๆ
 "ไม่ใช่"ติสสะภิกษุปฏิเสธขรึม ๆ พร้อมกับคลี่ผ้าพิจารณาดูอีก "ของอาตมาเป็นผ้าเนื้อหยาบยาว๘ ศอก แต่ผ้าผืนนี้เป็นผ้าเนื้อดีเนื้อละเอียดและยาว ๙ ศอก ฉะนั้นผ้านี้จึงมิใช่ผ้าของอาตมา แต่เป็นผ้าของสีกาพี่อาตมารับเอาผ้าผืนนี้ไม่ได้"
 กล่าวแล้วพระติสสะภิกษุองค์หนุ่มเคร่งวินัยก็ลุกขึ้นทำท่าจะอำลากลับ
 "ของท่านจริงๆ" พี่สาวบอก แล้วก็เล่าถึงการที่เธอได้จัดการทอเสียใหม่ให้ฟังแล้วก็กล่าวถวายแก่พระน้องชายอีกว่า "ขอท่านจงรับเอาไปเถิดอย่าได้รังเกียจเลย"
 ท่านพระติสสะ จึงรับเอาผ้านั้นไปยังวิหารเริ่มกะการที่จะทำจีวรตามที่คิดไว้ ฝ่ายพี่สาวผู้มีใจเลื่อมใสก็จัดเอาอาหารมาเลี้ยงพระที่ช่วยทำจีวรอย่างไม่ฝืดเคืองและในที่จีวรนั้นเสร็จเรียบร้อยนั้น นางได้จัดเอาอาหารมาเลี้ยงพระมากมายเป็นพิเศษซึ่งทำให้พระติสสะน้องชายปลาบปลื้มมาก ครั้นพี่สาวกลับไปบ้านและเพื่อนพระพากันแยกย้ายกลับไปกุฏิแล้วท่านพระติสสะก็เข้าไปลูบคลำจีวรที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ซึ่งสวยถูกอกถูกใจนักและเมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็ลองห่มดู ก็ยิ่งรู้สึกเหมาะใจขึ้นไปอีก ได้แต่จับ ๆ วางๆ อยู่อย่างนั้นหลายครั้งด้วยความเสน่หาในจีวร ในที่สุด เมื่อตกยามราตรีถึงเวลาที่จะจำวัดก็บรรจงพับจีวรนั้นอย่างทะนุถนอม พร้อมกับคิดว่า "พรุ่งนี้เถิดเราจักห่มจีวรผืนนี้ให้อร่ามเรือง เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน"แล้วก็พาดไว้ที่สายระเบียงในกุฏิของตน นอนมองดูอยู่ด้วยความสุขแล้วก็เผลอม่อยหลับไปและแล้วก็ตกดึกคืนนั้น ก็ให้บังเอิญเกิดโรคาพาธปัจจุบันขึ้นถึงกับทำให้ท่านมรณภาพลงในคืนนั้นเอง
 โดยเหตุที่ก่อนจะขาดใจตายจิตของท่านประกอบด้วยโมหะ ปฏิพัทธ์หลงไหลอยู่ในจีวรมิได้อนุสรณ์ถึงพระพุทธคุณหรือภาวนากรรมที่ตนได้กระทำมา ฉะนั้นพอท่านติสสะถึงแก่กาลกิริยามรณภาพแล้ว ก็ตรงมาถือกำเนิดในติรัจฉานภูมิคือเกิดเป็นเล็น อาศัยอยู่ในจีวรนั้น ซึ่งท่านยังไม่ได้ห่มให้สมใจนั่นเอง รุ่งเช้าข่าวการถึงมรณภาพของท่านติสสะก็รู้กันไปทั่ว พี่สาวผู้เลื่อมใสอาลัยรักในพระน้องชายก็มาร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่แทบเท้าของภิกษุทั้งหลาย ด้วยความเศร้าสลดใจอย่างสุดซึ้งครั้นแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็ช่วยกันจักการศพของท่าน เมื่อการฌาปนกิจเสร็จสิ้นลงแล้วก็ประชุมกันและมีมติว่า
 "จีวรใหม่นั้น ตกเป็นของสงฆ์ เพราะท่านผู้ตายไม่มีคิลานุปัฏฐาก โดยที่ไม่มีใครได้ทันพยาบาล ฉะนั้นพระภิกษุสงฆ์ควรจะตัดแบ่งออกไป ตามวินัยนิยม" มีมติดังนี้แล้ว ก็เริ่มกะว่าจะตัดแบ่งให้ท่านองค์นั้นเท่านี้ ท่านองค์นี้เท่านั้น
 "แล้วกันซิเพื่อนพระเรา เกิดเป็นอะไรขึ้นเล่านั้น จึงได้จัดการคิดจะแบ่งเอาตามใจชอบก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นจีวรของเรา ไม่น่าคิดเอาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างนี้เลยเพื่อนหนอเพื่อน ช่างกระไรหนอ ไม่เห็นใจกันบ้าง"เล็นอดีตพระติสสะเจ้าของจีวรวิ่งร้องลั่น ไปข้างโน้นข้างนี้อยู่ภายในจีวรมองค้อนภิกษุเหล่านั้น ด้วยตาขุ่นเขียวอย่างเคืองใจ แต่ภิกษุทั้งหลายจะได้เห็นและได้ยินเสียงเจ้าเล็นน้อยตัวนั้นก็หามิได้
 ฝ่ายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐประทับนั่งอยู่ภายในพระคันธกุฎี ได้ทรงสดับเสียงเล็นนั้นขู่คำรามพระภิกษุทั้งหลายด้วยพระโสตธาตุอันเป็นทิพย์ จึงรับสั่งเรียกพระอานนท์มาแล้วมีพระพุทธดำรัสสั่งว่า
 "ดูกรอานนท์ !เธอจงไปแจ้งแก่ภิกษุผู้กำลังจะตัดจีวรของพระติสสะ ออกแบ่งกันเหล่านั้นว่าอย่าเพิ่งแบ่งกัน ให้รอสัก ๗ วันก่อน แล้วจึงค่อยแบ่ง"
 พระอานนท์จึงอัญเชิญเอาพระพุทธดำรัสมาแจ้งแก่พระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นการตัดจัดแบ่งจีวรออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อจะแบ่งกันก็เป็นอันระงับไปเล็นน้อยซึ่งอาศัยอยู่ในจีวรเห็นเช่นนั้นก็ค่อยคลายโทสะได้รับความสบายใจ นอนนิ่งอยู่ในจีวรที่ตนรัก พออยู่มาได้ครบ ๗วันก็สิ้นอายุขาดใจตาย แล้วไปอุบัติเกิดเป็นเทพบุตรสุดประเสริฐในสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยอำนาจแห่งการรักษาศีลและภานากรรมอันตนได้กระทำไว้ตั้งแต่ในชาติที่ตนเกิดเป็นพระภิกษุติสสะได้เสวยทิพยสมบัติเป็นสุขอยู่ ณดุสิตเทวโลกนั้น
 ฝ่ายเหตุการณ์ข้างมนุษย์โลกนี้ ในวันที่ ๘จึงมีพระบรมพุทธานุญาต ให้พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น จัดการแบ่งจีวรกันได้พระภิกษุทั้งหลาย ครั้นได้รับส่วนแบ่งจีวรของพระติสสะผู้มรณภาพแล้วจึงให้สงสัยในใจเป็นกำลังว่า
 "เป็นเพราะเหตุไรเล่าหนอสมเด็จพระบรมศาสดาแห่งเราทั้งหลาย จึงมีพระดำรัสสั่งให้เก็บจีวรแห่งพระติสสะไว้ถึง๗ วัน แล้วจึงทรงมีพระมหากรุณาให้แบ่งกันในวันที่ ๘ น่าสงสัยจริง ๆ "
 สมเด็จพระมิ่งมงกุฎสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จมาที่ภิกษุสมาคมนั้นแล้วทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสแก้ข้อสงสัยนั้นว่าดังนี้
 "ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย ! พระติสสะถึงมรณภาพ แล้วได้บังเกิดเป็นเล็นอาศัยอยู่ในจีวรวิ่งวนไปข้างโน้นข้างนี้จนเหนื่อยอ่อนหากว่าพวกเธอจะได้จัดแบ่งจีวรกันในขณะนั้นแล้วไซร้เล็นติสสะภิกษุนั้น ก็จักมีความโกรธ แค้นพวกเธอเป็นอันมากแล้วจักตายไปเกิดในนรกทันที ด้วยเหตุนี้เราตถาคตจึงให้เก็บจีวรไว้ก่อน ก็แลบัดนี้เล็นนั้นได้ไปอุบัติบังเกิด ณ ดุสิตนิภพแล้วเราจึงอนุญาตให้พวกเธอแบ่งจีวรกันได้"
 "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระเจ้าข้า ขึ้นชื่อว่าตัณหานี้หยาบช้าน่ากลัวนัก" ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลคล้ายกับรำพึงในใจดังนี้
 "อย่างนั้น เธอทั้งหลายขึ้นชื่อว่าตัณหาของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย หยาบช้าน่ากลัวนักเปรียบเหมือนสนิมที่เกิดในเหล็ก ก็ย่อมกัดกินเหล็ก ทำเหล็กให้พินาศทำเหล็กให้เสียหายใช้การไม่ได้ อุปมานี้ฉันใดตัณหานี้ก็เป็นเช่นนั้นเกิดในขันธสันดานแห่งสัตว์ทั้งหลายแล้วก็ทำสัตว์ทั้งหลายให้พินาศ ทำให้ต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นสัตว์นรกเป็นต้นดุจสนิมทำเหล็กให้พินาศฉะนั้น" ครั้นตรัสดังนี้แล้วพระองค์ก็ทรงมีพระมหากรุณาแสดงธรรมว่าด้วยโทษแห่งตัณหาให้ภิกษุเหล่านั้นได้สดับต่อไป
 เรื่องที่เล่ามานี้ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ก็คงจะเห็นแล้วว่า บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในติรัจฉานภูมิเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ก่อนที่เขาจะมาบังเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานให้เราท่านได้พบเห็นอย่าง ขวักไขว่อยู่เป็นประจำดังทุกวันนี้นั้นนอกจากจะเป็นเดียรัจฉานประเภทที่ได้เคยผ่านแดนเปรตอสุรกาย หรือแดนนรกมาแล้วก็ยังมีเดียรัจฉานอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นมนุษย์ และไม่ได้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้มากนัก แต่เมื่อถึงคราวจักขาดใจตาย จิตประกอบด้วยโมหะเพราะไม่มีสรณะที่พึ่งอันจะยึดเหนี่ยวในขณะนั้น ก็มาบังเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้เช่น พระภิกษุติสสะที่เกิดเป็นเล็นดังเรื่องที่เล่ามาแล้ว
 ก็ผู้ที่เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานนี้นอกจากจะมีชีวิตอย่างแสนอาภัพแสนเศร้าแล้ว การที่เขาจะแคล้วคลาดรอดภาวะเดียรัจฉานกลับมาเกิดเป็นคนเป็นมนุษย์โลกเรานี้ ถ้าหากว่ากุศลผลบุญแต่ปางก่อนไม่มีแล้วย่อมเป็นโอกาสที่ได้โดยยากนักหนา เหตุไรจึงเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการเป็นสัตว์เดียรัจฉานนั้นมีโอกาสทำบาปสร้างอกุศลกรรมได้ง่ายกว่ามนุษย์มากมายนักเมื่อทำบาปสร้างอกุศลเพิ่มขึ้นแล้ว เขาจักมีโอกาสมาเกิดเป็นคนในมนุษย์ภูมิซึ่งเป็นภูมิที่สูงกว่าอกุศลติรัจฉานภูมินี้ได้อย่างไรเล่าเพื่อให้เข้าใจในเรื่องนี้ พึงดูตัวอย่างดังต่อไปนี้
 มีมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งมีความประมาทในวัยและชีวิต จิตประกอบด้วยโมหะ ขณะที่จะขาดใจตายถูกโมหะชักนำให้ไปถือกำเนิดในติรัจฉานภูมิ เกิดเป็นพยัคฆ์เสือใหญ่ธรรมชาติแห่งเสือนั้นย่อมเป็นสัตว์ที่มีเลือดเนื้อแห่งสัตว์อื่นเป็นอาหารเขาย่อมจักคอยคิดประหารชีวิตสัตว์เคี้ยวกินอยู่เนืองนิตย์กว่าเสือตัวนั้นจักสิ้นชีวิตก็ต้องทำปาณาติบาตฆ่าสัตว์อื่นมาเลี้ยงชีวิตมากมายนับไม่ถ้วน ครั้นดับจิตตายแล้วก็ต้องไปลงนรกกลายเป็นสัตว์ในนิรยภูมิไป เพราะว่าโทษแห่งปาณาติบาตนี้ไซร้เป็นเช่นนั้นต้องเป็นสัตว์นรกหมกไหม้อยู่ตลอดกาลนาน สุดที่จักนับประมาณวันเดือนปีได้เมื่อใดเขาจักกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็วินัยที่จักรู้
 อีกมนุษย์หนึ่งนั้นไปเกิดในติรัจฉานภูมิเช่นกัน แต่เป็นเนื้อเก้ง เนื้อทรายตลอดชีวิตก็บริโภคใบไม้หญ้าเป็นอาหารไม่ได้ประกอบการชั่วช้าทำปาณาติบาตเช่นอย่างเสือนั้นเลยแต่ว่าบังเอิญเคราะห์ร้ายถูกนายพรานยิงเอาให้ได้รับความเจ็บปวดนักหนาเกิดทุกขเวทนาเป็นล้นพ้น จิตของตนก็จะเกิดโทสะ ไหนจะโกรธเคืองผูกใจเจ็บคนที่ยิงตนไหนจะโกรธเคืองโดยมีทุกขเวทนาเป็นเหตุเพราะตามธรรมผู้ที่ถูกทุกขเวทนาเข้าครอบงำมากๆ หากไม่มีหลักของใจแล้วจิตย่อมจะชัดส่ายคล้ายเป็นบ้าเกิดโทสะขึ้นมาโดยหาเหตุผลมิได้ เมื่อโทสะเกิดขึ้นในขณะนั้น ก็หมายความว่าจิตของเขาเศร้าหมองแล้ว เพราะถูกโทสะเข้าครอบงำ เมื่อจิตเศร้าหมองอย่างนี้แล้วจะไปเกิดในสวรรค์วิมาน หรือมาเกิดเป็นมนุษย์ในสุคติภูมิได้อย่างไรเพราะมีพระบาลีบ่งระบุไว้ตายตัวว่า

จิตเต สงกิลิฏเฐ ทุคคติปาฏิกงขา
 เมื่อจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นต้องได้

เพราะเหตุนี้ไซร้ เนื้อเก้งเนื้อทรายเดียรัจฉานเคราะห์ร้ายนั้น

เมื่อขาดใจตายไปแล้วในกรณีนี้เขาย่อมต้องไปบังเกิดในสถานที่ทุคติคืออบายภูมิ เกิดเป็นสัตว์ เปรต อสุรกายหรืออย่างน้อย ก็ต้องถือกำเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานอย่างเดิมอีกนั้นแหละฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า การที่สัตว์ในติรัจฉานภูมิ จะกลับมาเกิดเป็นคนในมนุษย์ภูมินี้ย่อมเป็นโอกาสที่จะมิได้โดยยากนักหนา
 แต่ก็มิได้บางกรณีที่สัตว์เดียรัจฉานอาจเกิดเป็นคนในมนุษย์ภูมิ หรืออาจเกิดเป็นเทวภูมิได้เพราะติรัจฉานภูมินี้ ถึงแม้จะจัดเป็นอบายภูมิคือ ภูมิที่ต่ำช้าก็จริงถึงกระนั้นก็เป็นสัตว์ที่มีโอกาสดีกว่าในอบายภูมิอื่น ๆ อบายภูมิ มี ๔คือ
 ๑. นิรยภูมิ โลกนรก
 ๒. เปตติวิสยภูมิโลกเปรต
 ๓. อสุรกายภูมิ โลกอสุรกาย
 ๔. เดียรัจฉานโลกเดียรัจฉาน
 ในบรรดาอบายภูมิทั้ง ๔ เหล่านี้นั้น สัตว์ในอบายภูมิทั้ง๓ ข้างต้น ตลอดทุกเวลานาทีวินาที ต้องเสวยทุกข์โทษเป็นประจำ ไม่มีเวลาว่างเว้นเลยเพราะอยู่ในโลกกรรม ก็จำจะต้องใช้เวรกรรมของตนไปแต่อบายภูมิสุดท้ายคือติรัจฉานภูมินี้ ถึงแม้จะเป็นโลกเวรโลกกรรมเหมือนกันก็จริงแต่เป็นโลกที่อยู่แห่งสัตว์ที่มีเวรมีกรรมบางเบา ฉะนั้นเขาจึงมีโอกาสที่จะความยินดีในเหตุ ๓ ประการดังกล่าวแล้วข้างต้นและอาจที่จะเกิดกุศลจิตได้ในบางขณะและในขณะที่เขาเกิดกุศลจิตแล้วตายลงไปด้วยใจที่ไม่เศร้าหมองเขาก็ย่อมต้องได้ไปเกิดในสุคติภูมิ เพื่อความเข้าใจได้ง่าย ๆพึงดูตัวอย่างที่จะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้

ชรสาณาชีวก


 ครั้งศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นมีงูเหลือมใหญ่ตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในเขตอาวาสวัดป่าซึ่งมีพระภิกษุสามเณรอยู่มากมายหลายรูป ในบรรดาพระภิกษุสามเณรเหล่านั้นพระภิกษุทั้งหลายผู้เรียนพระอภิธรรมปิฎก เมื่อเรียนจนคล่องแคล่วดีแล้วก็ชวนกันเข้ไปในป่าหลังวัดแล้วกระทำคณะสังวัธยายพระอภิธรรม ณ ที่ใกล้ ๆงูเหลือมใหญ่ตัวนั้นอาศัยอยู่โดยหารู้ตัวไม่และในขณะนั้นงูเหลือมก็กำลังหลับอยู่ตามปกติแห่งงูที่ชอบในความหลับ
 เมื่อถึงพระบาลีแจกอายตนะพระภิกษุก็สวดเนื่องไปด้วยเสียงมิได้ขาดงูเหลือมนั้น ตื่นขึ้นแล้ว ได้ยินเสียงแจ้วๆ แห่งพระสงฆ์สังวัธยายคัมภีร์อายตนวิภังค์ ก็เกิดความยินดีในเสียงสังวัธยายนั้นตะแคงหูฟังอยู่ จนเจ้ากูเหล่านั้นสวดอายตนวิภังค์จบแล้ว ก็เข้าสู่นิทราหลับต่อไปแม้ในกาลต่อมาภายหลัง พากันมากระทำคณะสังวัธยายพระอภิธรรม ณ ที่นั่นอีกงูเหลือมใหญ่ก็ไม่หลีกหนี เพราะมีจิตยินดีใคร่จะฟังคัมภีร์อายตนวิภังค์ ทั้ง ๆที่ไม่รู้เรื่องรู้ความ เหตุการณ์เป็นอยู่ดังนี้เป็นนิตย์
 คราวหนึ่งงูเหลือมใหญ่นั้นป่วยไข้ใกล้จะตายนอนซมอยู่พระผู้เป็นเจ้าเหล่านั้นก็พากันมากระทำคณะสังวัธยายพระอภิธรรมในที่นั่นตามเคยเมื่อถึงพระบาลีแจกอายตนะที่ตนชอบฟัง งูนั้นก็ถือเอาเป็นอารมณ์จุติตายไปด้วยถือเอากุศลกรรมนิมิตตายแล้วก็ได้ไปอุบัติบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในดาวดึงส์สวรรค์เทวโลกเสวยทิพยสมบัติเป็นสุขอยู่สิ้นกาลนาน ตกมาถึงพุทธุปปาทกาลนี้เมื่อองค์สมเด็จพระมิ่งมงกุฎศรีศากยมุนีโคดมบรมครูเจ้าแห่งเราท่านทั้งหลายเสด็จเข้าสู่นิพพานไปแล้ว เทพบุตรอดีตงูเหลือมนั้นก็ได้จุติลงมาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ซึ่งมีทรัพย์มหาศาลอุดมไปด้วยมนุษย์สมบัติทุกประการเมื่อถึงกาลจำเจริญวัยวัฒนา มาณพหนุ่มพราหมณ์นั้นเกิดความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย เห็นโทษในเบญจกามคุณและเห็นอานิสงส์ในเนกขัมบรรพชา ก็ออกจากเรือนไปสู่ป่าทรงพรตบวชเป็นดาบสภายนอกพระพุทธศาสนา ตั้งอาศรมอยู่ในป่านั้นแล้วบำเพ็ญเพียรตามประเพณีแห่งดาบส ปรากฏนามว่า "ชรสาณาชีวก"และต่อภายหลังก็มีเกียรติประวัติว่า ชรสาณาชีวกผู้นี้มีปัญญาลึกล้ำนักหนา ไม่มีใครจะสามารถที่จะเทียบเสมอได้ บรรดาชีวกทั้งหลายต่างก็ยกย่องนับถือเป็นท่านอาจารย์ ทั้งนี้ ก็เพราะปัญญาเกิดในปฏิสนธิจิตเหตุที่ชาติเมื่อตนเป็นงูเหลือมอาศัยวัดได้ฟังพระอภิธรรมมา
 ครั้นสิ้นชีวิตลงไปในขณะนั้นก็พลันจะไปเกิดในสุคติภูมิ คือ ได้กลับมาเกิดเป็นคนในมนุษยโลกเรานี้ หรือมิฉะนั้นก็ได้ไปอุบัติเกิดเป็นเทพบุตร ณ เบื้องสวรรค์เทวโลก ดังเช่นงูเหลือมใหญ่อาศัยวัดได้ฟังอายตนวิภังค์ อันพระภิกษุสังวัธยาย แล้วได้คตินิมิตตารมณ์ที่ดีตายไปเกิดเป็นเทพบุตรในดาวดึงส์เทวโลก และถ้าจิตใจจำเริญพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆกุศลบุญก็จะส่งให้เกิดปัญญาปลงลงเห็นพระปรมัตถธรรมจนกระทั่งถึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพเจ้าซึ่งเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระบวรพุทธศาสนาตามเรื่องชรสาณาชีวกที่เล่ามานี้ก็มีได้เหมือนกัน แต่ว่ามีปริมาณไม่มากนักนับว่าเป็นกรณีพิเศษจริงๆ ที่จักได้มีโอกาสดีเช่นนี้ ฉะนั้นขอท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ซึ่งได้มีวาสนาเกิดมาเป็นมนุษย์ในขณะนี้แล้วอย่าได้สนใจรักใคร่ในความเป็นเดียรัจฉาน ซึ่งเป็นสัตว์ในอบายภูมิเลย

ทางไปสู่ติรัจฉานภูมิ


 ก็การที่มนุษย์ทั้งหลายผู้มีชะตาเคราะห์ร้าย จักมีโอกาสไปอุบัติเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานต้องเสวยทุกข์ทรมานอยู่ไปวันหนึ่ง ๆโดยไม่มีหวังที่จะได้บรรลุถึงอมตสมบัติอันวิเศษสุดประมาณเพราะค่าที่ตนเป็นพาลสัตว์มีสันดานขัดขวางต่อมรรคผลนิพพาน ในติรัจฉานภูมิได้นั้นมิใช่ว่าอยู่ ๆ แล้วก็จะไปเกิดได้เอง โดยมิต้องอาศัยเหตุปัจจัยนั้นหามิได้โดยที่แท้ การที่มนุษย์ทั้งหลายจักต้องกลายเป็นสัตว์เดียรัจฉานไปใช้ชีวิตอยู่ในติรัจฉานภูมิหลังจากที่ได้ล้มหายตายจากมนุษยโลกนี้แล้วก็เพราะมีเหตุมีปัจจัยก็เหตุปัจจัยหรือปฏิปทาอันยังสัตว์ให้ไปถึงความเป็นสัตว์เดียรัจฉานนั้นได้แก่อะไรจะอะไรเสียอีกเล่า ก็ความประพฤติชั่วช้าลามก และการกระทำอันเป็นบาปหยาบช้าซึ่งรวมเรียกว่า "อกุศลกรรม" นั่นเองอกุศลกรรมที่เป็นเครื่องชักนำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกเปรตอสุรกายนั่นแหละเป็นปฏิปทาทางชักนำให้สัตว์ทั้งหลายไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานได้ด้วยอกุศลกรรมคืออะไร และมีอรรถาธิบายว่าอย่างไรบ้างนั้นในที่นี้จักของดไม่กล่าวให้เสียเวลาเพราะได้ว่ามาแล้วในตอนที่กล่าวถึงปฏิปทาไปสู่แดนนรก เปรต อสุรกาย หากว่าท่านทั้งหลาย ยังจำมิค่อยจะได้ โดยให้รู้สึกไปว่า "อกุศลกรรมมีอะไรบ้างหนอ"ดังนี้แล้ว ก็จงย้อนกลับไปเปิดดูพระบาลีสาเลยยกสูตรที่อัญเชิญเอามาไว้ในปฏิปทาทางไปสู่นรกนั่นเถิดแล้วก็จะเกิดความแจ่มกระจ่างขึ้นมาอีกบ้างกระมัง
 จึงเป็นอันว่าเมื่อมนุษย์ผู้ใด ประพฤติอกุศลกรรมนั้น จะโดยรู้ตัวว่าเป็นทางชั่วทางเลวหรือโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นทางชั่วทางเลวก็ตาม มนุษย์ผู้นั้นก็ชื่อว่านำตนเดินไปตามปฏิปทาทางไปสู่ความเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้วและเมื่อเขาขาดใจตายไปจากมนุษยโลกนี้ หากว่าอกุศลกรรมนั้นหนักมากสามารถที่จักนำเขาไปสู่นิรยภูมิคือโลกนรกได้แล้วเขาจักต้องไปเสวยทุกข์โทษอยู่ในนรกก่อน พอหมดกรรมจากนรกแล้ว หากว่าเศษกรรมยังมีก็ต้องไปเสวยกรรมในโลกเปรต อสุรกาย แล้วจึงจักได้มีโอกาสมาเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานในติรัจฉานภูมินี้ต่อภายหลังนี่จำพวกหนึ่ง กับอีกจำพวกหนึ่งนั้นหากว่ามีอกุศลกรมบางเบาไม่ถึงขั้นที่จะไปตกนรกหรือว่าไม่ถึงขั้นที่จะไปเสวยความทรมานเป็นเปรต อสุรกายเขาก็ไม่ต้องผ่านแดนนรกและแดนเปรต อสุรกายแต่จะตรงไปเกิดในกำเนิดเดียรัจฉานเลยทีเดียว ซึ่งในกรณีหลังนี้มีข้อควรทราบดังนี้

แดนเดียรัจฉาน


 เมื่อมนุษย์ผู้มีจิตไม่บริสุทธิ์ประพฤติอกุศลกรรมอันหยาบช้าลามกทั้งหลายซึ่งเป็นการนำตนเดินไปตามปฏิปทาทางไปสู่ติรัจฉานภูมิแล้วในขณะที่จะเคลื่อนคลาดขาดใจตายไปจากมนุษยโลก แล้วไปผุดเกิดในกำเนิดเดียรัจฉานนั้นย่อมจักมีเหตุการณ์อันแสดงว่า ตนจักได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแน่ ๆปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในมรณาสันนวิถี ก็เหตุการณ์ที่เป็นเครื่องบอกล่วงหน้าให้รู้ว่าจักได้ไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานนั้น ก็ได้แก่ "คตินิมิตตารมณ์" กล่าวคือนิมิตต่าง ๆ อันบ่งบอกถึงคติแห่งโลกเดียรัจฉานที่ตนจักต้องไปเกิดในชั่วระยะเวลาบัดเดี๋ยวนั้นเช่น
 บางทีให้เห็นคตินิมิตเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น เห็นเป็นรูปเสือเนื้อถึก โค กระบือ หมู หมา เป็ด ไก่ แร้ง กา เหี้ย นก หนู จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือไส้เดือน ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานเหล่านี้เป็นต้น
 ภาพเหล่านี้มาปรากฏให้ผู้ที่มีอนาคตจะได้เป็นสัตว์เดียรัจฉานได้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มใสในทางมโนทวารคือ ทางใจ เขาเห็นของเขาคนเดียวเท่านั้นเราท่านหรือคนอื่นจนพลอยเห็นด้วยไม่ได้ เมื่อเขาได้เห็นคตินิมิตเช่นนี้แล้วจิตยึดหน่วงไว้เป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายลงไปในขณะนั้นแล้วก็น้อมนำไปเกิดในติรัจฉานภูมิ เพราะคตินิมิตเหล่านี้ เป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่าเขาผู้นั้นจักต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานอย่างแน่นอน
 ในกรณีนี้พึงเห็นตัวอย่างซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไปอีกสักเรื่องหนึ่งคือ สมัยที่โลกเรานี้ว่าจากพระบวรพุทธศาสนาเพราะสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ได้เสด็จมาอุบัติตรัสในโลก สมัยนั้น ณอัลลกัปปรัฐ เมื่อเกิดทุพภิกขภัยขึ้นในคราวหนึ่ง ประชาชนชาวแว่นแคว้นต่างก็เดือดร้อนบ้านแตกสาแหรกขาด พากันอพยพไปยังถิ่นต่าง ๆ เป็นส่วนมากในบรรดาคนที่ได้รับความเดือดร้อนเหล่านั้น มีกระทาชายนายหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกยากอยู่สักหน่อยว่า โกตุหะลิก รวมอยู่ด้วยเขาจึงพาภรรยาซึ่งมีนามว่า กาลีพร้อมทั้งลูกน้อยออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนของตน มุ่งหน้าไปเมืองโกสัมพีตั้งใจว่าจะไปมีชีวิตอยู่ที่นั่น ในขณะที่เดินทางอันไกลแสนไกลนั้นเสบียงซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก ก็หมดลงในระหว่างทางทำให้เขาได้รับความหิวโหยเป็นอันมากจึงกล่าวกับภรรยาว่า
 "แม่กาลี ! เราอดอาหารหมดเรี่ยวแรงแม้ตนเองจะเดินก็เกือบไปไม่ไหวอยู่แล้ว ไหนยังจะต้องอุ้มลูกอีกเล่า พี่คิดว่าเมื่อเราทั้งสองมีชีวิตอยู่ โอกาสที่จักได้ลูกนั้นก็ยังมีอยู่เราทิ้งลูกน้อยไว้เสียที่นี่เป็นไร"
 ก็ธรรมดาว่าหฤทัยแห่งมารดาทั้งหลายย่อมอ่อนโยนมีความรักในบุตรอันเกิดจากอุทรแห่งตนเป็นอย่างมาก ฉะนั้น นางกาลี น้ำใจงามจึงปฏิเสธความคิดของสามีว่า
 "เราไม่สามารถที่จะทิ้งลูกรักนี้ได้แม้เราจักตายไปในครั้งนี้ก็ตาม"
 "แล้วเราจะทำยังไงเล่า" โกตุหะลิกผู้โมโหหิว กล่าวเสียงกร้างด้วยความไม่พอใจ
 "เราผลัดกันอุ้มก็แล้วกัน"นางกาลีเสนอ แล้วก็รับเอาลูกน้อยมาจากมือแห่งสามีอุ้มอย่างทะนุถนอมประดุจว่าลูกนั้นเป็นพวงดอกไม้อันสวยงาม ค่อยๆอุ้มด้วยเกรงจะชอกช้ำ แนบไว้กับอก เดินทางอย่างกะปรกกะเปลี้ยเมื่ออ่อนเพลียจนอุ้มไม่ไหวแล้วก็ส่งลูกน้อยนั้นให้สามี
 โกตุหะลิกผู้เป็นบิดาซึ่งมิค่อยจะนำพาลูกน้อยเท่าใดนัก ก็รับเอามาอุ้มอย่างเสียไม่ได้อุ้มไปปากก็บ่นพึมพำตามประสาแห่งคนที่กำลังตกอยู่ในความหิวโหย
 "ไม่รู้จะเอาไปทำไมลูกจัญไรนี่คนเดียว จะพาให้ตายกันหมดโดยไม่รู้สึก นี่หากว่า ไม่มัวอุ้มเจ้านี่อยู่ป่านนี้ก็คงจะเกือบ ๆ ถึงเมืองโกสัมพีเข้าไปแล้วกระมังทิ้งเสียเถอะน่า"
 นางผู้เป็นมารดาก็หายอมไม่ เดินนำหน้าไปเรื่อย ๆบางครั้งบางคราวก็ต้องเสียเวลาหันหน้ากลับมาขึ้นเสียงกับสามีผู้จะทิ้งลูกอยู่ท่าเดียวเสียบ้างแล้วก็รีบเดินทางต่อไป ในขณะหนึ่ง ทารกซึ่งอ่อนเพลียเพราะความหิวโหยอยู่เป็นนิตย์ก็เลยล้มพับคาอยู่ในวงแขนแห่งบิดา กระทาชายนายโกตุหะลิก เห็นเป็นโอกาสเหมาะเพราะนางแม่ของเด็กนั้นเดินออกหน้าลับพุ่มไม้ไปไกลแล้ว ก็แวะออกนอกทางเอาลูกนั้นวางอยู่ข้างกอไม้แห่งหนึ่ง แล้วก็เดินทางต่อไปอย่างหน้าตาเฉยฝ่ายนางกาลีผู้ห่วงลูก เมื่อเห็นสามีเดินมาไม่ทันจึงหยุดรอพอเห็นเขาโผล่มาไม่เห็นลูกนางก็ตกใจจึงร้องถามไปว่า
 "ลูกหายไปไหนเล่า"
 "อ๋อ หลับสบายไปแล้วเราทิ้งไว้ที่กอไผ่โน่นแน่ะ" สามีตอบพลางชี้มือไปข้างหลัง
 นางกาลีก็ตีอกชกตัวตนเองร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้นว่า
 "ข้าแต่สามี!ท่านอย่าฆ่าเราเสียเลย เมื่อไม่เห็นลูกก็เห็นทีจะขาดใจตายลงไปในบัดนี้เป็นแน่"
 นายโกตุหะลิกเมื่อเห็นว่าภรรยามีอาการทำท่าว่าจะขาดใจตายไปเช่นนั้น ก็ให้รู้สึกสงสารจึงหันกลับมายังกอไม้ที่ตนทิ้งลูกไว้ แล้วก็อุ้มเอามา แต่ปรากฏว่าทารกนั้นได้ตายเสียในระหว่างทางนั้นเอง สามีภรรยาทั้งสองเมื่อเห็นว่าลูกของตนตายก็จัดการฝัง แล้วเดินทางต่อไปอย่างเหนื่อยอ่อนนักหนาจนมาถึงบ้านแห่งนายโคปาลผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในเขตกรุงโกสัมพี
 ก็ในวันนั้นบ้านนายโคปาลเขาทำบุญงานมงคลและได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามารับอาหารบิณฑบาตเนื่องในงานมงคลนั้นด้วยองค์หนึ่งจึงได้ตระเตรียมข้าวปายาสและอาหารอันประณีตไว้มามายเป็นพิเศษเมื่อนายโคปาลเจ้าของบ้าน เห็นสองสามีภรรยา ซึ่งเดินทางมาอย่างอ่อนระโหยโรยแรงจึงมีใจกรุณาถามขึ้นว่า
 "พ่อเอ๋ย ! แม่เอ๋ย !นี่แม่พากันมาจากไหนเล่านี่ ดูท่าทีเหน็ดเหนื่อยนักแวะขึ้นมาบนเรือนเรานี่ก่อนเถิด
 กระทาชายนายโกตุหะลิกผู้หิวโหยจึงเล่าความเป็นไปของตนให้ฟังแต่ต้น ซึ่งทำให้นายโคปาลเกิดความสงสารยิ่งนักจึงสั่งให้คนรับจัดแจงหาอาหาร มาให้คนทั้งสองบริโภค ๒ สำรับแต่พอสำรับถูกยกมาตั้งตรงหน้านางกาลีผู้เป็นภรรยาจึงบอกแก่สามีว่า
 "พี่เอ๋ย เมื่อพี่มีชีวิตอยู่น้องก็ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ได้ด้วย ฉะนั้น ขอให้พี่ผู้มีท้องพร่องมานานจงรับประทานให้พอแก่ความต้องการเถิด" กล่าวดังนี้แล้วก็เลื่อนสำรับอาหารอันเป็นส่วนของตน เข้าไปตรงหน้าใกล้ ๆ มือของสามีเพื่อที่จะให้เขาหยิบได้สะดวกส่วนตนเองก็ค่อยหยิบเอาอาหารแต่เพียงนิดหน่อยมาบริโภคเพื่อประทังหิวเท่านั้นทั้งนี้ ก็เพราะเป็นห่วงสามีของตนจะไม่อิ่ม
 ส่วนนายโกตุหะลิกผู้หูอื้อตาลาย ไม่คำนึงถึงสิ่งใดทั้งสิ้น ที่ภรรยาพูดมาเมื่อตะกี้นี้ก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง ตั้งหน้าแต่บริโภคเอา ๆ ด้วยความหิว เพราะอดอาหารมาถึง ๗ วันเมื่ออาหารในสำรับอันเป็นส่วนแห่งตนหมดแล้วจึงเริ่มลงมือบริโภคอาหารในสำรับแห่งภรรยาต่อไปเมื่ออาหารเข้าไปแน่นในอุทรพอสมควรแล้ว จึงได้สติสัมปชัญญะเงยหน้าขึ้นดูรอบ ๆ ตัวเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัตร์ ซึ่งกำลังทำภัตกิจอยู่ ณอาสนะพิเศษ ก็หาได้สนใจอะไรไม่ แต่เมื่อส่ายสายตาเหลือบไปเห็นสุนัขตัวหนึ่งซึ่งนอนอยู่ใต้ตั่งกำลังกินก้อนข้าวปายาสที่นายโคปาลผู้เป็นเจ้าของยื่นให้กระทาชายผู้มีอนาคตจักได้เป็นสัตว์เดียรัจฉานก็ให้มีอันเกิดโมหะจิตคิดไปตามประสาคนชะตาร้ายว่า
 "โอ !สุนัขนี่มันมีบุญ มีบุญยิ่งกว่าเราผู้เป็นคนเสียอีก ดูรึไม่ต้องทำการงานสิ่งใดทั้งสิ้น พอถึงเวลากินแล้ว นอนอยู่เฉย ๆ ก็ได้กินชีวิตของมันช่างประเสริฐกว่าตัวเราเป็นไหนๆ"
 คิดไปตามอารมณ์ของคนหิวเพิ่งจะได้อาหารซึ่งเป็นความคิดที่ใช้การไม่ค่อยได้เช่นนี้ไปพลาง บริโภคอาหารไปพลางจนกระทั่งอิ่มแล้วก็เลยหลับไปในเพลาเย็น เมื่อนายโคปาลให้คนจัดอาหารมาให้อีกก็บริโภคจนอิ่มแปล้ตลอดคอหอยแทบจะจุก ส่วนจิตใจอันมากไปด้วยความฟุ้งซ่านก็นึกชมวาสนาบารมีสุนัขสัตว์เดียรัจฉาน ซึ่งนอนกินอาหารอยู่ใต้ตั่งข้างหน้าไปพลางเมื่อย่างเข้ายามรัตติกาล เพราะค่าที่ได้บริโภคอาหารเข้าไปมากเกินไปไม่สามารถที่จะให้อาหารนั้นย่อยได้ ก็เลยถึงแก่กรรมคือทำกาลกิริยาตายไปและในขณะที่จะขาดใจตายนั้น เพราะเหตุที่เกิดโมหะจิตมีความพิสมัยในสัตว์ติรัจฉานวิสัย จึงให้เกิดคตินิมิตเห็นเป็นภาพสุนัขนั้นมาลอยวนปรากฏชัดเจนในมโนทวาร จิตยึดหน่วงเอาคตินิมิตนั้นเป็นอารมณ์เมื่อตายลงก็ตรงไปเกิดในครรภ์แห่งนางสุนัขตัวที่ตนนึกชมวาสนาเมื่อตอนกลางวันนั่นเองและเมื่อนางสุนัขนั้นคลอดเขาออกมาแล้วเขา