โครงการธรรมศึกษาวิจัย
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คำนำ
การศึกษา กามคุณอุปสรรคบรรลุธรรมช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษา กามคุณอุปสรรคบรรลุธรรมเป็นที่เข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทที่ ๑ กามคุณ
พระพุทธเจ้าและพระสาวกในครั้งพุทธกาล ที่ท่านเหล่านั้นได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกามในแง่มุมต่างๆ อย่างหลากหลายมีทั้งในแง่บวกและแง่ลบดังที่นำเสนอแล้วในบทก่อนๆ แต่ดูเหมือนว่าในบรรดาความเห็นทั้ง ๒ แง่นั้นท่านเหล่านั้นจะแสดงในแง่ลบมากกว่าเพราะเรื่องกามนี้จะหนักไปในทางการบริโภคใช้สอยวัตถุซึ่งถ้าลุ่มหลงต่อการบริโภควัตถุนั้นเสียแล้วผลเสียในหลายด้านก็เกิดตามมาไม่ว่าจะเป็นการห่างเหินจากการประพฤติธรรมการทำให้เกิดการแสวงหาอันไม่สมควรต่างๆและเป็นผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย เพราะบริโภคโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าต่อชีวิตเป็นต้นแต่กามที่ให้ผลในแง่บวกหรือในส่วนที่เป็นประโยชน์ก็มีอยู่ คือถ้าใครมีวัตถุสำหรับปรนเปรออำนวยความสะดวกแก่ตนมากก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความสุขสำราญในชีวิตปุถุชนได้อยู่แต่เป็นความสุขที่ยังปะปนด้วยความทุกข์อยู่มากนอกจากนั้นแล้วก็ยังได้ทราบกระบวนการของกาม ซึ่งได้นำเสนอมาแล้วในบทที่ผ่านมาผลเสียอันเกิดจากกามซึ่งได้กำหนดขอบเขตไว้ใน ๓ ด้านด้วยกัน คือ ผลกระทบในแง่ศาสนา เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันกำลังได้รับอยู่นี้
๑.กามที่มีผลต่อผู้ปฎิบัติในพุทธศาสนา
๑. ผลกระทบต่อการดำรงเพศสมณะ
การที่ภิกษุจะดำรงอยู่ในสมณะเพศของตนได้อย่างภาคภูมิใจและสมกับสภาวะของตนพระภิกษุเหล่านั้นต้องประพฤติตามหลักพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น และทรงแสดงให้แล้วอย่างถูกต้องไม่ล่วงละเมิด เมื่ออุบาสกอุบาสิกาเห็นภิกษุผู้ซึ่งดำรงตนตามหลักของพระวินัย ก็จะถวายความอุปถัมภ์ด้วยปัจจัย๔ตามกำลังของตน เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ได้ และความดำรงอยู่ได้นั้นคือดำรงอยู่ในหลักธรรมวินัยทำกิจหน้าที่ของความเป็นภิกษุได้สะดวกยิ่งขึ้น ฉะนั้น ภิกษุก็จะต้องทำตัวให้เป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เที่ยวขอชาวบ้านผู้มิได้ปวารณาไม่ประจบประแจงเพื่อหวังลาภสักการะไม่เก็บสะสมของเคี้ยวของฉันไม่แสวงหาลาภสักการะในทางอันไม่เหมาะสมเช่น การทำนายทายทักดวงชะตา การทำเสน่ห์ให้ชายหญิงรักกันเป็นต้น การไม่แสวงหาเช่นนี้ เป็นการประพฤติตามหลักของพระวินัย ซึ่งเป็นการดำรงชีวิตอันประเสริฐเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของตน
การดำรงชีวิตของความเป็นสมณะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบท๒๒๗ข้อ และอภิสมาจารอีกมากที่มานอกพระปาติโมกข์สำหรับพระภิกษุทั้งหลาย ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าที่ทรงบัญญัติสิกขาบทเหล่านั้นก็เพราะไม่ทรงพระประสงค์จะให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกินความจำเป็นและฟุ่มเฟือยซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งความหลงมัวเมาและประมาทในชีวิตพรหมจรรย์ และจะทำให้ไม่สนใจในหน้าที่ คือการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขาคือศีลสมาธิปัญญา อีกอย่างหนึ่งทรงพระประสงค์จะให้ภิกษุอาศัยวัตถุเพียงเล็กน้อยที่จำเป็นเท่านั้นก็สามารถดำรงอยู่ได้ คือมีความสุขได้ด้วยวัตถุแม้เพียงเล็กน้อยสิ่งของเครื่องใช้สอยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของภิกษุที่เรียกว่า อัฐบริขาร คือ จีวร สังฆาฏิ สบง ประคดเอว บาตร ธรรมกรก เข็ม มีดโกน นอกจากบริขาร ๘ ประการที่กล่าวแล้วนี้ ปัจจัย ๔[1] คือเครื่องนุ่งห่มอาหารบิณฑบาต ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะการเป็นอยู่ของทุกคนต้องเกี่ยวเนื่องด้วยปัจจัย ๔ การที่จะได้ปัจจัย๔นั้นมาบริโภคใช้สอยก็จะต้องมีการแสวงหาเมื่อแสวงหาปัจจัย ๔ มาได้แล้วจะบริโภคใช้สอยอย่างไรจึงจะทำให้เกิดมีคุณภาพชีวิต จะบริโภคใช้สอยด้วยปัญญา หรือ ด้วยตัณหา
พระธรรมปิฎก ( ป.อ. ปยุตฺโต ) ได้กล่าวความแตกต่างกันของการใช้สอยปัจจัยที่จะมุ่งไปเพื่อตัณหาหรือปัญญาว่า
บริโภคด้วยปัญญาต่างกับบริโภคด้วยตัณหาอย่างไรบริโภคด้วยตัณหาก็คือบริโภคเพื่อเสพรส เพื่อมุ่งเอร็ดอร่อยคือสนอง
ความรู้สึกชอบใจไม่ชอบใจให้เกิดสุขทุกข์ในที่นี้ก็คือไม่เอาทุกข์จะเอาแต่สุขที่ว่าสุขในกรณีของอาหารก็คืออร่อยเป็นการสนอง
ตัณหาซึ่งอยากบำเรอตาหูจมูกลิ้นกายถ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มก็เป็นความสวยงามความโก้เก๋ตลอดจนประกวดประชันแข่งฐานะกัน
เอาอาหารเอาเครื่องนุ่งห่มเอาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องอวดแสดงฐานะการทำอย่างนี้ท่านว่าไม่เป็นการสนองความต้องการที่แท้จริง
ของชีวิตพูดภาษาสมัยใหม่ไม่เป็นว่ามันไม่ได้เป็นเครื่องแสดงการมีคุณภาพชีวิต[2]
ถ้าเราบริโภคใช้สอยปัจจัย๔ เพื่อความเอร็ดอร่อยเพื่อความเสพรสเพื่อความโก้เก๋เพื่ออวดฐานะกันเป็นการบริโภคใช้สอยปัจจัย ๔ ด้วยตัณหา เป็นการสนองความต้องการที่ไม่มีของเขต เพราะธรรมดาความต้องการของมนุษย์ไม่มีจำกัดอยู่แล้ว และการบริโภคด้วยตัณหาเช่นนี้ จะทำให้เกิดค่าครองชีพที่สูงขึ้น การที่ค่าครองชีพสูงขึ้นมิได้แสดงว่า จะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเสมอไป เพราะมีบางประเทศที่พัฒนาแล้ว ค่าครองชีพสูง แต่ว่าประชากรเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งในประเทศที่ยากจนกลับไม่ค่อยมีโรคเหล่านี้
ภิกษุซึ่งอยู่ในภาวะของผู้สงบ สันโดษ มักน้อยในปัจจัย ๔ บริโภคให้สอยปัจจัยเหล่านั้น เพื่อความอนุเคราะห์พรหมจรรย์ เพื่ออันยังอัตภาพนี้ให้เป็นไปได้ ไม่ใช่เพื่อความหลงมัวเมา มิใช่เพื่อประดับตกแต่งหรือความโก้เก๋ ดังบทพิจารณาตังขณิกปัจจเวกขณะที่ว่า
บทพิจารณาขณะใช้สอยจีวร
ปฏิสงฺขา โยนิโส จีวรํ ปฏิเสวามิ เราย่อมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วนุ่งห่มจีวร
ยาวเทว สีตสฺส ปฏิฆาตาย เพียงเพื่อบำบัดความหนาว
อุณฺหสฺส ปฏิฆาตาย เพื่อบำบัดความร้อน
ฑงฺสมกสวาตาตปสิริงฺสปผสฺสานํ ปฏิฆาตาย เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย
ยาวเทว หิริโกปินปฏิจฺฉาทนตฺถํ และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ อันให้เกิดความละอาย
บทพิจารณาขณะฉันภัตตาหาร
ปฏิสงฺขา โยนิโส ปิณฺฑปาตํ ปฏิเสวามิเราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต
เนว ทวาย ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน
น มทาย ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน
น มณฺฑนาย ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ
น วิภูสนาย ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง
ยาวเทว อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้
ยาปนาย เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ
วิหิงสุปรติยา เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย
พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์
อิติ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขามิ ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือ ความหิว
นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น
ยาตรา จ เม ภวิสฺสติ อนวชฺชตา จ อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วย
ผาสุวิหาโร จาติ ความเป็นผู้ไม่มีโทษด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย จักมีแก่เรา
บทพิจารณาขณะใช้สอยเสนาสนะ
ปฏิสงฺขา โยนิโส เสนาสนํ ปฏิเสวามิ เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ
ยาวเทว สีตสฺส ปฏิฆาตาย เพียงเพื่อบำบัดความหนาว
อุณฺหสฺส ปฏิฆาตาย เพื่อบำบัดความร้อน
ฑงฺสมกสวาตาตปสิริงสปสมฺผสฺสานํ ปฏิฆาตาย เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุงลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย
ยาวเทว อุตุปริสฺสยวิโนทนํ ปฏิสลฺลานารามตฺถํ เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ และเพื่อความเป็นผู้ยินดี
อยู่ได้ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา
บทพิจารณาขณะบริโภคยา
ปฏิสงฺขา โยนิโส คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปฏิเสวามิ
เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วบริโภคเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้
ยาวเทว อุปฺปนฺนานํ เวยฺยาพาธิกานํ เวทนานํ ปฏิฆาตาย
เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว มีอาพาธต่างๆเป็นมูล
อพฺยาปชฺฌปรมตายาติ
เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียน เป็นอย่างยิ่ง [3]
ในสภาพความเป็นจริงของสังคมปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมบริโภคนิยม โดยเฉพาะสังคมไทยเป็นสังคมนักเสพ ไม่ใช่นักผลิต สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ส่วนมากสั่งมาจากต่างประเทศ ถึงกระนั้นก็ตาม เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง เมื่อสังคมชาวบ้านตกอยู่ภายใต้กระแสนักเสพนักบริโภค การใช้จ่ายของชาวบ้านในการบำรุงพระพุทธศาสนาก็มีเยอะขึ้นตามลำดับ จนระบบการทำบุญในทางพระพุทธศาสนาเสียไป คือทำบุญไม่ใช่เพื่อบุญหรือเพื่อความดีงาม แต่ทำบุญเพื่อเอาหน้า ทำบุญเพื่อชื่อเสียงเป็นต้น เลยทำให้ภิกษุบางรูปซึ่งถูกลาภสักการะครอบงำ ก็เปลี่ยนพฤติกรรมไปตามกระแสของระบบการทำบุญเอาหน้า ด้วยการโฆษณาป่าวประกาศเชิญชวนศาสนิกทำบุญสร้างศาสนสถานต่างๆ อย่างใหญ่โตมโหฬาร ไม่เอาใจใส่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพระศาสนา
ภิกษุบางรูปก็ใช้วิธีการชักชวนแบบเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ ด้วยความอยากขึ้นสวรรค์ ไม่อยากตกนรกของชีวิตหลังความตาย ประชาชนทั้งผู้มีฐานะ และไม่ค่อยมีฐานะก็เลยแข่งกันทำบุญยกใหญ่ ภิกษุบางรูปแสวงหาด้วยการให้ของน้อย แต่หวังสิ่งตอบแทนมาก แสวงหาด้วยการทำการค้าขาย เช่น ขายพระเครื่องเป็นต้น แสวงหาด้วยการเป็นหมอแผนโบราณรักษาคนไข้ ด้วยการทำน้ำมนต์เสกเป่า และที่ยิ่งไปกว่านั้น ภิกษุบางรูปแสวงหาลาภสักการะด้วยเดรัจฉานวิชา [4] มีการทำเสน่ห์ให้หญิงชายรักกัน การทำให้ผู้นั้นผู้นี้ถึงความวิบัติ การใช้ภูตผีอวดฤทธิ์เดชต่างๆ การทำนายทายทัก เช่น บอกใบ้หวย ดูดวงชะตาเป็นต้น และความรู้ในอันทำให้หลงงมงาย เช่น หุงปรอทให้มีอิทธิฤทธิ์ หุงเงินหรือทองแดงให้เป็นทองเป็นต้น
การแสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการเหล่านี้ ถือว่าเป็นวิธีการที่ผิดพระวินัย เป็นวิธีการที่นอกรีตของบรรพชิตทั้งสิ้น เป็นวิธีการแสวงหาลาภสักการะที่ไม่ประเสริฐเลย เป็นการแสดงกิริยาแสวงหาเลี้ยงชีพในทางอันไม่สมควรที่เรียกว่า อเนสนา [5] คือ การแสวงหาลาภสักการะอันไม่สมควร ซึ่งมีโทษทั้งทางโลกและทางพระบัญญัติ
ถึงแม้ว่า การแสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการที่ผิดพระวินัยของพระสงฆ์เหล่านี้ จะเป็นวิธีการเลี้ยงชีพที่เป็นมิจฉาชีพสำหรับบรรพชิต แต่บรรพชิตในครั้งพุทธกาลบางรูปก็ได้ประพฤติเลี้ยงชีพมาแล้ว จนเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อเป็นข้อปฏิบัติร่วมกันของพระสาวก และเป็นการป้องกันมิให้พระสาวกทั้งหลายแสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการเหล่านั้น อันจะทำให้เสียกิจหน้าที่ของความเป็นบรรพชิต และจะเป็นอันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ อันเนื่องมาจากความมักมากและมัวเมาในลาภสักการะ ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วก็จริง แต่ภิกษุบางท่านก็ยังประพฤติล่วงละเมิดอยู่ กระทั่งถึงภิกษุในปัจจุบันนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่แสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการอันไม่เหมาะแก่ความเป็นสมณะของตน เพราะกระแสของกามนิยม หรือกระแสความต้องการของมนุษย์ ที่มีความต้องการทรัพย์สิน เงิน ทอง ชื่อเสียง เกียรติยศที่ไม่มีขอบเขต
ภิกษุในพระพุทธศาสนานั้นจะต้องดำรงชีวิตให้มีความสุขด้วยวัตถุให้สอยเพียงเล็กน้อย คือถึงจะมีเครื่องให้สอยน้อยก็มีความสุขได้ โดยให้ใช้สอยปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต ที่เรียกว่า นิสสัย* มี ๔ อย่าง คือ เที่ยวบิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล อาศัยอยู่ใต้โคนไม้ และฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เป็นหลักในการดำรงชีวิต และทำกิจหน้าที่ของตนในการศึกษาและปฏิบัติตามหลักของพระธรรมวินัย เพื่อทำชีวิตพรหมจรรย์ของตนให้มีความสมบูรณ์
ประเด็นของความเหมาะสมและความจำเป็นในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้บริหารงานคณะสงฆ์ เช่น เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหนเป็นต้น ซึ่งต้องติดต่อประสานงานกับพระที่อยู่ในเขตการปกครอง ดูแลกิจของสงฆ์ และให้การอบรมแก่พระในสังกัดที่ตนเองปกครอง ตลอดถึงการเข้าไประงับอธิกรณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว ไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา ก็ถือว่า พระเถระเหล่านี้มีความเหมาะสม และจำเป็นในการที่จะต้องใช้โทรศัพท์ก็ดี รถยนต์ก็ดี โทรทัศน์ก็ดี คอมพิวเตอร์ก็ดีเพราะจะทำให้การปกครองคณะสงฆ์ในสังกัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สะดวกในการคมนาคม การสื่อสาร การติดตามข่าวสารของโลกปัจจุบันแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการปกครอง และงานด้านเอกสาร เมื่อพิจารณาจากการบริหารงานตรงนี้แล้ว ก็ถือว่า พระเถระเหล่านี้ มีความจำเป็นจริง ที่จะต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ เพราะถ้าจะให้ท่านเหล่านั้นเดินทางไปประชุมหรือดูแลความเรียบร้อยของวัดในสังกัดโดยทางรถโดยสารประจำทางก็ดูกระไรอยู่ หรือจะให้ท่านเหล่านั้นเขียนจดหมายเกี่ยวกับงานที่เร่งด่วน แล้วส่งไปรษณีย์ ก็คงจะไม่ทันการณ์ เพราะพระเถระเหล่านั้นบางท่านก็อายุ ๗๐ –๘๐ ปี แล้ว และท่านเหล่านั้น ก็มีเงินพอที่จะหาสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นมาใช้สอยได้ และมีวุฒิภาวะในการใช้สอย การใช้สอยสิ่งเหล่านี้ของพระเถระระดับนี้คงจะทำให้เกิดประโยชน์ในการบริหารงานคณะสงฆ์ที่รับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย คงจะไม่เป็นไปเพื่อโอ้อวด เพื่อโก้เก๋ หรือเพื่อแข่งฐานะกันเป็นแน่
สำหรับภิกษุรูปที่ได้รับความเคารพนับถือของญาติโยมมาก เพราะปฏิปทาที่เน้นหนักในทางการปฏิบัติ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามที่ว่า พระเกจิอาจารย์ ซึ่งต้องเดินทางไปอนุเคราะห์สงเคราะห์ญาติโยมในกิจนิมนต์ต่างๆ ทั้งใกล้และไกลเห็นว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นที่จะมีรถยนต์ หรือโทรศัพท์ใช้ เพื่อความสะดวกในการเดินทางและการติดต่อสื่อสาร
ส่วนภิกษุและสามเณรผู้ที่ไม่มีหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ หรือบริหารงานด้านอื่นๆของคณะสงฆ์ ผู้วิจัยเห็นว่า ไม่มีความเหมาะสมและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีโทรศัพท์มือถือ หรือรถยนต์ใช้เป็นการส่วนตัว เพราะเท่าที่สังเกตจะเห็นว่า ภิกษุและสามเณรเหล่านี้ส่วนมากจะใช้เพื่อความโก้เก๋ อวดแข่งกัน เป็นการใช้เพื่อสนองกามตัณหามากกว่าที่จะใช้เพราะความจำเป็นหรือเพื่อสนองปัญญาของตน อีกอย่างหนึ่ง บางรูปยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ และก็ไม่ค่อยจะรู้กาลเทศะในการใช้สอย บางท่านคุยโทรศัพท์ในที่สาธารณะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การทำเช่นนั้นอาจจะทำให้ศรัทธาไทยของศาสนิกตกไป หรือเสื่อมศรัทธาได้ เพราะความอยากอวด
อย่างไรก็ตาม การใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ใช้และความเหมาะสมกับสมณสารูปของผู้ใช้เป็นหลัก และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของพระภิกษุและสามเณรนั้น ต้องเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการบำเพ็ญสมณธรรม คือการดำเนินชีวิตไปตามหลักไตรสิกขา ถ้าสิ่งไหน เมื่อนำมาใช้แล้ว ขวางต่อการดำเนินชีวิตตามหลักไตรสิกขา ก็ควรที่จะละสิ่งนั้นเสีย
๔.๑.๒. ผลกระทบต่อการบรรลุมรรคผล
ในเมื่อกามเป็นได้ทั้งสิ่งที่จะไปทำลายหรือ สนับสนุนการดำเนินเข้าสู่กระแสของพระนิพพาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริโภคใช้สอยกามนั้นว่าเพื่อเสพเพื่อความสนุกสนานหรือเพื่อความสวยงามซึ่งเรียกว่าบริโภคแบบตัณหาหรืออยากใช้สอยเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตเกิดการพัฒนาสติปัญญาเป็นการสนับสนุนในการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลสมาธิปัญญาเรียกว่าใช้สอยแบบฉันทะ การบริโภคใช้สอยสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มีความแตกต่างกันที่ชัดเจนดังที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้กล่าวไว้ว่า
ตามหลักของพระศาสนาเมื่อเรากินโดยได้สนองความต้องการในการทำให้เกิดคุณภาพชีวิตเราก็จะมีความสุขขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความสุขทางปัญญาก็เปลี่ยนจากตัณหามาเป็นฉันทะ อยากกินเพื่อเสพเรียกว่าตัณหา อยากกินเพื่อคุณภาพชีวิตเรียกว่าฉันทะ แยกกันไปคนละทิศ [6]
การบริโภคแล้วทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจนเกิดมีความสมบูรณ์ในชีวิตพรหมจรรย์เห็นได้ชัดเจนมากคือในสมัยที่พระสิทธัตถโพธิสัตว์กำลังบำเพ็ญทุกกิริยาอยู่นั้นมีอยู่วาระหนึ่งที่พระองค์ลดปริมาณการเสวยพระกระยาหารจนในที่สุดไม่เสวยเลยทำให้พระวรกายของพระองค์อ่อนแอไม่สามารถจะเจริญสมาธิได้จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดก็ไม่สามารถทำให้พระองค์บรรลุพระโพธิญาณได้ในขณะนั่นเองก็มีอุปมา 3 ข้อ[7] เกิดเป็นข้อคิดแก่พระองค์อย่างอัศจรรย์ ทำให้พระองค์กลับมาเสวยพระกระยาหารเช่นเคยการกลับมาเสวยพระกระยาหารของพระองค์อีกนั้น มิใช่เพื่อเสพ เพื่อสนุกสนาน หรือเพื่อความโก้เก๋แต่ประการใด แต่เป็นการบริโภคเพื่อให้อัตภาพเป็นอยู่ได้ และเพื่อเป็นการสนับสนุนการเจริญศีลสมาธิปัญญา อันจะนำมาซึ่งการบรรลุพระโพธิญาณ เพราะเป็นการเสวยที่ไม่ทำให้กายและจิตติดใจ หมกหมุ่น มัวเมาอยู่กับสิ่งที่ได้เสวยนั้นคือมีทั้งกายและจิตหลีกออกจากกามโดยสิ้นเชิง เมื่อการบริโภคไม่ทำให้เป็นการพอกพูนกิเลสเช่นนี้จิตของพระองค์จึงพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่พระโพธิญาณได้อย่างไม่ยาก นี้เป็นกรณีตัวอย่างของการเสพบริโภคปัจจัย แต่ไม่ยึดติด กิเลสจึงไม่พอกพูน ซึ่งเป็นการเสพบริโภคเพื่อให้มีพละกำลังในการทำความเพียร จนในที่สุดพระองค์ก็ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ชีวิตพรหมจรรย์ของพระองค์ก็เป็นอันสมบูรณ์
ในชีวิตพรหมจรรย์ของพระภิกษุแลสามเณรในโลกปัจจุบัน ก็สามารถที่จะจัดการกับกามนั้นให้เป็นไปโดยถูกต้องตามธรรมวินัยได้เช่นกัน เพราะเชื่อมั่นในพุทธธรรม ถ้าใครสามารถดำเนินชีวิตตามได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ผู้นั้นก็จะสามารถบรรลุและสำเร็จพระอรหันต์ได้ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
อิเม จ สุภทฺท ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุํ อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส
ดูก่อนสุภัททะ ถ้าภิกษุทั้งหลายจักอยู่โดยชอบไซร้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย [8]
การดำรงชีวิตอยู่โดยชอบในที่นี้หมายถึงการดำรงชีวิตอยู่โดยวิธีการที่กิเลสจะไม่ถูกปรุงขึ้นมาจะทำ จะพูด จะคิด จะขวนขวาย จะกิน จะใช้สอยอะไรก็ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น ไม่ประมาทไม่มัวเมาแต่ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะทำไปด้วยปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้นว่าไม่เที่ยงแท้ เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน หรือถ้าหากจะระบุให้ชัดเจนก็คือดำรงชีวิตอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เมื่อดำเนินชีวิตด้วยหลักอริยมรรคมีองค์๘ แล้วการบรรลุอริยมรรคอริยผลก็จะเกิดตามมา ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในยุคสมัยพุทธกาล ในโลกปัจจุบันนี้ก็สามารถที่จะปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์๘และสามารถบรรลุอริยมรรคอริยผลได้เช่นเดียวกัน
แม้ในปัจจุบันนี้ จะมีสิ่งยั่วยวนล่อตาล่อใจมาก ที่จะทำให้หลงติด ถ้าภิกษุและสามเณรใช้บริโภคอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใช้สอยด้วยความโลภความอยากได้อยากมี จนเป็นเหตุให้เกิดความประมาทในชีวิตพรหมจรรย์ของตนเอง การบริโภคใช้สอยวัตถุกามด้วยจุดประสงค์เช่นนี้ เป็นการบริโภคใช้สอยที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น พอกพูนหนาขึ้น เป็นการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ที่ขวางต่อการบรรลุพระนิพพาน เปรียบเหมือนบุคคลที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ได้ศึกษาเส้นทางเดินรถมาเป็นอย่างดี ขับรถออกเดินทางไปตามเส้นทางที่กำหนดเอาไว้พอเที่ยงวันก็แวะปั๊มน้ำมัน เพื่อเติมน้ำมันและรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ขับรถไปอีกระยะหนึ่งคิดว่ายังไงก็ถึงเชียงใหม่อยู่แล้ว แวะดูภาพยนตร์ตามโรงหนังดีกว่า พอภาพยนตร์จบก็ค่ำพอดีก็เลยเข้าพักตามโรงแรม ในวันต่อมาก็ทำเช่นเดียวกันนี้ ก็เลยเดินทางไม่ถึงเชียงใหม่ หรืออาจจะเพลิดเพลินจนลืมไปว่า ตนเองต้องไปให้ถึงเชียงใหม่
ภิกษุและสามเณรที่บริโภคใช้สอยปัจจัย๔และสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นวัตถุกามจนกิเลสเกิดพอกพูนอย่างนี้จัดว่าเป็นผู้ที่ยังไกลจากกระแสของพระนิพานเพราะหลงเพลิดเพลินอยู่กับวัตถุกามเหล่านั้นอาจจะคิดว่าแค่นี้ก็ทำให้ตนมีความสุขแล้ว ซึ่งความสุขเช่นนี้นับว่าเป็นความสุขที่ไม่เที่ยงแท้ ไม่ยั่งยืน เป็นความสุขที่ยังพร่องอยู่และเป็นความสุขที่ยังเจือด้วยทุกข์อยู่มากไม่ประเสริฐเลยยังมีความสุขที่ยิ่งกว่าคือฌานสุขและนิพพานสุข ฉะนั้น จึงต้องละกามสุข เพื่อเข้าสู่ฌานสุข และต้องละฌานสุข เพื่อเข้าสู่นิพพานสุข อันเป็นความสุขที่ประเสริฐ โล่งโปร่ง ไม่เจือด้วยทุกข์
ส่วนการเป็นอยู่โดยอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นวัตถุกาม เพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ให้เป็นไปได้อย่างถูกต้อง ตามหลักของอริยมรรคมีองค์๘ ซึ่งจะส่งผลในแง่ดีต่อการบรรลุอริยมรรค อริยผล เพราะสร้างความพอใจในการใช้สอยให้เกิดเป็นธรรมฉันทะคือยากให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อตนเอง จึงไม่หลงมัวเมา แต่รู้เท่าทันตามสภาพความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น กิเลสจึงไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้ามกิเลสกลับเบาบางลงและอาจหมดไปในที่สุดเปรียบเหมือนบุคคลที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และได้ศึกษาเส้นทางเป็นอย่างดี ขับรถออกไปมุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ แม้จะแวะเติมน้ำมันบ้างรับประทานอาหารบ้าง แต่ก็มิได้แวะทำอย่างอื่น ยังขับรถมุ่งหน้าเชียงใหม่ตามเส้นทางที่ศึกษามาแล้วนั้น ในไม่ช้าก็จะสามารถเดินทางถึงจุดหมายปลายทางคือเชียงใหม่ได้ การแวะเติมน้ำมันหรือรับประทานอาหารก็เปรียบได้กับการบริโภคปัจจัย ๔ ของภิกษุสามเณร ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อยังอัตภาพให้ดำเนินต่อไปได้ เพื่อจะได้มีกำลังในการบำเพ็ญความเพียรต่อไป เพื่อมุ่งสู่กระแสของพระนิพพาน ในไม่ช้าก็อาจสามารถถึ
เพื่อมุ่งสู่กระแสของพระนิพพาน ในไม่ช้าก็อาจสามารถถึงพระนิพพานได้ เพราะเป็นการบริโภคปัจจัย๔ เพื่อให้เกิดเป็นธรรมฉันทะมิใช่กามฉันทะ
การเป็นอยู่ด้วยปัจจัย ๔ หรือด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ทำให้กิเลสกามเกิดขึ้นเพราะความยินดีพอใจรักใคร่ หลงใหลจนถูกครอบงำด้วยโลกธรรม ๘ ประการ[1] คือมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ การเป็นอยู่เช่นนี้นับได้ว่าเป็นผลกระทบในแง่ลบอันเกิดจากการใช้สอยวัตถุกามในรูปแบบของกามฉันทะ ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตพรหมจรรย์ที่นอกพระธรรมวินัยผิดจากหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิงส่วนการเป็นอยู่ด้วยปัจจัย๔ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่เป็นปัจจัยส่งเสริมการทำกิเลสให้เบาบางลงและไม่เกิดอีกนั้น นับได้ว่าเป็นผลในแง่บวกของการบริโภคใช้วัตถุกามเพราะส่งผลในแง่ดีคือเป็นเครื่องสนับสนุนให้มีกำลังในการปฏิบัติเพื่อการก้าวเข้าสู่กระแสนิพพาน แต่ไม่ยึดติดกับสิ่งนั้น
การใช้สอยปัจจัย ๔ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ถือว่าเป็นไปตามหลักของพระธรรมวินัยเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้านั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักเอาไว้เพื่อให้พระสงฆ์ได้พิจารณาว่าสิ่งที่ใช้สอยอยู่นั้นเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่หลักที่ว่านั้นเรียกว่า หลักตัดสินความถูกต้องตามพระธรรมวินัยมี ๘ ประการคือ
๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. เป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์
๓. เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส
๔. เป็นไปเพื่อความมักน้อย
๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่
๖. เป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่
๗. เป็นไปเพื่อความเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย [2]
อีกนัยหนึ่งอปัณณกปฏิปทาหรือข้อปฏิบัติอันไม่ผิดจากหลักพระธรรมวินัย ที่พระสงฆ์จะต้องปฏิบัติตาม และสำเหนียกอยู่เสมอเพื่อจะได้ดำรงตนให้มั่นคงในหลักพระธรรมวินัย และยังนับได้ว่าได้บริโภคใช้สอยปัจจัย ๔ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆอย่างรู้เท่าทันตามสภาพของความเป็นจริงไม่หลงผิดและถือว่าเป็นการสรุปหลักของการใช้สอยวัตถุกาม เพื่อให้มีกำลังหนุนในการบำเพ็ญความเพียร และการทำหน้าที่ของความเป็นพระสงฆ์ได้ดีที่สุด
อปัณณกปฏิปทา ข้อปฎิบัติอันไม่ผิดพระธรรมวินัย ๓ประการ คือ
๑. อินทริยสังวร การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะและรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ
๒. โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารแต่พอดีไม่มากไม่น้อยตลอดถึงรู้จักใช้สอยปัจจัย ๔ เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิต
๓. ชาคริยานุโยคหมั่นประกอบความเพียรเพื่อชำระจิตใจให้หมดจด [3]
ฉะนั้นผลกระทบอันจะเกิดจากการใช้สอยวัตถุกามนั้นเป็นไปได้ทั้งในแง่บวกแง่ลบซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้สอยว่าได้ปฎิบัติถูกต้องตามหลักที่กล่าวมาแล้วนี้หรือไม่ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้องก็จะเกิดผลในแง่บวกคือสามารถให้มีอัตภาพที่มีกำลังในการบำเพ็ญความเพียรเพื่อก้าวเข้าสู่นิพพานได้แต่ถ้าปฏิบัติผิด คือ ใช้สอยเพื่อความกำหนัดมักมากไม่สันโดษเลี้ยงยาก ไม่ทำความเพียร ก็จะเกิดผลในแง่ลบคือการประพฤติล่วงละเมิดสิกขาบทมากและบ่อยขึ้นและอาจถึงความเป็นผู้พ่ายแพ้ในพระศาสนาคือต้องอาบัติปาราชิกในที่สุดได้ ดังที่ปรากฏข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เป็นต้น
๔.๒. กามในแง่เศรษฐกิจ
๔.๒.๑. ความเจริญเพราะกาม
พระพุทธศาสนายอมรับว่าความต้องการของมนุษย์ไม่มีขีดจำกัด หรือไม่รู้จักจบสิ้น ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า “นตฺถิ ตณฺหาสมา นทีแม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี” [4] “กาเมหิ โลกมฺหิ นตฺถิ ติตฺติ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ไม่มีในโลก” [5] จากพระพุทธภาษิตทั้งสองนี้ก็บ่งชี้ให้เห็นสาระว่าความต้องการของมนุษย์นั้นไม่มีวันเต็มแม่น้ำถึงจะพร่องไปในบางเวลา แต่ในบางเวลาก็เต็มได้ ถึงกับมีคำพูดที่ว่าถึงแม้ว่าเงินตราจะตกลงมาเป็นห่าฝน หรือจะเนรมิตภูเขาให้เป็นทองทั้งลูก ก็ไม่สามารถทำให้คนแม้เพียงคนเดียวพึงพอใจได้โดยสมบูรณ์ เพราะเมื่อได้แล้วยังมีความอยากได้อีกฉะนั้นความเพียงพอด้วยความต้องการสิ่งต่างๆมาปรนเปรอตาหู จมูก ลิ้นและกายนี้สำหรับปุถุชนแล้วไม่รู้จักคำว่าพอ
พระธรรมปิฎก ( ป.อ.ปยุตฺโต ) ได้แยกความต้องการของมนุษย์ตามหลักพุทธศาสนาไว้ในเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ[6] โดยแบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น๒ประเภทคือ
๑. ความต้องการสิ่งปรนเปรอตนที่ไม่มีขอบเขตจำกัด เรียกว่า ตัณหา
๒. ความต้องการสิ่งปรนเปรอ เพื่อให้เกิดคุณชีวิต เรียกว่า ฉันทะ
พระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกฝนพัฒนาได้ฉะนั้น ความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ จึงควรเป็นความต้องการที่มีขอบเขตจำกัด พูดได้อีกอย่างหนึ่งคือมัตตัญญุตาความรู้จักพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยไป มีการแสวงหาที่เป็นไปโดยไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น จำเป็นอย่างยิ่งในการแสวงหานั้นต้องพยายามเปลี่ยนจากความต้องการที่ไม่มีขอบเขตจำกัดมาเป็นความต้องการที่มีขอบเขตจำกัด เพื่อมาพัฒนาคุณภาพชีวิตคือใช้สอยสินค้าและบริการบำบัดความต้องการเพื่อให้ได้ความพึงพอใจโดยเกิดคุณภาพชีวิตขึ้น
กามคือความอยากได้หรือต้องการนี้สามารถสร้างความเจริญทางด้านวัตถุให้แก่มนุษย์ได้อย่างไร เมื่อมนุษย์มีความต้องการปรนเปรอตน การแข่งขันกันเพื่อนำเอาสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มาสนองความต้องการทางอินทรีย์ทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายของตนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแต่ละคนก็อยากจะได้เข้ามาหาตัวให้มาก พยายามเอาเข้ามาที่ตัวให้มาก คนอื่นไม่ได้เลยก็เป็นการดี การแข่งขันเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เมื่อมีการแข่งขันกันมาก ก็จะผลักดันให้เกิดการผลิตสิ้นค้า เพื่อบริการแก่ผู้ที่มีความต้องการบริโภคซึ่งการผลิตสิ้นค้านั้นอาจเป็นไปในลักษณะของความร่วมมือกัน เพื่อผลิตแข่งขันกันหรือแย่งผู้บริโภคกับอีกฝ่ายหนึ่งการแข่งขันกันในด้านการผลิตนี้แหละเป็นตัวผลักดันให้สังคมมนุษย์มีความเจริญทางด้านวัตถุ
เทคโนโลยี คือสิ่งที่ขยายขีดความสามารถของอินทรีย์ทั้ง๕ คือ ตา หู จมูกลิ้นกาย เช่นมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นอีกซีกโลกหนึ่งได้ด้วยการมองด้วยนัยน์ตาธรรมดา มนุษย์ก็เลยผลิตโทรทัศน์ ถ่ายทอดสัญญาณภาพและเสียงด้วยระบบดาวเทียม สู่เครื่องรับคือโทรทัศน์ ทำให้มนุษย์สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอีกซีกโลกหนึ่งได้ หรือมนุษย์สามารถสนทนากับคนที่อยู่ห่างไกลกันได้โดยทางโทรศัพท์ ความข้างต้นนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเจริญทางด้านวัตถุที่จะมาอำนวยความสะดวกสบาย และเพิ่มขีดความสามารถให้แก่มนุษย์ ตลอดถึงการบำรุงรักษาโรคของมนุษย์ซึ่งเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านี้ ถูกทำให้เกิดและพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ เพราะความต้องการอยากให้ตนมีดำรงชีวิตที่สะดวกสบายมีความสวยงาม มีความโก้เก๋จึงทำให้มีการแสวงหาโดยการค้นคว้าทดลองแล้วผลิตขึ้นมา เพื่อประโยชน์ของการใช้สอย
เรื่องเศรษฐกิจ ในด้านของการผลิตที่มีการแข่งขันกันสูงมากในสังคมปัจจุบัน ทำให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆบริษัทบางแห่งถึงกับล้มละลาย เพราะปัญหากดดันของตลาดและปัญหาการขาดทุน จะทำอย่างไรความเจริญทางด้านเศรษฐกิจจึงจะมีความมั่นคงหรือเกิดความยั่งยืนได้ เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วตนเองเป็นจุดสำคัญมากที่สุดโดยที่บุคคลอื่นไม่ได้เลย หรือได้แต่น้อยกว่าตน เป็นการดีอันเนื่องมาจากความอิ่มหรือความรู้จักพอในลาภยศสุขสรรเสริญไม่มีนั่นเอง
พุทธศาสนามีหลักธรรมสำหรับสร้างฐานทางเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง ยั่งยืน ไม่เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจได้ หลักธรรมหมวดนั้น เรียกว่าทิกฐธัมมิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในปัจจุบัน คือ
๑. อุฎฐานสัมปทา ความพร้อมด้วยความขยัน
๒. อารักขสัมปทา ความพร้อมด้วยการรักษา
๓. กัลยาณมิตตา ความมีกัลยาณมิตร
๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูมฟายนัก[7]
หลักทั้ง ๔ ประการนี้ เรียกว่า หัวใจเศรษฐี เป็นหลักในการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง ยั่งยืน สร้างความเจริญทางด้านวัตถุและจิตใจความเจริญทางด้านวัตถุก็มีกระบวนการที่ครบทางด้านการผลิตที่มีคุณภาพ การรู้จักเก็บรักษาโภคทรัพย์ที่หามาได้ การหาเพื่อนร่วมกิจการที่ดี มีคุณธรรม และการใช้ชีวิตที่มีความเหมาะสมกับฐานะทางรายได้ของตน โดยการใช้สอยเลี้ยงดูตนเองบุตรภริยา และบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนร่วม ด้วยทรัพย์หนึ่งส่วนในสี่ส่วนของรายได้ ทรัพย์สองส่วนในสี่ส่วนใช้ในการลงทุนประกอบกิจการ และทรัพย์อีกหนึ่งส่วนเก็บไว้ใช้ในเมื่อคราวจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาลในยามป่วยไข้ ค่าเทอมลูกเป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ยังได้แนะนำในการหลีกเลี่ยง งดเว้นจากแหล่งอันนำมาซึ่งความเสื่อมทรัพย์ คือ อบายมุข เมื่อเศรษฐกิจมีความมั่นคงประชาชนมีรายได้และใช้จ่ายในทางที่เหมาะสม ปัญหาการลักขโมย การปล้นจี้และปัญหาที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมอื่นๆก็หมดไป สังคมก็น่าอยู่ คนในสังคมเมื่อหมดห่วงในเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ก็มีเวลาในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตเพราะไม่เสียเวลาในการที่จะหาอะไรต่อมิอะไรมาปรนเปรอตน เวลาที่เหลือก็ใช้ไปกับการพัฒนาตนเองทั้งทางด้าน ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์สามารถที่จะพัฒนาตนเองได้โดยการฝึก ซึ่งการฝึกนี่แหละ จะนำมาซึ่งปฏิเวธคือการบรรลุมรรคผลในปัจจุบันชาตินี้ได้เช่นกัน
ดังนั้น กามคือความใคร่ความต้องการ จึงสามารถที่จะสร้างเศรษฐกิจให้มีความรุ่งเรืองและมั่นคงได้ แต่จะเป็นธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการ เพราะเมื่อมีความต้องการสิ่งต่างๆมาใช้สอยแล้ว มีวิธีการแสวงหาที่ชอบด้วยธรรมหรือไม่ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นหรือไม่ และมีความพอดีพอเหมาะมากน้อยแค่ไหน เมื่อการแสวงหาด้วยวิธีการที่เป็นธรรม ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น และมีความพอดีพอเหมาะ ก็สามารถสร้างฐานะด้านเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง ยั่งยืนได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะมีเวลาในการพัฒนาตนโดยฝึกในกรอบของศีลธรรม .
ความข้างต้นนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เป็นฐานในการสร้างความเจริญทางด้านวัตถุรวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อมาอำนวยความสะดวกสบายแก่มนุษย์แล้ว ยังเป็นฐานอีกฐานหนึ่งของการที่จะทำให้มนุษย์มีความเจริญทางด้านจิตใจ เพราะคำว่ากามนี้ ในทางพุทธปรัชญามีความหมายที่เป็นกลาง ถ้าเอาคำที่เป็นกุศลมาเติมข้างหน้า ก็จะมีความหมายในทางที่ดี เช่น ธมฺมกาโม ความใคร่ในธรรม สิกฺขกาโม ความใคร่ในการศึกษาเป็นต้น เอาคำที่เป็นอกุศลมาต่อข้างหน้า ก็จะมีความหมายในทางไม่ดี เช่น อธมฺมกาโม ความใคร่ในอธรรมเป็นต้น เมื่อมนุษย์มีเศรษฐกิจที่มั่นคง มนุษย์ก็ไม่เสียเวลาไปกับการทำกิจทางเศรษฐกิจมาก ก็จะมีเวลาในการพัฒนาตนในทางศีลธรรมมากขึ้น โลกก็เกิดสันติภาพขึ้น และอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข ไม่เบียดเบียนกัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรู้จักวิธีการปฏิบัติตนต่อกามได้อย่างถูกต้อง ชอบธรรม
๒. ความเสื่อมเพราะกาม
เมื่อกามเป็นตัวกระตุ้นในการสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ โดยกระตุ้นให้เกิดการแสวงหาทรัพย์ด้วยการดำรงตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนและผู้อื่น เป็นระบบการแสวงหาเพื่อตอบสนองความต้องการอันน่าพึงพอใจ และไม่ทำลายความเป็นอยู่ที่ดีงาม เป็นความต้องการที่มีความพอดีพอเหมาะ เพราะมีความยินดีพอใจในวัตถุสิ่งของที่แสวงหามาได้ด้วยความเพียรพยายาม และเป็นไปโดยไม่เบียดเบียนผู้ใด ดำเนินชีวิตด้วยความสันโดษ ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่เห่อในการบริโภค รู้จักประหยัด ใช้จ่ายน้อยถ้ามองในทางกลับกัน เมื่อกามสามารถเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจได้ กามก็สามารถทำลายความเจริญทางเศรษฐกิจได้เช่นเดียวกัน เพราะโดยความหมายแล้ว พุทธศาสนาถือว่า กามมีความหมายเป็นกลางๆ ขึ้นอยู่กับการแสวงหา หรือการผลิตที่ชอบธรรมหรือไม่ ความร่วมมือกันผลิตเป็นความร่วมมือแท้หรือเทียม ถ้าเป็นความร่วมมือเทียม แน่นอนการผลิตนั้นจะจบลงด้วยการทำลาย เพราะเมื่อพิจารณาดูแล้ว การผลิตนั้นมีผลที่เป็นไปได้ทั้งสองแง่ คือ การผลิตที่มีค่าท่ากับการทำลาย เช่น ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ส่วนการผลิตที่มีผลในแง่บวก คือเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม บ้าน และเครื่องมือรักษาโรคเป็นต้น
ในแง่ของการบริโภค ผลผลิตบางอย่างบริโภคแล้วทำให้เกิดการเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี แต่ผลผลิตบางอย่างบริโภคแล้ว ไม่ทำให้เกิดการเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตเลย เช่น การบริโภคสุรา เกิดความพอใจแก่ผู้บริโภคก็จริง แต่ทำให้เสียสุขภาพ ก่อการทะเลาะวิวาท เกิดอุบัติเหตุ หรือการบริโภคอาหารบางอย่าง แม้จะมีรสอร่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้มีสุขภาพดีเสมอไป คนที่บริโภคอาหารอร่อย แต่ขาดสารอาหารก็มี ฉะนั้น ความพึงพอใจ มิใช่เป็นตัวตัดสินอรรถประโยชน์เสมอไป บางครั้งกลับทำลายประโยชน์ ทำให้หลง มัวเมา ทำลายสุขภาพได้เช่นกัน
ดังนั้น ในระบบเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง บุคคลผู้ประกอบกิจการก็จะมีความโลภมาก ผลผลิตอาจขาดคุณภาพ หรือแม้แต่คนงานก็ทำงานมิใช่เพื่อให้งานออกมาดี แต่ทำเพื่อค่าจ้างรางวัล ขั้นตอนของการผลิตจึงมีคุณภาพต่ำ ยิ่งถ้าความต้องการของผู้บริโภคมีมาก การผลิตก็ย่อมต้องผลิตออกมาตอบสนองให้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค อาจจะไม่คำนึงว่า จะมีผลกระทบต่อผู้บริโภค กระทบต่อสภาพแวดล้อม หรือจะทำให้เกิดมลภาวะจากการผลิตนั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศที่เจริญแล้ววิตกกังวลกันมาก เช่น การใช้สารเคมี และการเผาผลาญเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลในการทำลายสุขภาพตนเอง ทำลายสุขภาพผู้อื่น และทำลายสภาพแวดล้อม สินค้าบางอย่างที่ผลิตออกมานั้น ก่อให้เกิดโทษแก่ผู้บริโภค เช่น น้ำอัดลม สุรา นมสำหรับเด็กนักเรียนที่บูดเน่า เพราะการผลิตที่ไม่มาตรฐาน ผู้ผลิตมุ่งผลิตให้ได้มาก โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ
ในแง่ของอาชีพที่ประกอบ ก็ถือว่า เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าประกอบอาชีพที่ผิดหลักศีลธรรมอันดีงาม เพราะความละโมภ เศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองก็เสื่อมถอยลง อาชีพค้าขายที่ไม่ชอบด้วยธรรม ซึ่งอุบาสกอุบาสิกาไม่ควรประกอบ เรียกว่า มิจฉาวณิชชา มี ๕ ประการ คือ
๑. สัตถวณิชชา ค้าขายอาวุธ
๒. สัตตวณิชชา ค้าขายมนุษย์
๓. มังสวณิชชา ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเป็นอาหาร
๔. มัชชวณิชชา ค้าขายน้ำเมา
๕. วิสวณิชชา ค้าขายยาพิษ [8]
อาชีพทั้ง ๕ ประการนี้ เป็นอาชีพที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ขัดต่อหลักของสัมมาอาชีวะ อันเนื่องมาจากเป็นอาชีพที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่น
เมื่อระบบการผลิตไม่มีคุณภาพ ระบบการเก็บออมทรัพย์ที่หามาได้ไม่มี เพราะใช้จ่ายไปกับการเที่ยวสนุกสนานในแหล่งอายมุข ระบบของการมีเพื่อนร่วมงานที่ดีขาดหายไป เพราะรวมกลุ่มทำงานแล้วมีการคดโกง หักหลังกัน และระบบการจัดสรรทรัพย์ที่หามาได้ เพื่อการใช้จ่ายที่มีความเหมาะสม และเป็นสัดส่วนไม่มี เพระมัวแต่เที่ยวในแหล่งสถานบันเทิง เพลิดเพลินแหล่งอบายมุข ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ประหยัด ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นระบบการดำเนินธุรกิจที่ไม่สร้างความมั่นคง ไม่สร้างความเป็นอยู่ที่เป็นสันติสุขได้เลย เพราะไม่ดำเนินกิจการให้อยู่ในกรอบของทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์นั่นเอง
เมื่อมีความโลภเกินไป จนไม่อาจดำรงตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม ก็เป็นเหตุให้มีการประพฤติทุจริตออกทางกาย และวาจา เช่น การทำร้ายกัน การปองร้ายกัน การคดโกง ปล้นจี้ มีชู้กับลูกเมียคนอื่น การพูดเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีกัน เป็นต้น ความประพฤติชั่วเหล่านี้เกิดขึ้นมา ส่วนหนึ่งมาจากกามสนับสนุนความโลภที่ไม่มีศีลธรรมมายับยั้ง ความโลภที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ ก็จะแสดงการประพฤติทุจริตทางกายและวาจา อันก่อให้เกิดปัญหามากมายแก่สังคม เช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการค้าโสเภณี ปัญหายาเสพย์ติด ปัญหาการละเมิดทางเพศ เป็นต้น
เมื่อสังคมธุรกิจ มีความเห็นแก่ได้ ชิงดีชิงเด่น ชิงความได้เปรียบ เอารัดเอาเปรียบกัน ผู้คนขาดศีลธรรมอันดีงามในการดำรงตน มีความต้องการสิ่งต่างๆมาปรนเปรอตนแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ระบบเศรษฐกิจก็เกิดสภาวะวิกฤติเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะประชาชนไม่มีกำลังชื้อ เมื่อประชาชนไม่มีกำลังซื้อ บริษัทและโรงงานต่างๆ จึงลดกำลังการผลิต เมื่อลดกำลังการผลิต ก็ต้องลดจำนวนพนักงานลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าจ้างแก่พนักงาน อัตราการว่างงานของประชากรจึงมีเพิ่มมากขึ้น ประชาชนมีรายได้น้อยลง บริษัทและโรงงานบางแห่งทนต่อภาวะหนี้สินไม่ไหว ถึงกับต้องปิดกิจการลง เจ้าของบริษัทและโรงงานบางแห่งจากที่เคยเป็นคนร่ำรวย เคยใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย กลายเป็นคนไม่มีจะกินและมีหนี้สินล้นตัว บางคนทนกับสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิดมาก่อนไม่ได้ ตัดสินใจฆ่าตัวตายก็มี
ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ของความโลภ ความแข่งขัน และความอยากได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อาจสร้างความเจริญให้ในชั่วขณะหนึ่ง ต่อมาในกาลภายหลัง ก็อาจพบกับความวิกฤติหรือล้มสลายได้ เพราะผู้ประกอบการทางธุรกิจไม่รู้จักยับยั้งความอยากของตนให้อยู่ ด้วยสันโดษ รู้จักประมาณ ยินดีพอใจด้วยวัตถุสิ่งของที่หามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรม และดำเนินกิจการตามหลักของทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์นั่นเอง
๓. กามในแง่สังคม
๑. กามในแง่ลบของสังคม
เป็นที่ยอมรับว่า เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาต่างๆ ทางสังคมก็จะเกิดตามขึ้นมา เพราะปัญหาทั้งสองมีความเกี่ยวเนื่องกัน ถ้าคนไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดบวกกับความละโมภ ทำให้เกิดการแสวงหาสิ่งต่างๆ มาปรนเปรอตน ถ้าการแสวงหานั้นทำโดยมีศีลธรรมมายับยั้ง หรือควบคุม ก็คงไม่มีปัญหาประการใดเกิดขึ้น แต่ถ้าหากการแสวงหานั้นทำโดยปราศจากศีลธรรมมายับยั้ง หรือควบคุมแล้ว การประพฤติชั่วก็จะแสดงออกมาทางกายและวาจา ซึ่งการประพฤติชั่วนี้แหละ ที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ แก่สังคม เป็นปัญหาสังคมที่มีผลสืบเนื่องมาจากกาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสปัญหาสังคมไว้ในมหาทุกขักขันธสูตร ซึ่งได้นำเสนอแล้วในกามในฐานะเป็นกองแห่งทุกข์ ในบทที่ ๒ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงความทุกข์อันมีสาเหตุมาจากกามไว้เป็นอันมาก ความทุกข์ที่ตรัสไว้ในพระสูตรนี้ คือ ปัญหาสังคม ซึ่งสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
๑. ความยากลำบาก ในการประกอบอาชีพการงานหาเลี้ยงชีพ จนนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต
๒. ความเศร้าโศกเสียใจ ในเมื่อเพียรพยายามในการประกอบอาชีพแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ
๓. เมื่อประกอบอาชีพได้โภคทรัพย์สมปรารถนาแล้ว ก็เกิดความทุกข์ยากลำบากในการรักษาโภคทรัพย์นั้น
๔. เมื่อสูญเสียโภคทรัพย์นั้นไป เพราะรักษาไม่ดี เช่น ถูกคนร้ายปล้น ไฟไหม้เป็นต้น ย่อมเศร้าโศกเสียใจ
๕. ทำให้เกิดการทะเละวิวาท แก่งแย่งกัน ทำร้ายกัน ระหว่างราชากับราชาบ้าง คฤหบดีกับคฤหบดีบ้าง บิดากับมารดาบ้าง บิดามารดากับบิดาบ้าง พี่กับน้องและเพื่อนกับเพื่อนบ้าง อาจถึงตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง
๖. ทำให้เกิดสงครามประหัตประหารกันระหว่างหมู่ชนสองฝ่าย พากันล้มตายในสมรภูมิ หรือได้รับความทุกข์แสนสาหัส
๗. ทำให้ก่อปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ เช่น ปล้นทรัพย์ ลักขโมย กระทำความผิดทางเพศต่างๆเป็นต้น ถูกจับกุมลงโทษด้วยวิธีการต่างๆ ถึงตายบ้าง ไม่ถึงตายบ้าง
๘. ทำให้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาทางสังคมที่มีกามเป็นต้นเหตุ เพราะตลอดกระบวนการของการที่จะได้โภคทรัพย์มาปรนเปรอตนนั้น มีการเบียดเบียนและละเมิดคนอื่น กล่าวคือ ก่อนลงมือแสวงหาโภคทรัพย์ ก็มีความโลภเป็นทุนเดิม ขณะแสวงหาโภคทรัพย์ ก็ทำด้วยการเบียดเบียนคนอื่นด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง เพื่อให้ตนได้มากที่สุด เมื่อแสวงหามาได้แล้ว ก็อาจจะเบียดเบียนคนอื่น เพื่อให้โภคทรัพย์นั้นเป็นไปตามปรารถนาของตนให้มากและนานที่สุด เท่าที่จะรักษาได้
ดังนั้น ปัญหาฆาตกรรมก็ดี ปัญหาโจรกรรมก็ดี ปัญหาการละเมิดทางเพศก็ดี ปัญหาการวิวาทกันก็ดี เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกาม บางครั้ง อาจจะเบียดเบียนเพราะรักใคร่ก็มี เช่น สามีคิดว่าภริยามีชู้กับชายอื่น จึงได้ฆ่าภริยาด้วยความหึงหวง หรือ หนุ่มสาวรักกัน แต่ไม่สมหวัง เพราะญาติผู้ใหญ่กีดกัน จึงตัดสินใจ ฆ่าตัวตายทั้งคู่เป็นต้น บางครั้งอาจจะเบียดเบียนหรือละเมิดสิทธิคนอื่น เพื่อให้ได้สิ่งที่ชอบใจมาปรนเปรอตนก็มี เช่น การโจรกรรมร้านทองเป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ได้สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนในสังคม เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนมาก อันมีผลสืบเนื่องมาจากกามเป็นเหตุให้คนที่มีความต้องการด้วยกามวัตถุได้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจาและใจ
ปัญหาการค้าประเวณี เป็นปัญหาสังคมที่แม้จะมีสาเหตุมาจากการให้มีรายได้เลี้ยงตนและครอบครัวให้อยู่รอด หรือเพื่อให้มีเครื่องประดับยี่ห้อชื่อดัง แต่พอทำไปแล้วสามารถทำรายได้มากกว่าการเป็นคนใช้หรือรับจ้างอย่างอื่น และเป็นงานที่ไม่หนักได้เงินง่าย ก็หันมายึดอาชีพโสเภณี ซึ่งอาชีพนี้มีการดำรงชีพค่อนข้างหรูหราและฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย มองไม่เห็นคุณค่าของเงิน เพราะได้มาง่าย ในแหล่งค้าประเวณีส่วนมากจะเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพย์ติด อันธพาล และการพนันเป็นต้น นอกจากนี้แล้ว โสเภณียังต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ ซึ่งเมื่อติดเชื้อเอดส์แล้ว รัฐก็สูญเสียเงินในการใช้เยี่ยวยารักษาผู้ป่วยเพียงเพื่อให้เสียชีวิตช้าลงเท่านั้นเอง ถ้ามองในแง่เศรษฐกิจก็คือเป็นการลงทุนที่เปล่าประโยชน์ แต่ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่พึงกระทำ นี้เป็นผลเสียอันเกิดจากอาชีพโสเภณี ซึ่งประกอบอาชีพนี้ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดแล้ว แต่เพื่อหาสิ่งอื่นๆ มาสนองความต้องการของตน โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา แม้โสเภณีจะเป็นที่ระบายหรือบำบัดความต้องการทางเพศของคนบางกลุ่มก็ตาม แต่ก็ควรจะรู้จักวิธีป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดโรคต่อตนเองและผู้ใช้บริการ รัฐก็จะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการเยี่ยวยาที่มองไม่เห็
ดังนั้น ในทางแก้ไขปัญหาการค้าประเวณีนั้น ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับความจริงก่อนว่า โสเภณีเป็นของมีอยู่คู่กันสังคมมาช้านาน และไม่อาจขจัดให้หมดสิ้นไปได้ จึงควรจะให้มีการค้าประเวณีอย่างถูกต้องและเป็นทางการ คือ มีการจำกัดเขตการจัดตั้งแหล่งบริการโสเภณีให้เป็นหลักแหล่ง ให้หญิงที่จะค้าประเวณีขึ้นทะเบียนกับทางการอย่างถูกต้อง และตรวจสุขภาพก่อนจะประกอบอาชีพ เมื่อประกอบอาชีพแล้วก็ให้แพทย์มาตรวจเป็นระยะๆ เพราะถ้าไม่ดำเนินการเช่นนี้ การค้าประเวณีก็คงออกมาในรูปของการลักลอบต่อไป และยังเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคและอบายมุขต่างๆ ซึ่งเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี
ปัญหาการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองก็เช่นกัน บางคนเข้ามาเล่นการเมืองอาจมีเจตนาดี คือ เพื่อพัฒนาประเทศชาติ แต่พอได้รับเลือกเข้ามา ก็อาจลืมเจตนาเดิม คือ เพื่อพัฒนาประเทศชาติเปลี่ยนเป็นเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ก็แสวงหาผลประโยชน์ในทุกรูปแบบเท่าที่ตนจะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตในโครงการต่างๆ ที่รับผิดชอบ เมื่อร่ำรวยแล้วทำอย่างไรจึงจะมีอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมือง จึงต้องมีผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง ด้วยการให้สัมปทานโครงการต่างๆเป็นต้น เมื่อมีพวกพ้องบริวารมากก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งอาจจะใช้ความเป็นผู้มีอิทธิพลในทางไม่ถูกต้อง เช่น บุคคลอื่นผู้มิใช่พวกพ้องและบริวารจะมาแย่งผลประโยชน์ไม่ได้ ต้องกำจัดออกไปด้วยการฆ่าเป็นต้น จะเห็นได้ว่าผู้มีอำนาจทางการเมืองมักจะเลือกเอาทางมีเงินและความสะดวกสบายทางวัตถุ ซึ่งก็จะส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติมีความเจริญช้าและเกิดการแตกแยกในสังคมได้
แนวทางแก้ไขปัญหาแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ตลอดถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ทางการเมือง รัฐควรจะจัดการอบรมศีลธรรมขัดเกลาให้นักการเมืองทุกระดับได้มีคุณธรรม แสวงหาผลประโยชน์อย่างมีศีลธรรมกำกับ จะลดกระแสของลัทธิวัตถุนิยมไปบ้าง ออกกฎหมายบังคับเอาโทษผู้ประพฤติทุจริตในหน้าที่อย่างรุนแรง ให้สวัสดิการและเงินเดือนที่เหมาะสมแก่การครองชีพ และควรให้มีการแสดงทรัพย์สินก่อนและหลังการดำรงตำแหน่งทุกคน
ปัญหาสังคมทั้ง ๒ ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นว่าอาจมีจุดเริ่มต้นด้วยเจตนาดี แต่พอได้ดำเนินการแล้ว มีการเกี่ยวข้องกับรายได้หรือผลประโยชน์ที่มาก จึงทำให้เกิดการยึดติด มัวเมากับสิ่งสนองความต้องการ เพลิดเพลินจนอาจทำให้ลืมนึกถึงโทษที่จะมาถึงตน เช่น โรคภัยต่างๆ และโทษทางกฎหมายเป็นต้น เป็นเพราะหลงในวัตถุและอำนาจ แต่ก็มีวิธีการแก้ไขให้ปัญหาเหล่านี้บรรเทาเบาบางลงได้เช่นกัน
๒. กามในแง่บวกของสังคม
เมื่อมองในทางกลับกัน หากกามสนับสนุนหรือกระตุ้นให้ประพฤติดี ใคร่ความดี ความประพฤตินั้นก็อาจนำความดีงามต่างๆ มาสู่ตนเองและสังคมได้ ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “ธมฺมกาโม ภวํ โหติ แปลว่า ผู้ใคร่ในธรรมเป็นผู้เจริญ” [1] เมื่อมีความใฝ่ดี ความประพฤติดีก็จะตามมา ปัญหาสังคมต่างๆ ก็จะลดน้อยลง และอาจจะหมดไปในที่สุด
พระพุทธศาสนาเรียกหลักของการประพฤติดีทางกาย วาจา และใจ นี้ว่า สุจริต มี ๓ อย่าง คือ
๑. กายสุจริต ความประพฤติดีทางกาย
๒. วจีสุจริต ความประพฤติดีทางวาจา
๓. มโนสุจริต ความประพฤติดีทางใจ [2]
พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญต่อการประพฤติทางกาย วาจา และใจมาก โดยเฉพาะใจ เพราะถ้ามนุษย์ในสังคมไม่มีความโลภ ไม่คิดพยาบาทปองร้ายคนอื่น และมีความเห็นถูกต้องตามคลองธรรมแล้ว โอกาสที่จะไปประพฤติชั่วทางกาย และวาจาก็ไม่มี แต่ที่มนุษย์บางคนได้ประพฤติชั่วทางกายและวาจา เช่น การฆาตกรรม ทำการโจรกรรม โกหกหลอกลวงเป็นต้นนั้น เป็นเพราะเขามีใจที่มีความคิดในการประพฤติทุจริต คือ มีความโลภ มีความพยาบาท มีความเชื่อในทางที่ผิดจากคลองธรรม ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคม ในเบื้องต้นต้องมีมโนสุจริตเสียก่อน คือ ไม่โลภ ไม่คิดพยาบาทปองร้ายคนอื่นและมีความเชื่อในทางที่ถูกต้อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มโนสุจริตนั่นแหละก็จะส่งผลให้กายและวาจามีการประพฤติสุจริตด้วย
นอกจากนี้แล้ว สังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้นั้น คนในสังคมจะต้องรู้จักหน้าที่ของตนเอง และสามารถปฏิบัติตามหน้าที่นั้นได้ด้วย หน้าที่ที่จะพึงปฏิบัติต่อกันนั้น พระพุทธศาสนา เรียกว่า ทิศ มี ๖ ประการ คือ
๑. ทิศเบื้องหน้า คือบิดามารดา เป็นหน้าที่ของบุตรจะพึงปฏิบัติต่อบิดามารดา เมื่อบิดามารดาได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อบุตรด้วยเช่นกัน
๒. ทิศเบื้องขวา คือ อาจารย์ เป็นหน้าที่ของศิษย์จะพึงปฏิบัติต่ออาจารย์ เมื่ออาจารย์รับการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อศิษย์ด้วยเช่นกัน
๓. ทิศเบื้องหลัง คือ ภริยา เป็นหน้าที่ของสามีจะพึงปฏิบัติต่อภริยา เมื่อภริยาได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อสามีด้วยเช่นกัน
๔. ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตร เป็นหน้าที่ของกุลบุตรจะพึงปฏิบัติต่อมิตร เมื่อมิตรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อกุลบุตรด้วยเช่นกัน
๕. ทิศเบื้องต่ำ คือ บ่าว เป็นหน้าที่ของนายจะพึงปฏิบัติต่อบ่าว เมื่อบ่าวได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อนายด้วยเช่นกัน
๖. ทิศเบื้องบน คือ สมณพราหมณ์ เป็นหน้าที่ของกุลบุตรจะพึงปฏิบัติต่อสมณพราหมณ์ เมื่อสมณพราหมณ์ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อกุลบุตรด้วยเช่นกัน [3]
เมื่อสังคมมีปัญหาเกิดขึ้น จะด้วยความอยากได้วัตถุกามมาครอบครองและปรนเปรอตน ด้วยความเกลียดชังบางสิ่งบางอย่างที่ตนไม่ชอบใจ และพยายามกำจัดสิ่งที่ตนเกลียดชังนั้นออกไป หรือจะเกิดขึ้นเพราะความหลงประพฤติในทางที่ผิดก็ตาม สภาวะเช่นนี้ล้วนแล้วมีฐานมาจากจิตที่ประพฤติทุจริต เมื่อจิตประพฤติทุจริตเช่นนี้ จิตนั้นก็จะสั่งบังคับให้กาย วาจา ประพฤติทุจริตด้วย จนคนในสังคมสับสนกับบทบาทหน้าที่ที่ตนจะพึงปฏิบัติต่อคนอื่น ๆ และเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ปัญหาสังคมในด้านต่างๆก็เกิดตามขึ้นมา กลายเป็นสังคมที่วุ่นวาย ปราศจากความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน นี้เป็นบทบาทของกามในแง่ลบที่มีต่อสังคม
แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนมีความใฝ่ดี นั่นหมายถึง กามสนับสนุนการประพฤติดี คือความโลภถูกควบคุมด้วยความไม่โลภ แล้วแทนที่ด้วยความสันโดษ ยินดีพอใจในวัตถุกามที่ตนแสวงหามาได้ด้วยความเพียรพยายาม ซึ่งไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่นทั้งทางด้านร่างกายและทรัพย์สิน ความพยาบาทปองร้ายถูกควบคุมด้วยความไม่คิดเบียดเบียน และแทนที่ด้วยความเมตตากรุณา และความเชื่อในทางที่ผิดถูกควบคุมด้วยความเชื่อที่ถูกต้องตามคลองธรรมแล้วไซร้ จิตที่ประพฤติสุจริตนั้นก็จะแสดงออกมาทางกายและวาจาในทางที่สุจริตด้วย คือ ไม่ละเมิดสิทธิทางร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลอื่น และจะทำให้มนุษย์ทุกคนรู้บทบาทและหน้าที่ที่ถูกต้องของตนเอง ที่จะพึงปฏิบัติต่อคนในสังคมรอบข้าง เช่น เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน เป็นสามีที่ดีของภริยา เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นพลเมืองที่ดีของชาติ และเป็นศาสนิกที่ดีของศาสนาเป็นต้น เมื่อคนในสังคมรู้บทบาทหน้าที่ของตนอย่างนี้แล้ว ปัญหาสังคมในด้านต่างๆก็จะลดน้อยลงหรือไม่มีเลย
กามนี้มีทั้งให้ประโยชน์และให้โทษแก่ผู้บริโภคใช้สอย ขึ้นอยู่กับว่าจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร เมื่อได้บริโภคกามแล้ว จะยึดติดหรือไม่ สำหรับบรรพชิตผู้ที่เสพบริโภคกามแล้ว หลงมัวเมา ยึดติดอยู่กับกามนั้น ก็จะเป็นเหตุให้แสวงหาลาภสักการะในทางที่ไม่เหมาะสม คือแสวงหาด้วยวิธีการที่นอกพระธรรมวินัยมากขึ้น นำไปสู่การประพฤติละเมิดสิกขาบทมากขึ้น และก็จะเป็นอุปสรรคต่อการประพฤติธรรม แต่ถ้าหากบริโภคกามแล้ว ไม่ยึดติด ไม่หลงมัวเมาอยู่กับกาม แต่บริโภคเพื่อความอยู่ได้ของร่างกาย จะได้ทำความเพียรในการบำเพ็ญธรรม การดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ของบรรพชิตนั้นก็เป็นไปด้วยความไม่ประมาท ก็จะมีเวลามากขึ้นในการที่จะประพฤติธรรม ซึ่งจะส่งผลตามมา คือ การบรรลุคุณธรรมที่สูงขึ้น ดังนั้น บรรพชิตควรดำรงชีวิตตามหลักอปัณณกปฏิปทา
ส่วนชีวิตของฆราวาส กามก็นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อความเป็นอยู่ของฆราวาสมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เพราะปัญหาทั้งสองด้านนั้น มีความเกี่ยวเนื่องกัน เมื่อคนไม่มีเงินใช้ ก็อาจจะปล้น หรือขโมยของคนอื่นเป็นต้น ฉะนั้น ฆราวาสต้องมีศีลธรรมมาควบคุม ยับยั้งความอยากให้มีขีดจำกัด ด้วยหลักของศีล ๕ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ การงดเว้นจากอบายมุข และด้วยหลักของความสันโดษ ยินดีพอใจในวัตถุที่ตนแสวงหามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมเป็นต้น ชีวิตก็จะราบรื่น มีเวลาในที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมมากขึ้น
ถึงแม้ว่ากาม บุคคลทั่วไปจะเข้าใจหนักไปทางการกระทำทางเพศก็ตาม ซึ่งก็เป็นความเข้าใจที่ถูกส่วนหนึ่งของคำว่ากาม แต่ตามความหมายของพุทธปรัชญา กามในพุทธปรัชญานั้นมีความหมายแยกออกเป็น ๒ ประการ คือ
๑. กิเลสกาม กามที่เป็นส่วนของกิเลส ที่ทำให้เกิดความอยาก ความใคร่ ความยินดี ความชอบใจ ความติดตรึงใจ ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ เช่น โลภะ ความโลภ ตัณหา ความทะยานอยาก อรติ ความยินดียิ่ง อภิชฌา ความเพ่งเล็งของคนอื่น และ ราคะ ความกำหนัดเป็นต้น
๒. วัตถุกาม กามที่เป็นส่วนของวัตถุ ได้แก่ รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งที่ชอบใจที่เกลียด และที่รู้สึกเฉยๆ เมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้ม หรือได้สัมผัส นอกจากนี้แล้ว ยังหมายถึงกามคุณของผู้เกิดในอบาย ในโลกมนุษย์ สวรรค์ และพรหมทั้งรูปพรหมและอรูปพรหมอีกด้วย เพราะทั้งหมดนี้เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ความมัวเมานั่นเอง
กามทั้ง ๒ ประการนี้ แตกต่างกันตรงที่กิเลสกามเป็นเจตสิกที่เป็นกิเลส ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ทำให้ใคร่อยากได้ ส่วนวัตถุกามนั้น เป็นส่วนที่สามารถสัมผัสได้ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย อาจจะชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือเฉยๆ เมื่อได้สัมผัส
มโนทัศน์ฝ่ายพระวินัยปิฎก เห็นว่า กามโดยเฉพาะกามที่เป็นของเพศตรงกันข้าม จัดว่ามีอิทธิพลต่อทุกคน เพราะธรรมดาว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อื่นใด ไม่สามารถจะครอบงำจิตของบุรุษได้ดีเท่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะของสตรี กามเหล่านี้ไม่ใช่กิจของสมณะที่จะไปคลุกคลีด้วย เพราะจะทำให้หลงบทบาทหน้าที่ที่บรรพชิตจะพึงประพฤติปฏิบัติตามหลักของพระธรรมวินัย นอกจากนี้แล้ว พุทธปรัชญาเถรวาทยังมีความเห็นในเรื่องกามอีกว่า การที่บรรพชิตคลุกคลีด้วยกามคุณนั้น ถ้าไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะเป็นอันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ เพราะจะทำให้เป็นคนเลี้ยงยาก เป็นคนมักมากในปัจจัย ๔ เป็นคนไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยเพื่อขัดเกลากิเลสของตนให้เบาบางหรือหมดสิ้นไป และเป็นคนไม่สำรวมระวังอินทรีย์เป็นต้น อันจะเป็นเหตุให้แสวงหาปัจจัย ๔ ในทางที่ไม่เหมาะสมแก่ความเป็นสมณะ และประพฤติละเมิดพระวินัยมากขึ้น เพราะความอยากในวัตถุกามโดยปราศจากความละอาย ดังมีภิกษุหลายรูปที่ละเมิดสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว จนเป็นเหตุให้พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นเพิ่มเติมอีก
มโนทัศน์ฝ่ายพระสุตตันตปิฎก เห็นว่า การคลุกคลีด้วยกามเป็นเหตุให้ประพฤติทุศีล เพราะเมื่อมนุษย์มีความอยากได้ในสิ่งที่ตนชอบใจ ก็อาจจะทำการฆาตกรรมคนอื่นที่จะมายื้อแย่งตน หรืออาจจะทำการโจรกรรมวัตถุสิ่งของอันมีค่าของคนอื่น ที่ตนอยากได้มาครอบครอง หรืออาจจะทำการละเมิดทางเพศอันผิดประเพณี อาจจะกล่าวเท็จเพราะเห็นแก่สินบน หรืออาจจะเสพยาเสพย์ติด เพราะหลงมัวเมาในรสของยาเสพย์ติด
พุทธปรัชญาเถรวาท ยังเห็นว่า เมื่อกามเป็นเหตุให้ประพฤติทุศีล การประพฤติทุศีลนี้แหละ ได้ชื่อว่า สร้างปัญหาแก่สังคม เช่น การทะเลาะวิวาทกันของคนในสังคม เพราะอยากได้วัตถุกามมาครอบครอง การทำสงครามประหัตประหารกัน เพราะตนเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์หรืออยากได้มากกว่านั้น เหมือนบางประเทศที่พยายามจะทำสงครามกับประเทศที่ตนเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความสุขสบายของคนในประเทศของตนโดยไม่คำนึงว่า คนในประเทศที่ตนจะทำสงครามด้วยนั้น จะได้รับความทุกข์ทรมาน หรือต้องสูญเสียชีวิตมากเพียงใด เพราะความเห็นแก่ประโยชน์สุขของพวกตนฝ่ายเดียว
พุทธปรัชญายังมีความเห็นเรื่องกามอีกว่า เมื่อกามก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ แก่สังคม ทำให้สังคมได้รับความเดือดร้อน เพราะความประพฤติทุศีล ในทางตรงกันข้าม ถ้ามนุษย์ได้กามคุณมาปรนเปรออย่างพรั่งพร้อมแล้วดำเนินชีวิตอยู่ในหลักของศีลธรรม มีให้แบ่งปันแก่คนอื่นบ้าง มีทำบุญบ้าง มีรักษาศีลบ้าง ก็จะทำให้มีความสุขสำราญจากการบริโภคกามคุณนั้นได้เช่นเดียวกัน แต่เป็นสุขที่ยังเจือด้วยทุกข์อยู่ เป็นสุขที่ยังไม่ประณีต ไม่ประเสริฐ ยังมีความสุขอื่นที่ประณีตกว่า คือ ฌานสุข และฌานสุขก็ยังมีสุขอื่นที่ประณีตกว่า นั่นคือ นิพพานสุข จึงต้องละกามสุข เพื่อเข้าสู่ฌานสุข และต้องละฌานสุข เพื่อเข้าสู่นิพพานสุข
นอกจากนี้แล้ว พุทธปรัชญาเถรวาทในพระสูตร ยังมีความเห็นอีกว่า กามนั้นปรากฏเป็นดังเหยื่อล่อลวงให้บรรพชิตหลงติด จนไม่อาจถอนตนออกจากความสุขจากการบริโภคกามนั้นได้ เหมือนสัตว์ติดบ่วงของนายพราน ถูกนายพรานทำเอาได้ตามชอบใจ เมื่อบรรพชิตยึดติดในกามอย่างมัวเมา กิเลสฝ่ายโลภะก็จะพอกพูนขึ้น เจริญขึ้น ทำให้จิตเศร้าหมอง จิตไม่พร้อมที่จะบำเพ็ญธรรม ทำให้จิตกลับตกต่ำลง บำเพ็ญธรรมก็ยากที่จะบรรลุได้ เพราะจิตยังติดอยู่กับกาม เหมือนเมื่อครั้งที่พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ฉะนั้น หรือมีความพอใจแค่การได้ฌานสมาบัติ ไม่ยอมยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอยู่ต่อไป ดังนั้น พุทธปรัชญาจึงเห็นว่า กามนี้ปรากฏเป็นสิ่งที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่งสำหรับพระอริยบุคคล พระอริยบุคคลจึงบริโภคกามอย่างมีสติ มีปัญญา รู้เท่าทันกามตามความเป็นจริง เพราะกลัวการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีก
มโนทัศน์ฝ่ายพระอภิธรรมปิฎก เห็นว่า กระบวนการคิดของมนุษย์มักจะถูกกามกระตุ้นให้เกิดการคิดที่ผิดศีลธรรม ที่เรียกว่า มิจฉาสังกัปปะ คือ กระบวนการคิดที่เป็นไปในทางที่ปรารถนากามคุณ คิดในทางพยาบาทปองร้ายคนอื่น และคิดในทางเบียดเบียนคนอื่น เพราะธรรมดาปุถุชนก็มีกิเลสนอนเนื่องอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว เมื่อได้ประสบพบเห็นสิ่งที่ชอบใจ ก็อยากได้มาครอบครองในทางอันไม่ชอบธรรม หรือเมื่อประสบพบเห็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ ก็เกลียดชัง อยากกำจัดออกไปให้พ้นจากชีวิตของตน ดังนั้น พุทธปรัชญาฝ่ายอภิธรรมจึงมีความเห็นเน้นเรื่องกระบวนการคิดของสามัญชน ที่มักถูกกามทำให้หันเหไปทางที่ผิดศีลธรรม
ในพุทธปรัชญายังได้กล่าวถึงกระบวนการของกาม โดยกามนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการคิดอยากได้ อยากดู อยากเห็น อยากดม อยากลิ้มลอง อยากสัมผัส เพราะสมุฏฐานที่ทำให้กามเกิดขึ้นนั้นก็คือ ผัสสะ การกระทบกันระหว่างตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสัมผัส เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกแล้ว ถ้าชอบใจ ก็อยากได้ ถ้าไม่ชอบใจก็เกลียดชัง อนึ่ง กามคุณทั้ง ๕ ประการนี้ มีความแตกต่างกัน เพราะหน้าที่ในการรับรู้สิ่งที่มากระทบของอายตนะภายในต่างกัน ส่วนวิบากหรือผลที่จะได้รับจากกามนั้นมีทั้งส่วนดี และส่วนเสีย ขึ้นอยู่กับบุคคลว่า มีความใฝ่ดีหรือใฝ่ไม่ดี
อนึ่ง เมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอกแล้ว จิตนำไปคิดปรุงแต่ง จนทำให้เกิดความชอบใจ หรือไม่ชอบใจขึ้นมา กามจึงได้ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว เมื่อกามเกิดขึ้นแล้ว พุทธปรัชญาเถรวาทได้นำเสนอวิธีการดับกามนั้น ตามหลักแห่งอินทริยสังวร คือ การสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเมื่อเกิดการกระทบกันของอายตนะทั้งหลายแล้ว ให้กำหนดรู้เท่าทันตามสภาพความเป็นจริง แล้ววางใจเป็นอุเบกขา คือ เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าฟัง เมื่อได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น เมื่อลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้ม เมื่อถูกต้องโผฏฐัพพะก็สักแต่ว่าถูกต้อง หรือเมื่อรู้ธรรมารมณ์ก็สักแต่ว่ารู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เปิดช่องให้กิเลสเกิดขึ้น ผัสสะซึ่งเป็นสมุฏฐานให้กามเกิดก็เป็นอันดับไป เมื่อผัสสะดับแล้ว กามก็ได้ชื่อว่าดับตามไปด้วย หรืออาจจะให้วิธีการดับกามตามแนวแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือตามแนวแห่งอริยสัจ ๔ ก็สามารถดับกามได้เช่นกัน
พุทธปรัชญาเถรวาท ถือว่า กามนั้นให้วิบากหรือผลกระทบได้ ๒ แง่ คือ ให้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ซึ่งผลกระทบทั้งสองแง่นั้น แม้บรรพชิตในพระพุทธศาสนาเองก็ได้รับเฉกเช่นเดียวกันกับฆราวาส ขึ้นอยู่กับการบริโภคกามของท่านเหล่านั้นว่าเป็นไปเพื่อให้เกิดปัญญา หรือตัณหา ถ้าบริโภคเพื่อให้เกิดตัณหา ก็จะเป็นเหตุให้มีการประพฤตินอกพระธรรมวินัย และประพฤติล่วงละเมิดสิกขาบทมากขึ้น บางท่านถึงกับต้องอาบัติปาราชิกก็มี เพราะความหลงมัวเมาในกาม แต่สำหรับบรรพชิตผู้บริโภคกามเพื่อให้เกิดปัญญา คือ อาศัยการบริโภคกามนั้นเพื่อให้มีกำลังทางกายในการบำเพ็ญเพียรต่อไป ชีวิตพรหมจรรย์ก็จะประเสริฐขึ้น ภิกษุและสามเณรในปัจจุบันนี้จึงควรสำเหนียกปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะเป็นหลักแห่งอปัณณกปฏิปทา หรือหลักของตัดสินพระธรรมวินัย เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระศาสนา
ในแง่เศรษฐกิจ ความเสื่อมหรือวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลกระทบในแง่ลบของกาม ก็ควรจะควบคุมกามนั้นด้วยการทำความต้องการให้มีขีดจำกัด ด้วยความยินดีสันโดษ ในสิ่งที่แสวงหามาได้ด้วยความเพียรพยายาม แล้วดำเนินกิจการตามหลักของทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ เศรษฐกิจจึงจะมีความมั่นคง
ส่วนผลกระทบของกามในแง่สังคม พุทธปรัชญาเห็นว่า มีความเกี่ยวเนื่องและอิงกับเศรษฐกิจ เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ก็เกิดตามมา เช่น ปัญหาโจรกรรม ปัญหาฆาตกรรม ปัญหายาเสพย์ติดเป็นต้น ซึ่งเหตุผลของการก่อปัญหาเหล่านั้นก็แตกต่างกันออกไป เช่น เพื่อความอยู่รอด เป็นต้น ถ้าเศรษฐกิจดี ปัญหาสังคมก็จะเบาบางลง ทำให้คนรู้จักหน้าที่ที่ตนจะพึงปฏิบัติต่อกัน ซึ่งบทบาทหน้าที่ที่คนในสังคมจะพึงปฏิบัติต่อกันนั้น พระพุทธศาสนาเรียกว่า ทิศ ๖ เมื่อคนในสังคมรู้หน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อกันแล้ว ปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ก็จะลดน้อยลง หรือไม่มีเลย สังคมก็จะอยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เพราะพระพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาที่นิยมความสันติอยู่แล้ว ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นที่ยิ่งกว่าความสงบไม่มี”
[1] ขุ.สุ. ๒๕/๓๐๓/๓๔๖.
[2] ที.ปา. ๑๑/๒๒๘/๒๒๗, อภิ.สํ. ๓๔/๘๔๐/๓๒๗.
[3] ดูรายละเอียดใน ที.ปา. ๑๑/๑๙๙-๒๐๔/๒๐๓-๒๐๖.
๕.๒. ข้อเสนอแนะ
ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่าวัตถุกาม เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วทั้งโดยธรรมชาติและโดยการสร้างสรรขึ้นของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจทำลายให้หมดสิ้นได้ อีกทั้งบางสิ่งก็เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงไม่อาจจะทำเช่นนั้นได้ เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ แต่เราจะทำอย่างไร จึงจะอาศัยอยู่ร่วมกับกามโดยที่ไม่เอากามนั้นมาเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนหรือให้เกิดโทษต่อตนเองและสังคม ดังนั้นจึงขอเสนอวิธีการปฏิบัติตนต่อกาม เพื่อการดำรงตนได้อย่างถูกต้องและมีความสุขตามสมควร
๕.๒.๑. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
ในการดำรงชีวิตพรหมจรรย์ของภิกษุนั้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
๑. ภิกษุก็ควรสำรวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของตน เมื่อได้กระทบกับอารมณ์ที่น่าชอบใจ ก็ไม่ควรหลงมัวเมา หรือเมื่อได้กระทบกับอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ ก็ไม่ควรจะเกลียดชัง แต่ควรตั้งอยู่ในอุเบกขา ไม่ยินดียินร้าย เพราะแม้จะอาศัยวัตถุกามดำรงชีวิตก็เพียงเพื่อให้มีกำลังในการบำเพ็ญเพียร เพื่อละกิเลสกามในใจของตนนั่นเอง
๒. คณะสงฆ์และรัฐควรส่งเสริมให้ภิกษุมีความรู้ความเข้าใจพระธรรมวินัยให้มากขึ้น โดยการจัดการศึกษาให้แก่ภิกษุอย่างจริงจังและทั่วถึงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะความเข้าใจพระธรรมวินัยนำมาซึ่งความประพฤติที่อยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย
๓. คณะสงฆ์และรัฐควรสนับสนุนภาคปฏิบัติของภิกษุอย่างจริงจัง โดยการจัดตั้งสำนักปฏิบัติกรรมฐาน และมีกิจกรรมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพราะการปฏิบัติที่ถูกต้องนำมาซึ่งการลด ละ และไม่ยึดติดในกาม ถึงแม้จะอาศัยกามดำรงชีพก็ตาม
๔. คณะสงฆ์และรัฐควรจะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการควบคุมและดูแลความประพฤติของภิกษุ โดยมีอำนาจในการพิจารณาและลงโทษภิกษุผู้ประพฤติละเมิดสิกขาบทและกฎมหาเถรสมาคมตามสมควรแก่โทษอย่างจริงและมีระบบกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะจะทำให้เกิดความเกรงกลัวและละอายในการที่จะประพฤติละเมิด
ส่วนฆราวาสเพื่อให้ปฏิบัติตนต่อกามได้อย่างถูกวิธีและไม่เกิดโทษต่อตนและสังคม ดังนี้
๑. ควรจะรู้จักประมาณหรือรู้จักพอ คือ ยินดีพอใจในสิ่งที่หามาได้ด้วยความเพียรอันชอบธรรมซึ่งไม่เบียดเบียนตนและสังคมให้เดือดร้อน
๒. รัฐควรจัดอบรมครูผู้ที่จะสอนวิชาพระพุทธศาสนาให้มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดถึงการปฏิบัติตนตามหลักพุทธธรรม เช่น ศีล ๕ ทิศ ๖ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นต้น เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน
๓. รัฐควรจัดให้มีการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาในทุกระดับการศึกษา เพื่อเป็นการปลูกฝังคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง
๔. รัฐร่วมกับคณะสงฆ์ควรจัดให้มีการเข้าค่ายอบรมศีลธรรมแก่ข้าราชการตลอดถึงพนักงานของหน่วยงานเอกชน เพื่อจะเข้าถึงแก่นแท้ของชีวิตว่า บางครั้งก็ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยวัตถุมากก็สามารถทำให้มีความสุขได้เช่นกัน
๕.๒.๒. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย
งานวิจัยนี้ ได้กล่าวถึงมโนทัศน์เรื่องกามในพุทธปรัชญาเถรวาท ในลักษณะกว้างและครอบคุมโดยได้วิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องกามเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม แต่ยังมีแง่มุมที่อาจจะนำไปศึกษาได้อีกหลายประเด็น ตัวอย่างเช่น
๑. การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเรื่องกาม เปรียบเทียบระหว่างพุทธปรัชญากับลัทธิบริโภคนิยม
๒. การศึกษาในเชิงรัฐศาสตร์ เช่น กามกับนักการเมืองเป็นต้น อันเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ในสำนึกดีของการบริหารประเทศ
๓. การศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น กามกับปัญหาทางเศรษฐศาสตร์เป็นต้น โดยมุ่งประเด็นไปที่การดิ้นรนประกอบอาชีพ เพื่อให้อยู่ได้หรือเพื่อกาม
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี