โครงการธรรมศึกษาวิจัย

กามคุณอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา กามคุณอุปสรรคบรรลุธรรมช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษา กามคุณอุปสรรคบรรลุธรรมเป็นที่เข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

ธีรเมธี

ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑  กามคุณ

    พระพุทธเจ้าและพระสาวกในครั้งพุทธกาล  ที่ท่านเหล่านั้นได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกามในแง่มุมต่างๆ  อย่างหลากหลายมีทั้งในแง่บวกและแง่ลบดังที่นำเสนอแล้วในบทก่อนๆ  แต่ดูเหมือนว่าในบรรดาความเห็นทั้ง    แง่นั้นท่านเหล่านั้นจะแสดงในแง่ลบมากกว่าเพราะเรื่องกามนี้จะหนักไปในทางการบริโภคใช้สอยวัตถุซึ่งถ้าลุ่มหลงต่อการบริโภควัตถุนั้นเสียแล้วผลเสียในหลายด้านก็เกิดตามมาไม่ว่าจะเป็นการห่างเหินจากการประพฤติธรรมการทำให้เกิดการแสวงหาอันไม่สมควรต่างๆและเป็นผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย  เพราะบริโภคโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าต่อชีวิตเป็นต้นแต่กามที่ให้ผลในแง่บวกหรือในส่วนที่เป็นประโยชน์ก็มีอยู่  คือถ้าใครมีวัตถุสำหรับปรนเปรออำนวยความสะดวกแก่ตนมากก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความสุขสำราญในชีวิตปุถุชนได้อยู่แต่เป็นความสุขที่ยังปะปนด้วยความทุกข์อยู่มากนอกจากนั้นแล้วก็ยังได้ทราบกระบวนการของกาม  ซึ่งได้นำเสนอมาแล้วในบทที่ผ่านมาผลเสียอันเกิดจากกามซึ่งได้กำหนดขอบเขตไว้ใน    ด้านด้วยกัน  คือ  ผลกระทบในแง่ศาสนา  เศรษฐกิจ  และสังคมปัจจุบันกำลังได้รับอยู่นี้

.กามที่มีผลต่อผู้ปฎิบัติในพุทธศาสนา

  . ผลกระทบต่อการดำรงเพศสมณะ 

  การที่ภิกษุจะดำรงอยู่ในสมณะเพศของตนได้อย่างภาคภูมิใจและสมกับสภาวะของตนพระภิกษุเหล่านั้นต้องประพฤติตามหลักพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น  และทรงแสดงให้แล้วอย่างถูกต้องไม่ล่วงละเมิด  เมื่ออุบาสกอุบาสิกาเห็นภิกษุผู้ซึ่งดำรงตนตามหลักของพระวินัย  ก็จะถวายความอุปถัมภ์ด้วยปัจจัย๔ตามกำลังของตน  เพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นดำรงอยู่ได้  และความดำรงอยู่ได้นั้นคือดำรงอยู่ในหลักธรรมวินัยทำกิจหน้าที่ของความเป็นภิกษุได้สะดวกยิ่งขึ้น  ฉะนั้น  ภิกษุก็จะต้องทำตัวให้เป็นคนเลี้ยงง่าย  ไม่เที่ยวขอชาวบ้านผู้มิได้ปวารณาไม่ประจบประแจงเพื่อหวังลาภสักการะไม่เก็บสะสมของเคี้ยวของฉันไม่แสวงหาลาภสักการะในทางอันไม่เหมาะสมเช่น  การทำนายทายทักดวงชะตา  การทำเสน่ห์ให้ชายหญิงรักกันเป็นต้น  การไม่แสวงหาเช่นนี้  เป็นการประพฤติตามหลักของพระวินัย  ซึ่งเป็นการดำรงชีวิตอันประเสริฐเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของตน

  การดำรงชีวิตของความเป็นสมณะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติสิกขาบท๒๒๗ข้อ  และอภิสมาจารอีกมากที่มานอกพระปาติโมกข์สำหรับพระภิกษุทั้งหลาย  ถ้าพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าที่ทรงบัญญัติสิกขาบทเหล่านั้นก็เพราะไม่ทรงพระประสงค์จะให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกินความจำเป็นและฟุ่มเฟือยซึ่งเป็นเหตุนำมาซึ่งความหลงมัวเมาและประมาทในชีวิตพรหมจรรย์  และจะทำให้ไม่สนใจในหน้าที่  คือการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขาคือศีลสมาธิปัญญา  อีกอย่างหนึ่งทรงพระประสงค์จะให้ภิกษุอาศัยวัตถุเพียงเล็กน้อยที่จำเป็นเท่านั้นก็สามารถดำรงอยู่ได้  คือมีความสุขได้ด้วยวัตถุแม้เพียงเล็กน้อยสิ่งของเครื่องใช้สอยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของภิกษุที่เรียกว่า  อัฐบริขาร  คือ  จีวร  สังฆาฏิ  สบง  ประคดเอว  บาตร  ธรรมกรก  เข็ม  มีดโกน  นอกจากบริขาร    ประการที่กล่าวแล้วนี้  ปัจจัย  [1]  คือเครื่องนุ่งห่มอาหารบิณฑบาต  ที่อยู่อาศัย  และยารักษาโรคถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะการเป็นอยู่ของทุกคนต้องเกี่ยวเนื่องด้วยปัจจัย    การที่จะได้ปัจจัย๔นั้นมาบริโภคใช้สอยก็จะต้องมีการแสวงหาเมื่อแสวงหาปัจจัย    มาได้แล้วจะบริโภคใช้สอยอย่างไรจึงจะทำให้เกิดมีคุณภาพชีวิต  จะบริโภคใช้สอยด้วยปัญญา  หรือ  ด้วยตัณหา

  พระธรรมปิฎก  ( ป.อ. ปยุตฺโต ) ได้กล่าวความแตกต่างกันของการใช้สอยปัจจัยที่จะมุ่งไปเพื่อตัณหาหรือปัญญาว่า

บริโภคด้วยปัญญาต่างกับบริโภคด้วยตัณหาอย่างไรบริโภคด้วยตัณหาก็คือบริโภคเพื่อเสพรส  เพื่อมุ่งเอร็ดอร่อยคือสนอง

ความรู้สึกชอบใจไม่ชอบใจให้เกิดสุขทุกข์ในที่นี้ก็คือไม่เอาทุกข์จะเอาแต่สุขที่ว่าสุขในกรณีของอาหารก็คืออร่อยเป็นการสนอง

ตัณหาซึ่งอยากบำเรอตาหูจมูกลิ้นกายถ้าเป็นเครื่องนุ่งห่มก็เป็นความสวยงามความโก้เก๋ตลอดจนประกวดประชันแข่งฐานะกัน

เอาอาหารเอาเครื่องนุ่งห่มเอาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องอวดแสดงฐานะการทำอย่างนี้ท่านว่าไม่เป็นการสนองความต้องการที่แท้จริง

ของชีวิตพูดภาษาสมัยใหม่ไม่เป็นว่ามันไม่ได้เป็นเครื่องแสดงการมีคุณภาพชีวิต[2]

  ถ้าเราบริโภคใช้สอยปัจจัย๔  เพื่อความเอร็ดอร่อยเพื่อความเสพรสเพื่อความโก้เก๋เพื่ออวดฐานะกันเป็นการบริโภคใช้สอยปัจจัย    ด้วยตัณหา  เป็นการสนองความต้องการที่ไม่มีของเขต  เพราะธรรมดาความต้องการของมนุษย์ไม่มีจำกัดอยู่แล้ว  และการบริโภคด้วยตัณหาเช่นนี้  จะทำให้เกิดค่าครองชีพที่สูงขึ้น  การที่ค่าครองชีพสูงขึ้นมิได้แสดงว่า  จะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเสมอไป  เพราะมีบางประเทศที่พัฒนาแล้ว  ค่าครองชีพสูง  แต่ว่าประชากรเป็นโรคหัวใจ  โรคความดันโลหิตสูง  ซึ่งในประเทศที่ยากจนกลับไม่ค่อยมีโรคเหล่านี้

  ภิกษุซึ่งอยู่ในภาวะของผู้สงบ  สันโดษ  มักน้อยในปัจจัย    บริโภคให้สอยปัจจัยเหล่านั้น  เพื่อความอนุเคราะห์พรหมจรรย์  เพื่ออันยังอัตภาพนี้ให้เป็นไปได้  ไม่ใช่เพื่อความหลงมัวเมา  มิใช่เพื่อประดับตกแต่งหรือความโก้เก๋  ดังบทพิจารณาตังขณิกปัจจเวกขณะที่ว่า   

บทพิจารณาขณะใช้สอยจีวร

ปฏิสงฺขา  โยนิโส  จีวรํ  ปฏิเสวามิ  เราย่อมพิจารณาโดยแยบคาย  แล้วนุ่งห่มจีวร

ยาวเทว  สีตสฺส  ปฏิฆาตาย  เพียงเพื่อบำบัดความหนาว

อุณฺหสฺส  ปฏิฆาตาย  เพื่อบำบัดความร้อน

ฑงฺสมกสวาตาตปสิริงฺสปผสฺสานํ  ปฏิฆาตาย  เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบ  ยุง  ลม  แดด  และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

ยาวเทว  หิริโกปินปฏิจฺฉาทนตฺถํ  และเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะ  อันให้เกิดความละอาย

บทพิจารณาขณะฉันภัตตาหาร

ปฏิสงฺขา  โยนิโส  ปิณฺฑปาตํ  ปฏิเสวามิเราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาต

เนว  ทวาย  ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน  สนุกสนาน

  มทาย    ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน 

  มณฺฑนาย  ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ

  วิภูสนาย    ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง

ยาวเทว  อิมสฺส  กายสฺส  ฐิติยา    แต่ให้เป็นไปเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้

ยาปนาย    เพื่อความเป็นไปได้แห่งอัตภาพ

วิหิงสุปรติยา    เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย

พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย  เพื่ออนุเคราะห์แก่การประพฤติพรหมจรรย์

อิติ  ปุราณญฺจ  เวทนํ  ปฏิหงฺขามิ   ด้วยการทำอย่างนี้  เราย่อมระงับเสียได้  ซึ่งทุกขเวทนาเก่า  คือ  ความหิว

นวญฺจ  เวทนํ    อุปฺปาเทสฺสามิ  และไม่ทำทุกขเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น

ยาตรา    เม  ภวิสฺสติ  อนวชฺชตา    อนึ่ง  ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วย

ผาสุวิหาโร  จาติ    ความเป็นผู้ไม่มีโทษด้วย  และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วย  จักมีแก่เรา 

บทพิจารณาขณะใช้สอยเสนาสนะ

ปฏิสงฺขา  โยนิโส  เสนาสนํ  ปฏิเสวามิ  เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วใช้สอยเสนาสนะ

ยาวเทว  สีตสฺส  ปฏิฆาตาย      เพียงเพื่อบำบัดความหนาว

อุณฺหสฺส  ปฏิฆาตาย    เพื่อบำบัดความร้อน

ฑงฺสมกสวาตาตปสิริงสปสมฺผสฺสานํ  ปฏิฆาตาย  เพื่อบำบัดสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุงลมแดด  และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย

ยาวเทว  อุตุปริสฺสยวิโนทนํ  ปฏิสลฺลานารามตฺถํ  เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายอันจะพึงมีจากดินฟ้าอากาศ  และเพื่อความเป็นผู้ยินดี

  อยู่ได้ในที่หลีกเร้นสำหรับภาวนา

บทพิจารณาขณะบริโภคยา

ปฏิสงฺขา  โยนิโส  คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ  ปฏิเสวามิ

เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วบริโภคเภสัชบริขารอันเกื้อกูลแก่คนไข้

ยาวเทว  อุปฺปนฺนานํ  เวยฺยาพาธิกานํ  เวทนานํ  ปฏิฆาตาย 

เพียงเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอันบังเกิดขึ้นแล้ว  มีอาพาธต่างๆเป็นมูล

อพฺยาปชฺฌปรมตายาติ 

เพื่อความเป็นผู้ไม่มีโรคเบียดเบียน  เป็นอย่างยิ่ง  [3]

  ในสภาพความเป็นจริงของสังคมปัจจุบัน  ซึ่งเป็นสังคมบริโภคนิยม  โดยเฉพาะสังคมไทยเป็นสังคมนักเสพ  ไม่ใช่นักผลิต  สิ่งอำนวยความสะดวกสบาย  ส่วนมากสั่งมาจากต่างประเทศ  ถึงกระนั้นก็ตาม  เพื่อความสะดวกสบายของตนเอง  เมื่อสังคมชาวบ้านตกอยู่ภายใต้กระแสนักเสพนักบริโภค  การใช้จ่ายของชาวบ้านในการบำรุงพระพุทธศาสนาก็มีเยอะขึ้นตามลำดับ  จนระบบการทำบุญในทางพระพุทธศาสนาเสียไป  คือทำบุญไม่ใช่เพื่อบุญหรือเพื่อความดีงาม  แต่ทำบุญเพื่อเอาหน้า  ทำบุญเพื่อชื่อเสียงเป็นต้น  เลยทำให้ภิกษุบางรูปซึ่งถูกลาภสักการะครอบงำ  ก็เปลี่ยนพฤติกรรมไปตามกระแสของระบบการทำบุญเอาหน้า  ด้วยการโฆษณาป่าวประกาศเชิญชวนศาสนิกทำบุญสร้างศาสนสถานต่างๆ  อย่างใหญ่โตมโหฬาร  ไม่เอาใจใส่ต่อการศึกษาพระธรรมวินัย  ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพระศาสนา 

  ภิกษุบางรูปก็ใช้วิธีการชักชวนแบบเอาสวรรค์มาล่อ  เอานรกมาขู่  ด้วยความอยากขึ้นสวรรค์  ไม่อยากตกนรกของชีวิตหลังความตาย  ประชาชนทั้งผู้มีฐานะ  และไม่ค่อยมีฐานะก็เลยแข่งกันทำบุญยกใหญ่  ภิกษุบางรูปแสวงหาด้วยการให้ของน้อย  แต่หวังสิ่งตอบแทนมาก  แสวงหาด้วยการทำการค้าขาย  เช่น  ขายพระเครื่องเป็นต้น  แสวงหาด้วยการเป็นหมอแผนโบราณรักษาคนไข้  ด้วยการทำน้ำมนต์เสกเป่า  และที่ยิ่งไปกว่านั้น  ภิกษุบางรูปแสวงหาลาภสักการะด้วยเดรัจฉานวิชา  [4]  มีการทำเสน่ห์ให้หญิงชายรักกัน  การทำให้ผู้นั้นผู้นี้ถึงความวิบัติ  การใช้ภูตผีอวดฤทธิ์เดชต่างๆ  การทำนายทายทัก  เช่น  บอกใบ้หวย  ดูดวงชะตาเป็นต้น  และความรู้ในอันทำให้หลงงมงาย  เช่น  หุงปรอทให้มีอิทธิฤทธิ์  หุงเงินหรือทองแดงให้เป็นทองเป็นต้น

  การแสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการเหล่านี้  ถือว่าเป็นวิธีการที่ผิดพระวินัย  เป็นวิธีการที่นอกรีตของบรรพชิตทั้งสิ้น  เป็นวิธีการแสวงหาลาภสักการะที่ไม่ประเสริฐเลย  เป็นการแสดงกิริยาแสวงหาเลี้ยงชีพในทางอันไม่สมควรที่เรียกว่า  อเนสนา  [5]  คือ  การแสวงหาลาภสักการะอันไม่สมควร  ซึ่งมีโทษทั้งทางโลกและทางพระบัญญัติ

  ถึงแม้ว่า  การแสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการที่ผิดพระวินัยของพระสงฆ์เหล่านี้  จะเป็นวิธีการเลี้ยงชีพที่เป็นมิจฉาชีพสำหรับบรรพชิต  แต่บรรพชิตในครั้งพุทธกาลบางรูปก็ได้ประพฤติเลี้ยงชีพมาแล้ว  จนเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อเป็นข้อปฏิบัติร่วมกันของพระสาวก  และเป็นการป้องกันมิให้พระสาวกทั้งหลายแสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการเหล่านั้น  อันจะทำให้เสียกิจหน้าที่ของความเป็นบรรพชิต  และจะเป็นอันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์  อันเนื่องมาจากความมักมากและมัวเมาในลาภสักการะ  ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วก็จริง  แต่ภิกษุบางท่านก็ยังประพฤติล่วงละเมิดอยู่  กระทั่งถึงภิกษุในปัจจุบันนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย  ที่แสวงหาลาภสักการะด้วยวิธีการอันไม่เหมาะแก่ความเป็นสมณะของตน  เพราะกระแสของกามนิยม  หรือกระแสความต้องการของมนุษย์  ที่มีความต้องการทรัพย์สิน  เงิน  ทอง  ชื่อเสียง  เกียรติยศที่ไม่มีขอบเขต

  ภิกษุในพระพุทธศาสนานั้นจะต้องดำรงชีวิตให้มีความสุขด้วยวัตถุให้สอยเพียงเล็กน้อย  คือถึงจะมีเครื่องให้สอยน้อยก็มีความสุขได้  โดยให้ใช้สอยปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต  ที่เรียกว่า  นิสสัย* มี    อย่าง  คือ  เที่ยวบิณฑบาต  นุ่งห่มผ้าบังสุกุล  อาศัยอยู่ใต้โคนไม้  และฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า  เป็นหลักในการดำรงชีวิต  และทำกิจหน้าที่ของตนในการศึกษาและปฏิบัติตามหลักของพระธรรมวินัย  เพื่อทำชีวิตพรหมจรรย์ของตนให้มีความสมบูรณ์

  ประเด็นของความเหมาะสมและความจำเป็นในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก  สำหรับพระเถระชั้นผู้ใหญ่ผู้บริหารงานคณะสงฆ์  เช่น  เจ้าคณะอำเภอ  เจ้าคณะจังหวัด  เจ้าคณะภาค  เจ้าคณะหนเป็นต้น  ซึ่งต้องติดต่อประสานงานกับพระที่อยู่ในเขตการปกครอง  ดูแลกิจของสงฆ์  และให้การอบรมแก่พระในสังกัดที่ตนเองปกครอง  ตลอดถึงการเข้าไประงับอธิกรณ์ต่างๆ  ที่เกิดขึ้น  ให้มีความถูกต้อง  รวดเร็ว  ไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา  ก็ถือว่า  พระเถระเหล่านี้มีความเหมาะสม  และจำเป็นในการที่จะต้องใช้โทรศัพท์ก็ดี  รถยนต์ก็ดี  โทรทัศน์ก็ดี  คอมพิวเตอร์ก็ดีเพราะจะทำให้การปกครองคณะสงฆ์ในสังกัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  สะดวกในการคมนาคม  การสื่อสาร  การติดตามข่าวสารของโลกปัจจุบันแล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการปกครอง  และงานด้านเอกสาร  เมื่อพิจารณาจากการบริหารงานตรงนี้แล้ว  ก็ถือว่า  พระเถระเหล่านี้  มีความจำเป็นจริง  ที่จะต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้  เพราะถ้าจะให้ท่านเหล่านั้นเดินทางไปประชุมหรือดูแลความเรียบร้อยของวัดในสังกัดโดยทางรถโดยสารประจำทางก็ดูกระไรอยู่  หรือจะให้ท่านเหล่านั้นเขียนจดหมายเกี่ยวกับงานที่เร่งด่วน  แล้วส่งไปรษณีย์  ก็คงจะไม่ทันการณ์  เพราะพระเถระเหล่านั้นบางท่านก็อายุ  ๗๐ –๘๐  ปี  แล้ว  และท่านเหล่านั้น  ก็มีเงินพอที่จะหาสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นมาใช้สอยได้  และมีวุฒิภาวะในการใช้สอย  การใช้สอยสิ่งเหล่านี้ของพระเถระระดับนี้คงจะทำให้เกิดประโยชน์ในการบริหารงานคณะสงฆ์ที่รับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย  คงจะไม่เป็นไปเพื่อโอ้อวด  เพื่อโก้เก๋  หรือเพื่อแข่งฐานะกันเป็นแน่

  สำหรับภิกษุรูปที่ได้รับความเคารพนับถือของญาติโยมมาก  เพราะปฏิปทาที่เน้นหนักในทางการปฏิบัติ  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามที่ว่า  พระเกจิอาจารย์  ซึ่งต้องเดินทางไปอนุเคราะห์สงเคราะห์ญาติโยมในกิจนิมนต์ต่างๆ  ทั้งใกล้และไกลเห็นว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นที่จะมีรถยนต์  หรือโทรศัพท์ใช้  เพื่อความสะดวกในการเดินทางและการติดต่อสื่อสาร

  ส่วนภิกษุและสามเณรผู้ที่ไม่มีหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์  หรือบริหารงานด้านอื่นๆของคณะสงฆ์  ผู้วิจัยเห็นว่า  ไม่มีความเหมาะสมและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีโทรศัพท์มือถือ  หรือรถยนต์ใช้เป็นการส่วนตัว  เพราะเท่าที่สังเกตจะเห็นว่า  ภิกษุและสามเณรเหล่านี้ส่วนมากจะใช้เพื่อความโก้เก๋  อวดแข่งกัน  เป็นการใช้เพื่อสนองกามตัณหามากกว่าที่จะใช้เพราะความจำเป็นหรือเพื่อสนองปัญญาของตน  อีกอย่างหนึ่ง  บางรูปยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ  และก็ไม่ค่อยจะรู้กาลเทศะในการใช้สอย  บางท่านคุยโทรศัพท์ในที่สาธารณะ  ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  การทำเช่นนั้นอาจจะทำให้ศรัทธาไทยของศาสนิกตกไป  หรือเสื่อมศรัทธาได้  เพราะความอยากอวด 

  อย่างไรก็ตาม  การใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้  ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของผู้ใช้และความเหมาะสมกับสมณสารูปของผู้ใช้เป็นหลัก  และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของพระภิกษุและสามเณรนั้น  ต้องเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการบำเพ็ญสมณธรรม  คือการดำเนินชีวิตไปตามหลักไตรสิกขา  ถ้าสิ่งไหน  เมื่อนำมาใช้แล้ว  ขวางต่อการดำเนินชีวิตตามหลักไตรสิกขา  ก็ควรที่จะละสิ่งนั้นเสีย

 

...  ผลกระทบต่อการบรรลุมรรคผล 

  ในเมื่อกามเป็นได้ทั้งสิ่งที่จะไปทำลายหรือ  สนับสนุนการดำเนินเข้าสู่กระแสของพระนิพพาน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการบริโภคใช้สอยกามนั้นว่าเพื่อเสพเพื่อความสนุกสนานหรือเพื่อความสวยงามซึ่งเรียกว่าบริโภคแบบตัณหาหรืออยากใช้สอยเพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตเกิดการพัฒนาสติปัญญาเป็นการสนับสนุนในการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลสมาธิปัญญาเรียกว่าใช้สอยแบบฉันทะ  การบริโภคใช้สอยสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้มีความแตกต่างกันที่ชัดเจนดังที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้กล่าวไว้ว่า

ตามหลักของพระศาสนาเมื่อเรากินโดยได้สนองความต้องการในการทำให้เกิดคุณภาพชีวิตเราก็จะมีความสุขขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความสุขทางปัญญาก็เปลี่ยนจากตัณหามาเป็นฉันทะ  อยากกินเพื่อเสพเรียกว่าตัณหา  อยากกินเพื่อคุณภาพชีวิตเรียกว่าฉันทะ  แยกกันไปคนละทิศ  [6]

  การบริโภคแล้วทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีจนเกิดมีความสมบูรณ์ในชีวิตพรหมจรรย์เห็นได้ชัดเจนมากคือในสมัยที่พระสิทธัตถโพธิสัตว์กำลังบำเพ็ญทุกกิริยาอยู่นั้นมีอยู่วาระหนึ่งที่พระองค์ลดปริมาณการเสวยพระกระยาหารจนในที่สุดไม่เสวยเลยทำให้พระวรกายของพระองค์อ่อนแอไม่สามารถจะเจริญสมาธิได้จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดก็ไม่สามารถทำให้พระองค์บรรลุพระโพธิญาณได้ในขณะนั่นเองก็มีอุปมา  3  ข้อ[7]  เกิดเป็นข้อคิดแก่พระองค์อย่างอัศจรรย์  ทำให้พระองค์กลับมาเสวยพระกระยาหารเช่นเคยการกลับมาเสวยพระกระยาหารของพระองค์อีกนั้น  มิใช่เพื่อเสพ  เพื่อสนุกสนาน  หรือเพื่อความโก้เก๋แต่ประการใด  แต่เป็นการบริโภคเพื่อให้อัตภาพเป็นอยู่ได้  และเพื่อเป็นการสนับสนุนการเจริญศีลสมาธิปัญญา  อันจะนำมาซึ่งการบรรลุพระโพธิญาณ  เพราะเป็นการเสวยที่ไม่ทำให้กายและจิตติดใจ  หมกหมุ่น  มัวเมาอยู่กับสิ่งที่ได้เสวยนั้นคือมีทั้งกายและจิตหลีกออกจากกามโดยสิ้นเชิง  เมื่อการบริโภคไม่ทำให้เป็นการพอกพูนกิเลสเช่นนี้จิตของพระองค์จึงพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่พระโพธิญาณได้อย่างไม่ยาก  นี้เป็นกรณีตัวอย่างของการเสพบริโภคปัจจัย  แต่ไม่ยึดติด  กิเลสจึงไม่พอกพูน  ซึ่งเป็นการเสพบริโภคเพื่อให้มีพละกำลังในการทำความเพียร  จนในที่สุดพระองค์ก็ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ  ชีวิตพรหมจรรย์ของพระองค์ก็เป็นอันสมบูรณ์

  ในชีวิตพรหมจรรย์ของพระภิกษุแลสามเณรในโลกปัจจุบัน  ก็สามารถที่จะจัดการกับกามนั้นให้เป็นไปโดยถูกต้องตามธรรมวินัยได้เช่นกัน  เพราะเชื่อมั่นในพุทธธรรม  ถ้าใครสามารถดำเนินชีวิตตามได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์  ผู้นั้นก็จะสามารถบรรลุและสำเร็จพระอรหันต์ได้ดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

  อิเม    สุภทฺท  ภิกฺขู  สมฺมา  วิหเรยฺยุํ  อสุญฺโญ  โลโก  อรหนฺเตหิ  อสฺส

  ดูก่อนสุภัททะ  ถ้าภิกษุทั้งหลายจักอยู่โดยชอบไซร้โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย  [8]

 

  การดำรงชีวิตอยู่โดยชอบในที่นี้หมายถึงการดำรงชีวิตอยู่โดยวิธีการที่กิเลสจะไม่ถูกปรุงขึ้นมาจะทำ  จะพูด  จะคิด  จะขวนขวาย  จะกิน  จะใช้สอยอะไรก็ไม่มีความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น  ไม่ประมาทไม่มัวเมาแต่ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะทำไปด้วยปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้นว่าไม่เที่ยงแท้  เป็นทุกข์  มิใช่ตัวตน  หรือถ้าหากจะระบุให้ชัดเจนก็คือดำรงชีวิตอยู่ด้วยอริยมรรคมีองค์    เมื่อดำเนินชีวิตด้วยหลักอริยมรรคมีองค์๘  แล้วการบรรลุอริยมรรคอริยผลก็จะเกิดตามมา  ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในยุคสมัยพุทธกาล  ในโลกปัจจุบันนี้ก็สามารถที่จะปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์๘และสามารถบรรลุอริยมรรคอริยผลได้เช่นเดียวกัน

  แม้ในปัจจุบันนี้  จะมีสิ่งยั่วยวนล่อตาล่อใจมาก  ที่จะทำให้หลงติด  ถ้าภิกษุและสามเณรใช้บริโภคอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ใช้สอยด้วยความโลภความอยากได้อยากมี  จนเป็นเหตุให้เกิดความประมาทในชีวิตพรหมจรรย์ของตนเอง  การบริโภคใช้สอยวัตถุกามด้วยจุดประสงค์เช่นนี้  เป็นการบริโภคใช้สอยที่ทำให้กิเลสเกิดขึ้น  พอกพูนหนาขึ้น  เป็นการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ที่ขวางต่อการบรรลุพระนิพพาน  เปรียบเหมือนบุคคลที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ได้ศึกษาเส้นทางเดินรถมาเป็นอย่างดี  ขับรถออกเดินทางไปตามเส้นทางที่กำหนดเอาไว้พอเที่ยงวันก็แวะปั๊มน้ำมัน  เพื่อเติมน้ำมันและรับประทานอาหารมื้อเที่ยง  ขับรถไปอีกระยะหนึ่งคิดว่ายังไงก็ถึงเชียงใหม่อยู่แล้ว  แวะดูภาพยนตร์ตามโรงหนังดีกว่า  พอภาพยนตร์จบก็ค่ำพอดีก็เลยเข้าพักตามโรงแรม  ในวันต่อมาก็ทำเช่นเดียวกันนี้  ก็เลยเดินทางไม่ถึงเชียงใหม่  หรืออาจจะเพลิดเพลินจนลืมไปว่า  ตนเองต้องไปให้ถึงเชียงใหม่

 

  ภิกษุและสามเณรที่บริโภคใช้สอยปัจจัย๔และสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นวัตถุกามจนกิเลสเกิดพอกพูนอย่างนี้จัดว่าเป็นผู้ที่ยังไกลจากกระแสของพระนิพานเพราะหลงเพลิดเพลินอยู่กับวัตถุกามเหล่านั้นอาจจะคิดว่าแค่นี้ก็ทำให้ตนมีความสุขแล้ว  ซึ่งความสุขเช่นนี้นับว่าเป็นความสุขที่ไม่เที่ยงแท้  ไม่ยั่งยืน  เป็นความสุขที่ยังพร่องอยู่และเป็นความสุขที่ยังเจือด้วยทุกข์อยู่มากไม่ประเสริฐเลยยังมีความสุขที่ยิ่งกว่าคือฌานสุขและนิพพานสุข  ฉะนั้น  จึงต้องละกามสุข  เพื่อเข้าสู่ฌานสุข  และต้องละฌานสุข  เพื่อเข้าสู่นิพพานสุข  อันเป็นความสุขที่ประเสริฐ  โล่งโปร่ง  ไม่เจือด้วยทุกข์

ส่วนการเป็นอยู่โดยอาศัยสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นวัตถุกาม  เพื่อสนับสนุนการดำเนินชีวิตพรหมจรรย์ให้เป็นไปได้อย่างถูกต้อง  ตามหลักของอริยมรรคมีองค์๘  ซึ่งจะส่งผลในแง่ดีต่อการบรรลุอริยมรรค  อริยผล  เพราะสร้างความพอใจในการใช้สอยให้เกิดเป็นธรรมฉันทะคือยากให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อตนเอง  จึงไม่หลงมัวเมา  แต่รู้เท่าทันตามสภาพความเป็นจริงของสิ่งเหล่านั้น  กิเลสจึงไม่เกิดขึ้น  ตรงกันข้ามกิเลสกลับเบาบางลงและอาจหมดไปในที่สุดเปรียบเหมือนบุคคลที่มีความประสงค์จะเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่  และได้ศึกษาเส้นทางเป็นอย่างดี  ขับรถออกไปมุ่งหน้าสู่เชียงใหม่  แม้จะแวะเติมน้ำมันบ้างรับประทานอาหารบ้าง  แต่ก็มิได้แวะทำอย่างอื่น  ยังขับรถมุ่งหน้าเชียงใหม่ตามเส้นทางที่ศึกษามาแล้วนั้น  ในไม่ช้าก็จะสามารถเดินทางถึงจุดหมายปลายทางคือเชียงใหม่ได้  การแวะเติมน้ำมันหรือรับประทานอาหารก็เปรียบได้กับการบริโภคปัจจัย    ของภิกษุสามเณร  ซึ่งมีวัตถุประสงค์  เพื่อยังอัตภาพให้ดำเนินต่อไปได้  เพื่อจะได้มีกำลังในการบำเพ็ญความเพียรต่อไป  เพื่อมุ่งสู่กระแสของพระนิพพาน  ในไม่ช้าก็อาจสามารถถึ